facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 23 : บ้านผีสิง

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 23 : บ้านผีสิง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 21:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 23 : บ้านผีสิง
แบบอักษร

                วันหนึ่ง

                วันหยุดสุดสัปดาห์ยังคงเป็นเหมือนอย่างที่เคยเป็น มันเป็นวันอาทิตย์ที่ร้านดอกไม้ของผมปิดเป็นประจำแล้วผมก็เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน แต่ที่ไม่เหมือนคือทุกวันนี้ผมมีแฟนเด็กถึงสองคนด้วยกัน เขาเป็นฝาแฝดที่ถ้าพูดถึงเรื่องแสบซนล่ะก็ ไม่มีใครยอมใครเลยเชียว ขนาดอายุยี่สิบเอ็ดจะเหยียบยี่สิบสอง คนพี่ยังแกล้งคนน้องไม่วายเว้น เอาเป็นว่า มีแฟนก็เหมือนมีลูกล่ะครับ ที่ต้องคอยห้ามไม่ให้สองคนทะเลาะกัน

                “พี่เมฆ พี่ไผ่แกล้งสนอีกแล้ว” ว่าแล้วสนก็ตะโกนเสียงใสมาแต่ไกล ผมที่กำลังกวาดบ้านต้องเดินออกมาทันที

                “อะไรกัน ๆ” ผมวางไม้กวาด สนวิ่งตัวเปียกโชกมาจากสนามหญ้าหน้าบ้าน

                “ทำไมตัวเปียกแบบนั้น เล่นอะไรกัน” ผมถาม แค่นั้นสนก็วิ่งมาหลบหลังผม

                “พี่ไผ่แกล้งสน พี่ไผ่เอาน้ำมาฉีดตัวสนแล้วบอกว่าสนเป็นตังเมจะจับสนอาบน้ำ” คนน้องฟ้องปาว ๆ ทำหน้ามุ่ย ๆ

                “ไผ่เปล่าสักหน่อย” คนพี่ปฏิเสธเช่นเคยทั้งที่สายยางยังคาอยู่ในมือ

                “แกล้งน้องอีกแล้วนะเรา แล้วพอไม่สบายก็ไม่ค่อยจะไปหาหมอ” ผมบ่นไปงั้นแหละครับ ว่าแล้วก็กวักมือเรียกไผ่เข้าบ้าน

                “ป้ะ เข้าบ้าน เลิกเล่นได้แล้ว อาบน้ำอาบท่าจะได้กินข้าวเช้ากัน”

                “ไผ่อยากกินข้าวต้มกุ้ง” พูดถึงเรื่องกินล่ะว่านอนสอนง่ายขึ้นมาทันที

                “งั้นสนขอเช็ดตัวก่อนแล้วเดี๋ยวไปแกะกุ้งให้นะ” พูดถึงงานบ้านงานเรือนล่ะก็คนน้องถนัดกว่าใคร

                “ไม่เป็นไร เราไปอาบน้ำเถอะเดี๋ยวจะไม่สบายเอา พี่กับพี่ไผ่ทำได้”

                “อื้ม งั้นสนจะรีบอาบนะ”

                “ครับ” ผมตอบแล้วพาสองพี่น้องเข้าบ้าน สนว่าง่ายเสมอไม่เหมือนไผ่ที่ออกจะเอาแต่ใจแถมพอผมเผลอก็คอยจะหยอกกันแรง ๆ ล่าสุดก็ผลักสนจนตกบันได แต่สนก็ไม่เป็นอะไร ดีเท่าไหร่ที่ตอนสนเอาคืนไผ่ก็ไม่เป็นอะไรเหมือนกัน

                ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ตอนนี้ข้าวต้มกุ้งเสร็จพอดี มันก็ดีหรอกครับ วันนี้เป็นวันที่ดีวันนึง กระทั่งไอ้กรมากดกริ่งหน้าบ้านแล้วตะโกนเรียกผมเสียงดังไปสามบ้านแปดบ้านอย่างกับประตูบ้านผมอยู่ไกลจากรั้วนักหนา ความจริงแค่กดกริ่งก็ได้ยินแล้วไม่จำเป็นต้องเรียกซ้ำ ผมส่ายหัวเอือม ๆ พลางเดินไปเปิดประตูบ้านรับ

                “มีอะไร วันนี้ไม่ทำงานไง”

                “ไม่ทำ วันนี้หยุด มึง ! กูได้ตั๋วสวนสนุกมาสี่ใบ ไปเที่ยวกัน !”

                “เดี๋ยวถามน้องก่อนว่าอยากไปมั้ย !” ผมตะโกนกลับไปทำท่าจะกลับหลังหันเดินเข้าไปในบ้านเพื่อถามไผ่กับสน แต่อยู่ ๆ สองคนก็มายืนซ้อนหลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

                “พี่กรมาชวนถึงบ้านขนาดนี้ ไม่อยากไปได้ไงล่ะครับ” สองแฝดพูดขึ้นพร้อมกัน สนจดจ้องมองไปยังไอ้กรที่ยักคิ้วหลิ่วตาทำทะเล้นทั้งที่มันก็รู้ดีว่าผมกับสนลงเอยกันแล้ว ว่าแล้วมันก็น่าเบื่อน่ะนะที่มีเพื่อนสนิทคอยตามตอแยแฟนตลอด

                สวนสนุก

                สุดท้ายพวกเราสี่คนก็มาถึงสวนสนุกจนได้ทั้งที่ผมไม่อยากจะมาสักเท่าไหร่ หลังจากแลกบัตรเข้าเรียบร้อยผมก็เดินตามแผนที่ที่บอกว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง อันดับแรกไอ้กรวอแวอยากเข้าบ้านผีสิงทั้งที่ไผ่กับสนบอกว่าไม่อยากเข้า ส่วนผมยังไงก็ได้ แต่จะปล่อยให้น้องรออยู่ข้างนอกนานสองนานมันก็ยังไงอยู่

                “สน เข้าบ้านผีสิงกับพี่มั้ย” มันถามซ้ำทั้งที่สนบอกไปแล้วว่าไม่อยากเข้า

                “สนไม่อยากเข้า” สนตอบสั้น ๆ แล้วเลี่ยงมาเดินข้างผม

                “แต่พี่อยากเข้ากับสนน้า เผื่อสนกลัวได้กอดพี่ไง” มันพูดจากะล่อนไม่พอยังจับมือสนไปจูง สนสะบัดมือออกพร้อมกับผมที่เอ่ยปากปราม

                “น้อย ๆ หน่อยมึงอะ” ว่าจบสนก็เช็ด ๆ มือตัวเอง ให้ตายสิ นานทีจะเห็นคนน้องมีสีหน้าไม่สบอารมณ์แบบนี้

                “เอางี้ ก่อนเข้าบ้านผีสิง ไปหาอะไรกินกันก่อนมั้ย พวก… ไอติมหวาน ๆ จะได้ชื่นใจ นี่ก็สายแล้วจะได้ไม่ร้อน” เพราะไม่อยากให้งานกร่อยผมเลยยื่นข้อเสนอ

                “ไม่เอา ไผ่ว่าถ้าพี่เขาอยากเข้าบ้านผีสิงก็เข้าไปเถอะ รีบ ๆ เล่นจะได้รีบกลับ” ไผ่แย่งบัตรในมือพวกเราไปแล้วเดินตรงไปยังบ้านผีสิง

                “พี่ไผ่รอสนด้วย” สนรีบวิ่งตามไป อย่างน้อยตอนอยู่กับไผ่ไอ้กรก็ไม่กล้าตื๊อเท่าไหร่

                พอถึงหน้าบ้านผีสิงพวกเราก็กำลังยืนต่อแถวเพื่อรอเข้าไปในนั้น ระหว่างรอให้คนข้างในออกมาผมก็มองไผ่ลอดแว่นเพราะต้องการสื่อให้รู้ว่าก่อนหน้านี้ไผ่ทำตัวไม่น่ารักเลยสักนิด ไผ่มองหน้าผมนิ่ง ๆ เอาอีกแล้ว ไผ่ทำตัวไม่น่ารักอีกแล้ว เรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักหรอกครับนอกซะจากตอนไอ้กรเข้ามาทำให้ไผ่หงุดหงิด

                “พี่ไผ่ เล่นบ้านผีสิงเสร็จเราไปเล่นอะไรกันต่อดี” อยู่ ๆ สนก็ถามขึ้น

                “แล้วแต่พี่กรเขาสิ” ไผ่เหลือบตามองไอ้กรที่ยืนอยู่ข้างผม จังหวะนั้นผมจึงดันไผ่เบา ๆ ให้เดินไปข้างหน้าเพราะดูท่าคนรอบก่อนหน้านี้จะออกมาแล้ว

                “ค่อยคิด ๆ เข้าไปก่อน” ผมพูดแทรกเพื่อตัดประโยคสนทนา ไม่งั้นไอ้กรก็เซ้าซี้สนอีกว่าจะเล่นอะไรดี

                ไผ่เดินนำหน้า ผมเดินต่อไผ่ สนยืนต่อผมส่วนไอ้กรต่อคนสุดท้าย ในขณะที่เรากำลังเดินต่อแถวเพื่อเข้าไปข้างใน แค่ยืนอยู่หน้าประตูเสียงกรีดร้องหมาหอนอย่างโหยหวนจากข้างในก็ดังออกมา ไผ่เดินเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้สึกรู้สาไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเต้นเหมือนผู้เล่นคนอื่น ๆ

                “ฮ่า ๆ ๆ” หุ่นหัวกะโหลกตัวสูงใหญ่หน้าประตูหัวเราะเสียงดัง ไผ่เงยหน้าขึ้นมองก่อนแสยะยิ้มที่มุมปาก

                “กลัวมั้ย” ผมถาม ในใจรู้ว่าไผ่ไม่ได้กลัวมันเลยสักนิด

                “กลัวทำไมล่ะ มันไม่ใช่ของจริงสักหน่อย” ไผ่ตอบก่อนเดินนำพวกเราเข้าไป

                มันเป็นห้องโถงหลังคาสูง ไม่ว่าดูไปทางไหนก็มืดไปหมดแต่ยังมีไฟดวงน้อย ๆ บนพื้นคอยนำทาง บนพื้นมีรูปรอยเท้าเรืองแสงและลูกศรบอกให้เราเดินไปเรื่อย ๆ ฝั่งซ้ายเป็นลูกกรงลักษณ์เก่า ไม่รู้ว่าในนั้นจะมีอะไรโผล่ออกมารึเปล่า

                “ถ้าเรากลัวก็บอกพี่นะ” เสียงไอ้กรกระซิบบอกสน

                “มึงนะมึงนะ รู้ทั้งรู้นะว่าน้องกับกูเป็นอะไรกันแล้วนะ” ผมเอี้ยวตัวไปพูด ตอนนี้สนดึงชายเสื้อผมไว้จะได้ไม่หลงกันไปไหน

                “…” สนไม่พูดอะไร ใบหน้านิ่งทอดสายตามองต่ำส่วนไอ้กรก็ยื่นหน้ามาจากข้างหลังแล้วเอาคางเกยไหล่สนไว้

                “เผื่อน้องเปลี่ยนใจอยากคบกูไง”

                “ไปกันเถอะ แถวข้างหน้าเขาเดินกันแล้ว” ไผ่พูดแทรกแล้วออกตัวเดินนำหน้า ไผ่จับมือผมไว้ มือไผ่เย็นเฉียบแถมยังแห้งจนผิดสังเกต นี่ไผ่กำลังกลัวรึเปล่า เพราะความเป็นห่วงผมจึงถามกระซิบ

                “ไผ่กลัวรึเปล่า ฮ่า ๆ มือเย็นเชียว” พูดจบไผ่ก็เหลียวหน้ามายิ้มให้ผม คนพี่วันนี้ดูแปลกไป ผมคิดว่าคงไม่มีอะไรนอกจากไม่สบอารมณ์ที่ไอ้กรมายุ่งกับน้องตัวเอง

                หลังจากที่แถวข้างหน้าเดินเข้าไป พวกเราก็เดินต่อพวกเขาไปอย่างช้า ๆ  ฝั่งซ้ายมีหุ่นยมทูตฝรั่งสวมฮู๊ดสีดำถือเคียวยาว ตัวของมันสูงท่วมหัว รอยยิ้มแสยะโชว์ฟันซี่แหลมผิดแปลกไปจากมนุษย์ ผมมองเข้าไปในฮู๊ดซึ่งปกปิดใบหน้าพลางลุ้นในใจว่ามันจะแกล้งพุ่งเข้ามาหาทำให้ผมตกใจรึเปล่า

                “ฮี่ ๆ ๆ ๆ” และแล้วเสียงหัวเราะเล็กแหลมก็ดังมาจากทางด้านขวา หุ่นแม่มดจมูกยาวตาปูดโปนอ้าปากโชว์ฟันซี่หลอผิวหนังเหี่ยวย่นทำให้ผมตกใจน้อย ๆ เพราะหล่อนกำลังพุ่งเข้ามาหาแต่แล้วไผ่ก็เอามือปัดมันออกไปส่งผลให้หุ่นแม่มดเลื่อนกลับเข้าไปตามรางล้อเลื่อนระบบอัตโนมัติ

                “โอย… ตกใจหมด เอาจริง ๆ มันก็น่ากลัวอยู่นะ” ผมพูดแล้วเอามือปาดเหงื่อเม็ดหนาตามหน้าผากทำให้ไผ่กับสนถามพร้อมกัน

                “พี่เมฆกลัวหรอ”

                “ไม่ครับ พี่ไม่ได้กลัว แต่พอมันโผล่มาก็เลยตกใจ แค่นั้นเอง”

                “…” พอผมตอบออกไป ไผ่สนก็พยักหน้ารับแล้วเดินต่อ

                “แล้วสนไม่ถามพี่บ้างหรอว่าพี่กลัวรึเปล่า” ไอ้กรพูดขึ้นบ้าง มันก็ถามโง่ ๆ จนผมคิดว่าถ้าผมเป็นสนคงขี้เกียจคุยด้วยแล้วเลือกที่จะเดินต่อ

                ผมถอนหายใจออกมาแล้วมองไปทางซ้ายและขวา มันไม่น่ากลัวหรอกครับแต่พวกนี้นิยมใช้เสียงดัง ๆ ให้ตกใจจนคนข้างหน้าส่งเสียงกรี๊ดกันเป็นพัก ๆ

                “พ้นโค้งนี้ไปมันจะโผล่มา ไผ่รู้” ไผ่พูดแล้วชี้ไปข้างหน้า ยิ่งเดินทางยิ่งวังเวงไผ่เลยดึงให้ผมไปเดินข้าง ๆ แทน

                “พี่กรมาเดินกับสนสิ… ข้างหน้ามันน่ากลัวนะ” ไม่อยากเชื่อว่าสนจะห่วงไอ้กรขึ้นมาซะดื้อ ๆ ถึงผมจะหึงอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

                ในทางเดินมืดสนิทมีเพียงแสงไฟสลัวส่องแสงมัว ๆ ให้ได้เห็น มือไผ่เย็นขึ้นเรื่อย ๆ จนผมเริ่มห่วงว่าไผ่เป็นอะไรไปรึเปล่า สองเท้าก้าวอย่างช้า ๆ พาผมเดินโดยไม่ต้องกลัวว่าอะไรจะโผล่มา เพราะถ้ามีอะไรไผ่คงรับหน้าไว้ก่อน

                ผมมองไปในทางอุโมงค์ มันมืดจนมองไม่เห็นอะไรนอกจากแสงสว่างเลือนรางจากทางออก คนชุดก่อนออกไปแล้วทำให้ในนี้เหลือแค่พวกเราสี่คน บรรยากาศโดยรอบเย็นลงเรื่อย ๆ จนต้องเอามือลูบแขนคล้ายรอบตัววังเวงจนยากที่จะทำใจไม่ให้กลัว ไม่สิ  มันไม่ใช่บ้านผีสิง แต่มันเป็นความรู้สึกจริง ๆ ความรู้สึกที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็นอยู่รอบตัว

                “พี่เมฆ อีกนิดเดียวจะถึงทางออกแล้วนะ” ไผ่เอี้ยวหน้ามาบอก ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่รดอยู่ข้างซอกคอ แต่ไอ้ความรู้สึกเย็นยะเยียบนี้มันคืออะไร

                “ฮึ ฮึ ฮึ แบบนี้ไงล่ะที่เขาเรียกว่าผีหลอก” น้ำเสียงเรียบนิ่งดังขึ้น มันกึกก้องไปทั่วทุกพื้นที่ ผมมั่นใจว่าไม่ใช่ระบบอัตโนมัติของบ้านผีสิงแน่ ๆ แต่ก็หาคำตอบไม่ได้ว่าใครเป็นเจ้าของเสียงที่ทำให้ขนลุกไปจนถึงสันท้ายทอยได้ขนาดนี้

                ขณะที่กำลังหันหน้าไปมองไผ่ อยู่ ๆ ไอ้กรก็ร้องเสียงหลงจนผมตกใจตามไปด้วย มันปัดมือไปทั่วผลักคนนู้นคนนี้พยายามจะวิ่งออกไปจากที่นี่ให้ได้

                มันแหกปากตะโกนอย่างไม่อายใช้สองมือตบหน้าตัวเองซ้ำ ๆ ความกลัวของมันทำให้ผมกลัวตามไปด้วย ถึงจะพยายามรวบรวมสติแต่สิ่งที่มองไม่เห็นที่ไอ้กรสัมผัสได้ก็ไม่ใช่เรื่องตลกที่ผมจะไม่รู้สึกรู้สาไปกับมัน

                “เชี่ย !!! เชี่ย ๆ ๆ ๆ ไอ้เหี้ย ! ออก ๆ ๆ” ไอ้กรบอก มันลากผมออกมาจากบ้านผีสิง เราสองคนยืนหอบตัวโยน หัวใจในอกเต้นไม่เป็นจังหวะ

                “ไอ้เมฆ มึง มึง !” มันพยายามจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก ผมเงื้อมือขึ้นปาดเหงื่อตัวเองแล้วมองเข้าไปในบ้านผีสิงที่เพิ่งวิ่งออกมา จริงสิ ไผ่กับสนยังอยู่ในนั้นนี่ ผมไม่รีรอรีบก้าวเท้ายาว ๆ หวังจะเข้าไปรับสองพี่น้องไม่รู้ว่าตอนนี้จะกลัวจนหาทางออกไม่เจอรึเปล่า

                “มึงอย่าเข้าไป !” แค่ห้ามไม่พอไอ้กรยังฉุดมือผมไว้

                “กูจะเข้าไปหาน้อง” ผมสะบัดมือออกก่อนหันหน้ากลับไปมองอุโมงค์ยาวที่หาไม่เจอว่าไผ่กับสนหายไปไหน

                “เชี่ย น้องจะหลงมั้ยวะ” เอาจริง ๆ มันไม่หลงหรอกครับ แต่ไผ่กับสนคงไม่น่าจะเคยมาเที่ยวในที่แบบนี้

                ถึงเพื่อนสนิทจะพยายามฉุดรั้งผมไม่ให้วิ่งเข้าไป แต่ผมก็ดื้อดึงจะเข้าไปให้ได้ ความกลัวความตกใจถูกลบออกไปจากจิตใจจนหมดสิ้น ผมวิ่งเข้าไปอีกครั้งทันใดนั้นก็ชนกับคนสองคนเต็ม ๆ แว่นผมหลุดกระเด็นหล่นลงพื้นจนต้องรีบก้มไปเก็บแล้วมาสวมต่อ รองเท้าผ้าใบสีขาวกับกางเกงยีนดำเป็นภาพคุ้นตา การแต่งตัวแบบนี้นี่มันไผ่กับสนนี่

                ผมรีบลุกขึ้นยืนแล้วมองหน้าเขาทั้งสอง ไผ่ยิ้มน้อย ๆ ที่เห็นผมทำหน้าตาเลิ่กลั่ก สนก็เช่นกัน

                “ตกใจหมด พี่ห่วงเราแทบแย่ !” แม้ไม่ใช่ความผิดของสองแฝดแต่เพราะความเป็นห่วงผมจึงหลุดปากดุพวกเขาไป

                “ไผ่ไม่เป็นอะไรหรอก” ไผ่พูดแล้วเอียงหน้าไปมองไอ้กรที่ยืนหน้าซีดเป็นไก่ต้ม

                “พี่กรเป็นอะไรหรอครับ ทำหน้าอย่างกับเห็นผีแหนะ…” สนถามต่อ แต่แทนที่คนที่มันชอบไถ่ถามแล้วจะดีใจ มันกลับส่ายหน้ารัว ๆ แล้วยืนหันหลังให้

                “สงสัยมันคงตกใจ ไม่มีอะไรหรอก แล้วนี่เราหายไปไหน เดินอยู่ด้วยกัน ทำไมออกมาทีหลังล่ะ” ว่าจบผมก็พาทั้งสองเดินออกมาให้พ้นทาง เราสามคนเดินลงขั้นบันไดมาเรื่อย ๆ ส่วนไอ้กรยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมเดินตามมา

ผมยิ้มรับเพราะคิดว่าดีซะอีกที่มันมีท่าทีแปลก ๆ อย่างน้อยก็ไม่ต้องมาตามตอแยสนให้น่ารำคาญ เราสามคนกลับมามองหน้ากันอีกครั้ง ทันใดนั้นอยู่ ๆ สองพี่น้องก็เม้มปากแน่นแล้วน้ำตาคลอ เอาแล้วไง เป็นอะไรไปทำไมอยู่ ๆ ถึงมาร้องไห้กลางสวนสนุกซะล่ะ

“เป็นอะไร” ผมพาพวกเขามานั่งพักที่ม้านั่งแถวนั้น

“…” ทั้งไผ่ทั้งสนไม่ยอมพูด เหมือนอยากจะร้องก็ร้องไม่ออก

“ทำไม วันนี้ไม่สนุกหรอ” ผมดึงมือพวกเขามาจับ ไผ่ส่ายหน้าเป็นการตอบ สนเองก็เอนหัวมาพิงไหล่ไผ่แล้วเอาหน้าซุก ๆ

“บอกพี่สิครับ ว่าเป็นอะไร”

“ไผ่ ไผ่…” ไผ่ไม่ยอมพูดต่อ

“มีอะไรไม่สบายใจทำไมไม่บอกพี่” น้ำตาของพวกเขาเป็นสิ่งที่ผมเกลียดที่สุด ผมไม่อยากเห็นมันเลยสักนิด

“ไผ่กลัว…”

“กลัวอะไร บ้านผีสิง ?” ผมฝืนยิ้มทั้งที่จะร้องตามไปด้วย

“เปล่า…” สองเสียงตอบพร้อมกัน

“แล้วกลัวอะไร…” ผมออกแรงบีบฝ่ามือสั่นเครือด้วยความห่วงใยและไม่อยากเห็นคนที่รักร้องไห้แบบนี้

“ไผ่กลัวพี่เมฆไม่รักไผ่กับน้อง”

“โถ่ แล้วทำไมต้องไม่รัก มีอะไรที่ทำให้พี่ต้องไม่รักเราด้วย” และความสงสัยทั้งหมดก็ถูกเฉลยเมื่อไผ่เงยหน้ามามองด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยกลัว

 “พี่เมฆกลัวผีขนาดนี้ ถ้าไผ่กับน้องเป็นผีจริง ๆ พี่เมฆจะกลัวรึเปล่า…” ความกลัวที่ว่าคือกลัวว่าผมจะไม่รักสินะ

“ฮ่า ๆ ลืมเรื่องข่าวลือไปได้แล้ว ไผ่กับน้องจะเป็นผีได้ไง” ผมปาดเช็ดคราบน้ำตาอย่างเบา ๆ มันทำให้ไผ่กับสนหลุดยิ้มออกมา

“อื้ม ไผ่กับสนจะเป็นผีได้ไง ไผ่กับสนก็ต้องเป็นคนสิ” ไผ่พูดปนสะอื้นแล้วเช็ดน้ำตาให้ตัวเองอย่างลวก ๆ มันเป็นหนึ่งวันที่ทำเอาผมหัวหมุนไปหมด

“กลับบ้านดีกว่า พี่ไม่อยากอยู่เล่นเครื่องเล่นแล้ว” ผมลุกขึ้นยืนแล้วกวักมือเรียกไอ้กรที่ยืนหลบอยู่หลังต้นไม้ ถึงแม้ว่าในใจยังสงสัยว่าเสียงปริศนานั้นดังมาจากไหนแต่ก็เลือกที่จะช่างมันมากกว่าเก็บมาคิดให้รกสมอง เพราะผมมีอีกหลายอย่างต้องคิด คิดว่าจะทำยังไงให้สองพี่น้อง มีความสุขที่สุดตราบเท่าที่เคยมีมาในชีวิต

“พี่เมฆ ไผ่รักพี่เมฆนะ” ไผ่พูด สนเองก็พูดบ้างขณะที่ผมเดินอยู่ตรงกลาง

“สนก็รักพี่เมฆ” เสียงเรียบนิ่งปนรอยยิ้มจาง ๆ ของสนทำให้ผมหลุดยิ้มออกมาเสมอ เอาเถอะ ให้ตายยังไงก็ไม่เชื่อหรอกครับว่าพวกเขาจะเป็นผีจริง ๆ

----------------------------------------

มาแล้วววววววว อิอิ ช้าหน่อยนะ ไรท์ทำงานละอะ มันเลยไม่ค่อยว่างง แต่ก็มาปั่นให้ทุกวันน้า อิอิ

25.05.18

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว