facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ ๘ คนเจ้าเล่์ (๑๐๐%)

ชื่อตอน : ตอนที่ ๘ คนเจ้าเล่์ (๑๐๐%)

คำค้น : ปานยิหวา,ยิหวา,คชาธาร,ลุงช้าง,มัสยา,หนูปลา

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ค. 2561 13:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ๘ คนเจ้าเล่์ (๑๐๐%)
แบบอักษร

(ต่อ)

"แล้วนั่น เมียและลูกของช้างหรือ" ผู้เป็นชายสูงวัยถามขึ้น

ปานยิหวาอ้าปากค้าง กับคำทักทายที่มาพร้อมกับความสงสัยบนใบหน้าของท่านทั้งสอง  หล่อนจึงรีบปฏิเสธทันที ที่ตั้งสติได้"ไม่ใช่ค่ะ! ไม่ใช่ !"

ก่อนจะรีบส่งสัญญาณไปให้เขาช่วยอธิบายด้วย แต่ชายหนุ่มก็ยังยิ้มขันอย่างสบายใจอยู่อีกครู่  แล้วจึงหันไปบอกผู้สูงวัยที่ส่งสายตาปริบ ๆ มายังหล่อนและหลานปลาว่า 

"ไม่ใช่ครับ เราไปนั่งคุยกันตรงนี้ดีกว่า"

จากนั้นคชาธารก็จูงมือพาคุณตาและคุณยายของตนที่ยังมองหล่อนและหนูปลาอย่างสนเท่ห์ ไปยังแคร่ที่อยู่ใต้ถุนบ้าน  ก่อนจะเล่าให้ฟังว่าหล่อนและหนูปลาเป็นใคร  พอผู้สูงวัยทั้งสองรู้ ต่างก็มีอาการตื่นเต้นประสมกับความตื้นตันใจขึ้น

"นะ...นั่นลูกของนกยูง  ก็หมายความว่า...!"

"ตาแก่ จะหมายความว่ายังไงล่ะ ก็เหลนของเราทั้งสองยังไง" คุณยายรีบพูดอย่างตื่นเต้นอีกเสียง

ปานยิหวาจึงรีบพยักหน้าสำทับว่าใช่ ๆ ดังนั้น หนูปลาไม่ใช่ลูกสาวของหล่อนและเขาแน่นอน! แล้วหล่อนจึงก้มหน้าบอกคนที่หล่อนจูงมือให้เข้าไปกราบคุณทวดทั้งสองของตัวเอง 

"หนูปลาคะ"

"ขา" คนตัวเล็กขานรับพลางเงยหน้ามองคุณอาสาวด้วย

"ไปกราบคุณทวดสิคะ"  

"คุณทวด?" เจ้าตัวเล็กเอียงคอไปมาคล้ายสงสัยว่า  คุณทวดคือใคร  จนปานยิหวาต้องรีบอธิบาย

"ก็เหมือน ๆ กับคุณปู่คุณย่าของเรายังไงล่ะคะ"

"อ๋อ ค่า"  เด็กน้อยจึงเข้าไปกราบที่ตักคนทั้งสอง ซึ่งก็เรียกน้ำตาให้ซึมออกมาจากดวงตาคู่นั้นได้  

"ไม่น่าเชื่อ ว่าเราจะอยู่จนได้เป็นคุณทวดกันแล้วนะ  ตาแก่" คนที่ได้เป็นคุณยายทวดหมาด ๆ เอ่ยด้วยน้ำตาที่รื้นขึ้น

"ใช่ ๆ  ยายแก่"

"ตาแก่ ยายแก่" เสียงเล็ก ๆ นั้นเอ่ยตามอย่างไม่มีใครคาดคิด จึงทำให้ผู้ใหญ่ที่อยู่รายล้อมเด็กตัวน้อยตะลึงไปตาม ๆ กัน

"อุ๊ย! หนูปลา พูดแบบนั้นไม่ได้ค่ะ"  ปานยิหวาตกใจ รีบดึงตัวหลานมาบอกกล่าวว่าห้ามพูด ท่ามกลางเสียงหัวเราะขันของผู้สูงวัยทั้งสองที่ไม่ถือสาเหลนของตนเองเลย

หลังจากอยู่พูดคุยกันชั่วครู่คุณตาทวดและคุณยายทวดหมาด ๆ ก็รีบจัดการทำกับข้าวมาเลี้ยงดูหลาน ๆ ของตนเอง ทันที  

ขณะที่ทุกคนอยู่ที่ห้องครัว ปานยิหวาและหนูปลาก็นั่งรอที่แคร่  เนื่องจากหล่อนอาสาจะช่วยด้วย แต่ผู้สูงสัยทั้งสองท่านไม่ยอม   ระหว่างนั้นหม่อมหลวงหนุ่มที่ได้ตามคุณตาและคุณยายของเขาไปที่ครัวก็เดินกลับมาหาหล่อนพร้อมทั้งบอกว่า

"คุณยายของผมอยากให้อุ้มหนูปลาไปหาท่านที่ห้องครัวด้วย"

"จะดีหรือคะ  แค่คุณตาคุณยายคุณทำกับข้าวให้ก็รบกวนท่านมากพอแล้ว ยังให้ยายหนูไปรบกวนท่านอีก"  ปานยิหวาเอ่ยอย่างเกรงใจ

 "ในครัวนั้นนอกจากจะมีคุณยายและคุณตาเป็นลูกมือแล้ว  ท่านก็ให้คนสวนที่อยู่แถว ๆ นี้มาช่วยด้วย คุณไม่ต้องห่วงหรอก   พอรู้ว่าตอนเย็นเราจะต้องกลับ คุณยายท่านก็เลยอยากอยู่ใกล้ชิดหนูปลาให้มากที่สุด  คุณก็รู้ว่าหนูปลามีหน้าตาคล้ายกับนกยูงมาก  พอรู้ว่าเสียหลานสาวไป แต่ก็ยังมีเหลนตัวน้อยมาแทน  ท่านเลยอยากอยู่ใกล้ ๆ กับเหลน"  คชาธารกล่าวแล้วก็ยื่นสองมือไปยังหลานสาวตัวน้อย "...มาหนูปลา  ไปกับลุงช้างนะ"

"ไปไหนคะลุงช้าง" เสียงเล็ก ๆ นั้นถามกลับ

"ไปหาคุณตาทวด คุณยายทวดกัน"

เจ้าตัวเล็กเหมือนจะไม่อยากจากตักคุณอาสาวไปไหน แต่เมื่อปานยิหวาบอกจึงยอมทำตาม

"ไปสิคะหนูปลา คุณตาทวด คุณยายทวดท่านใจดีเหมือนกับคุณปู่คุณย่าเลยนะ"

"ค่า  หนูปลาจะไปหาคุณตาทวด คุณยายทวด"  แล้วเด็กน้อยก็รับคำด้วยรอยยิ้มแฉ่ง  ก่อนจะขยับลำตัวน้อย ๆ เข้าไปใกล้มือทั้งสองข้างของคุณลุงสุดหล่อ 

พอรับตัวหลานสาวได้ เขาก็อุ้มหนูปลาตรงไปยังห้องครัวทันที  ปานยิหวาจึงลงจากแคร่  เพื่อจะเดินเล่นรอบ ๆ ตัวบ้านอีกครั้ง เพราะก่อนหน้าที่ได้เดินผ่านสวนมา หม่อมหลวงหนุ่มยังเล่าว่า บริเวณรอบ ๆ ที่นี่จะมีคนสวนที่คุณตาและคุณยายจ้างไว้ช่วยทำสวนปลูกเพิงอาศัยอยู่กระจายทั่วสวน  เพื่อป้องกันคนที่จะเข้ามาขโมยผลไม้ออกไป อย่างตาคมคนที่เจอเมื่อครู่ก็อยู่อาศัยกับภรรยาและลูก ๆ ของแกด้วยนั่นเอง

ระหว่างที่เดินผ่านแมกไม้เขียวครึ้ม หล่อนเห็นกระรอกตัวน้อย ๆ ตัวหนึ่ง ปานยิหวาจึงยิ้มให้กับเจ้ากระรอกตัวหนึ่งที่อยู่โคนต้นไม้ เมื่อมันได้ยินเสียงฝีเท้าหล่อนเหยียบโดนใบไม้ดังกรอบแกรบก็รีบวิ่งตามโคนต้นไม้แล้วไต่ขึ้นไปด้านบนยอดอย่างรวดเร็ว 

เห็นเจ้ากระรอกนี้  แล้วหล่อนก็นึกถึงคุณพ่อ  ขึ้นมาทันที  เพราะท่านไม่เคยไล่ล่าหรือทำร้ายสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่ในสวนของท่าน เนื่องจากท่านไม่ได้เห็นพวกมันเป็นศัตรูเหมือนกับเจ้าของสวนคนอื่น ๆ  ท่านเคยบอกหล่อนและพี่ชายว่า 

'ผลไม้ในสวนเรามีเยอะแยะ  แบ่งเป็นทานให้กับสัตว์พวกนี้บ้างจะเป็นไรไป'  

นี่เองที่ทำให้ปานยิหวารู้สึกภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกสาวของท่านตรงที่จิตใจอันดีงามของท่านมากกว่าที่เป็นลูกสาวของนายทหารผู้หนึ่ง

เมื่อรู้ตัวว่าเริ่มคิดถึงบิดาและมารดาขึ้นมา ปานยิหวาจึงรีบปัดความคิดนั้นออกไป  พร้อมกับเดินลัดเลาะก้มหลบกิ่งลิ้นจี่กิ่งหนึ่ง กวาดสายตาดูความร่มรื่นโดยรอบ ๆ ตัวไปพลาง ซึ่งบางคราวก็มีลมเย็นพัดผ่านมาไม่ขาดสาย เห็นบรรยากาศความสงบร่มรื่นแล้วนึกคันไม้คันมืออยากจะเขียนหนังสือขึ้นมาทันที  ทำให้หล่อนอยากจะได้สมุดหรือดินสอเพื่อจะได้จดสิ่งที่นึกขึ้นมาได้เอาไว้  

แต่แล้วก็จนใจ  ในยามนี้หล่อนจะไปหาเจ้าสองสิ่งนี่ได้จากที่ไหน  เพราะที่นี่ก็มีแต่ต้นไม้ใบหญ้าและความเงียบสงบเท่านั้น 

เฮ้อ...วันนี้เราน่าจะหยิบสมุดบันทึกที่เราใช้ประจำ ใส่กระเป๋ามาด้วย  หากได้สมุดเมื่อคิดอะไรขึ้นมาได้ก็จด แล้วกลับไปค่อยจัดการพิมพ์อีกที 

ความกังวลฉายชัดบนใบหน้างามออกมา ความอยากได้สมุดและดินสอ จึงทำให้หล่อนเผลอพึมพำกับตัวเองออกมาเบา ๆ

"อยากจะได้สมุดดินและสอจัง..." 

"อยากได้...อะไรนะ?"

หญิงสาวสะดุ้งกับเสียงทุ้มที่ดังอยู่ด้านหลังไม่ห่าง พลางคิดขึ้นอย่างไม่ชอบใจนัก อีกแล้วเขาชอบเดินย่องเงียบ ๆ อีกแล้ว! ว่าแล้วจึงหันหลังกลับ  และหวดมือลงไปที่ต้นแขนข้างหนึ่งของเขาทันที

"อุ้ย!"  ร่างสูงสะดุ้ง  แล้วตัดพ้อออกมา "มือหนักจริง!"

ปานยิหวาจึงค้อนกลับ คนตรงหน้ากำลังใช้มือลูบต้นแขนข้างนั้นที่โดนกำปั้นหล่อนหวดไปเมื่อครู่

เห็นเขาทำท่าเจ็บที่ต้นแขนแล้วก็อดแปลกใจขึ้น หล่อนและเขาไปสนิทสนมกันจนตีเนื้อตัวกันอย่างนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่

"ผมก็แค่ถามว่า คุณอยากได้อะไร ได้ยินแว่ว ๆ ว่าอยากได้ สมุดและดินสอ "

"ได้ยินอยู่แล้ว  แล้วก็ยังมาถามอีก"  หล่อนว่าให้ด้วยน้ำเสียงแสนงอน 

"ก็...ได้ยิน แต่ไม่แน่ใจ เลยต้องถามซ้ำอีกรอบ" 

ปานยิหวามองเขาอย่างขวาง ๆ  พลางต่อว่าไปอีก "อยากรู้แล้วจำเป็นต้องขยับตัวมาใกล้แบบเมื่อกี้มั้ยคะ!"

หม่อมหลวงหนุ่มยิ้มกริ่ม ยกสองมือทั้งสองข้างขึ้น ทำนองว่า  ยอมแล้ว ... ถอยออกให้ห่างจากตัวหญิงสาวที่ปั้นสีหน้าบึ้งตึงหนึ่งก้าว พลางทอดเสียงทุ้มนุ่มอย่างออด ๆ "ก็ได้ ๆ ผมขอโทษที่ทำให้ตกใจ คุณยายให้มาตามคุณเพราะกับข้าวเรียบร้อยแล้ว"

หล่อนมองเขาอย่างขวาง ๆ อีกหน แล้วเดินผ่านร่างสูงกลับไปยังบ้านหลังนั้นต่อไป 

.

บรรยากาศของการทานข้าวเที่ยง ณ บ้านกลางสวน ก็เป็นไปอย่างเรียบง่ายด้วย ด้วยเสื่อกกผืนหนึ่งที่ปูอยู่บนแคร่ พร้อมกับข้าวที่เรียบง่ายอีกสามสี่อย่างได้แก่ทอดปลาแดดเดียว น้ำพริกผักลวก ไข่ต้ม และต้นจืดผักตำลึง

ระหว่างที่กำลังทานกันอยู่ ดวงตาของผู้สูงวัยเหลือบเห็นวิทยุเครื่องหนึ่งที่ตั้งไม่ห่าง  จึงถามสามีตนขึ้น

"นี่มันได้เวลาแล้วเหรอตาแก่"

"ยัง เอาวิทยุลงมารอ...เพราะเดี๋ยวละครก็มาแล้ว"

"ละครวิทยุหรือครับ"  หม่อมหลวงหนุ่มเอ่ยถามขึ้น สมัยนี้คนชื่นชอบละครวิทยุกันทั้งบ้านทั้งเมือง

"ใช่ ๆ เรื่องนี้กำลังสนุกเลย"

ปานยิหวาหันไปมองวิทยุเครื่องดังกล่าว ก่อนจะหันกลับมาถามคนทั้งสอง "คือยิหวาขอถามนะคะ คุณยายติดละครไม่แปลกหรอก  แต่คุณตา..."

คุณตาชะงัก เลื่อนช้อนสังกะสีออกห่างจากใบหน้า  แล้วรีบกลืนข้าว  ก่อนจะหัวเราะลงคอคำหนึ่ง เพื่อรีบอธิบาย "อ้อ!..ตอนแรกตาก็ไม่ชอบฟังหรอก  แต่ยายของตาช้างน่ะซี่ชอบเอาวิทยุ  ไปเปิดฟังเวลาทำงานด้วย ฟังไปฟังมา ก็ติดละครวิทยุกันใหญ่ คนงานที่สวนเขาก็พลอยได้ฟัง และชอบกันไปหมด"

"นี่ ยังคิดกันอยู่เลยว่าจะหาซื้อวิทยุมาไว้อีกสักสองสามเครื่อง เอาไว้เปิดให้คนงานที่นี่ฟังกันทั่ว ๆ" ผู้เป็นยายกล่าวเสริม

"ครับ แล้ว...ตอนนี้กำลังฟังเรื่องอะไรกันหรือครับ"

"ก็เรื่อง ด้วยพลังแห่งรัก น่ะสิ"

พรืด! ปานยิหวาที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่ดี ๆ แทบสำลัก หล่อนหันหน้าหนีออกนอกวง ก่อนจะไอแค่ก ๆ สองสามที  ระหว่างนั้น หม่อมหลวงหนุ่มที่นั่งใกล้ๆ ก็รีบรินน้ำแล้วส่งให้หล่อนดื่ม

"คุณเป็นยังไงบ้าง"  เขาถาม พร้อมกับทอดสายตามองอย่างเป็นห่วง

ปานยิหวาพยายามส่งยิ้มให้ผู้อาวุโสท้้งสอง  ก่อนจะส่ายหน้าน้อย ๆ  "ไม่เป็นไรค่ะ" พร้อมกับนึกในใจว่า  ก็หล่อนตกใจเล็กน้อยเพราะละครวิทยุที่ท่านอาวุโสกำลังติดกันงอมแงมอยู่นี่  เป็นละครที่สร้างมาจากนวนิยายของหล่อนนั่นเอง  ซึ่งเรื่องนี้หล่อนเขียนจบไปเมื่อปลายปีก่อน  จากนั้นไม่นานคณะละครวิทยุละคร 'เสียงทอง' ซึ่งเป็นคณะละครวิทยุแห่งหนึ่งก็ติดต่อขอซื้อมาทำเป็นละครวิทยุ  และตอนนี้ผู้จัดละครช่องหนึ่งก็ได้มาขอซื้อลิขสิทธิ์ทำเป็นละครป้อนให้กับโทรทัศน์ช่องหนึ่งอีกด้วย

"นี่ ๆ...ยายชอบมากลูก ละครวิทยุที่มาจากนักเขียนที่ชื่อ จรุงจิต ยายจะต้องตามฟังให้หมด เสียดายที่อ่านหนังสือไม่ออก ไม่อย่างนั้นยายจะอ่านนิยายให้หมดเลย" 

"ถึงกับเคยส่งผลไม้ไปให้คุณจรุงจิตที่สำนักพิมพ์มาแล้วด้วยนี่"  ตาเป็นฝ่ายสัพยอกคนที่นั่งข้าง ๆ อย่างเอ็นดู

"ผู้หญิงที่ออฟฟิศผมก็ติดกันมาก บอกว่าชื่นชอบงานเขียนของคุณป้าจรุงจิตกันทั้งนั้น ผมจึงเคยได้ยินนามปากกานี้มาบ้าง แต่ยังไม่เคยพบตัวจริงของคุณป้าจรุงจิตเลย..."

พรืดดด... ปานยิหวาแทบสำลักน้ำเป็นหนสอง หญิงสาววางแก้วน้ำลงบนเสื่อ พลางเม้มริมฝีปากแนบแน่นเพื่อกลั้นขำ... ครั้นระงับความตกใจและความขบขันได้ ก็หันกลับไปมองชายหนุ่มในขณะที่เขาก็ไม่ทันได้สังเกตเพราะมัวแต่คุยกับคุณตาและคุณยายอยู่  

หล่อนเบือนหน้าออกจากวงทานข้าวอีก พลางคิดอย่างลิงโลดไปอีกด้วยว่า อยากให้พี่เสกสรรค์บรรณาธิการและรุ่นพี่ของหล่อนมานั่งอยู่ตรงนี้ด้วยกันจริง ๆ  

ใครจะไปคิดว่าหล่อนจะมาเจอแฟนนวนิยายตัวจริงของหล่อน ที่อายุอานามปาเข้าไปหกสิบกว่าแล้ว แถมยังซ่อนตัวลึกอยู่ในสวนผลไม้ที่ขึ้นชื่อแถวเมืองนนท์นี้อีกด้วยเล่า...

​.....​

ตอนนี้ยาวอยู่พอสมควรนะคะ  ตัดเอามาลงเท่าที่มีก่อน  ไม่ได้ลงงานเลยก็เงียบเหงาวังเวง  เดี๋ยวตัวเองจะเสียวินัยอีก


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว