facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ค. 2561 17:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 (100%)
แบบอักษร

วันนี้เป็นวันที่สามหลังจากเกิดเหตุการณ์ชวนให้ผู้คนคิดเตลิดไปไกลวันนั้น ผู้พันเรก็ไม่ได้เห็นหน้ากวางน้อยอีกเลย เขาคงจะดีใจที่ตัวอันตรายไม่อยู่ใกล้ ๆ ไม่มีเรื่องให้ปวดหัว แต่ไม่รู้ทำไมยิ่งนานวันเขาก็หงุดหงิดหัวใจอย่างไร้สาเหตุ

“พี่เร”

“อะไร!!!” 

เสียงทุ้มตวาด ดุดันจนคนที่เดินผ่านหน้าห้องตกใจจนวิ่งหนีดีฝ่อ ส่วนภูรีสะดุ้งสุดตัว กระโดดจากโซฟาไปหยุดอยู่ริมประตูภายในสามวินาที บรรยากาศในห้องแปรเปลี่ยนเป็นภูเขาน้ำแข็ง เยียบเย็นจนถึงกระดูก นัยน์ตาสีเข้มเปล่งรังสีอันตราย 

ใบหน้าคมหันมามองญาติผู้น้องที่หน้าซีดเผือดถึงได้รู้สึกตัว ปรับสีหน้าเป็นปกติแล้วจึงเอ่ยถาม

“ภูมีอะไร”

ภูรีกระพริบตาปริบ ๆ สองสามที รอจนอุณหภูมิในห้องกลับมาเป็นปกติ ถึงได้กล้าพอที่จะเดินมาหยุดอยู่ข้างหน้าญาติผู้พี่ พลางชี้ไปที่เอกสารที่เขาถือในมือ 

“ผมจะบอกพี่เร ว่าหนังสือกลับหัวแค่นี้พี่ไม่เห็นจะต้องทำเสียงดังให้คนตกอกตกใจ ผมเป็นโรคหัวใจพี่ไม่รู้เหรอ” พูดประโยคสุดท้ายเสร็จก็ถอยหลังไปหลายก้าว ซ้ำยังแลบลิ้นตาเป็นของแถม

“อ้อ…ภูเป็นโรคหัวใจอ่อนแอนี่เอง มานี่มา” มือหนากวักตัวซุกซนด้วยสีหน้าจริงใจเป็นที่สุด “มาให้พี่แตะซักสามสี่ที เดี๋ยวหัวใจเราก็แข็งแรงเองแหละ”

ญาติผู้น้องส่ายหน้าไปมา ยืนยันว่าไม่รบกวนจะดีกว่า 

“ภูว่างงานนักก็รู้จักทำตัวให้เป็นประโยชน์ มาช่วยพี่อ่านเอกสาร” นายทหารหนุ่มพูดพลางกวักมือให้อีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ ๆ 

ภูรีคลี่ยิ้มแหย ๆ “เอกสารราชการผมจะกล้าอ่านได้ยังไง” เขาพูดพลางส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายจนคอแทบเคล็ด

“อ่านไม่ออกก็ยอมรับมาตรง ๆ”

ผู้พันเรพยักหน้าอย่างเห็นอกเห็นใจ พลางยกมือขึ้นลูบคางมองใบหน้าหล่อเหลาของคนที่อายุน้อยกว่าด้วยท่าทางครุ่นคิด สายตาที่มองมาทำให้ภูรีหายใจไม่ทั่วท้อง สายตาแปลก ๆ เช่นนี้เขารู้ดีกว่าใคร ว่าต้องไม่ใช่เรื่องดี จึงหาทางเบี่ยงเบนความสนใจของญาติผู้พี่

“ผมรู้นะว่าทำไมพี่เรถึงใจลอยไปไกลแสนไกล” 

“ภูเป็นพยาธิในท้องพี่เอง ไม่น่าล่ะช่วงนี้ถึงอึไม่ค่อยออก”

พยาธิในท้อง!?

ภูรีขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างอาฆาตแค้น แต่ก็ยังตีหน้ายิ้มระรื่นทำหูทวนลม 

“พี่เรคิดถึงพี่กวางใช่ไหมล่ะ สามวันไม่เห็นหน้ากันยังงี้ความคิดถึงคงพุ่งกระฉูด” 

“ภาษาไทยเป็นได้วิบัติเพราะภูเข้าซักวัน พุ่งกระฉูดอะไรพูดไม่รู้เรื่องเลย เราใช่เด็กสามขวบไหม โตจนป่านนี้แล้วยังอ่านภาษาไทยไม่ออกอีก”

“ความผิดใครกัน” ถูกส่งให้ไปอยู่โรงเรียนประจำที่อังกฤษตั้งแต่เล็ก ๆ แล้วเขาจะไปเรียนภาษาไทยที่ไหน

“จำไว้ให้ดี…คนเราต้องไม่ปัดความรับผิดชอบให้คนอื่น” พันตรีนเรศปั้นสีหน้าจริงจังถือโอกาสสั่งสอนญาติผู้น้องที่รักเหมือนน้องชายแท้ ๆ 

“ครับผม!!!” ภูรีรับคำพร้อมกับยกมือขึ้นทำท่าวันทยาหัตถ์ ตบเท้าชิดกันเหมือนทหาร “กระผมขออนุญาตไปตามหาพี่กวาง พี่เรจะได้ไม่ใจลอยอ่านหนังสือกลับหัวอีก” พูดจบก็วิ่งแจ้นออกนอกห้องไป ได้ยินเสียงตะโกนดังแว่วมาว่า

“ใจลอยอะไร พูดจาเหลวไหล กลับมานี่เลย!!!” 

ถ้าขาไม่ได้รับบาดเจ็บอยู่ สาบานได้ว่าเขาเป็นต้องลากเด็กคนนั้นมาเตะสั่งสอนเสียหลาย ๆ ที โทษฐานที่พูดจาเหลวไหล ไร้สาระจนทำให้เขารู้สึกสับสนไปด้วย 

บ้าน่า เขาจะไปคิดถึงตัวอันตรายน้อย ๆ ที่หาเรื่องปวดหัวมาให้เขาได้อย่างไรกัน จะตีลังกาคิด จะใช้นิ้วก้อยคิด ก็ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก

เวลาเที่ยงวันคาเฟทีเรียชั้นล่างสุดของโรงพยาบาลวันนี้คึกคักกว่าทุกวัน เพราะพยาบาลสาวต่างจับกลุ่มคุยกันเรื่องสุดฮ็อตประจำวัน แต่ร้อยตรีแพทย์หญิงศิศิราเดินผ่านพวกหล่อนไม่ได้สนใจจะเงี่ยหูฟังสักนิดว่าสาว ๆ กำลังคุยเรื่องอะไรกันแต่ถึงจะไม่ได้ตั้งใจฟังแต่ชื่อชายในดวงใจได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาไปแล้ว เธอจึงแสร้งยืนหันหลังให้ทำท่าเหมือนบังเอิญผ่านมา

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผู้พันเรจะเป็นพวกเลือกมาก ถึงขนาดให้สาวงามสิบกว่าคนมาให้เลือกถึงที่  ฉันว่าก็งั้นๆแหละ…ไม่เห็นจะสวยตรงไหน”

“ทำไมผู้พันเรถึงไม่ยอมเชิญพวกเรานะ สาวสวยอย่างเรา ๆ ถูกมองข้ามไปได้ยังไง”

“พวกเธอไม่รู้เหรอว่าพวกทหารความหื่นเป็นอันดับหนึ่ง” พยาบาลสาวคนที่สามยกมือขึ้นปิดปาก ตาเบิกกว้างคล้ายค้นพบความลับสุดยอดไม่ควรจะพูดออกไป แต่เรื่องสำคัญเช่นนี้จะให้เธอเก็บเงียบไว้คนเดียวจะได้อย่างไรกัน

“หรือว่า…หรือว่า” 

“จะพูดอะไรก็พูดออกมาอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่ได้” อีกคนใจร้อนทนไม่ไหวเร่งให้เพื่อนสาวพูดออกมาให้หมด

“หรือว่า…ผู้พันเรจะเปิดฮาเร็ม”

พยาบาลทั้งสามยกมือขึ้นปิดปาก ส่ายหน้าไปมาพร้อมกัน 

อืม…ถ้าเป็นความจริง พวกเธอก็ยังไม่พลาดโอกาสจะได้เป็นสาว ๆ ในสังกัดผู้พันเรน่ะสิ 

สามสาวใจตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย มัวแต่เนื้อเต้นด้วยความดีใจจึงไม่ได้สังเกตเห็นร่างบอบบางที่ยืนอยู่ข้างหลัง แข้งขาของเธออ่อนแรงจวนเจียนจะนั่งลงไปกองอยู่กับพื้น แต่โชคดีที่คว้าพนักเก้าอี้ไว้ได้ทัน 

แมลงหิวโหยที่ร้องครวญครางอยู่เมื่อครู่ต่างบินหายวับไปแล้ว เรื่องใหญ่เช่นนี้เธอจะกินอะไรลงอีก แม้จะหวั่นใจเหลือเกินว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นความจริงแต่เธอก็ยังไม่ปักใจเชื่อ จึงสาวเท้าตรงไปยังห้องพักฟื้นของพันตรีนเรศ

เมื่อไปถึงหน้าห้องหญิงสาวไม่ได้ผลักประตูเข้าไปเพียงแต่มองผ่านกระจกบานเล็กตรงประตู แต่แล้วภาพที่อยู่ตรงหน้าคล้ายเข็มแหลมคมร้อยพันเล่มทิ่มแทงตรงกลางหัวใจ สิ่งที่เธอเพิ่งได้ยินมาเป็นความจริง เพราะในห้องเต็มไปด้วยสาวงามเกือบสิบคน แต่ละคนแต่งองค์ทรงเครื่องยิ่งกว่าจะไปประกวดนางงามจักรวาลเสียอีก

เธอควรจะเลิกฝันลมๆแล้งๆ เพราะโอกาสที่พี่เรหันมาชอบเธอบ้าง ไม่มีอีกแล้ว…ใช่ไหม?

“พี่กวาง” ภูรียิ้มแป้นให้พี่สาวที่ไม่เห็นหน้าเสียหลายวัน แต่ใบหน้าปราศจากสีเลือดของเธอทำให้เขาหุบยิ้ม ทำท่าจะสาวเท้าตามไปแต่รูปร่างสูงใหญ่ราวกับกำแพงเมืองของนายทหาร…ลูกน้องผู้พันเรมายืนขวางไว้

“หัวหน้ารออยู่” ภูรียื่นมือออกไปตั้งใจจะผลัก ‘กำแพงเมือง’ ให้พ้นทาง แต่สีหน้าดุดันเอาเรื่องทำให้เขาหดมือกลับ เปลี่ยนทิศทางไปยังห้องพักฟื้นของญาติผู้พี่แทน

เมื่อผลักไปประตูเข้าไปร่างสูงใหญ่ของผู้พันเรกับกำลังเอนกายนั่งอ่านเอกสารอยู่ ครั้งนี้เอกสารที่เขาถือในมือไม่ได้กลับหัวแต่คนอ่านก็ยังใจลอยไปไกล ขนาดเขายืนอยู่ใกล้ ๆ พี่เรก็ยังไม่รู้สึกตัว ใบหน้าหล่อเหลาจึงขยับเข้าไปไกล ฉีกยิ้มแฝงความทะเล้นบวกความจริงใจอีกหนึ่งส่วน

“โอ๊ย!!!” ผลก็คือถูก ‘ฝ่ามือมาร’ ผลักออกอย่างแรงไม่มีการออมมือ ไม่ถนอมชายงามเลย “ถ้าผมเสียหล่อ พี่เรจะรับผิดชอบไหวไหม” นัยน์ตาดุดันถลึงใส่ด้วยความหงุดหงิด ขาที่ยังดีอยู่ขยับพุ่งหาเป้าหมาย โชคดีที่เขาไหวตัวหลบทัน

หวาดเสียว ๆ ๆ ๆ 

ถ้าวันนี้พี่เรยังไม่ได้เห็นหน้าพี่กวางอีก รับรองว่าเขาต้องกลายเป็นกระสอบทรายให้พี่เรระบายอารมณ์ 

ไม่ได้ ๆ เพื่อวงศ์ตระกูล เขาต้องรักษาความเป็นชายงามไว้สุดชีวิต

“เมื่อกี้ผมเห็นพี่กวางด้วย หน้าซีดอย่างแรง” ใบหน้าหล่อเหลาหันขวับกลับมา นัยน์ตาร้อนรนอย่างปิดไม่มิด

ถ้าไม่กลัวว่าตัวเองจะเจ็บตัว เขาก็อยากกระเซ้าพี่เรต่อสักประโยคสองประโยค  

“กวางเป็นอะไร” 

“โอ๊ย!!!” ด้วยความร้อนใจมือหนาจึงเผลอบีบแขนญาติผู้น้องอย่างแรง เขาก้มมองมือตัวเองด้วยความประหลาดใจ

ทำไมจู่ ๆ ถึงได้ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ 

“ผมก็ไม่รู้ว่าพี่กวางเป็นอะไร จะตามไปอยู่แล้วลูกน้องพี่มาขวางไว้เสียก่อน” 

เขาไม่ใช่เด็กขี้ฟ้องแต่เมื่อมีโอกาสก็จะไม่ปล่อยให้หลุดลอยไปเฉย ๆ  

ภูรีหันไปมองทหารลูกน้องของญาติผู้พี่อย่างคาดโทษ หยักคิ้วข้างเดียวยั่วโมโหอีกฝ่าย จนนายทหารที่ยืนเป็นยักษ์ปักหลั่นเบือนหน้าหนีไปอีกทาง 

“พี่เรมีอะไรด่วนรึเปล่า ถ้าไม่มีผมจะไปหาพี่กวาง” 

พันตรีนเรศปรับสีหน้าเป็นปกติ ท่าทางไม่สนใจใยดี บนหน้าผากคล้ายจะเขียนคำว่า ‘ไม่ได้เป็นห่วง’ ตัวโต ๆ เพื่อทุกคนจะได้เข้าใจเสียใหม่ ว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับกวางน้อย

…ไม่แม้แต่นิดเดียว

คว้าเอกสารที่หล่นอยู่บนพื้นข้างเตียงได้แล้วจึงโบกมือให้ญาติผู้น้อง ภูรีหันหลังกลับยิ้มน้อย ๆ อย่างรู้ทัน เพื่อไม่ให้หลุดเสียงหัวเราะออกมาเขาจึงรีบยกมือปิดปากตัวเอง

เกือบสองชั่วโมงภูรีก็ยังไม่กลับมา ทำให้ผู้พันหนุ่มรู้สึกกระวนกระวาย ไม่มีสมาธิจะอ่านเอกสารราชการกองโตที่อยู่ข้างหน้า 

หรือว่าจะเกิดเรื่องกับกวาง? 

ยิ่งคิดในใจก็ยิ่งร้อนรุ่ม เดินกลับไปกลับมาในห้องสี่ห้ารอบ จนลูกน้องที่ยืนอยู่เวียนหัว ตาลายจวนจะเป็นลมล้มพับอยู่รอมร่อ

“ผมจะไปดูว่าหมอกวาง…” ใคร ๆ ก็รู้ว่าหัวหน้าเกลียดการเสียหน้าเป็นที่สุด เขากระแอมกระไอสองสามทีจึงพูดต่อ “ผมหมายถึงคุณภู”

ผู้พันหนุ่มหย่อนกายลงบนเตียง วางไม้ค้ำยันแล้วจึงพยักหน้าส่ง ๆ แทนคำอนุญาต มองผ่านหน้าต่างกระจกไปยังสวนหย่อมด้านหลังก็สะดุดกับร่างคุ้นตา ดวงตาสีเข้มเปล่งประกายเจิดจ้า

“ไม่ต้อง” เขาพูดโดยไม่หันกลับมามองนายทหารลูกน้องที่กำลังจะผลักประตูออกไป เห็นประกายตาของหัวหน้าแล้วเขาจึงเข้าใจ ที่แท้หัวหน้าหาคนที่ต้องการเจอแล้วนั่นเอง

ยิ่งเพ่งมองร่างบอบบางที่ท่าทางเหมือนแมวหงอย เซื่องซึมคล้ายถูกเจ้าของทอดทิ้งกลางสายฝนเขาก็ยิ่งไม่สบายใจ 

ไม่สบายแล้วยังจะมานั่งตากแดด ตากลม เป็นหมอประสาอะไรไม่รู้จักดูแลตัวเอง มันน่าจับมาตีก้นแรง ๆ ซักสี่ห้าที!   

กวางน้อยตัวนี้ทำให้ชีวิตอันแสนจะสงบสุขของเขาต้องวุ่นวายอยู่เรื่อยเชียว!

ในที่สุดก็ทนเห็นกวางน้อยที่ทำหน้าเหมือนลูกแมวหงอยไม่ไหว ผู้พันเรคว้าไม้ค้ำยันได้ก็สาวเท้ายาว ๆ ออกจากห้อง ตรงไปที่ลิฟท์ด้านข้าง ความรวดเร็วนั้นปานสายฟ้าแลบแม้จะเจ็บที่บาดแผลเขาก็ไม่สนใจแม้แต่นิดเดียว

“ไม่ต้องตาม” 

ลูกน้องที่ก้าวขาเข้ามาในลิฟท์เกือบจะถูกประตูหนีบ โชคดีที่มีไหวพริบดีไหวตัวทันได้อย่างเฉียดฉิว ไม่คิดเลยว่าหัวหน้าจะร้อนใจเพราะหมอกวาง คนที่เขาย้ำนักย้ำหนาว่าเห็นเธอเป็นแค่น้องสาว

ออกจากลิฟท์มาถึงยังด้านล่าง ขาที่ก้าวยาว ๆ พลันชะลอความเร็วลงอย่างฉับพลัน เพราะเสียงซุบซิบนินทาของพวกพยาบาลสาวโสดแว่วเข้าหู 

“พวกเธอได้ข่าวรึเปล่า ว่าผู้พันเรมีนัดดูตัวสาวสวยเป็นสิบคนที่โรงพยาบาลเมื่อเช้า ข่าวนี้กำลังดังยิ่งกว่าพลุแตก”

“ใครไม่รู้ก็อยู่ถ้ำหินน่ะสิ”

“ใช่ ๆ แล้วมันจริงไหม”

“โอ๊ย! พวกทหารเจ้าชู้กันทุกราย เชื่อใจได้ที่ไหนกัน”

ร่างหนาหมุนตัวกลับ เดินตรงไปที่สวนหย่อมด้านหลัง พร้อมกับคลี่ยิ้มบาง ๆ ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้กวางน้อยกลายร่างเป็นแมวหงอย ก็เพราะข่าวลือบ้า ๆ นี่เอง แล้วทำไมเธอถึงเชื่อลมปากชาวบ้านง่าย ๆ อย่างนี้ มันน่าจับตัวมาเขย่าแรง ๆ สักสี่ห้าที บางทีเธออาจจะฉลาดขึ้นมาบ้างก็ได้

อารมณ์หงุดหงิด หัวใจที่ร้อนรุ่มเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า สลายหายไปในทันที

ทางฝ่ายคุณหมอสาวกลุ้มอกกลุ้มใจจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี ไอติมรสมะนาวของโปรดก็ดันมาหมดเอาตอนนี้ เธอเครียดสุด ๆ ไม่คิดเลยว่าแผนการสุดยอดที่ได้รับคำแนะนำมาจากพวกพี่สะใภ้ โอกาสที่จะได้งัดเอามาใช้ก็ยังไม่มีเลย 

เหมือนอย่างที่โบราณว่าไว้ ไม่เห็นหน้าสามวัน ‘นารีเป็นอื่น’ ไม่ใช่สิ ‘บุรุษเป็นอื่น’ ต่างหาก

กำหนดเวลาที่คุณย่าให้มาก็เหลือน้อยเต็มที เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นเห็นทีเธอต้องงัดเอาแผนสองมาใช้เสียแล้ว

คิดพลางคว้าโทรศัพท์มือถือค้นหาเบอร์โทรของคนคนเดียวที่จะสามารถช่วยต่อชีวิตเธอให้ยืนยาวขึ้นมาอีกนิด เพราะไม่อย่างนั้นเธอคงถูกคุณย่าคลุมถุงชนอย่างไม่มีทางเลือก

จู่ ๆ ลมหายใจอุ่นร้อนก็ปะทะที่ต้นคอ กลิ่นกายบุรุษที่คุ้นเคยปลุกเร้าอารมณ์พิศวาสที่ซุกซ่อนอยู่ ร้อยตรีแพทย์หญิงศิศิรากลืนน้ำลายลงคอเพื่อข่มอารมณ์แปลกประหลาด 

เธอหันขวับกลับมาริมฝีปากบางจึงเฉียดผ่านริมฝีปากหยัก คล้ายเจตนาจะยั่วยวนอีกฝ่าย 

สาบานได้ว่าเธอไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่เหตุการณ์ชักนำมาเช่นนี้ สมควรจะปล่อยเลยตามเลย 

…ใช่หรือไม่?

คุณหมอสาวหลับตาพริ้ม รอจุมพิตของคนที่อยู่ในใจมานานแสนนาน ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง สมกับคำที่ว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็อยู่ที่นั่น’ ไม่ใช่สิ ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น’ 

วันนี้จะเป็นวันที่เธอมอบจุมพิตแรกให้พี่เร 

ดีจังเลย สำเร็จแล้วจะได้ไปแก้บน…ถวายหัวหมูเก้าหัว ทำบุญเจ็ดวัด

มัวแต่หลับตาเคลิบเคลิ้มกับฝันหวาน เธอจึงไม่เห็นว่าอีกฝ่ายมีปฏิกิริยาอย่างไร ใบหน้าคมคายส่ายไปมาอย่างจนใจ เด็กคนนี้สมควรจะไปตรวจเช็คสมอง 

“โอ๊ย!!!” 

สิ่งที่รอคอยไม่ใช่จุมพิต แต่เป็น ‘ฝ่ามือปราบมาร’ ดึงหางเปียสุดแรงเกิด 

“เจ็บนะ พี่เรทำอะไรเนี่ย” เสียงหวานโอดครวญ แววตาคู่สวยตัดพ้อ เหมือนเด็กที่ถูกรังแก ไม่ได้รับความเป็นธรรม

“ทำอะไร ก็ปลุกเราให้ตื่นจากฝันกลางวันน่ะสิ” 

เธอส่งค้อนให้วงโต สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง 

พี่เรจะเป็นสภาพบุรุษให้น้อยกว่านี้ก็คงจะดี เอ…หรือว่าเสน่ห์ของเราจะไม่แรงพอ?

ความมั่นใจของคุณหมอสาวเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต

“ได้ข่าวว่ามีสาว ๆ เป็นสิบคนมาเยี่ยมพี่เรถึงที่นี่ แล้วพี่เรมีเวลามาชมนกชมไม้ได้ยังไงกันคะ” เธออดจะเหน็บแหนมเขานิด ๆ ไม่ได้

“กวางไม่อยากเห็นหน้าพี่…พี่ไปก็ได้” พูดเสร็จเขาก็คว้าไม้ค้ำยันทำท่าจะหันหลังกลับ 

“ไม่ได้นะคะ!” มือเล็กคว้าไม้ค้ำยันไว้แน่น ไม่รู้ว่ากวางน้อยเอาแรงมาจากไหน ถึงแม้ว่าเขาจะออกแรงดึงมันก็ยังไม่ขยับเขยื้อน สุดท้ายจึงยอมแพ้หย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ เธอ

“ผู้หญิงพวกนั้นมาสมัครเป็นครูสอนภาษาไทย”

“คะ​​?” คำอธิบายที่ไม่คิดว่าจะได้ยินเขาก็พูดออกมาแล้ว แต่ว่าสอนภาษาไทย? 

ดวงตากลมโตสุกใสกวาดตามองผู้พันหนุ่มตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

โถ…ไม่น่าเลย พี่เรอายุป่านนี้แล้วยังต้องหาครูสอนภาษาไทยอีก

สายตาที่มองมานั้นแปลกประหลาด ไม่ถามก็รู้เลยว่าสมองน้อย ๆ คงคิดเลยเถิดไปถึงไหนต่อไหน ถ้าจะพูดให้ถูกเขาไม่อยากรู้เลยว่าเธอมีความคิดพิสดารอะไรต่างหาก จึงรีบไขข้อข้องใจโดยด่วน

“ครูสอนภาษาไทยของภู” เขาพูดพลางคว้าหางเปียมาดึงเล่นเบา ๆ ครั้งนี้เป็นการหยอกล้อ ไม่ได้ทำให้เธอเจ็บเลยสักนิด “ภูอยู่ต่างประเทศมานาน ไม่มีโอกาสเรียนภาษาไทยเป็นเรื่องเป็นราว พี่เลยให้ลูกน้องช่วยหาครูให้ ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจมาสมัครกันเยอะขนาดนี้” 

“พวกเธอคงคิดว่าจะได้เป็นครูสอนพี่เรน่ะสิ” คุณหมอทำปากขมุบขมิบให้พรพวกสาว ๆ ไปถึงบรรพบุรุษสิบเก้าชั่วโครต

“เราคงว่างงานมากล่ะสิ ถึงได้มานั่งตากแดดเปรี้ยง ๆ ยังงี้” 

คิดมาถึงจุดนี้ ว่ากวางน้อยอาจเป็นลมเป็นแรงไม่สบายเอาได้ ก็ออกแรงดึงผมถักเปียด้วยความหมั่นไส้ 

เธอจะทำตัวสงบเสงี่ยมไม่ให้เขาเป็นห่วงจะได้หรือไม่

“โอ๊ย!” มือเล็กคว้าผมตัวเองได้แล้วจึงขยับกายออกห่าง “พวกพี่ทำไมชอบดึงผมกวางอยู่เรื่อย”

คำว่า ‘พวกพี่’ แน่นอนว่าหมายถึงญาติผู้พี่อีกสองคน 

“จ๊อก ๆ” ท้องเจ้ากรรมดันส่งเสียงผิดที่ผิดเวลา เพราะเมื่อครู่เวลาทานข้าวเธอกลุ้มใจเรื่องของพี่เร ว่าคงจะมีใจให้ผู้หญิงคนอื่น หดหู่ใจจนทานอะไรไม่ลง

ใบหน้าหล่อเหลาคลี่ยิ้มบาง ๆ นัยน์ตาก็เปล่งประกายของความเอ็นดูอย่างเปิดเผย

“ไปกันเถอะ” 

“ไปไหนคะ”

“กินข้าว”

“พี่เรเลี้ยงใช่ไหมคะ กวางสั่งอะไรก็ได้ใช่ไหมคะ”

คุณหมอสาวดีใจจนเนื้อเต้น เมื่ออีกฝ่ายหยุดเดินเสียเฉย ๆ ดวงหน้าเล็กจึงกระแทกเอาแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยกล้ามมัด ที่น่าลูบไล้ น่ากอด อะแฮ่ม! น่าส่งไปประกวดชายงาม 

“จะไปด้วยก็ตามมา ไม่ต้องทำลับ ๆ ล่อ ๆ”

กวางน้อยงงเป็นไก่ตาแตก มีกันอยู่แค่สองคนแล้วพี่เรหมายถึงใครกัน เธอหันกลับไปมองจึงเห็นใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกับพี่เร 

“น้องภู”

ภูรีที่บังเอิญเห็นญาติผู้พี่เดินมาทางนี้พอดี จึงแปลงร่างเป็นนินจาล่องหนตามติดสถานการณ์ ไม่ให้คำสนทนาของพวกเขาเล็ดลอดไปแม้แต่คำเดียว

พี่เรสุดยอดไปเลย เขาซ่อนตัวได้มิดชิดไม่ให้ใครเห็นแล้ว ยังถูกพี่เรจับได้อีก 

ความชื่นชมในตัวญาติผู้พี่เพิ่มขึ้นอีกเป็นสามเท่าตัว

เมื่อมาถึงยังร้านอาหารที่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล ร้อยตรีแพทย์หญิงศิศิราก็จัดแจงยื่นเมนูอาหารให้สองหนุ่ม เมื่อนึกขึ้นได้ว่าภูรีอ่านภาษาไทยไม่ออกเธอจึงชักมือกลับ 

“เดี๋ยวพี่จะสั่งอะไรอร่อย ๆ ให้น้องภูเอง” เธอพูดพลางขยิบตาให้ด้วยความสนิทสนม 

“ขอบคุณครับพี่กวาง”

อืม…สองคนนี้จะสนิทกันเร็วไปหน่อยไหม 

ผู้พันเรเขม่นมองทั้งคู่อย่างไม่ค่อยชอบใจ

“ไม่ต้องวุ่นวายไปหรอก ภูชอบกินอยู่อย่างเดียว…หมูทอดกระเทียมพริกไทย” พูดพลางหยักคิ้วข้างเดียวให้ญาติผู้น้อง

 ขอให้กินหมูทอดกระเทียมพริกไทยไปทั้งชาติเถอะ!

“ไม่ได้นะคะน้องภู…กำลังโตอย่างน้องภูต้องกินอาหารให้ครบทั้งห้าหมู่ เดี๋ยวพี่จะสั่งกับข้าวที่มีเป็นประโยชน์…ได้สารอาหารครบถ้วนไม่มีตกหล่นแม้แต่อย่างเดียวเลย” พูดเสร็จเธอก็หันไปสั่งรายการอาหาร ชนิดที่ไม่เกรงใจกระเป๋าตังค์คนจ่ายเงิน ภูรีได้แต่เบิกตากว้าง อ้าปากค้าง

จะให้เขาได้รับสารอาหาร ‘ครบถ้วน’ อยู่คนเดียวก็ไม่ยุติธรรมน่ะสิ

“ผมไม่เป็นอะไรต้องกินเยอะขนาดนี้ แล้วอย่างพี่เรล่ะครับพี่กวาง”

“ถ้าไม่พูดก็ไม่มีใครว่าเราเป็นใบ้หรอกนะ…ภูรี” ผู้พันเรแยกเขี้ยวใส่อย่างเดือดดาล 

สาบานได้ว่าเขาหายดีเมื่อไหร่คนแรกที่จะเตะสั่งสอนก็คือญาติผู้น้องคนนี้แหละ

“ใช่แล้วค่ะน้องภู อย่างพี่เรต้องกินอาหารที่เป็นประโยชน์เป็นสองเท่าของคนทั่วไป” พูดเสร็จก็สั่งรายการอาหารยาวเหยียดเป็นขบวนรถไฟ 

ใบหน้าคมคายของภูรีหันไปอีกทางอย่างแนบเนียน กลั้นเสียงหัวเราะจนปวดท้องไปหมดแล้ว

ส่วนผู้พันเรมองญาติผู้น้องด้วยสายตาอาฆาตแค้นยิ่งกว่าวิญญาณร้ายที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด

ทางด้านคุณหมอสาวก้มหน้าก้มตามองเมนูอาหาร คลี่ยิ้มน้อย ๆ อย่างแนบเนียน ความภาคภูมิใจในตัวเองเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย 

ที่แท้พี่เรก็ไม่ได้ใจร้ายกับเธอไปเสียทุกเรื่อง ครั้งนี้ยังยอมให้เธอทำตามใจตัวเอง ตั้งแต่รู้จักกันมาเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย

ขณะที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสามอบอุ่นเหมือนคนในครอบครัวเดียวกันเสียงทักทายหวานใสก็ดังขึ้น

“อุ๊ย! ผู้พันเรก็มาทานข้าวที่นี่ด้วยเหรอคะ” เจ้าของเสียงเป็นผู้หญิงร่างบอบบางเรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงสวยคนหนึ่ง ที่นี่เป็นอำเภอเล็ก ๆ แต่เจ้าหล่อนก็ช่างสรรหาเสื้อผ้าเครื่องประดับได้ดีกว่าพวกผู้หญิงที่อยู่เมืองกรุงเสียอีก 

“เปล่า พวกเรามานั่งตกปลาฆ่าเวลา” เสียงภูรีดังขึ้นด้วยความหมั่นไส้ 

ร้านอาหารก็มากินข้าวสิ…ถามได้

“คิก” เสียงหัวเราะของคุณหมอสาวทำให้อีกฝ่ายตวัดสายตามองอย่างไม่เป็นมิตร “ขอโทษด้วยค่ะ ไม่รู้เลยว่าน้องภูจะมีอารมณ์ขัน”

แขกที่ไม่ได้รับเชิญพูดต่อว่า “ถ้าไม่รังเกียจฉันขอร่วมโต๊ะด้วยได้ไหมคะ” เธอพูดพลางดึงเก้าอี้เชิญตัวเองนั่ง แต่ถูกมือหนาดึงเก้าอี้ไว้ไม่ยอมให้ขยับเขยื้อน

ผู้พันหนุ่มพูดด้วยรอยยิ้มตามมารยาทแต่ดวงตาไม่ยิ้ม “วันนี้ไม่สะดวก โอกาสหน้าดีกว่า”

สาวงามถูกฉีกหน้าตรง ๆ เช่นนี้เป็นใครก็คงรับไม่ไหว เธอตวัดสายตามองหญิงสาวอีกคนอย่างอาฆาตมาดร้าย แม้จะไม่ชอบที่ถูกมองด้วยสายตาเช่นนี้ แต่หมอกวางก็ยังรู้สึกเห็นใจอีกฝ่าย

“พี่เรคะ อันที่จริง…” พูดยังไม่จบประโยคเธอก็ถึงกับชะงักค้าง เพราะถูกสายตาดุดันของผู้พันหนุ่มมองมา เป็นเชิงบอกว่าขืนพูดต่อเจอดีแน่! 

เธอจึงก้มหน้าก้มตาทำตัวเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย คว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม

ถูกปฏิเสธตรง ๆ เช่นนี้สาวสวยก็ยังไม่ยอมแพ้ จนต้องให้ผู้พันเรที่คลี่ยิ้มอ่อนโยนแต่นัยน์ตาบ่งบอกว่ารำคาญเหลือเกิน

“ไว้โอกาสหน้าเถอะครับ”

เธอส่งยิ้มหวานให้แทนคำร่ำลา แต่ก็ไม่ลืมที่จะหันมองคุณหมอสาวด้วยสายตาอิจฉาริษยา

“พี่เรสุดยอด…เหมือนพระเอกละครนำ้เน่าเลย” ภูรียืนยันด้วยการยกนิ้วโป้งให้ทั้งสองนิ้ว

“ฟัง ๆ ดูเหมือนชม แต่ทำไมพี่ถึงรู้สึกว่าถูกด่า”

“โธ่…พี่เรคิดมากไปได้ ชมครับชม”

“ผู้หญิงคนเมื่อกี้…ใครคะ?” ร้อยตรีแพทย์หญิงศิศิรายังไม่คลายความสงสัย 

“ครูของภู”

“หา!!! คนนั้นเหรอพี่ครูสอนภาษาไทย ผมขอเปลี่ยนคนได้ไหมพี่”

“ไม่ได้”

ถ้าเป็นครูสอนภาษาไทยของน้องภู ผู้หญิงคนนั้นก็ต้องมีโอกาสได้พบหน้าพี่เรบ่อย ๆ น่ะสิ 

เธอไม่ยอมหรอกนะ!

“อันที่จริง…กวางสอนภาษาไทยน้องภูได้นะคะ” เธอฉีกยิ้มใสบริสุทธิ์เต็มความสามารถ 

ผู้พันหนุ่มพยักหน้าน้อย ๆ ทำหน้าคล้ายกับผู้ใหญ่ใจดี คลี่ยิ้มน้อย ๆ ตอบว่า “ได้” 

“จริงเหรอคะ” เธอดีใจจนนัยน์ตาคู่สวยเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงดาว

“จริงเหรอพี่เร” ผู้หญิงคนเมื่อกี้เขาไม่ถูกชะตาเลย 

ไม่ชอบอย่างแรง!

ถ้าพี่กวางมาเป็นครู รับรองว่าต้องสนุก เอ่อ…เขาต้องอ่านเขียนภาษาไทยได้ภายในเดือนเดียว

“ลาออกแล้วค่อยมาสอนภู…เต็มเวลา”

รอยยิ้มของทั้งคู่หุบลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ต่างมองหน้ากันด้วยสายตาห่อเหี่ยว เหมือนลูกโป่งสีสวยที่ถูกปล่อยลม ความหวังพังทลายไม่เหลือชิ้นดี 




-----------------------------

09/05/2018

ต้องขออภัยด้วยค่ะ ไม่ได้เขียนซะนานเลย ชื่อภูรีเขียนผิดเป็นภูเร เลยแก้ไขแล้วอัพใหม่ค่ะ 

จะหายตัวไปอีกสองอาทิตย์ค่ะ ต้องเขียนเรื่องสั้น "จดหมายรักจากเวียดนาม" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ "กองพลเสือดำ" หนังสือเล่มแรกของคุณพ่อค่ะ 

จดหมายรักจากเวียดนามเป็นเรื่องสั้น 5 ตอน จะทยอยอัพค่ะ

หนังสือเรื่อง #กองพลนักรบดำ เสร็จเมื่อไหร่ก็จะเขียนนิยายเรื่องนี้ต่อค่ะ ขอบคุณทุก ๆ คนที่ติดตามค่ะ :-) 



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว