facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ ๕ จรุงจิต (๖๐%)

ชื่อตอน : ตอนที่ ๕ จรุงจิต (๖๐%)

คำค้น : ปานยิหวา,ยิหวา,คชาธาร,ลุงช้าง,มัสยา,หนูปลา

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มิ.ย. 2561 11:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ๕ จรุงจิต (๖๐%)
แบบอักษร

ตอนที่ ๕ จรุงจิต

ตั้งแต่เช้าตรู่ที่น้อมได้มาเคาะประตูห้องเพื่อจะรายงานให้ปานยิหวาทราบว่า ที่นี่จะเริ่มรับอาหารเช้ากันตอนเจ็ดโมง แต่บางเช้าคุณระตีและลูกสาวจะไม่ลงมามาร่วมรับประทานเหมือนตอนเย็น เพราะบางทีคุณระตีและลูกสาวทั้งสอง จะรับอาหารเช้าอย่างง่าย ๆ ที่ห้องนอนซึ่งส่วนมากจะเป็นแค่กาแฟและขนมปังเสียมากกว่า

และเช้านี้ก็เช่นกันที่คุณระตีและลูกสาวจะขอรับแค่กาแฟและขนมปังที่ห้องนอน

พอเอ่ยถึงลูกสาวของคุณระตี  หล่อนเลยลองถามว่าคุณเพียงดาวเธอเป็นอย่างไร น้อมก็เล่าให้หล่อนฟังสั้น ๆ ว่าปกติคุณเพียงดาวจะเป็นคนที่วางตัวเป็นผู้ใหญ่  ก่อนหน้าก็ใช้ชีวิตอย่างปกติ แต่เริ่มจะเก็บตัวไม่สุงสิงกับใครก็นับตั้งแต่คุณชายอลงกรณ์สิ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น น้อมและคนอื่น ๆ ก็ว่าคุณดาวเธออาจจะเสียใจมากที่คุณชายผู้เป็นบิดาสิ้นชีพ

สรุป เพียงดาวก็เป็นเพียงคนเดียวในตึกนี้ ที่ปานยิหวายังไม่ได้เห็นหน้านั่นเอง 

และการที่น้อมมาแจ้งเรื่องอาหารเช้า ปานยิหวาคิดว่า บรรยากาศของอาหารเช้าคงไม่กร่อย และเย็นชาดั่งอาหารค่ำของเมื่อวาน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ปานยิหวาว่า น้ำหนักหล่อนคงลงไปอีกหลายกิโลกรัมเลยทีเดียว

เมื่อจัดการปลุกหลานสาวตัวน้อยของหล่อนตื่นได้ และพาเข้าห้องน้ำอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า กว่าจะเรียบร้อยทั้งตัวเองและหลานก็กินเวลาเกือบชั่วโมง อีกไม่กี่นาทีก็เป็นเวลารับประทานอาหารเช้าของที่นี่ นึกถึงเรื่องอาหาร ปานยิหวายังรู้สึกขอบคุณหม่อมหลวงหนุ่มผู้นั้นอยู่เลย ที่เขาคงเห็นว่าข้าวในจานหล่อนพร่องลงไปไม่มาก จึงกำซับให้น้อมนำของว่างขึ้นมาให้หล่อนด้วย ไม่เช่นนั้น คืนที่แล้วท้องหล่อนคงประท้วงเสียงดังโครกครากจนไม่เป็นอันทำการทำงานได้เลย

พูดถึงการทำงาน เพราะของว่างของเขา ทำให้หล่อนมีสมาธิจนสามารถส่งงานได้ก่อนกำหนดเลยด้วยซ้ำ และตั้งใจว่า วันนี้จากที่ตั้งใจจะไปหาอรจิราที่ร้านเสื้อผ้าแล้ว หล่อนยังสามารถแวะเอางานไปส่งต่อได้อีก

หญิงสาวจัดการผมยาวของหลานสาวโดยการมัดแกละให้ทั้งสองข้างเรียบร้อยแล้ว ก็เดินตรงไปหยิบซองสีน้ำที่ใส่เอกสารได้หลาย ๆ แผ่นขึ้นมาถือ จากนั้นจึงเดินไปเปิดประตูห้องและก็ผงะตกใจไปทันที

"คุณ!"

เมื่อเห็นร่างสูงมายืนเงียบ ๆ อยู่หน้าห้องนอนหล่อนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ

"คุณช้าง..." หล่อนกล่าวพลางลูบอกตัวเองตามไปด้วย

เพราะนอกจากจะชอบมายืนข้างหลังแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงแล้ว  เขายังชอบมายืนดักอยู่หน้าห้องคนอื่นอย่างเงียบ ๆ อีกด้วย

คชาธารพยายามกลั้นยิ้มขำ เมื่อรู้ตัวว่าได้ทำให้หญิงสาวตกใจ หลังจากยิ้มให้หล่อนแล้วเขาก็ไม่สนใจหล่อนด้วยว่าจะบ่นงึมงำอะไรต่อ สายตาเขาลดลงมองเจ้าปลาน้อยที่หอบตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลตามหลังคุณอาคนสวยของตนมาด้วย

เห็นสายตาคู่หวาน จรดมองร่างสูงที่อยู่ในชุดทำงานเรียบหรู เมื่อวานเขาอยู่ในชุดสูทสีน้ำตาลเข้ม วันนี้สีกรม เขาทำงานอะไร หล่อนก็ยังไม่รู้เลย แม้จะอยากจะรู้เรื่องของอีกฝ่ายมากแค่ไหน แต่ปานยิหวาก็ทำฟอร์มเสีย เดี๋ยวเขาจะหาว่าหล่อนสนใจเขาเข้า

ราวกับจะอ่านสายตาหล่อนออก เขากลั้นยิ้มขำเป็นหนสอง  ย่อตัวลงไปหาหลานสาวตัวน้อย แต่ปากกลับพูดไปในเรื่องที่อยู่ในใจของปานยิหวาแทน

"ผมต้องไปทำงานแต่เช้า วันนี้มีนัดทำสัญญากับกระทรวงการต่างประเทศ เพราะจะก่อสร้างตึกให้กระทรวง ทีนี้คุณรู้หรือยัง ว่าผมทำงานเกี่ยวกับบริษัทกับอะไร"

แล้วเงยหน้าหล่อเหลาขึ้น   จึงเห็นดวงตาคู่งามเบิกกว้างอย่างตกใจ  

"มะ  มาบอกฉันทำไมคะ ฉันยังไม่ได้ถาม และไม่อยากรู้เสียหน่อย" ใบหน้างามแสดงอาการเลิกลักออกมาอีก

"แน่หรือ..."

"ค่ะ!" หล่อนกล่าวพร้อมกับการแสร้งตวัดมือกอดอก เบือนหน้าหนีสายตาคมปลาบโดยพลัน​

"รู้มั้ย เวลาคุณโกหก คุณมักจะแสดงออกยังไง"

ดวงตาคู่งามลดลงมาสบกับดวงตาคมปลาบที่มีประกายระยิบอีกครั้ง  หม่อมหลวงหนุ่มกลั้นยิ้มเป็นหนที่สาม

หล่อนมองเขาด้วยความระแวงขึ้น เขาปราดเปรื่องถึงขั้นมองทุกอย่างในตัวหล่อนออกด้วยหรือ...ไม่กระมัง

"ใครอยากรู้ เปล่าสักหน่อย..." ให้ตายเถอะ เขามีอะไรดี ทำไมถึงรู้ความคิดของหล่อนได้ แค่อ่านหล่อนจากสายตาเท่านั้น เขาก็รู้แล้วหรือ

คชาธารอุ้มหลานสาวขึ้น ที่วันนี้ปานยิหวามัดแกละให้ทั้งสองข้าง แล้วผูกโบว์สีชมพูให้เข้ากับชุดกระโปรงเอี๊ยมสีชมพูลายขาว

ส่วนหญิงสาว...หล่อนก็สวยทะมัดทแมงในกางเกงห้าส่วนสีครีมตัดกับเสื้อคอบัวสีเหลืองเข้ม ผมยาวนั้นก็มัดสูงโดยผูกโบว์สีเดียวกันกับกางเกงอีก

"ถ้าว่าง ผมว่าจะพาหนูปลาไปเที่ยวสักหนึ่งวัน ไปด้วยกันนะ"

ดวงตาคู่งามแลมองเขาโดยไม่ยอมตอบคำถาม เป็นเวลาเดียวกับที่เขาเริ่มเดินนำหล่อนไปที่ห้องอาหาร

"เอ่อ คุณช้างคะ"

เขาหันกลับมาพลางเลิกคิ้วเข้มข้างหนึ่งขึ้นเล็กน้อย

"วันนี้ฉันจะพาหนูปลาไปข้างนอก พอดีฉันจะไปทำธุระค่ะ..." หล่อนกล่าว พลางเอาซองกระดาษสีน้ำตาลซองนั้นให้เขาดู แต่ไม่ได้บอกว่าข้างในนั้นมีอะไร

เขาพยักหน้าจะเป็นการรับทราบหรืออนุญาตก็เป็นไปได้ทั้งสองแบบ  และเสียงทุ้มได้บอกตามอีกด้วยว่า "เดี๋ยวผมจะให้ลุงเนียมขับรถให้"

ความจริงหล่อนไปกันเองได้ แต่ติดตรงที่ว่า เขาคงห่วงหลานสาว ไม่อยากให้หล่อนพาไปลำบากลำบนโดยการนั่งรถรับจ้างไป หล่อนเลยไม่อยากขัดใจ ได้แต่กล่าวขอบคุณตามหลังเขาเบา ๆ 

"ตกลงว่า..."

"คะ?" 

"ก็เรื่องที่จะพาหนูปลาไปเที่ยวสักวัน เราสองคนไปด้วยกันนะ"

"คือ..."

หญิงสาวทำท่าจะปฏิเสธ แต่เขาก็รีบฉวยโอกาส ถามความเห็นจากเจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนทันที 

"ว่ายังไงหนูปลา อยากให้ลุงช้างและอายิหวาพาไปเที่ยวมั้ย"

"อยากค่า  อยากอายิหวาและลุงช้างจะพาหนูปลาไปเที่ยว" เด็กน้อยเอ่ย คล้อยตามผู้เป็นลุงชนิดที่ว่าปานยิหวาไม่สามารถปฏิเสธได้

"...หนูปลาอยากเห็น..." ว่าแล้วตัวเล็กก็ร่ายยาวในสิ่งที่ตัวเองอยากเห็นอะไรบ้าง โดยมีเสียงหัวเราะหึ ๆ ๆ ของลุงช้างดังตามไปด้วย

ขณะที่ทั้งสามกำลังเดินลงบนได  ตรงชั้นบนก็มีร่างระหงในชุดคลุมได้ชะโงกหน้ามองลงไปดูคนทั้งสามด้วยสีหน้าครุ่นคิด

คงอีกไม่นาน ตาช้างคงได้แม่นี่มาเป็นเมียแน่  ๆ ตนดูสายตาก็รู้ว่า คชาธารมองแม่นั่นด้วยสายตาอย่างไร นึกแล้วก็ชักร้อนใจขึ้น จนทำให้ระตีมีสีหน้าเคร่งเครียดจนดูน่ากลัว

.

หลังจากนั่งลงกับเก้าอี้ที่ห้องอาหารแล้ว หม่อมหลวงหนุ่มก็ขอรับเพียงแค่กาแฟร้อนถ้วยเดียวเท่านั้น  พอเรียบร้อย เขาก็ขอตัวออกไปทำงานทันที เพราะวันนี้เขาจะต้องขับรถออกไปเส้นทางนอกเมืองจึงต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติ  

จากนั้นปานยิหวาจึงใช้เวลากับหลานสาวที่โต๊ะอาหารอย่างเป็นสุข เพราะมีกันแค่สองคนอาหลาน หลังจากจัดการให้เจ้าตัวเล็กทานข้าวต้มจนอิ่มแล้ว    ปานยิหวาจึงหยิบซองใส่เอกสารสีน้ำตาลที่วางบนโต๊ะมาถือ ก่อนจะจูงมือหลานสาวตัวน้อย แล้วเดินไปทางมุขหน้าของตึก  เห็นลุงเนียมที่ไปรับหล่อนเมื่อวานกำลังใช้ผ้าเช็ดรถคันเดิมนั้นอยู่พอดี

"ลุงเนียมคะ วันนี้หวาและหลานปลาจะออกไปทำธุระกันข้างนอกน่ะค่ะ"

"อ้อ! คุณช้างแจ้งให้ทราบแล้วครับ เชิญเลยครับคุณหวาและคุณหนู" 

ปานยิหวายิ้มรับเล็กน้อย  ก่อนจะจูงมือพาหลานตัวน้อยลงไปขึ้นรถ ทว่า ได้เกิดเสียงเอ็ดอึงดังอยู่ด้านหลังขึ้นมา จนทำให้หล่อนและหนูปลาตกใจไปตาม ๆ กัน

"นี่มันอะไรกัน! ชักจะมากไปแล้วนะ!"

 ปานยิหวาและหลานรักได้หันกลับไปมองต้นทางเสียงด้วยสายตาปริบ ๆ กันทั้งสองคน

ที่เห็นอยู่ตอนนี้เป็นเพียงเดือนและมารดาที่กำลังเดินตามหลังหล่อนมา  ทั้งคู่แต่งชุดกระโปรงด้วยสีสวยสดใส เห็นก็รู้แล้วว่ากำลังจะออกไปข้างนอกเหมือนกัน

ปานยิหวาจึงทำหน้าเหลอหลาไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของทั้งสองคน กระทั่งเพียงเดือนเอ่ยขยายความต่อ หล่อนจึงรู้ว่า หล่อนเองกำลังมีส่วนทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจอยู่ 

"อะไรอีกล่ะเนี่ย รถคันนี้เป็นรถประจำของฉันและคุณแม่ การที่ยอมให้เอาไปรับเธอและหนูปลาจากบ้านนอกครั้งหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยกให้เธอใช้ตลอดไปนะ!"

อ้อ... ปานยิหวาพยักหน้าเล็กน้อยอย่างเข้าใจได้ทันที คือหล่อนไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องรถนี่ เช้านี้แค่บอกหม่อมหลวงหนุ่มว่าจะพาหนูปลาไปข้างนอก เขาก็กระตือรือร้นจัดการเรื่องรถและคนขับให้  ซึ่งก็เป็นรถสีครีมคันงามที่กำลังจอดรอหล่อนอยู่ตรงหน้า   

"คือ คุณช้างกำซับไว้ว่า..." ลุงเนียมกำลังอธิบายเพิ่มแต่ 

"เงียบนายเนียม!" ระตีได้ถลึงตาใส่ พร้อมดุ "นี่เรื่องของเจ้านาย ไม่ต้องสอด"

"ครับ" 

ดุคนขับรถที่กล้าเสนอหน้ามาพูดสอดเจ้านายแล้ว ระตีก็หันใบหน้ากลับมามองหญิงสาวตรงหน้าตรง ๆ พร้อมกับเอ่ยไปอีกว่า "รถคันนี้ ใคร ๆ ก็รู้กันทั่วว่าเป็นรถยนต์ของฉันและลูก ถ้าเธอจะใช้ ให้เอาคันอื่นไป ยกเว้นคันนี้!"

ปานยิหวาถอนหายใจแรง ๆ หล่อนเองก็ไม่ได้จะมาแย่งของใช้ของใครเสียหน่อย  เรื่องของเรื่องก็คือ หล่อนไม่รู้อะไรภายในวังนี้ทั้งสิ้น ข้าวของของใครอยู่ตรงไหน หล่อนไม่ทราบ   ความจริงหล่อนเป็นคนง่าย ๆ ไม่ได้พิถีพิถันอะไรหรอก รถคันไหนก็ได้ ขอให้มันวิ่งได้ก็พอ ดังนั้น หญิงสาวจึงตัดสินใจไปบอกลุงเนียมเพื่อตัดปัญหาหยุมหยิมเสียเองว่า 

"ลุงเนียมเปลี่ยนคันอื่นเถอะค่ะ หวาและหนูปลาเรานั่งคันไหนก็ได้" 

แต่คงไม่ใช่สองคนนี้ พอลุงเนียมขับรถไปเปลี่ยนคันใหม่ให้แล้ว ทั้งสองก็เดินตรงมาให้หล่อนและหนูปลาใกล้ๆ ก่อนที่เพียงเดือนจะขยับเท้าเข้ามายืนชิดอยู่ตรงหน้าหล่อนและหลานสาว  พลางทำท่าทีสูดเอาอากาศรอบ ๆ ตัวหล่อนและหลานเข้าปอด พร้อมกับนิ่วหน้า แล้วหันไปถามมารดาที่ยืนกอดอกอยู่ด้านหลัง

"คุณแม่ คุณแม่ลองมายืนดูตรงนี้สิคะ เดือนว่าได้กลิ่นอะไรแปลก ๆ ค่ะ!"

คำพูดของเพียงเดือน ทำให้ปานยิหวาเผลอยกแขนตนขึ้นมาสูดดม แต่หล่อนก็ไม่ได้กลิ่นอะไรที่จะแปลก  ดั่งที่อีกฝ่ายว่ามา นอกเสียจากกลิ่นแป้ง กลิ่นน้ำหอมที่หล่อนใช้เท่านั้น

ขณะนั้นระตีได้เดินมาสมทบกับลูกสาว พลางทำตามคำแนะนำที่เพียงเดือนว่ามา  โดยการสูดเอาลมหายใจเข้า ก่อนจะทำท่าตกใจคล้าย ๆ คนเป็นลูก

"แม่เองก็ได้กลิ่นอะไรตุ ๆ คล้ายกลิ่นอะไรนะลูกเดือน"

"ก็กลิ่นหญ้า กลิ่นฟางอย่างไรล่ะคะคุณแม่ ทำไมเราสองคนมายืนอยู่ตรงนี้ กลิ่นฟาง กลิ่นหญ้ามันเหม็นฉุนขึ้นมาอย่างนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็ไม่เคยได้กลิ่นอะไรแบบนี้เลย"

"จริงด้วยลูกเดือน  ทำไมกลิ่นเหม็นรุนแรงแบบนี้นะ!"

ปานยิหวาเริ่มหน้าชาขึ้น   เข้าใจความหมายและกริยาที่ส่อแสดงอาการดูถูกหล่อนและหนูปลาอย่างชัดเจนขึ้น  หญิงสาวพยายามนิ่งงันเข้าไว้  ก่อนจะเหลือบเห็นผลชมพู่ที่หนูปลาได้หยิบมาจากถาดบนโต๊ะอาหารด้วย  หล่อนจึงย่อตัวลงไปหาหลาน พลางเอ่ยขอชมพู่ที่อยู่ในมือเล็ก ๆ ข้างนั้น  ท่ามกลางสายตางุนงงของสองแม่ลูกที่กำลังรับส่งมุกดูถูกผู้อื่นกันอยู่

"หนูปลา  เอาชมพู่มาให้อาหวาเถอะ  เช้านี้หนูปลากินชมพู่ไปหลายลูกแล้วนะคะ" 

หลานสาวเองก็ไม่รู้เรื่องอะไร แต่ในเมื่อคุณอาขอ ก็ยอมยื่นให้ "นี่ค่ะ อาหวา"

หล่อนรับชมพูขึ้นมาแล้วยิ้ม ก่อนจะเดินผ่านหน้าสองแม่ลูกตรงไปยังถังขยะพร้อมปาชมพู่ลูกนั้นลงไป แล้วจึงเดินกลับมาหาหลานรัก ทำทีเป็นสั่งสอนไปด้วยว่า "อย่ากินเยอะเลยนะชมพู่เนี่ย"

"ทำไมล่ะคะ?" เด็กน้อยเอียงคอมองอย่างสงสัย

"เพราะหนูกินเข้าไปมาก ๆ เดี๋ยวมันจะส่งกลิ่นเหม็นออกมาจากเนื้อตัวได้  เพราะคนเราถ้ากินอะไรเข้าตัวไปมาก ๆ มันจะได้กลิ่นแต่สิ่งนั้นออกมาจากตัวของคนกินอย่างไรล่ะคะ...อาหวาไม่ได้กินก็จะไม่ได้กลิ่นชมพู่  แต่หนูปลากินเองจะได้แต่กลิ่นชมพู่นะ"

หล่อนเหลือบแลไปยังใบหน้าคนทั้งสองที่กำลังงุนงงครุ่นคิดตามคำพูดหล่อนอยู่  ก่อนจะรีบตัดบท เมื่อรถยนค์อีกคันกำลังเคลื่อนมาจอดตรงหน้า "ไป ลุงเนียมเอารถมาจอดแล้ว" จากนั้นก็จูงมือหลานรักไปขึ้นรถอีกคันตรงหน้าทันที

ทิ้งให้เพียงเดือนและมารดาครุ่นคิดตีความคำพูดของหญิงสาวตามลำพัง  ก่อนที่ผู้เป็นลูกจะขยับตัวเข้าไปถามมารดาว่า "คุณแม่  ที่แม่นั่นพูดกับหลานมัน  หมายความว่ายังไงคะ"

"จะหมายความว่ายังไงล่ะ! ก็นังผู้หญิงคนนั้น มันว่าเราสองคนคงกินหญ้ากินฟางเข้าไปกันเองน่ะสิ ถึงได้แต่กลิ่นหญ้ากลิ่นฟางออกมา"

เพียงเดือนต้องนิ่งต่อไปอีกเล็กน้อย  สุดท้ายจึงได้ก่นด่าอย่างเจ็บแค้นออกมา  "มันระร้ายกาจ!  นังผู้หญิงบ้านนอก บ้านป่า!"

........

ชอบสกิลการหลอกด่าของปานยิหวาจุง... วันนี้ถ้าไหว ก็จะมีต่อให้อีกค่ะ จุ๊บ ๆ ๆ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว