facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 20 : ไม่ได้ฝัน มันเกิดขึ้นจริง

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 20 : ไม่ได้ฝัน มันเกิดขึ้นจริง

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 20:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 20 : ไม่ได้ฝัน มันเกิดขึ้นจริง
แบบอักษร

“ตีหนึ่ง…ครึ่ง” ผมพูดกับตัวเองหลังจากลืมตาตื่นขึ้นท่ามกลางห้องนอนที่เงียบสงัด ผมมองนาฬิกาดิจิตอลที่แจ้งเวลาว่าตอนนี้ดึกมาแล้วพลางลุกขึ้นนั่งบิดตัวไปมาคลายความปวดเมื่อย วันนี้ผมหนีไผ่กับสนมานอนโซฟาหน้าทีวีอีกเครื่องด้วยเหตุผลบางอย่าง มันเลยปวดเนื้อปวดตัวผิดปกติ

“อื้อ…” ผมครางในคอก่อนหาวออกมา มันง่วงมากแต่ก็นอนไม่หลับเพราะปวดหลังไปหมด

แกร่ก ! แต่แล้วจู่ ๆ ผมก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากฟากหนึ่งของห้อง มันดังมาจากห้องที่ไผ่กับสนนอนอยู่ ผมหันหน้าไปมองแต่ก็พบว่าไฟในห้องนั้นยังคงปิดสนิท ผมหรี่ตามองอีกครั้งเมื่อเห็นเงาดำ ๆ ค่อย ๆ เลื่อนออกมา ผมเพ่งสายตามอง สองมือหยิบแว่นมาสวม หัวใจในอกแทบตกไปอยู่ตาตุ่มเมื่อไฟในห้องถูกเปิดให้สว่างทั่วกันทั้งสามดวง

“พี่เมฆนอนไม่หลับหรอครับ” ไผ่ที่ไม่รู้ว่าออกมายืนอยู่หน้าโซฟาตั้งแต่เมื่อไหร่ถามผม สนเองก็เช่นกัน เขายืนอยู่ข้างหลังไผ่

“เปล่าครับ พี่จะลุกมาล้างหน้าหาอะไรกินเฉย ๆ”

“กินตอนนี้เนี่ยนะ” ไผ่ถาม

“ครับ พี่อยากกินน้ำส้ม” พูดจบผมก็ทำท่าจะลุกขึ้นยืน แต่สนก็เดินมาทิ้งตัวนั่งข้าง ๆ ซะงั้น

“พี่เมฆนั่งเฉย ๆ เถอะ เดินมากเดี๋ยวปวดขานะ” สนบอกพลางสองมือจับแขนผมไว้อย่างหลวม ๆ

“พี่จะไปเอาน้ำส้มมาดื่ม คืนนี้นอนไม่หลับยังไงไม่รู้” ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผมพูดกุกกักได้ขนาดนี้

“พี่ไผ่ไปเอาให้แล้ว” ทันทีที่สนพูดจบไผ่ก็เดินออกมาจากเคาน์เตอร์ครัวพร้อมน้ำส้มหนึ่งแก้ว แฝดคนพี่ยื่นแก้วน้ำส้มเย็นเฉียบให้ผม

“แล้วนี่เราสองคนลุกมาทำไมตอนนี้ มันดึกแล้วนะ” ผมกระดกแก้วน้ำส้มขึ้นดื่มแล้วมองพวกเขาสองคนที่ยืนใส่ชุดนอนตัวหลวมโครก

“ไผ่กับน้องนอนไม่หลับ ไม่มีพี่เมฆนอนด้วยแล้วมันเหงา ไผ่กลัวผี…” ไผ่พูดเสียงเย็นยะเยียบแล้วนั่งลงข้าง ๆ ตอนนี้ผมโดนสองพี่น้องประกบข้างเรียบร้อย

“อา… ผีไม่มีจริงหรอก” ผมพูดปลอบและผมก็เชื่อแบบนั้นจริง ๆ

“มีสิ ไม่งั้นมะปรางจะเจอหรอ” สนพูดแล้วขยับเข้าใกล้ผมมากขึ้น

“มะปรางแค่ฝันร้ายครับ”

“แต่ก็ฝันถึงผีใช่มั้ย” ไผ่ถามแล้วคว้ามือมากอดแขนผมเช่นกัน

“ครับ ผีก็ผี แต่มันก็แค่จิตปรุงแต่ง เชื่อพี่แล้วไปนอนนะ บ้านนี้บ้านพี่ ไม่มีอะไรหรอก” ผมหวังจะปลอบพวกเขาให้หายกลัว แต่ไผ่ก็ยืนยันท่าเดียวว่าจะให้ผมไปนอนด้วย

“พี่เมฆไปนอนกับเราเถอะ… นะ” หลังจากได้ยินผมก็กระดกน้ำส้มจนหมดแก้วแล้วยอมลุกขึ้นยืนตามแรงฉุดของสองพี่น้องที่ชอบทำให้ผมใจอ่อนอยู่เรื่อย

แค่เดินมายังที่นอนก็เหนื่อยแล้ว ผมทิ้งตัวลงนอนกลางทันทีแล้วหยิบผ้าห่มมาห่มหวังจะหลับตานอนแต่แล้วผ้าห่มผืนหน้าของผมก็ถูกใครบางคนกระชากออก ทันทีที่ลืมตาขึ้นก็เห็นไผ่กับน้องนั่งอยู่ปลายเตียงพร้อมพูดเสียงอู้อี้พร้อมกัน

“ไผ่กับน้องรอวันนี้มานานแล้วนะ” ประโยคดังกล่าวกึกก้องสะท้อนไปทั่วโสตประสาทเหมือนกำลังถูกสาปให้อยู่ในมนต์สะกด

“ไผ่อยากตอบแทนพี่เมฆบ้าง…”

“สนก็ด้วย”

“…” ผมพูดไม่ออกเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขาต้องการจะสื่อ รู้ตัวอีกทีไผ่ก็คลานมานั่งทับขาแล้วหมอบตัวลงต่ำ

“ขอไผ่นะ” ว่าจบไผ่ก็ดึงกางเกงนอนผมลงไปแค่เข่า ผมตกใจอย่างมากจะร้องออกมาแต่กลับโดนสนประกบปากจูบอย่างไม่ทันตั้งตัว

“อุ๊บ” ผมสะอึกในคอแทบสำลักหลับตาปี๋อยากหลีกหนีสิ่งนี้แต่กลับรู้สึกดีขึ้นมาอย่างปฏิเสธไม่ได้

“ตรงนี้ไผ่ก็ขอ พี่เมฆพอจะให้ไผ่ได้รึเปล่า” ประโยคคำถามจบลงพร้อมความรู้สึกเย็นวาบที่หน้าขา อันเดอร์แวร์สีขาวที่สวมใส่ถูกเลื่อนลงต่ำแค่เข่าและไผ่ก็กระชากมันออกจนสุดข้อเท้า

“สนขอด้วย…” สนผละริมฝีปากออก สายตาสนบ่งบอกถึงความต้องการอย่างมาก มันแสดงออกถึงความอ้อนวอนเชิงขอร้องแกมบังคับ

ทุกอย่างเกิดขึ้นไวไปหมดจนผมไม่อยากเชื่อว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่ความฝันเหมือนครั้งก่อน ๆ ผมหยัดตัวขึ้นมองสองแฝดที่เลื่อนหน้าเข้าใกล้ความเป็นชายของผมขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่ไผ่จะใช้ริมฝีปากอุ่นครอบคลุมไปบนส่วนหัวปริ่มน้ำตามด้วยสนที่เผยอปากออกแล้วค่อย ๆ ดูดเม้มข้างลำแท่งแข็งขื่นขึ้นเป็นเส้นเลือด

“อาห์…” ผมครางออกมา บ้าจริง นี่เรามีอารมณ์ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ผมคิด

“อื้ม…” ไผ่ครางในคอพร้อมกดลำคอลงมาส่งผลให้แกนกายได้เข้าไปในโพรงปากชื้น

“อึก ! นี่เรา อ่ะ ! ทำอะไรเนี่ย” ผมถามเสียงพร่า สองพี่น้องเหลือบตามองแต่ไม่มีใครตอบสักคนนอกจากจะใช้ปากกับร่างกายผมเพื่อให้ผมรู้สึกสุขสมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ริมฝีปากอุ่นดูดเม้มข้างลำร้อนก่อนจะชโลมลิ้นจนมันเปียกชื้นซึ่งผมยอมรับว่ามันรู้สึกดีเสียจนต้องเชิดหน้าขึ้นสูง แล้วยิ่งมีไผ่ที่กำลังคลอลิ้นกับปลายส่วนหัวด้วยแล้วผมแทบหลั่งออกมาให้รู้แล้วรู้รอด

“อาห์… ซี๊ด… ” ผมเผลอซี๊ดฟันอย่างลืมตัวก่อนเอื้อมมือไปขยุ้มหัวไผ่แล้วเย้ายีเป็นการชื่นชม

ผมละสายตามามองสน สนกำลังใช้ฟันซี่น้อยขบเบา ๆ หวังให้ขึ้นรอย หารู้ไม่ว่ามันเพิ่มความเสียวซ่านให้อย่างมากจนต้องเด้งเอวรับอย่างหน้าไม่อาย

“อุก ! อื้อ !” ไผ่สะอื้นในคอมองผมน้ำตาคลอเพราะเกือบจะสำลักหลังจากปลายเอ็นอุ่นกระทุ้งเข้าไปที่คอหอย

“อื้ม จ๊วบ…” สนดูดเสียงดังจ๊วบจ๊าบแล้วเลื่อนปากไปข้างปลายส่วนหัวที่ไผ่กำลังอมอยู่ มันพองตัวตั้งผงาดแต่ก็ไม่เพียงพอต่อพี่น้องสองคน สนออกแรงดูดอีก ลิ้นร้อนโลมเลียท่อนเอ็นอย่างกับว่ามันคือไอติมกะทิรสอร่อย ผมมองสองพี่น้องที่เอาอกเอาใจผมด้วยการแข่งกันทำให้ร่างกายมีความสุข

“อื้ม… ดี” เป็นสิ่งน่าอายที่ผมเอ่ยชมพวกเขาทั้งที่เราทำเรื่องอย่างว่าโดยที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่ไหว เลยเถอด ห้ามไม่ไหวแล้ว

“อาห์… ซี๊ด” ผมซี๊ดฟันอีกครั้ง แกนกายแดงก่ำ สนยังคงพยายามแย่งส่วนหัวไปอมบ้าง ปากน้อย ๆ คลอไปมา ไผ่โก่งคอลงลึกจนผมรู้สึกอุ่นไปทั่วแกน

“พี่ไผ่แบ่งสนบ้าง” คนน้องบอกเสียงเอื่อย ไผ่ไม่ฟังเพียงนิดหนำซ้ำยังกดคอลงไปเรื่อย ๆ

“ฮื่อ… แบ่งสนบ้าง” สนพูดซ้ำใช้มือผลักไผ่ออกเบา ๆ สนทำท่าจะเลียขอบชมพูบนส่วนหัวที่ไผ่จับจองเป็นเจ้าของ

“แบ่งน้องบ้างสิครับ” ว่าจบสนก็แย่งแกนกายไปจากมือไผ่ คนน้องไม่รอช้ารีบครอบปากลงไปบนส่วนหัวสีชมพูแล้วกดคอลงมาที่เดียวจนมิด

“ซี๊ด… โอย ๆ อ่ะ อาห์ !” มันเสียวจนผมต้องจิกผ้าปูที่นอน ไผ่เหลือบตามองอย่างอ้อน ๆ เหมือนไม่พอใจน้อย ๆ ที่สนทำได้ดีกว่า ไม่จริงหรอก วันนี้ทำดีด้วยกันทั้งคู่ ผมคิดแล้วยิ้มให้ไผ่ที่หน้าแดงจัด

“เด็กดี” ผมเรียกไผ่แล้วลูบมือไปบนแก้มนุ่มสีแดงระเรื่อเหมือนกลีบกุหลาบ ไผ่เอาแก้มถูกับฝ่ามือผมซ้ำ ๆ แล้วเลื่อนริมฝีปากมาดูดเม้มที่ท้องน้อยเพื่อทิ้งรอยจูบสีแดงจัด

“อาห์…” สนผงกหัวขึ้นลงจนผมแทบทนไม่ไหว ไผ่ก็ดูดพลางพรมจูบทั่วท้องน้อยก่อนเลื่อนมือลงไปช่วยชักรูดในส่วนที่โพรงปากของสนรูดลงมาไม่ถึง

“อื้อ… อ่ะ อาห์…” ลมหายใจร้อนถูกพ่นออกจากปาก ผมแทบจะแหลกสลาย สัมผัสที่ทำให้รู้สึกดีแบบนี้สองแฝดไปเรียนรู้มาจากไหนกันนะ

“อาห์…” เมื่อท้องน้อยถูกประทับด้วยรอยจูบมากมายไผ่ก็เลื่อนหน้าลงต่ำแล้วเลียลิ้นกับแกนกายอีกครั้งบ้างก็จูบเบา ๆ ดูเม้มเน้น ๆ ขณะที่สนยังคงเอร็ดอร่อยกับไอติมแท่งโปรด

“พี่เมฆชอบมั้ย” ไผ่ถามอ้อมแอ้ม ลิ้นเลียโคนร้อนไม่ยอมวางปาก

“ชอบครับ…” ว่าแล้วผมก็ยีผมไผ่เบา ๆ ไผ่ยิ้มตอบ แววตาคู่นั้นรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา สนก็เช่นกัน สองพี่น้องคู่นี้ขี้อ้อนพอ ๆ กัน พอผมชมใครคนหนึ่งอีกคนก็อยากได้รับคำชมบ้าง

“สนก็เก่งครับ พี่ชอบเหมือนกัน” ผมตอบก่อนที่จะถาม สนยิ้มรับแล้วแบ่งให้ไผ่ได้ใช้ลิ้นเลียส่วนปลายบ้าง

“งื้อ… อย่าแย่งสน” สนเอ็ดน้อย ๆ เพราะไผ่คอยจะแย่งตลอด ปลายนิ้วชี้ของไผ่ขยี้ลงบนปลายปริ่มน้ำ มันซึมน้ำขาวขุ่นออกมาจนไผ่ต้องใช้ลิ้นเลียเข้าไป เพียงแตะเบา ๆ ผมก็แทบคลั่งยากที่จะกักกลั้นอารมณ์

“ฮาห์… นี่เราทำบ้าอะไรกันอยู่เนี่ย” ผมสะบัดหัวเบา ๆ คิดไม่ออกว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง รู้อีกทีก็นึกถึงคำพูดของไอ้กรที่เคยท้าผมไว้ว่าใครจะจีบสนติดก่อนกัน ตอนนี้คงไม่ต้องแข่งละล่ะเพราะแค่อยู่เฉย ๆ สนก็ใช้ลิ้นให้กับผมจนไม่ต่างกับคนรักที่คุ้นชินกัน

“พี่เมฆ สนกับพี่ไผ่ใครเก่งกว่า…” เสียงอู้อี้ถามอย่างออดอ้อน

“เก่งเท่ากันครับ” พูดจบทั้งคู่ก็แข่งกันเลียแข่งกันอมยกใหญ่ บ้างซู๊ดปากใส่จนท่อนเอ็นเกร็งใกล้กระตุก

“อื้ม…” ผมเม้มปากแน่นแค่นเสียงในคอแสดงออกถึงความสุขสม

“พี่เมฆ ไผ่ชอบ… ชอบตรงนี้” ริมฝีปากแดงจัดพรมจูบไปตามลำแท่ง สันจมูกโด่งจรดกับผิวเนื้อผมเบา ๆ ทำเอาหัวใจในอกเต้นดังไม่เป็นจังหวะ ยิ่งไผ่ทำ สนก็ทำตามบ้าง

“สนก็ชอบ…” สนบอกก่อนเลียด้านซ้ายไล่ลิ้นตั้งแต่ล่างขึ้นบนแล้ววนลิ้นกับปลายหัวร้อนฉ่า ไผ่คลอลิ้นส่วนมือก็ชักรูดแกนกายให้ซ้ำ ๆ อย่าไม่หยุดหย่อน

สนกดหน้าท้องผมไว้ไม่ให้ลุกขึ้นนั่ง ผมผงกหัวดูในที่สุดภาพตรงหน้ามันก็ทำให้ผู้ชายอย่างผมแทบคลั่งเมื่อเด็กผู้ชายหน้าตาเหมือนกันกำลังใช้ลิ้นตวัดเลียน้ำคาวขาวขุ่นที่ซึมออกมา ริมฝีปากสนร้อนผ่าวพอ ๆ กับของไผ่ สนอยู่ฝั่งซ้าย ไผ่อยู่ฝั่งขวา ต่างคนต่างไม่ยอมกันจนกระทั่งแข่งกันรูดมือกับลำร้อนส่งผลให้ผมกระตุกสะโพกกระดกเอวแล้วหลั่งน้ำข้นขาวออกมา

“อาห์ อั่ก !” ไผ่รีดนิ้วเพื่อไล่น้ำคาวออกมาให้หมด สนละมือไปคลึงขยำลูกบอลสองลูกที่เกร็งจนแข็งแทบจะเป็นหิน

ผมมองสองคนที่กำลังบรรจงโลมเลียของเหลวสีขาวก่อนกลืนมันลงคออย่างอร่อยปาก เมื่อไม่ทันใจสนก็ครอบปากลงมาแล้วดูดก่อนจะแบ่งให้ไผ่เป็นคนดูดบ้าง ผมรู้สึกถึงแรงดูดหนุบหนับและน้ำเหนียวข้นที่กำลังไหลออกมาเข้าสู้ลำคออึกแล้วอึกเล่า พวกเขากลืนมันอย่างกับมันคือนมรสหวานสำหรับลูกแมวแรกเกิด

“อาห์… ซี๊ด…” ยิ่งดูดก็ยิ่งเสียว ผมเช็ดปากให้ทั้งสองด้วยความเอ็นดู ในใจคิดว่าวันนี้สองแฝดน่ารักบ้างที่ไม่ทะเลาะกัน

“จุ๊บ… อื้ม… อาห์…” ทั้งสองละปากออก สองแฝดปรือตามองพร้อมอ้าปากโชว์น้ำนมสีขาว มันไหลเยิ้มออกมา ไผ่คิดเสียดายจึงรีบเลียกลับไป

“อื้ม… ของพี่เมฆ เป็นแบบนี้นี่เอง” ไผ่กับสนพูดพร้อมกัน

“แฮ่ก ๆ ครับ…” ผมแทบพูดไม่จบประโยค มันเหนื่อยเสียจนต้องหายใจหอบทางปาก

“พี่เมฆ… พี่เมฆชอบมั้ย” ไผ่ถามขึ้นหลังจากเลื่อนตัวขึ้นมานอนทับอกผม

“ดีครับ…” ผมตอบ และเพราะความซุกซนของสน คนน้องก็เลิกเสื้อผมขึ้นหวังจะถอดมันออก

“ไผ่ชอบพี่เมฆจัง” ปลายนิ้วเรียวยาวไล่บนไปตามแผงอก ไผ่ช้อนตามองขึ้นมาอย่างอ้อน ๆ คำพูดที่เอ่ยออกมาไผ่รู้ตัวรึเปล่านะว่าพูดอะไรออกมา

“สนก็ชอบพี่เมฆ” คนน้องบอกบ้างไม่พอยังลูบมือไปมาทั่วอกกว้าง

“อา… ชอบพี่จริง ๆ หรอ” ผมไม่รู้จะตอบออกไปยังไง มันไม่ใช่ความรู้สึกสับสนแต่ลุ่มหลงจนพูดไม่ออกมากกว่า

“จริงสิ… พี่ดีกับเรา… ดีจนอยากตอบแทนทุกอย่างที่เคยทำให้” สนพูด

“แล้วพี่เมฆ ชอบเรามั้ย” ไผ่เป็นคนถามแล้วขยับตัวมาใกล้จนปลายจมูกเราแทบชนกัน

“ถ้าไม่ชอบจะยอมให้เล่นซน ๆ แบบนี้หรอ” ทุกอย่างคือความจริงไม่มีความใคร่แอบแฝง ผมมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาดำสนิทของสองพี่น้อง

“พี่กรเขาชอบสนนะ แต่สนไม่ชอบเขา” สนบอก ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้นกับเราสามคน

“ครับ พี่รู้…”

“ไผ่ไม่ชอบพี่กร พี่กรชอบมองสนแปลก ๆ” ไผ่ฟ้องเมื่อมีคนมาทำไม่ดีกับน้องตัวเอง ผมพอจะเดาออกว่าคนอย่างไผ่ไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรสน ถ้าหากจะทำ ก็ต้องเป็นตัวเองเท่านั้นที่จะเป็นคนทำไม่ดีกับสน

“ครับ ๆ มันก็งี้แหละ ชีกอไปทั่วแต่ไม่มีพิษภัยอะไร” ผมถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้งอยากจะหยิบผ้าห่มมาห่มแต่ไผ่กับสนไม่ยอม และทั้งคู่ก็พูดถึงสิ่งที่ทำให้ใจผมเต้นดังไม่เป็นจังหวะหน้าร้อนไม่ต่างกับแก้วเซรามิกเทชาร้อน

“เราสองคนชอบพี่เมฆจริง ๆ นะ” เสียงนั้นดังไปทั่วโสตประสาท ใบหน้าแดงก่ำผมยุ่งนิด ๆ ยิ่งทำให้ผมควบคุมตัวเองแทบไม่อยู่

“อา ครับ… พี่…”

“พี่เมฆเกลียดเราใช่มั้ย ถึงไม่ตอบ” เอาอีกแล้ว คู่นี้พูดพร้อมกันอีกแล้ว

“ทำต่อดีกว่า แล้วค่อยตอบตอนเสร็จเรื่อง” เหมือนผมถูกความละโมบโถมทั่วจิตใจจึงหยัดตัวลุกขึ้นนั่งแล้วจูบแก้มเนียนของทั้งสองก่อนที่จะโดนโถมลงที่นอนอีกครั้ง ร่างเราสามคนแนบชิดติดกัน มันเกินกว่าจะห้ามใจไหว

“พี่เมฆเป็นของกู ต่อไปนี้ถ้าใครมายุ่ง มึงต้องตาย” ก่อนที่ร่างกายจะเป็นไปตามอารมณ์ ผมได้ยินเสียงแว่วในหู มันเบามากแต่ก็พอได้ยินบ้าง ช่างเถอะ อาจจะคิดไปเอง แต่จะว่าไปมันก็คล้ายเสียงของสองแฝดอยู่นะ

ไฟในน้องสว่างทั่วทั้งหมด ผมเห็นตัวเองในเงากระจกที่ไม่ต่างกับสัตว์ป่ากำลังผสมพันธุ์ และถ้าหากเป็นสัตว์ ไผ่กับสนคงไม่ต่างกับลูกแมวน่ารักและขี้อ้อนแต่แฝงไปด้วยกรงเล็บที่พร้อมจะกระชากตัวตนที่แท้จริงของผมออกมา

“มันคือวิธีแสดงความเป็นเจ้าของสินะ” ผมพูดในใจ มันดีจริง ๆ ที่เราสามคนใจตรงกัน ฟังแล้วอาจจะหมั่นไส้เบา ๆ เพราะผมไม่เลือกใครทั้งนั้นระหว่างไผ่กับสน แต่สองคนนี้เป็นของผม… ทั้งหมดเลย


-----------------------------------------------

แกกกกก ไม่ฝันว่ะ มันคือเรื่องจริงงงงงงง รอพี่เมฆบุกคงไม่ไหว น้องบุกเองเลยยยย แอร้ยยยย ลูกแมวววว

03.05.18

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว