ความรักน่ะ อันตรายมากหรอ? ยังไง?

ชื่อตอน : Risk : 53(Rewrite)​

คำค้น : ลูคัส , ลิน risk , YAOI

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.4k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ส.ค. 2563 11:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Risk : 53(Rewrite)​
แบบอักษร

​ดูเหมือนอากาศปลายปีนี้ที่ประเทศไทยจะหนาวกว่าปกติ  แม่คะนิ้งเริ่มเกาะตามใบหญ้า  ต้นไม้ใหญ่น้อยไร้ใบสีเขียวให้มอง อาจจะมีบ้างอยู่ประปราย ดอกไม้บางชนิดที่เติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมแบบนี้กลับบานสะพรั่ง 

"ลุคส์! มาถึงนานแล้วหรอจ้ะ"ดาริกา เปิดประตูใหญ่ของห้อง เดินเข้ามาหาชายหนุ่มร่างสูง ที่กำลังนั่งมองร่างซีดเซียวที่กำลังหลับสนิทของแรมระวี 

"ครับ อาการแรมเป็นยังไงบ้างครับ"ลูคัสถาม อดใจหายไม่ได้เมื่อเห็นสภาพของเพื่อน ลูคัสทอดสายตามองใบหน้าเพื่อนนิ่งๆ เมื่อเช้าเขาแวะไปหาควานลินเช้าตรู่ก่อนจะขึ้นเครื่องบินส่วนตัวกลับมาคฤหาสน์ 

"ไม่ดีขึ้นเลย"ดาริกาเอ่ยอย่างไม่คิดปิดบัง 

"แล้วยาที่ดร.คลาร์ก.." 

"ส่งมาแล้วจ้ะ แต่ดูเหมือนร่างกายแรมจะรับมันไม่ได้ ร่างกายต้านยาทำให้อาการหนักขึ้นไปอีก"ดาริกาเอ่ยต่อทันที   ขณะที่เคลื่อนย้ายร่างกายไปปรับสายที่ระโยงระยางของเครื่องมือแพทย์ 

"แล้วพอมีทางรักษาไหมครับ"ลูคัสเอ่ยต่อ  เขากลับมาคราวนี้  ไม่คิดว่าเพื่อนจะอาการหนักขนาดนี้  ลูคัสมองใบหน้าของดาริกาที่ส่ายช้าๆ 

"มันต้องมีสิครับ  อาดาริทำอะไรสักอย่างสิครับ" ลูคัสร้องบอก จะให้เขาดูเพื่อนที่อาการแย่ลงทุกวันๆแบบนี้ต่อไปได้ยังไงกัน 

"อาพยายามแล้วลูคัส อาพยายามแล้ว" ดาริกาเอ่ยเสียงสั่น บีบไหล่กว้างของชายหนุ่มเบาๆ เขาเองก็คิดไม่ถึงว่าอาการของแรมระวีจู่ๆจะทรุดลงไปโดยไม่ทันตั้งตัว 

"แล้วเราจะต้องปล่อยให้แรมนอนรอความตายอยู่อย่างนี้หรอครับ ส่งไปที่ไหนสักที่สิครับ โรงพยาบาลดังๆที่มีหมอเก่งๆ ส่งไปสิครับ"ลูคัสเอ่ย พยายามควบคุมเสียงสั่นๆของตัวเองให้มั่นคง หากแต่ก็ทำไม่ได้ 

"อาปรึกษากับหมอเก่งๆทั่วโลก แต่ก็มีแค่เสียงเดียวคือ ไม่มีใครรู้วิธีการต้านพิษที่อยู่ในร่างกายแรมได้เลย"ดาริกาอธิบาย เมื่อช่วงสามปีที่แล้วทั้งสองมีงานตามคำสั่งของเอลรอยคือไปทำลายโกดังผู้ผลิตยาเสพติดรายใหญ่  แม้จะใหญ่รองลงมาจากเอลรอย หากแต่ปล่อยไว้ คงไม่ดีนัก  ตอนนั้นดาริกาไม่รู้ว่าเหตุการณ์มันเป็นมายังไง  เห็นอีกทีก็ตอนที่ ลูคัสแบกแรมระวีกลับมาที่คฤหาสน์ แม้เจ้าตัวสะบักสะบอมเหมือนผ่านการต่อสู้มาอย่างหนักหน่วง หากแต่แรมระวีในตอนนั้น กลับน่าเป็นห่วงมากกว่า  

เมื่อร่างกายที่ไร้บาดแผลแต่กลับเย็นเฉียบราวกับถูกน้ำแข็งเคลือบไว้ทั้งตัว  นิ้วมือนิ้วเท้าเริ่มม่วงขึ้นไปเรื่อยๆ  กว่าจะให้ร่างกายกลับมามีอุณหภูมิปกติได้ก็ใช้เวลาทั้งวันทั้งคืน  ตอนนั้น นึกว่าแรมระวีจะไม่รอดซะแล้ว แต่จู่ๆ ร่างกายก็กลับมาดีขึ้นจนหายเป็นปกติในที่สุด 

เป็นปกติอย่างนั้นหรอ  เปล่าหรอก  เพราะหลังจากนั้นแรมระวีก็มักจะมีอาการกำเริบขึ้นมาบ่อยครั้ง  มักจะทำกิจกรรมที่เหนื่อยมากเกินไปไม่ได้   เจ้าตัวบอกเพียงว่า วันนั้นเหมือนร่างกายโดนฉีดสารอะไรบางอย่างเข้าไปในร่างกาย  จนกระทั่งนานวัน สารที่ว่ากลับเริ่มเยอะขึ้นในเลือด  และที่น่าตกใจคือ ไม่มีใครบอกได้ว่า สารมัจจุราชชนิดนี้คือสารอะไร เหมือนกับเป็นสารชนิดใหม่ที่ถูกประดิษฐิ์ทดลองขึ้นมาเพื่อเป็นเพชรฆาตฆ่าคนให้ตายลงช้าๆอย่างทรมาน 

"แล้วตอนนี้..." 

"พิษตัวนี้มันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทางหยุดได้เลยถ้ายังปล่อยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ  แรมก็ต้องทรมาณ"ดาริกาเอ่ยต่อ ไม่ว่าจะใช้ยาอะไรต้านก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผลสักอย่าง แม้จะส่งผลเลือดไปถึงแล็ปของหมอของนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครคิดค้นวิธีต้านสารพิษนี้ได้หรือถ้าคิดค้นมาได้ เขาไม่แน่ใจนักว่า มันจะสายเกินไปรึเปล่า 

"เราไม่มีทางอื่นจริงๆหรอครับ"ลูคัสถามเสียงเบา  ยืนมือไปบีบมือเพื่อนเบาๆ 

"วิธีสุดท้ายที่เหลือคือ .....   "ดาริกาเงียบอยู่นาน ราวกับไม่อยากจะพูดออกมาจนลูคัสต้องหันไปจ้องเพื่อเค้นคำตอบ 

"เราจำเป็นต้องฆ่าแรม  เพราะไม่อย่างนั้น  แรมก็จะทรมาณ อาการมันหนักขึ้นเรื่อยๆ นี่คือวิธีที่ทำให้แรมต้องทรมาณน้อยที่สุดแล้วนะ"ดาริกาเอ่ย  น้ำตาไหลหยดลงมาบนแก้มสวยอย่างอดกลั้นไว้ไม่อยู่   จนลูคัสต้องโอบร่างสั่นๆของดาริกาไว้ ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมห้องกว้างอยู่อย่างนั้น 

"..." 

"...." 

"เป็นเพราะผม  ผมอยู่กับใคร อยู่ใกล้ใคร เขาคนนั้นก็พลอยต้องตาย เพราะผมเป็นตัวซวยใช่ไหมครับ"  ลูคัสเอ่ยเบาๆ หลังจากที่ผละจากดาริกาแล้ว 

"อย่าพูดอย่างนี้สิ"  ดาริกาหันมาปรามเบาๆ ไม่เห็นด้วยเลยสักนิดที่เด็กหนุ่มข้างๆจะเอ่ยออกมาเช่นนี้ 

"อารู้จักแม่ของผมรึเปล่า"ประโยคที่ดาริกาเคยได้ยินเมื่อนานมาแล้ว นานมาก  นานจนไม่คิดว่าจะได้ยินมันอีกครั้ง ตอนเด็กๆ ลูคัสกับแรมระวีมักจะถามเขาด้วยประโยคแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง จนบางครั้งก็ต้องแกล้งเป็นแม่ของทั้งสองเพื่อให้เลิกถาม 

"อา..." 

"แม่ของผมตายเพราะผมเกิดมาใช่ไหมครับ" 

"ไม่!  ไม่ใช่อย่างนั้น"ดาริกาส่ายหน้าปฏิเสธ แต่ไม่ทันที่จะอธิบายอะไรออกไป เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น 

ก็อกๆๆๆ 

"คุณลูคัสครับ นายท่านเรียกหา"ชายในชุดสูทสีดำเดินเข้ามา ค่อมหัวให้เล็กน้อยก่อนจะบอกถึงวัตถุประสงค์ 

"ไปหานายท่านก่อนเถอะจ้ะ ท่านคงมีเรื่องสำคัญจะพูด"ดาริกาหันไปมองหาลูคัสที่กำลังจ้องแรมระวีนิ่งๆ พลางส่งยิ้มบางๆให้  ลูคัสหันไปมองชายในชุดสูทก่อนจะลุกขึ้นแล้วหันหลังเดินออกจากห้องกว้าง เขากลับมาในวันนี้ก็เพราะจะมาฟังเรื่องราวทั้งหมด  เพราะไม่ว่าจะยังไง เขาก็คงหนีไม่พ้น 

 

ห้องกว้างที่มีกลิ่นไอเดิมๆที่ลูคัสรู้จักมาตั้งแต่เด็ก การตกแต่งด้วยน้ำตาลแดงชวนให้ดูน่าเกรงขาม ลูคัสก้าวขาอย่างมั่นคงเข้าไปก่อนจะเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานขนาดใหญ่ใจกลางห้อง ที่มีชายผมสีดอกเลานั่งรออยู่แล้ว 

"ปู่" ลูคัสเรียกเอลรอยเป็นการทักทายก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หรูตรงข้าม 

"มาช้ากว่าที่ฉันคิดไว้นะ" เอลรอยยกยิ้มมุมปากเอ่ยบอก 

"พอดีมีเรื่องยุ่งๆครับ"ลูคัสตอบแค่นั้นก็เงียบเสียงลง    ก่อนจะหันไปมองรูปภาพที่ถูกยื่นมาโดยเอลรอย ลูคัสจ้องรูปใบนั้นนิ่ง  ความรู้สึกตีรวนข้างในจิตใจ  มองหญิงสาวใบหน้าไปทางคนตะวันตก  ผมสีน้ำตาลทอง  ใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใส แต่ดูเหมือนกับว่าสิ่งที่จะสะดุดตากับลูคัส คงไม่พ้น ดวงตากลมโตคู่นั้น 

ลูคัสเอื้อมมือหยิบรูปถ่ายแผ่นนั้นขึ้นมาดู หากแม้นเค้าโครงหน้าของอีกคนจะต่างจากตนมาก แต่ดวงตาคู่นั้น มันทำให้เขารู้สึกแปลกๆ จะว่ามันอุ่นวาบขึ้นมาก็แค่ชั่วขณะหนึ่ง 

"เขาชื่อแคทเธอรีน เดอลอนเป็นลูกบุญธรรมของฉัน"เสียงกล่าวของเอลรอยทำให้ลูคัสหลุดจากภวังค์ ละสายตาจากรูปในมือ 

"...." 

แคทเธอรีน เดอลอน 

"แต่ฉันก็เลี้ยงเขามาเหมือนลูกแท้ๆ" 

"..." 

"เขาเป็นแม่ของแก" 

"..."เขาเป็นแม่ของแก 

ดูเหมือนคำๆนี้มันวิ่งวนอยู่ในหัวของเขาอยู่อย่างนั้นลูคัสยกรูปในมือขึ้นมาดูอีกครั้ง   ลูบใบหน้าสวยในรูปช้าๆ 

คนนี้ คือแม่ของเขาอย่างนั้นหรอ หรือเป็นเพราะว่า ลึกๆแล้วเขาเองก็โหยหาความรักจากแม่ มันทำให้เขาเริ่มรู้สึกดีกับบุคคลในรูปเข้าแล้ว 

"ที่ฉันบอกว่าแกถูกเก็บมาเลี้ยงเพราะแคทเธอรีนขอไว้ ฉันก็ไม่รู้เหตุผล ว่าเขาขอฉันไว้ทำไม  จนกระทั่งฉันไปเจอวิดิโอนี้เข้า" 

".." ลูคัสยังคงเงียบ ตั้งใจฟังในสิ่งที่เอลรอยตั้งใจพูด มองดูกล้องที่ไม่ได้เก่ามากนัก หากแต่ดูก็รู้ว่าไม่ได้ใช้งานมานาน 

"ฉันไม่เคยคิดจะโกหกแก  แต่ที่ฉันทำเพราะเคทขอ  เป็นคำขอสุดท้ายจากเขา" 

"..." 

"ฉันจะไม่โกรธถ้าแกจะโกรธฉัน แต่อย่าเกลียดแม่แกก็พอ เขารักแกมากนะ"เอลรอยกล่าวเสียงอ่อน  ลูคัสเงยหน้ามองเอลรอยเต็มๆตา ทุกอย่างที่เขาได้ยินที่เขาเห็น มันเหมือนกับความฝัน ความฝันที่ลึกๆแล้ว บางทีใจเขาห่วงหามาตลอด 

"ผมจะแน่ใจได้ยังไง ว่าทั้งหมดที่ปู่บอกมามันคือความจริง" ใช่เขารู้ว่าเอลรอยไม่เคยโกหกเขา ไม่รู้สิ ตั้งแต่เขาจำความได้ เขาก็ไม่เคยได้รับคำโกหกจากชายผู้นี้เลย แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงได้ถามคำถามแบบนั้นออกไป 

"ฉันไม่เคยโกหกแก ยกเว้นเรื่องนี้เรื่องเดียว แต่ที่ฉันโกหก นั่นก็เป็นเพราะเคทขอไว้"เอลรอยกล่าวออกมาอย่างหนักแน่น 

"แล้วทำไมวันนี้ปู่ถึงบอกผม ทำไมไม่ทำตามคำขอของเขาต่อไปอย่างที่ปู่เคยทำ"  บางทีเขาเองก็รู้สึกสับสน เหตุผลทั้งหมดที่เอลรอยกำลังทำอยู่นี้คืออะไรกัน 

"เพราะฉันทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ความจริงมันตายไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไร แล้วปล่อยให้คนที่ทำร้ายเคทอยู่อย่างมีความสุข ฉันคงตายตาไม่หลับ หากไม่ได้แก้แค้นในสิ่งที่มันทำกับเคท"น้ำเสียงที่เคียดแค้นปนเจ็บปวดออกมาจากดวงตาของเอลรอย 

"ปู่กำลังจะบอกอะไรผมกันแน่ครับ"ลูคัสถาม ใครกัน ที่ทำร้ายหญิงคนนี้  หรือจะเป็น..... อย่างที่แรมระวีเคยบอกกับเขาไว้หากแม้ว่าใจหนึ่งจะร้องค้านเขาไว้ไม่ให้ฟัง แต่ดูเหมือนยังมีอีกเสียงหนึ่งที่ร้องบอกให้เขาฟัง 

ฟังเรื่องของ..แม่!! 

"ปัทมา รุ่งรัตนทิพากร กับลูกชายของเขาทำให้แม่แกเสียชีวิต!" 

รุ่งรัตนทิพากร! ไม่ผิดอย่างที่แรมระวีเคยบอกไว้ 

"ปู่หมายความว่ายังไง?" 

"เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เคทไปงานวัดในตัวเมืองแล้วได้พบกับลูกชายของคนบ้านนั้น ดนัย รุ่งรัตนทิพากร  เคทรักผู้ชายคนนั้นมาก แต่ปัทมาไม่ยอมรับ  ทั้งเคทและผู้ชายคนนั้นต่างถูกปัทมากีดกั้น  จนกระทั่งหลังจากนั้นสามเดือน เคทก็รับรู้ข่าวว่าผู้ชายคนนั้นกำลังเข้าพิธีแต่งงาน เธอจึงไปหาเขา แต่กลับถูกไล่อย่างกับหมูอย่างกับหมาซมซานกลับมาที่คฤหาสน์นี้  ตอนนั้นเคทไม่ออกมาจากห้องเป็นเดือน ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไง ฉันจึงให้เคทแต่งงานกับคนที่ฉันเลือกให้  ฉันรู้ว่ามันเป็นวิธีที่แย่ที่บังคับให้แต่งงานกับคนที่ไม่เคยรู้จักไม่ได้รัก แต่มันก็ทำให้เคทยอมออกจากห้อง ผู้ชายคนนั้นทำให้เคทกลับมายิ้มมาหัวเราะอีกครั้ง" 

"ชายที่ว่านั่น..  คือพ่อของผมอย่างนั้นหรอครับ" 

"ใช่  เขาชื่อ หุ่ยเล่อ จาง เป็นคนฮ่องกง"เอลรอยพยักหน้าอีกครั้ง 

"แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหนพ่อผมน่ะครับ" 

"หลังจากที่แต่งงานอยู่กินได้ประมาณสามปี  เคทก็ได้ข่าวอีกครั้งว่าผู้ชายคนนั้นหย่ากับเมียของมัน  แต่เคทไม่ได้สนใจ เพราะตอนนั้นเคทมีทุกอย่างแล้ว ทั้งคนที่รัก แต่ลูก มีครอบครัว แต่มันกลับมาลักพาตัวเคทไป  ฉันไม่คิดว่ามันจะอุกอาจเข้ามาที่นี่ หุ่ยเล่อพ่อของนายและคนของฉันตามมันไป เราทำอะไรไม่ได้เพราะแม่ของนายอยู่ในรถคันนั้นด้วย จนกระทั่งหุ่ยเล่อแซงรถแล้วทำให้คันที่เคทกับนายดนัยนั่งชนอย่างจัง รถของหุ่ยเล่อตกหน้าผา เราลงไปตามหาแต่ก็ไม่พบพ่อของนาย เป็นเดือนที่เราตามหา แต่ก็เจอแค่สภาพซากรถที่ถูกเผาไหม้ใต้เหว ส่วนเคทกับไอ้ดนัยบาดเจ็บสาหัส เคทอยู่ได้แค่เดือนเดียวก็จากไป ส่วนชายคนนั้นก็ยังคงเสวยสุขกับธุรกิจใหญ่โตของคุณหญิงนั่น""ทำไมปู่ไม่แจ้งความจับเขา"ลูคัสถาม อำนาจของเอลรอยมีตั้งมากมาย ทำไมไม่ยอมจัดการทุกอย่างให้จบสิ้น 

"ฉันทำทุกวิถีทางเรียกร้องความยุติธรรมให้เคท  แต่คุณหญิงนั่นกลับใช้เงินฟาดกฏหมาย ไม่ว่าสู้ด้วยทางไหน เคทก็ไม่มีทางได้รับความยุติธรรม ฉันก็เลยได้แต่รอ  รอว่าสักวันนึงฉันจะได้แก้แค้นพวกมันแทนเคท" 

"......" 

"เพราะอย่างนี้ปู่จึงเลือกที่จะบอกผมอย่างนั้นหรอครับ" 

"..."เอลรอยนิ่งเงียบเลือกที่จะพยักหน้าช้าๆ 

"...."ลูคัสเอง เขาก็พูดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะตัดสินใจอย่างไรกับสิ่งที่ได้ได้ยิน ยิ่งเห็นแววตาเจ็บปวดในดวงตาของผู้ที่ตนเรียกว่าปู่แล้ว เขาก็ยิ่งเหมือนกลืนไม่เข้า คายไม่ออกหากจะต้องตัดสินใจสักทางหนึ่ง... 

"ดาริการู้เหตุการณ์ทุกอย่าง แกอาจจะไม่เชื่อฉัน แต่ดาริกาไม่มีทางโกหกแกแน่นอน" ขณะที่ลูคัสกำลังหันหลังเดินออกจากห้อง ก็ได้ยินเอลรอยเอ่ยออกมา 

หากจะต้องตัดสินใจสักทางหนึ่ง  เขาคงต้องตัดสินใจเลือกผู้มีพระคุณของเขา 

ในห้องนอนหรูที่มีเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงประดับประดาตกแต่งห้อง ร่างสูงนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่บนเตียงสายตาจับจ้องไปยังวิดิโอที่ถูกฉายอยู่ตรงหน้า  ภาพเคลื่อนไหวของผู้หญิงผมสีน้ำตาล ดวงตากลมโต ที่ตอนนี้มีน้ำตาไหลอาบอยู่สองแก้ม  สภาพโดยรอบมีเครื่องมือทางการแพทย์ล้อมรอบเต็มไปหมด ใบหน้าซีดเซียวเผยรอยยิ้มออกมาบางๆ 

"ลูคัสลูกแม่    ทั้งๆที่แม่ขอกับคุณปู่ของลูกให้เก็บเรื่องของแม่ไว้เป็นความลับ แต่ลึกๆแล้วแม่ก็ได้แต่หวังให้ลูกได้รู้จักแม่  แม่จึงอัดวิดิโอนี้เก็บไว้. แค่หวังว่าสักครั้งหนึ่ง ลูกจะได้ยินเสียงของแม่   ลูคัส  ที่แม่ไม่อยากให้ลูกรู้ว่าแม่เป็นใครทำไมแม่ถึงไม่ยอมให้ลูกรู้จัก เพราะแม่กลัว กลัวว่าวันหนึ่งลูกจะไม่เข้าใจแม่  แม่แค่อยากปกป้องเขา  อย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่แม่รัก ลูกจะไม่กลับไปทำร้ายเขาใช่ไหมจ้ะ ลูคัสลูกแม่   แม่รักลูกนะ ขอโทษที่ไม่สามารถอยู่ดูแลลูกได้ แม่คงไม่สามารถอยู่เห็นหนูเติบโตได้ ฮรึก  ฮรือออออออ.   แม่รักหนูเหลือเกินลูคัส แต่เวลาของแม่มันมีไม่มากแล้ว  แม่เสียใจ  หวังว่าลูกจะให้อภัยแม่ แม่รักลูกนะ แม่รักลูก ฮรือออ  ลูคัส อย่าดื้อกับปู่มากนะจ้ะ หนูจะเป็นเด็กดีใช่ไหมลูก"  ใบหน้าซีดเซียวนั้น มีน้ำตาไหลอาบแก้ม   ลูคัสไม่รู้เลยว่า ตัวเองนั่งกอดเข่าอยู่อย่างนั้นนานเท่าไหร่  ดวงตาเรียวยังคงจับจ้องใบที่จอกว้าง น้ำตาไหลหยดลงมาอย่างไม่รู้ตัว 

"แม่ครับ!"  เสียงเอ่ยสั่นๆจากคนร่างสูง เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันคือความรู้สึกสงสารผู้หญิงที่กำลังร้องไห้ในจอนั้น หรือเป็นเพราะความผูกพันธ์ของสายเลือด  ชายหนุ่มปล่อยน้ำตาให้ไหลอยู่อย่างนั้นเงียบๆสักพัก  ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปปิดเครื่อง 

ความหนาวเย็นของอากาศ ทำให้ลูคัสต้องห่อตัวเล็กน้อย  อากาศยามเย็นหนาวมากขึ้นเรื่อยๆ  ขายาวก้าวเข้ามาภายในเรือนกระจกขนาดใหญ่ตอนเด็กๆ เขามักจะมานั่งเล่นคนเดียวเงียบๆที่นี่   ความรู้สึกอบอุ่นยังคงมีไม่เคยจางหาย  ลูคัสทิ้งตัวลงบนเก้าอี้สีขาวกลางเรือนกระจกที่มีดอกไม้ประดับประดาเต็มไปหมด 

"ลุคส์!"ลูคัสหันไปตามเสียงเรียก เห็นดาริกากำลังยืนมองตัวเองอยู่ 

"อาดาริ" 

"นึกยังไงถึงมาอยู่ที่เรือนกระจกเนี่ย"ดาริกาเอ่ยถาม พลางสังเกตขอบตาที่บวมเล็กน้อยของชายหนุ่ม ก่อนจะเข้ามานั่งข้างๆที่เก้าอี้อีกตัว  จากนั้นก็กวาดสายตามองดอกไม้รอบๆตัว 

"ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ อาเคยบอกว่าสวนดอกไม้แห่งนี้เป็นสวนของนางฟ้าประจำคฤหาสน์ นางฟ้าที่คุณอาหมายถึง ใช่เคทรึเปล่าครับ"ลูคัสเอ่ยถามเสียงเรียบ 

"ใช่จ้ะ"ดาริกาพยักหน้าช้าๆ เผยรอยยิ้มเศร้าๆออกมมา 

"เล่าเกี่ยวกับเขา เอ่อ.... คุณแม่ผมน่ะครับ เล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ"ลูคัสหันไปมองใบหน้าดาริกาก่อนจะร้องขอเขาแค่อยากรู้จักอีกคนมากกว่านี้ 

"คือ.."ดาริกาอ้ำอึ้งไม่รู้ควรตอบว่าอะไร  ลูคัสเองก็เข้าใจ จึงพูดต่อ 

"ปู่เล่าเรื่องของเขาให้ผมฟังแล้วล่ะครับ  ไม่มีอะไรที่ต้องปิดผมอีกแล้วล่ะครับ" 

"คุณหนูเคทเป็นผู้หญิงสวยค่ะ  โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นของคุณหนู มันดูอ่อนหวานและน่าดึงดูดในเวลาเดียวกัน  ตอนนั้นอายังเด็กมาก  ในขณะที่คุณหนูอายุ20กว่าแล้ว  คุณหนูเป็นผู้หญิงเรียบร้อย งานอดิเรกคือชอบปลูกดอกไม้กับทำอาหาร อามักจะเป็นคนที่ถูกคุณหนูลากเข้าครัวไปชิมอาหารอยู่เสมอ"ถึงตอนนี้ดาริกาเผยยอมยิ้มกว้างออกมา แววตากล่าวถึงบุคคลที่ล่วงลับด้วยประกายของความสุข 

"ตอนนั้นอากับคุณหนูเคทสนิทกันจนเหมือนพี่น้องกันเลยนะคะ คุณหนูเคทชอบที่จะให้อาเป็นตุ๊กตาจับมาแต่งตัว อาเองก็ชอบให้คุณหนูจับมาแต่งตัว  คุณหนูเป็นคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี  ไม่ค่อยถือโทษโกรธคนอื่น เธอมักจะมีรอยยิ้มให้เสมอกับคนรอบข้าง  นั่นคือความทรงจำทั้งหมดที่อามีต่อคุณหนูเคท"ดาริกาเอ่ย  สายตาทอดไปยังรอบๆราวกับต้องการฟื้นถึงความหลังที่มีความสุข ลูคัสยกยิ้มบางๆ เมื่อเห็นแววตาอิ่มสุขของดาริกา  เขาไม่เคยเห็นดาริกาเอ่ยถึงใครแล้วดูมีความสุขขนาดนี้มาก่อน 

"ที่อาและปู่ยังเก็บเรือนกระจกเก่าๆนี้ก็เพราะเขาอย่างนั้นหรอครับ"ลูคัสเอ่ยถามต่อ   แปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าดาริกาส่ายหน้าไม่เป็นอย่างที่ตนคาดเดาไว้ 

"คุณหนูเคทขอให้สร้างเรือนกระจกนี้เป็นของขวัญในวันที่ลูกชายเธอเกิด เธออยากให้เป็นของขวัญแก่ลูกชาย" 

"แล้วทำไมอาไม่เคยบอกผมเลยครับ" ก็นะ ไม่น่าจะต้องถาม 

"เพราะคุณหนูเคทขอไว้  ถ้าวันนั้น ผู้ชายคนนั้นไม่เอาตัวคุณหนูเคทไป  คุณหนูเคทคงไม่ต้องทรมาณอยู่อย่างนั้นเป็นเดือน คุณหนูเคทคงไม่ต้องจากไป"ดวงตากลมโตของคนข้างๆหลั่งน้ำตาขึ้นมาอีกครั้ง ดาริกาลูบน้ำตาของตัวเองป้อยๆ 

"เพราะคนบ้านหลังนั้นจริงๆหรอครับ ที่ทำให้แม่ต้องเสียชีวิต"ลูคัสเอ่ยเสียงเรียบๆ แม้ว่าในใจรู้สึกเจ็บปวดเหมือนกับถูกใครสักคนมาบีบหัวใจของเขาไว้อย่างนั้น 

"ทั้งคุณหนู ทั้งคุณชายหุ่ยเล่อ ต่างก็ต้องจากไปเพราะคนบ้านหลังนั้น"ดาริกาเอ่ยเสียงเบา ปล่อยน้ำตาที่ไหลลงมาอีกครั้ง 

"..."ลูคัสได้แต่นั่งเงียบ ความรู้สึกตีรวนภายในจิตใจจนยากที่จะพูดออกมา 

"เขาไม่ได้คิดจะทิ้งผมจริงๆใช่ไหมครับ" 

"คุณหนูรักลูกชายของเธอมาก ลุคส์อยากเจอเธอไหม" ดาริกาหันไปถาม 

"เจอ?"ลูคัสขมวดคิ้วเล็กน้อย  มองดาริกาที่เดินไปตัดดอกกุหลาบสีแดงสดหนึ่งดอกอย่างไม่เข้าใจมากนัก แต่ก็รับดอกไม้หนึ่งดอกจากดาริกาแต่โดยดี ก่อนจะเดินตามดาริกาไปตามเส้นทางหลังคฤหาสน์ ลัดเลาะแนวต้นไม้สูงใหญ่ 

ลูคัสมองสถานที่รอบๆ  เขาจะไม่ค่อยเดินสำรวจป่าโดยรอบมากนัก  จึงไม่เคยมาที่นี่  ผ่านเส้นทางเล็กๆ ที่สูงชัน  รอบๆมีต้นไม้ใหญ่ประดับประดา  จนกระทั้งมีต้นไม้ใหญ่ที่มีใบแปลกกว่าต้นอื่นๆโดยรอบ  ใต้ร่มมีหินเล็กๆปักไว้   ลูคัสยืนนิ่งๆข้างดาริกา ก้มลงวางดอกไม้ช้าๆที่สุสาน ก่อนจะอ่านชื่อที่สลักไว้บนหิน 

"คุณหนูเคทชอบดอกกุหลาบค่ะ แต่ก็ไม่ชอบอากาศที่หนาวเกินไป"ดาริกากล่าวยิ้มๆ 

"..." 

"คุณหนูคะ  วันนี้ไม่เหงาแล้วนะคะ" 

".." 

"ถ้าโชคชะตาไม่เล่นตลกให้คุณหนูเคทไปเจอผู้ชายคนนั้น ป่านนี้คุณหนูคงไม่ต้องจากโลกนี้ไปเร็วขนาดนี้" 

"..." 

"...."ลูคัสไม่รู้ว่าอากาศหนาวหรือหัวใจของเขากันแน่ที่หนาวเหน็บ 

ลมหนาวพัดมา ส่งผลให้ดาริกาต้องห่อตัว เนิ่นนานกับการยืนมองสุสานอย่างเงียบๆ  ดาริกาขอตัวกลับก่อน  ขณะที่หันหลังเดิน สองขาชะงักเมื่อได้ยิน เสียงพูดของชายหนุ่ม 

"การตายของพ่อกับแม่จะต้องไม่สูญเปล่าครับ  ใครที่มันทำอะไรไว้  ผมจะเอากลับคืนทุกอย่าง"  ดาริกาปาดน้ำตาที่เปื้อนแก้มออกช้าๆ แววตาที่มีแต่ความโศกเศร้า  แปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งเฉยจนรู้สึกเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ 

 

ดึกสงัดคฤหาสน์ใหญ่โตกลางป่าเขา มีแสงสว่างเพียงเพื่อให้ความสวยงามแก่คฤหาสน์ ความเงียบเชียบเข้ามาเยือน  ได้ยินเสียงหรีดริ่งเรไรเป็นดนตรีขับกล่อม  คืนนี้พระจันทร์ลับหายไปจากท้องฟ้าราวกับถูกเมฆหนาวกลืนกินไปสิ้น ท้องฟ้ายามราตรีของค่ำคืนนี้จึงไร้สีสันของดวงดาวเหมือนทุกๆคืนที่ผ่านมา ลูคัสนั่งกอดเข่าดูวิดิโอที่เปิดฉายซ้ำไปซ้ำมา  เมื่อตอนเย็นเขาตั้งใจว่าจะบินกลับกรุงเทพเลย  หากแต่ดาริกาขอร้องไว้ ก่อนจะนำวิดิโอมาให้เขาดู 

"เป็นวิดิโอของลุคส์ตอนเด็กๆที่คุณหนูเคทถ่ายเก็บไว้ค่ะ  อาแอบเก็บไว้ตอนที่นายท่านสั่งเผาทุกอย่างเกี่ยวกับคุณหนูเคทและคุณชายหุ่ยเล่อ" เขาไม่มีรูปตอนเด็ก นี่เป็นครั้งแรก ที่ลูคัสเห็นตัวเอง  เด็กที่ปิดตาร้องไห้กระจองอแงอยู่กับอกมารดาไม่หยุด   ลูคัสระบายยิ้มบางๆ มองดูใบหน้าเปี่ยมสุขของผู้หญิงในคลิป ที่เผยรอยยิ้มสง่าราวกับเจ้าหญิง กำลังโอบอุ้มปลอบประโลมตัวเองอยู่ น้ำตาใสไหลหยดอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว คุณแม่ของเขา ช่างดูเป็นผู้หญิงที่อบอุ่นเหลือเกิน 

 

 

 

"ฟื้นแล้วหรอมึง"ลูคัสแวะกลับมาดูแรมระวีในห้องอีกครั้งก่อนจะขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ 

"กูจะกลับไปที่กรุงเทพแล้วนะวันนี้" 

"กูไปด้วย"แรมระวีเอ่ยบอก  ในขณะที่มือก็ใส่กระดุมเสื้อตัวเองช้าๆ  ลูคัสชะงัก มองดูใบหน้าซีดเซียวของเพื่อน 

"มึงจะไปได้ยังไง" 

"กูอยากเจอเฟื่อง" 

"..." 

"ครั้งสุดท้าย แค่ครั้งสุดท้าย กูมีเวลาไม่มากแล้วนะมึง"แรมระวีเอ่ยเสียงสั่น  ยืนหันหลังซ่อนใบหน้าขมขื่นของตัวเองเอาไว้ 

"มึงรู้"ลูคัสเอ่ยพึมพำเบาๆ 

"กูรู้ตั้งนานแล้ว"แรมระวีพยักหน้า  ใช่ เขารู้ว่าสิ่งที่อยู่ในร่างกายของตัวเขา กำลังกัดกินเขาทุกอย่าง. เขาได้ยินที่ดาริกาพูดคุยกับหมอมาหลายคน หลายครั้ง  แม้ว่าตอนแรกๆ จะทำใจไม่ได้ 

แน่ล่ะ ไม่มีใครรับได้หรอก ว่าอีกไม่นานเราก็ต้องตายแล้ว แต่ในเมื่อมันไร้ทางแก้ไข และเขาเองก็ทรมานมากขึ้นทุกวัน  อย่างน้อยๆ ก็ขอใช้เวลาที่เหลือให้เต็มที่  ได้ไปนั่งมองหน้าของคนที่เขารู้สึกรักใกล้ๆอีกครั้ง แค่นี้ หัวใจเขาก็จะตัดเรื่องที่ติดค้างในใจได้อีกเรื่อง 

"กูขอโทษ"ลูคัสเอ่ยเบาๆ 

"มึงอย่าโทษตัวเองเลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะอุบัติเหตุ ไม่มีใครผิด" 

"แต่ถ้าวันนั้นกูไม่ชวนมึงไป..." 

"ถ้ามันนั้นไม่ชวนกูไป แล้วมึงไปคนเดียว กูคงโกรธมึงไปตลอดชีวิต"แรมระวีเอ่ยเสียงหนักแน่น   อีกเรื่องที่เขายังคงติดค้างมาจนถึงทุกวันนี้ คือการที่ลูคัสเอาแต่โทษตัวเองว่าตนเองทำเขาป่วย ซึ่งเขาไม่เคยคิดแบบนั้น 

"แรม" 

"กูขอแค่ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายจากมึง กูแค่อยากเจอเฟื่อง พากูไปกรุงเทพด้วยได้ไหม" 

"ได้แรม ได้ กูจะพาไปหาเฟื่อง"ลูคัสพยักหน้าส่งยิ้มบางๆให้กับเพื่อน  ความรู้สึกผิด รู้สึกสงสารล้นปรี่เข้ามาที่อก 

 

ลูคัสกลับมากรุงเทพได้ห้าวันแล้ว  และทุกวันเขามักจะมานั่งเฝ้าคนตัวเล็ก บางวันก็นั่งเฝ้าแต่เช้าจนค่ำ หากแต่บางวันที่มีเรียน เขาก็มักจะแวะมาแค่แป้บเดียว  ยิ่งโดยเฉพาะเวลาที่แอลดีนอยู่ เขาแค่ไม่อยากทำสงครามประสาทกับแอลดีนบ่อยๆ จึงเลือกที่จะเลี่ยงเอา  ซึ่งเขารู้ว่าแอลดีนจะเป็นคนมานอนเฝ้าไข้ในเวลากลางคืนเพียงเท่านั้น ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว 

ลูคัสยื่นมือบิดลูกประตูเบาๆ กวาดสายตามองไปรอบๆห้อง วันนี้ไม่ยักจะเห็นอริสานั่งถักไหมพรมอยู่ริมห้อง เห็นแค่ซีไนน์ที่นั่งกุมมือน้องชายเงียบๆ 

"พี่ลูคัส สวัสดีครับ"ซีไนน์หันมายกมือไว้คนร่างสูงก่อนจะส่งยิ้มไปให้ ตอนที่เขาชวนให้ลูคัสมาเยี่ยมควานลินบ่อยๆ ก็ไม่คิดว่าอีกคนจะมาจริงๆ  วันไหนเขามีเรียน แอลดีนต้องเข้าบริษัทก็มีลูคัสนี่แหละที่เข้ามานั่งเฝ้าไข้และอยู่เป็นเพื่อนมารดาของเขา บางครั้งกาวิญญูกับโลแกนก็แวะมาด้วย 

"สวัสดีครับ" 

"พี่ลูคัสมาคนเดียวหรอครับ"ซีไนน์ถาม ชะเง้อคอมองไปข้างหลัง แต่ก็ไม่เห็นว่ามีคนอื่นอีกเลย 

"ครับ" ลูคัสพยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเดินไปที่ริมเตียง  มองดูใบหน้าขาวซีดของคนตัวเล็ก ตอนนี้รอยช้ำบนมือ บนใบหน้าหายไปเกือบหมดแล้ว แผลที่โดนกรีดบนใบหน้าก็เริ่มจะดีขึ้น    แม้จะยังไม่มีสะเก็ดแผล   รอยบวมหายไปจนใบหน้ากลับมามีเค้าโครงเดิมอย่างชัดเจน 

ไม่สิ ตอนนี้คนตัวเล็กดูผอมลงไปเยอะมาก จากที่ผอมอยู่แล้ว 

"แล้วทำไมวันนี้ถึงเฝ้าน้องคนเดียวครับ"ลูคัสถามปกติจะเห็นอริสาอยู่ด้วย ส่วนคุณหญิงปัทมา... เขายังไม่เคยเห็นหน้า เห็นบอกว่ากลับไปที่บ้านเพราะที่บ้านเองก็มีคนป่วย 

"พอดีทุกคนกลับไปเชียงใหม่เมื่อเช้ามืดครับ คุณพ่ออาการทรุดหนักครับ"ซีไนน์กล่าวพร้อมถอนหายใจ ลูคัสพยักหน้าเบาๆ 

"พี่ยังไม่เคยเห็นคุณพ่อของ.." 

"คุณพ่อไม่ค่อยสบายน่ะครับ ที่คุณย่าต้องอยู่บ้านก็เพราะสาเหตุนี้ด้วยเหมือนกัน คุณย่าจะพาคุณพ่อมารักษาตัวที่นี่เร็วๆนี้น่ะครับ"ซีไนน์เอ่ยต่อ 

"คุณพ่อป่วยหนักหรอครับ"ลูคัสถาม 

"ท่านเป็นอัมพาตครึ่งตัวทำให้เดินไปไหนมาไหนไม่ได้ครับ แล้วก็เกี่ยวกับสมองด้วยครับ" 

"อ้อ ครับ พี่เสียใจด้วยนะ"แม้ว่าตนจะเอ่ยคำว่าแสดงความเสียใจด้วย หากแต่ในใจนั้น ความเสียใจกลับมีน้อยนิดเหลือเกิน 

"ขอบคุณครับ ถึงแม้ว่าคุณพ่อจะกลับมาเป็นปกติไม่ได้ แต่ก็ขอให้คุณพ่อแข็งแรงแล้วก็อยู่กับพวกเราไปนานๆก็แค่นั้น"ซีไนน์กล่าวพร้อมระบายยิ้มตามฉบับตัวเอง  ลูคัสมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของอีกคน  มือกำหนัดแน่นโดยไม่รู้ตัว 

"คุณพ่อป่วยมานานแล้วหรอครับ เอ่อ...พี่ถามเยอะไปไหม ก้าวก่ายเรื่องของเรารึเปล่า" 

"ไม่เป็นไรเลยครับ  สำหรับพี่ลูคัส ซีนไม่ถือว่าเป็นการก้าวก่ายเลยครับ ซีนยินดีตอบซะอีกครับ ตั้งแต่จำความได้ ซีนก็เห็นคุณพ่ออยู่บนรถเข็นมาตลอด" 

"อ่าครับ" 

"ซีนก็หวังว่าน้องจะปลอดภัย ฟื้นขึ้นมาน้องจะกลับมาเป็นปกติทุกอย่าง"ซีไนน์เปลี่ยนเรื่องคุย หันกลับมาจ้องใบหน้าน้องชายที่นอนนิ่งบนเตียงอีกครั้ง 

"หมายความว่ายังไงกัน"ลูคัสเอ่ยออกมาอย่างงุนงง  อะไรคือคำว่า ขอให้คนตัวเล็กฟื้นขึ้นมาแล้วกลับมาเป็นปกติทุกอย่าง 

"หมอบอกว่า ถ้าน้องฟื้นขึ้นมา น้องอาจจะคิดอะไรทำอะไรเร็วๆไม่ได้ บางทีน้องอาจจะความจำเสื่อมด้วยครับ" 

"...."คำตอบของคนหน้าหวานทำให้ลูคัสได้แต่ยืนนิ่ง  จริงอยู่ที่เขามาเฝ้าไข้คนตัวเล็กบ่อยๆ แต่ทุกคนกลับไม่เคยพูดถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับคนตัวเล็กให้เขาได้ยินเลย 

ความจำเสื่อม อย่างนั้นหรอ 

"อย่าเป็นอะไรเลยนะคนเก่งของพี่ ตื่นขึ้นมา พี่จะทำเค้กก้อนใหญ่ให้เราเลย  อยากกินอะไรพี่จะทำให้ทุกอย่างเลย แต่ต้องรีบตื่นมานะ"ลูคัสมองใบหน้าหวานที่ก้มลงไปพูดกับคนตัวเล็กเบาๆ ถ้าคนตัวเล็กตื่นขึ้นมา อาจจะเสียความทรงจำอย่างนั้นหรอ 

__________________________________ 

พิคะ...    ไม่ร้องนะ  เง้อออ 

กำลังปั่นอยู่เด้อ ใจเย็นๆนะ 

5555555555555 

ใครมีอะไรจะบอกจะระบายก็เต็มที่เลยนะ55555 

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านงับ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว