facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ตายแล้ว? ตายอีกแล้วหรือ?! นางช่างเปลี่ยนร่างไวยิ่งกว่าผลัดอาภรณ์เสียอีก มิิหนำซ้ำยังต้องเป็นร่างของคนที่อยู่ข้างกาย 'เขา' อยู่เสมอเสียด้วย สวรรค์บอกนางทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!

ตอนที่ 20 แรงพยาบาท

ชื่อตอน : ตอนที่ 20 แรงพยาบาท

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20 แรงพยาบาท
แบบอักษร


                เซียวเหยี่ยนเพียงรู้สึกว่าตั้งแต่เฉินหรูอี้ตกน้ำครานั้นก็ดูแปลกไปทำให้เขาคาดเดานางมิได้ แต่ก่อนนางเป็นดั่งคันฉ่อง มองปราดเดียวก็เห็นทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าจะยินดีหรือซ่อนความคิดที่จะกล่าวฟ้องเรื่องราวไม่ดีของผู้อื่นไว้ เขาล้วนมองออกอย่างชัดแจ้ง

                บัดนี้ริมฝีปากน้อยๆ กลับพูดเสียคล่องปาก รู้จักจำนรรจามากกว่ากาลก่อนมิเพียงแค่หนึ่งขั้น

                “อ้ายเฟยเหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น เจ้าทำดีมากอยู่แล้ว” พระองค์ชำเลืองพระเนตรมองเฉินหรูอี้ ทรงแย้มสรวลซึ่งคิดว่าอ่อนโยนที่สุดแล้วตรัสว่า “มิต้องสำนึกตนอันใดทั้งสิ้น เพียงเป็นสนมรักของเจิ้นอย่างสบายใจก็เพียงพอแล้ว”

                เฉินหรูอี้พลันรู้สึกมีลมหนาวพัดผ่านในใจนางไปวูบหนึ่ง

                หรือนางมองพระองค์ในแง่ร้ายเกินไป เหตุใดรอยแย้มสรวลของพระองค์นั้นกลับให้ความรู้สึกราวนางเป็นไก่ที่ถูกพังพอนขังไว้ในกรงเช่นนี้

                หรือด้วยเพราะนางฟื้นคืนมาคราใดก็ล้วนถูกองค์จักรพรรดิทรมานทุกครั้งไปจนเกิดความหวาดกลัวขึ้นในใจ นางคุ้นเคยกับความเย็นชาช่างเสียดสีของพระองค์มากกว่าที่พระองค์จะทรงเมตตาเอ็นดูรักใคร่นางเช่นนี้ มันดูแปลกพิกลจนนางวิตกจริตไปต่างๆ นาๆ

                เฉินหรูอี้มิอยากเชื่อว่าตนจะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ได้ นางพลันรู้สึกสลดใจอย่างบอกไม่ถูก

                เฉินฮวายและเหล่าข้าราชบริพารเฝ้ารออยู่นอกสวนพฤกษาแล้ว ครั้นเห็นองค์จักรพรรดิโอบสนมจ้าวดำเนินไปมาเพื่ออวดโฉมแก่ผู้คนบริเวณนั้นจึงรีบติดตามพระองค์ไปในทันที กลุ่มคนดำทะมึนสายหนึ่งจึงกลายเป็นจุดเด่นอันงดงามในอุทยานหลวงไปในบันดล

                 เฉินหรูอี้แอบอิงพระอุระขององค์จักรพรรดิ ผู้ใดไม่ทราบล้วนคิดว่านางคือสนมที่ได้รับการโปรดปรานเสียจนจองหองพองขน กลางวันแสกๆ ยังกล้ายั่วยวนองค์จักรพรรดิ มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ดีว่าพระหัตถ์ที่วางบนเอวนางนั้นแข็งดั่งเหล็กกล้าเพียงใด ร่างนางทั้งร่างล้วนแข็งเกร็งไปหมดได้แต่เดินติดตามองค์จักรพรรดิไปอย่างมิอาจควบคุมตนเองได้

                เหล่าสนมที่กำลังเบิกบานอยู่ในอุทยานหลวงต่างล้วนเคยวาดฝันว่าจะบังเอิญได้พบเข้ากับองค์จักรพรรดิในสักวัน   จากความบังเอิญก่อเกิดเป็นความรักแล้วพระองค์ก็ทรงโปรดปรานตน เป็นโชคดีดุจได้ขนมเปี๊ยะแป้งบางไส้แน่นก้อนใหญ่

                แต่กลับคาดไม่ถึงว่าจะได้พบสนมจ้าวที่ร่างอ่อนระทวยดุจไร้กระดูกแนบชิดอยู่ข้างพระวรกายขององค์จักรพรรดิด้วย

                ตั้งแต่ครานั้นที่สนมจ้าวถูกต่งกุ้ยเฟยลงทัณฑ์ด้วยการกักบริเวณ ฝ่าบาทก็มิทรงคัดค้านอันใด บรรดาสนมก็ล้วนส่งเสียงซุบซิบกันแล้ว และเป็นดังคาดเพราะผ่านไปไม่นานองค์จักรพรรดิก็ทรงพึงใจนางระบำผู้หนึ่งกระทั่งว่าทรงประทับที่ตำหนักเหยาหัวเสียหลายราตรี บทสรุปชัดเจนออกอย่างนี้

                สนมจ้าวได้สูญเสียดวงหทัยขององค์จักรพรรดิไปแล้ว

                นี่เป็นเรื่องที่บรรดาสนมต่างเห็นพ้องต้องกัน แต่ความจริงดั่งมีมืองอกออกมาตบหน้าคนทุกผู้อย่างรุนแรง สนมจ้าวกลับเกาะติดในอ้อมพระอุระขององค์จักรพรรดิอย่างเชิดหน้าชูตาต่อหน้าผู้คนทั้งหลาย

                เอวบางของเฉินหรูอี้ตกอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ขององค์จักรพรรดิและด้วยบารมีขององค์จักรพรรดินางจึงพลอยได้รับการคารวะจากบรรดาสนมทั้งหลายไปด้วย ในคราที่นางเป็นหวงโฮ่วอยู่นั้นก็คุ้นชินกับกิริยาเช่นนี้ดี แต่บัดนี้นางเป็นเพียงเจี๋ยอวี๋ พฤติการณ์เช่นนี้เสี่ยงต่อการถูกผู้คนโกธรแค้นยิ่งนัก

                   แต่เรื่องบางเรื่องเรามิอาจไปกำหนดได้ มิต้องพูดถึงเรื่องที่นางอยากจะคารวะตอบเลยแม้แต่เดินให้ช้าลงกว่านี้นางยังทำไม่ได้เพราะฝ่ามือใหญ่ที่วางอยู่ตรงเอวนางนั้นคอยหยิกนางอยู่ตลอด เฉินหรูอี้เดินอยู่อย่างนั้นภายใต้สายตาคมดุจมีดของเหล่าสนมและการบีบบังคับขององค์จักรพรรดิ

                เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นนางนั้นพลันรู้สึกดีใจเหลือเกินที่ร่างของสนมจ้าวไม่มีชิ้นเนื้อส่วนเกิน หากเป็นสตรีที่อวบอั๋นแล้วต้องถูกองค์จักรพรรดิบีบหยิกเช่นนี้ เนื้อคงหลุดติดพระหัตถ์พระองค์ไปเสียนานแล้ว

                นางไม่ทราบว่าองค์จักรพรรดิเสพติดการหยิกคั้นหรืออย่างไร นางมิได้ขยับเขยื้อนตัวเลยแม้แต่น้อย พระองค์กลับหยิกทางซ้ายทีคั้นทางขวาทีอย่างนี้ร่ำไป

                “ฝ่าบาท....” เฉินหรูอี้อดไม่ได้ที่จะใช้น้ำเสียงอันออดอ้อนเอ่ยขานนาม นางยังมิทันได้เอ่ยปากเตือนองค์จักรพรรดิให้เบามือลงบ้างกลับมีเสียงหนึ่งดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน

                “ฝ่าบาทเพคะ”

                ผู้ที่ย่อกายทำความเคารพขวางทางทั้งสองอยู่นั้นคือหญิงสาววัยขบเผาะอายุราวสิบห้าสิบหกปี สวมใส่ชุดกระโปรงยาวสีม่วงอ่อน รูปร่างเต็มไปด้วยส่วนเว้าส่วนโค้ง สมส่วนชวนมองอย่างยิ่ง คิ้วเข้ม ปากแม้นไม่แต้มสีชาดกลับแดงเปล่งปลั่ง ดวงตาสดใสแวววาวดุจธารน้ำใส หางตาเฉี่ยวขึ้นเล็กน้อย งดงามดุจไร้วันร่วงโรย

                “หลายวันมานี้ข้าฝึกซ้อมระบำท่าใหม่ ฝ่าบาททรงอยากทอดพระเนตรหรือไม่เพคะ?” เด็กสาวก้มหน้าเล็กน้อยแต่สายตากลับเหลือบมองขึ้นเหนือหัว

                นี่คือสนมเฉียน!สนมคนใหม่ที่ฝ่าบาททรงโปรดปราน

                เฉินหรูอี้อยากจะพ่นลมออกปากเสียจริง เหล่าสนมพวกนั้นมิเคยเห็นด้วยตาตนสักครั้งกลับกล่าวหานางว่าได้รับความโปรดปรานจนหยิ่งผยองตน มารดามันเถอะ  ที่เรียกว่าได้รับความโปรดปรานแล้วหยิ่งผยองตัวจริงนั้นอยู่ที่นี่แล้ว

                คนผู้นี้ไม่เพียงใช้คำเรียกขาน “เจ้าเจ้า” “ข้าข้า” ไม่มีความเคารพสักน้อยนิด แม้แต่ยามถวายพระพรก็ไม่เก็บงำสายตากล้าเหลือบแลขึ้นสบพระเนตรองค์จักรพรรดิโดยตรง

                หากเปรียบกับสนมเฉียนนางนับว่าได้รับการโปรดปรานงั้นหรือ

                ตามที่ฟังหยวนเป่าและหยวนสี่เล่ามานั้น สนมจ้าวแม้ไม่รู้สิ่งใดควรมิควรแต่ก็มิบังอาจกล่าววาจาเยี่ยงนี้ต่อองค์จักรพรรดิ  ส่วนมากมักยั่วเย้าให้พระองค์เบิกบานพระทัย ทำแง่แสนงอนบ้าง ทูลฟ้องเรื่องผู้อื่นบ้างก็เท่านั้น ไหนเลยจะเหิมเกริมปานสนมเฉียนผู้นี้....

                กำลังครุ่นคิดอยู่พลันรู้สึกเจ็บแปลบที่บั้นเอว เฉินหรูอี้ฝืนกัดฟันไว้ องค์จักรพรรดิจะทำอันใดอีกหรือ?

                สนมเฉียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เพียงพบรอยยิ้มบางเบาของเซียวเหยี่ยนที่ส่งมายังนาง ในดวงตาคล้ายเคลือบไว้ด้วยความอ่อนโยนอันหาที่สุดมิได้ นางตะลึงลานคล้ายถูกอัสนีผ่าฟาดไปห้าครั้งห้าครา สติล่องลอยยังมิทันคืนมา แต่ทว่าเซียวเหยี่ยนกลับหันหน้าไปทางอื่นเสียแล้ว

                “วันหลังเถอะ” พระพักตร์ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทรงย่างพระบาทเสด็จดำเนินไป  สนมเฉียนที่ย่อกายในท่าถวายพระพรกลับคุกเข่าลงใช้มือน้อยๆ ดึงฉลองพระองค์ขององค์จักรพรรดิไว้

                “ฝ่าบาท ข้าผิดไปแล้ว.....ต่อไปข้าจะไม่ก่อเรื่องอีก...ฝ่าบาทอภัยให้ข้าสักครั้งเถิด....”

                เฉินหรูอี้จึงรู้ได้ในทันทีว่า ทั้งสองมีเรื่องผิดใจกันนั่นเอง องค์จักรพรรดิคงคิดจะใช้นางเป็นโล่กำบังสั่งสอนสนมเฉียน

                เซียวเหยี่ยนมิได้กล่าวว่าจาใด เพียงใช้สายตากวาดไปยังด้านหลัง เฉินฮวายพลันวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน สะบัดเอามือของสนมเฉียนหลุดออกไปแล้วกล่าวว่า “พระสนมมิอาจไม่ระวังกิริยา เหตุใดถึงได้ลากดึงฉลองพระองค์ของฝ่าบาทเช่นนี้ได้”

                เฉินฮวายยามกล่าววาจาน้ำเสียงแผ่วเบา แต่เฉินหรูอี้ดูออกว่าแรงที่สะบัดไปเมื่อครู่กลับมิเบาเลย กระทั่งว่าทำให้สนมเฉียนแยกเขี้ยวยิงฟันใส่ แต่ด้วยอยู่หน้าพระพักตร์องค์จักรพรรดิจึงได้แต่ข่มกลั้นโทสะไว้ จ้องมองเฉินฉวายด้วยใบหน้าบูดบึ้ง

                “ฝ่าบาท...”

                “โอ๊ย  อ้ายเฟยหึงงั้นหรือ? เหตุใดอยู่ดีๆ ถึงได้หยิกเจิ้น”

                สนมเฉียนยังไม่แม้จะเอ่ยปาก เซียวเหยี่ยนกลับร้องเสียงดังขึ้น น้ำเสียงและสีหน้าสีแสดงออกเป็นธรรมชาติยิ่งทำเอาเฉินหรูอี้ตะลึงตาค้างพูดสิ่งใดมิออก

                พระองค์ลากนางเข้าไปในวังวนนี้อย่างไม่แม้แต่จะส่งสัญญานใดๆ เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?  แค่เพียงผิดใจกับสนมเล็กๆ เท่านี้ ไม่กี่วันหายแล้ว หรือไม่ก็แค่ให้ต่งกุ้ยเฟยรับไปอบรมสักหลายวันก็สิ้นเรื่อง เหตุใดต้องออกโรงจัดฉากเสียยิ่งใหญ่ปานนี้

                “อ้ายเฟยวางใจได้ ไม่มีผู้ใดแทนที่เจ้าในหัวใจเจิ้นได้หรอกหนา” เซียวเหยี่ยนจ้องมองเฉินหรูอี้ด้วยใบหน้าแต้มยิ้มดุจยามนี้มีเพียงเราสอง

                พริบตานั้นเฉินหรูอี้กลับเข้าใจถึงความนัยจากแววพระเนตรที่ส่งมาจากองค์จักรพรรดิได้ในทันที

                ทรงต้องการให้นางแสดงอำนาจของสนมที่ได้รับการโปรดปรานมาข่มขวัญสนมที่ทรงโปรดคนใหม่นี้ให้สงบลงบ้าง

กล่าวได้ว่าวันนี้ที่เดินไปวนมาในอุทยานหลวงนั้นนางมิได้รับประโยชน์อันใดเลยมีแต่แรงพยาบาทที่ลอยคละคลุ้งไปทั่ว   วันหน้าแม้นางอยากอยู่อย่างสงบในตำหนักหมิงกวางก็ไม่แน่ว่าจะเป็นไปได้แล้ว

หลังจากที่สนมจ้าวพลัดตกน้ำไปแล้วนั้นนางได้เผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายว่าไม่ได้เป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิอีกต่อไปจึงค่อยๆ สูญเสียการมีตัวตนในวังหลังไป แต่บัดนี้องค์จักรพรรดิทรงโอบนางดำเนินไปทั่วอุทยานหลวงทำให้นางส่องแสงเจิดจ้าขึ้นมาปานเลี่ยมด้วยทองคำจนบรรดาสนมแทบตาบอดกันสิ้น

                ในเมื่อเป็นไพ่ที่องค์จักรพรรดิทรงส่งมา เฉินหรูอี้ไม่อาจไม่รับ

                นางขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยสายตาพลันเปลี่ยนไปในบัดดล ริมฝีปากแดงเอ่ยขึ้น “พระดำรัสของฝ่าบาท เชี่ยเซินมีหรือจะไม่เชื่อ แต่ว่าพระสนมเฉียน....ในเมื่อกระทำผิดก็ควรจักสำนึกตนอยู่ในตำหนัก เหตุใดจึงบุกมาถึงอุทยานหลวงได้? โชคดีที่เมื่อครู่ฝ่าบาททรงประคองเชี่ยเซินไว้ มิเช่นนั้นเจ้าโผล่พรวดมากะทันหันเช่นนี้ ข้าคงตกใจแทบสิ้นสติ”

                “ฝ่าบาททรงมีน้ำพระทัยยิ่งใหญ่แต่เจ้าก็มิอาจลำพองจนไม่สนว่าสิ่งใดควรมิควร กฎใดควรพึงรักษายังคงต้องรักษา เจ้าว่า...จริงหรือไม่?”

ความคิดเห็น