facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ตายแล้ว? ตายอีกแล้วหรือ?! นางช่างเปลี่ยนร่างไวยิ่งกว่าผลัดอาภรณ์เสียอีก มิิหนำซ้ำยังต้องเป็นร่างของคนที่อยู่ข้างกาย 'เขา' อยู่เสมอเสียด้วย สวรรค์บอกนางทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!

ตอนที่ 19 โปรดละเว้นข้าเถิด

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 โปรดละเว้นข้าเถิด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 โปรดละเว้นข้าเถิด
แบบอักษร


                เฉินหรูอี้กัดฟันกรอดด้วยสุดจะข่มกลั้น เห็นชัดว่ามิมีเสียงนกบินผ่านข้ามศีรษะนางแม้เพียงนิดแต่เหตุใดจึงมีมูลนกตกลงตรงหน้านางอย่างน่าแปลกประหลาด ครั้นเมื่อเหลือบแลที่พระหัตถ์ขององค์จักรพรรดิในยามนี้แล้วนั้น นางก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในทันที

                เห็นชัดว่าพระองค์ทรงสุขสบายมากเกินไปถึงได้จับนกที่กำลังจะถ่ายมูลมาจัดวางไว้ในตำแหน่งอันเหมาะสมซึ่งพระองค์ทรงคิดคำนวณมาอย่างแม่นยำแล้วทำให้นกถ่ายมูลตกลงใส่ใบหน้านางได้อย่างพอดิบพอดี

                ปีนี้พระองค์สิบเก้าพรรษา มิใช่เก้าพรรษาเสียหน่อย

                พระองค์ทรงเข้าพระทัยว่าองค์เองเป็นเด็กน้อยไม่รู้ประสาที่คอยปีนป่ายต้นไม้เก็บไข่นกเล่น ใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลอยู่งั้นหรือ?!

                นางนั้นดั่งรองเท้าคู่เก่าที่ถูกองค์จักรพรรดิโยนทิ้งเป็นสตรีที่ถูกลืมไว้ในตำหนักหมิงกวางมาครึ่งเดือน ให้ทรงนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก พระองค์เป็นถึงจักรพรรดิเหตุใดจึงต้องสิ้นเปลืองสติปัญญาเพียงเพื่อต้องการกลั่นแกล้งนาง สนุกมากหรือไร?

                โปรดละเว้นข้าเถิด!

                “โถ่ อ้ายเฟยโกรธงั้นหรือ?” เซียวเหยี่ยนหยิกแก้มเฉินหรูอี้ นัยน์ตาหงส์เปี่ยมล้นด้วยรอยยิ้ม “เจิ้นเพียงล้อเล่นเท่านั้น เจ้าไม่กลัวใช่หรือไม่?”

                เฉินหรูอี้เบิกตากว้างขึ้นทันใด จ้องมององค์จักรพรรดิอย่างมิอยากเชื่อ.....พระหัตถ์ข้างนี้!

                พระองค์ทรงใช้พระหัตถ์ข้างที่เปื้อนมูลนกจับใบหน้านาง!

                “ฝ่าบาท!”

                เซียวเหยี่ยนขมวดคิ้วขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “หืม?”

                “......ถวายพระพรฝ่าบาท” เพียงองค์จักรพรรดิส่งสายพระเนตรมา เฉินหรูอี้ก็อ่อนยวบดั่งมะเขือต้องเกล็ดน้ำแข็งรีบร้อนย่อกายถวายพระพรในทันใด

                นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าองค์จักรพรรดิจะทรงไร้ซึ่งคุณธรรมปานนี้ มิคาดคิดว่าจะทรงใช้อำนาจของพระองค์กลั่นแกล้งนางอยู่หลายครั้งหลายครา

                “อ้ายเฟยมิจำเป็นต้องมากพิธี” เซียวเหยี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้มเต็มหน้าทั้งใช้มืออีกข้างพยุงนางขึ้น กุมมืออันเย็นเฉียบของนางอย่างเบามือ แสร้งมองไม่เห็นมุมปากที่ยิ่งมายิ่งบิดเบ้ของเฉินหรูอี้

                “เจิ้นแค่เย้าพระสนมเล่นเท่านั้น พวกเจ้ามิจำเป็นต้องตกใจเกินเหตุ ออกไปเถอะ” พระองค์เพียงโบกพระหัตถ์ ผู้คนในสวนพฤกษาก็ทยอยหลบไปจนไม่เหลือแม้เพียงสักคน มีเพียงหยวนเป่าและจางเต๋อผู้ติดตามของเฉินหรูอี้ที่มิรู้ว่าตนควรอยู่หรือไปดี จึงถอยห่างออกไปเป็นระยะเกือบหนึ่งจั้ง

พระองค์ทรงสวมพระมาลาอี้ซานกวน* ทรงฉลองพระองค์สีชาดตัวยาว แขนเสื้อแคบ คอเสื้อทรงกลม พระเนตรดุจหงส์ พระขนงได้รูป พิศดูแล้วช่างงามสง่ายิ่ง แม้นโยนฐานันดรศักดิ์ของพระองค์ทิ้งไปแล้วจับพระองค์รวมเข้าไว้ในฝูงชน พระองค์ก็ยังคงโดดเด่นเป็นสง่าจนสามารถทำให้เหล่าสตรีทั้งหลายหวั่นไหวต่อพระองค์ได้เช่นเดิม

ผู้ใดเลยจะคาดคิดว่าในพระทัยของพระองค์นั้นจะเจ้าเล่ห์เพทุบายถึงขนาดเห็นสนมตนเป็นดั่งเนื้อแพะที่คิดจะจับพลิกไปพลิกมาเช่นใดก็ได้

                ระลึกไปถึงคราแรกที่พระองค์อภิเษกกับนาง ยามนั้นจักรพรรดิน้อยช่างสดใสงดงามดั่งแสงสุริยา เป็นเด็กหนุ่มที่วิเศษแสนดี เหตุใดยามนี้จึงเปลี่ยนเป็นคนเหลาะแหละ กักเก็บน้ำเน่าไว้เต็มท้อง*เช่นนี้ไปได้

                แม้เฉินหรูอี้จะเคยคิดว่าองค์จักรพรรดิอาจถูกผู้อื่นใช้ร่างจึงได้มีอุปนิสัยที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ แต่ความคิดนี้ก็สูญสลายไปทั้งที่เพิ่งงอกเงยขึ้นมา

                เพราะจักรพรรดิน้อยที่ด้านหน้ามีคนคอยระวังด้านหลังมีองค์รักษ์คอยดูแลอยู่ตลอดเช่นนี้ แม้เพียงใบหญ้าปลิวไหวก็ล้วนแตกตื่นกันไปถ้วนทั่วแล้ว หากมีสิ่งใดที่ผิดปกติจริงก็คงลือกันไปทั่ววังหลังอย่างรวดเร็ว แม้อยากปิดก็คงปิดไม่มิดเสียแล้ว

                “คิดอันใดอยู่หรือ? ดวงตากลมโตของอ้ายเฟยจ้องเจิ้นเขม็งจนเจิ้นขนลุกขนพองไปหมดแล้ว” แววตาของ             เซียวเหยี่ยนพลันเปลี่ยนเป็นเย็บเยียบในบัดดล

                 เฉินหรูอี้ตกตะลึงโดยพลันด้วยคางของนางถูกบีบไว้แน่นแล้วบังคับให้เชยขึ้นไม่มีแม้ความปราณีเลยสักนิด

                เป็นพระหัตถ์ข้างนั้นอีกแล้วหรือ?

                นางไม่รู้ว่าเป็นสัญชาตญาณตนที่ผิดเพี้ยนหรือมีกลิ่นเหม็นของมูลนกอยู่จริงๆ ตั้งแต่ต้นจนถึงเดี๋ยวนี้นางก็มิอาจมองข้ามมันไปได้เลย

                เฉินหรูอี้มัวแต่พะวงถึงเรื่องมูลนกจนลืมสังเกตบรรยากาศอันเย็นยะเยือกที่ลอยวนอยู่รอบพระวรกายองค์จักรพรรดิ แต่หยวนเป่าและจางเต๋อที่หลบซ่อนอยู่หลังต้นไม้มองเห็นบรรยากาศมาคุเช่นนั้นถึงกลับเหงื่อซึมเต็มหน้าผากทั้งขีดข่วนเปลือกไม้ไปพลาง พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าความฉลาดของสนมจ้าวจะมีก็ต่อเมื่ออยู่ในตำหนักหมิงกวางเท่านั้นแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์แล้วนั้นแม้แต่พระองค์มีสีหน้าเช่นไรกลับดูมิออก

                “ฝ่าบาท....มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเพคะ?” ด้วยเฉินหรูอี้ถูกบีบคางไว้เสียงที่เปล่งออกไปจึงคล้ายคนลิ้นโต*

                ไม่รู้ด้วยเป็นเพราะสภาพอันแสนอเนจอนาถของเฉินหรูอี้หรือไม่ที่ทรงทำให้องค์จักพรรดิทรงเบิกบานพระทัย พระองค์ทรงคลายพระหัตถ์ สายพระเนตรจับจ้องที่นางแล้วทรงพระสรวลเสียงดัง

                ฝ่าบาทต้องทรงประชวรเป็นแน่...เฉินหรูอี้ลอบลูบคางตน รู้สึกอยากร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตา

                “ฝ่าบาท” นางมองดูจักรพรรดิจางเหอที่ทรงพระสรวลไม่หยุดทั้งเหลือบมองต้นไม้ใหญ่ที่เขียวชอุ่มต้นนี้ พระองค์ต้องทรงรู้สึกเบื่อหน่ายสักเท่าใดถึงมาหลบซ่อนบนต้นไม้เพื่อบังคับนกให้ถ่ายมูลใส่หน้านางได้ “พระหัตถ์...”

                “มือ?” เซียวเหยี่ยนยกมือขวาขึ้นแล้วยื่นออกไปลูบใบหน้านางคราหนึ่ง “มือมีอันใดหรือ?”

                ใบหน้าของเฉินหรูอี้เขียวคล้ำไปหมด

                รอยยิ้มปรากฏในนัยน์ตาหงส์ของเซียวเหยี่ยนเต็มเปี่ยมไปด้วยแววขบขัน  “ที่อ้ายเฟยจมน้ำไปครานั้นไม่สูญเปล่าจริงๆ นับวันเจ้ายิ่งมีอารมณ์ขันขึ้นไปทุกที”

                วันนี้พระองค์ทรงว่างไม่มีราชกิจใดๆ จึงเสด็จมาที่อุทยานหลวง พระองค์มิอยากไปข้องเกี่ยวกับเหล่าสนมที่เอาแต่วิ่งมาเกาะแข้งพันขาทรงรำคาญพระทัยไม่อยากไปพบพวกนางจึงเสด็จดำเนินมาเรื่อยๆ จนห่างจากเหล่าขันทีที่คอยติดตามมาออกไปเสียไกล

                ผู้ใดเลยจะทราบว่าจะได้มาพบผู้เบื่อหน่ายอันสูงศักดิ์ผู้นี้เข้า

                นางเอนกายบนชิงช้าแกว่งไปมาเบาๆ มีนางกำนัลคอยโบกพัดให้ ด้านข้างมีขันทีคอยแกะเมล็ดแตงเป็นของว่าง ดูสบายกว่าจักรพรรดิที่วันๆ เอาแต่หมุนไปมาดั่งลูกข่างเช่นพระองค์เสียอีก หากวันใดมิเห็นตามความคิดของเหล่าขุนนางก็จะมีฎีกาของเหล่าขุนนางมากมายดั่งปุยหิมะสาดโครมมายังพระองค์

                ด้วยบังเกิดอารมณ์อิจฉาริษยาแค้นเคืองจึงกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้แล้วจับนกมาตัวหนึ่ง....

                “ฝ่าบาททรงชอบเย้าเล่นจริงเชียว” เฉินหรูอี้ร้องไห้อย่างไร้น้ำตา เอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยนพยามปรับสีหน้าตนพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาถูกบนใบหน้าอย่างแรง

                พระองค์ต่างหากที่สติเลอะเลือน หากมิใช่จะมีจักรพรรดิองค์ใดเย้าสนมตนเล่นเช่นพระองค์บ้าง?

                เฉินหรูอี้พร่ำถามพระญาติทั้งสิบแปดรัชสมัยขององค์จักรพรรดิอยู่ในใจแต่ใบหน้ากลับไม่แสดงพิรุธใดๆ แม้แต่น้อย พอนางเงยหน้าขึ้นก็พบว่าพระองค์กำลังจ้องมองนางอยู่ นัยน์ตาหงส์เปล่งประกายคล้ายทรงแย้มสรวลทั้งคล้ายมิได้แย้มสรวล

                แววพระเนตรเช่นนี้ของพระองค์บอกนางว่านางคงไม่มีโอกาสอยู่อย่างสบายอีกแล้ว

                เฉินหรูอี้รู้สึกชาไปทั่วหนังศีรษะ รู้สึกคล้ายมีไอเย็นสายหนึ่งติดตามด้านหลังของนางมา

                “อ้ายเฟย”  เซียวเหยี่ยนพลันยกมือขึ้นโอบเอวเฉินหรูอี้ใช้แรงสายหนึ่งบังคับให้นางเดินตามไป “เจ้าคล้ายกับหวาดกลัวเจิ้น? เหตุใดจึงไม่ร่าเริงเหมือนกาลก่อน พบเจิ้นคราใดก็เอาแต่หลบเลี่ยง? หืม?”

                ท้ายเสียงโหนสูงขึ้นเล็กน้อย  เสียงขึ้นจมูกที่ได้ยินนั้นเคลือบแฝงด้วยกระแสเย็นเยือกสายหนึ่ง

                “เจ้าเป็นอันใด พูดให้เจิ้นฟังได้หรือไม่?”

                เฉินหรูอี้เดินเท้าข้างหนึ่งหนักข้างหนึ่งเบาออกจากสวนพฤกษาไปพร้อมกับองค์จักรพรรดิ ไม่นานนักสายตาพลันเปิดโล่ง แลเห็นฟ้ากว้างเมฆสีจาง พลันความกดดันอันน่าประหลาดที่คอยกดทับพระองค์ไว้กลับคลายลงไปหลายส่วน

                คล้ายพระวรกายของพระองค์มีปุ่มเปิดปิด เมื่อครู่ยังทรงพระสรวล เพียงครู่พระพักตร์กลับเปลี่ยนเป็นอึมครึมแทรกซึมด้วยแสงเย็นเยียบสายหนึ่ง พระองค์ทรงเปลี่ยนพระอารมณ์ได้รวดเร็วยิ่ง

                ทรงไปเรียนวิชาเปลี่ยนหน้ากับผู้ใดมางั้นหรือ?

                “ฝ่าบาทเพคะ” นางเอ่ยเสียงเบาหวิว “จะว่ากลัวได้อย่างไรเพคะ เชี่ยเซินมิได้กลัวแต่เป็นเคารพต่างหากเล่าเพคะ ฝ่าบาทเปรียบดั่งฟ้าผู้ได้รับการยกย่องจากประชาชนทั่วหล้า เป็นเพราะกาลก่อนเชี่ยเซินมิรู้ความ เอาแต่เกาะติดฝ่าบาท ทำให้ฝ่าบาททรงลำบากพระทัย เชี่ยเซินกำลังสำนึกตนอยู่เพคะ”

                เฉินหรูอี้พลันรู้สึกมือใหญ่ที่โอบรัดเอวตนนั้นกลับกระชับแน่นขึ้น

                ความจริงมิใช่มีเพียงองค์จักรพรรดิที่มิทรงคุ้นชิน แม้แต่เฉินหรูอี้เองยามได้ฟังเสียงเล็กใสนี้ยามใดก็ยังรู้สึกอึดอัดในใจ กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมาไม่ขาดสายอยู่ทุกครั้งไป แต่จะให้ทำเช่นใด นางไม่อาจฝืนน้ำเสียงที่คล้ายดุจจะร้องไห้อยู่ทุกเมื่อของร่างนี้ได้ ทำได้เพียงคล้อยตามไปจนถึงที่สุด...

                “ฝ่าบาทโปรดอภัยโทษให้เชี่ยเซินได้หรือไม่?” เฉินหรูอี้กะพริบตากลมโตของนางแหงนมององค์จักรพรรดิผู้องอาจที่ยืนแข็งค้างอยู่ข้างกายนางในยามนี้


*****พระมาลาอี้ซานกวน เป็นหมวกที่ใช้ในวันปกติของจักรพรรดิและพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นหมวกสีดำมีลักษณะคล้ายหมวกวูซาของขุนนาง แต่ปีกสองข้างจะชี้ขึ้นฟ้ามิได้ยื่นออกด้านข้างอย่างหมวกวูซา

*****กักเก็บน้ำเน่าไว้เต็มท้อง  เป็นคำเปลี่ยนเปรยว่า คนที่มีความคิดไม่ดีอยู่เต็มสมอง

*****คนลิ้นโต มักหมายถึงคนที่พูดติดอ่าง หรือ พูดไม่ชัด

ความคิดเห็น