facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ตายแล้ว? ตายอีกแล้วหรือ?! นางช่างเปลี่ยนร่างไวยิ่งกว่าผลัดอาภรณ์เสียอีก มิิหนำซ้ำยังต้องเป็นร่างของคนที่อยู่ข้างกาย 'เขา' อยู่เสมอเสียด้วย สวรรค์บอกนางทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!

ตอนที่ 12 ยั่วยวน

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 ยั่วยวน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 ยั่วยวน
แบบอักษร

เฉินหรูอี้สะเทือนใจจนนิ่งอึ้งไป  ในขณะที่นางตกตะลึงอยู่นั้นเซียวเหยี่ยนก็ลุกยืนขึ้นอย่างทุลักทุเล  สองขายาวเกิดอาการอ่อนปวกเปียกเซไปเซมายามก้าวเดิน

โคมไฟในห้องส่องสว่างดุจทิวากร

แต่บนพื้นกลับมีเศษถ้วยชามแตกกระจุยกระจายไปทั่ว เฉินหรูอี้เกรงว่าจักรพรรดิจางเหอจะหกล้มด้วยฝีพระบาทอันไม่มั่นคงของพระองค์เองจึงผุดลุกเข้าไปโอบพระกฤษฎีไว้ ร่างครึ่งหนึ่งของนางบดเบียดชิดติดกับพระกรข้างซ้ายของพระองค์

“ฝ่าบาท ระวังเพคะ”

เฉินหรูอี้ยังไม่ทันแม้แต่หอบหายใจพลันยินเสียง “ฮึ” อันเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือศีรษะ เซียวเหยี่ยนทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงไปบนตัวนาง ตรัสวาจาเย็นชาว่า “พวกเจ้าเหล่าอิสตรี วันๆ เอาแต่ยั่วยวนหาโอกาสปีนป่ายขึ้นมาอยู่บนตัวเจิ้น  แต่รูปร่างของเจ้า หากไม่มองหน้าเจิ้นคงแยกมิออกว่าเป็นด้านหน้าหรือด้านหลัง แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าจะใช้สิ่งใดปีนขึ้นมาเล่า?”

เฉินหรูอี้แทบจะกระอักเลือดออกมา

วาจานี้แม้ฟังแล้วร้ายกาจอยู่บ้างแต่ก็มิใช่เรื่องไม่มีมูลไปเสียทั้งหมด  ร่างนี้ของนางแม้น้ำเสียงไพเราะ รูปลักษณ์งดงามมีกลิ่นอายเปราะบางดุจกิ่งหลิวลู่ลม  ให้ความรู้สึกน่ารักผ่องใสอย่างยากจะต้านทานได้ แต่มีเพียงสิ่งเดียวนั่นคือหน้าอกเล็ก..

นางไม่อาจไม่ยอมรับว่าเมื่อจักรพรรดิจางเหอทรงเมาสุราแล้วจะตรัสกล่าวแต่ความจริงอย่างไม่เก็บงำแม้สักนิด

แต่ทว่าความรู้สึกที่คล้ายดั่งถูกดูหมิ่นกลับประทุขึ้นในใจนางไม่หยุดหย่อน ความเดือดดาลพุ่งขึ้นเหนือศีรษะ อาจเพราะยามนี้ร่างนี้ก็คือนาง นางจึงบังเกิดความรู้สึกที่ว่า “มีความดีร่วมรับมีความทุกข์ร่วมแบก” ชนิดนี้ขึ้น   

แต่ละก้าวย่างของจักรพรรดิจางเหอล้วนเซไปซวนมาดุลล่องลอย ยามนี้เฉินหรูอี้กอดพระองค์ไว้กลับไม่ต่างอันใดกับกอดกระต่ายตัวโตที่กระโดดไปมา นางเดินไปเพียงไม่กี่ก้าวเม็ดเหงื่อมากมายก็ผุดพรายเต็มหน้าผาก หากพระองค์ยังให้นางพยุงอยู่เช่นนี้คงได้ล้มคว่ำลงไปก่อนถึงเก้าอี้เป็นแน่ แต่ด้วยอุปนิสัยดื้อรั้นไม่ฟังใครเช่นนี้ของพระองค์ จำต้องแล้วแต่พระองค์จะนำพา จนกระทั่งห่างอยู่ไม่ถึงหนึ่งจั้ง* จักรพรรดิจางเหอกลับก้าวพระบาทถลาไปอีกทางทำให้ยิ่งเดินยิ่งไกล

“มิใช่ยั่วยวนเพคะ เชี่ยเซินเพียงกังวลว่าพระองค์จะทรงหกล้มถูกเศษกระเบื้องบนพื้นจนได้รับบาดเจ็บ” เฉินหรูอี้หอบหายใจไปพลางเอ่ยอธิบายไปพลาง หากมิใช่กลัวว่าเมื่อจักรพรรดิจางเหอทรงสร่างเมาแล้วจะแก้แค้นนาง นางคงผลักพระองค์ล้มกลิ้งใส่เศษกระเบื้องพวกนี้ไปเสียนานแล้ว

“โอ๊ย”

จักรพรรดิจางเหอพลันเปล่งพระสุรเสียงคำรามอยู่เหนือศีรษะนางทำเอาเฉินหรูอี้สั่นสะท้านขึ้นมาในบัดดลจนเกือบเผลอผลักพระองค์ล้มไป

“เจ้ากินใจหมีดีเสือมางั้นหรือ ถึงบังอาจหยิกเจิ้น” เซียวเหยี่ยนพลันเอ่ยขึ้นเสียงสูง

เฉินหรูอี้หน้าซีดขาวปล่อยมือตนในทันที

“แย่แล้ว”

เฉินหรูอี้กัดลิ้นตนไว้ ด้วยนางเกิดหวาดหวั่นจึงเผลอหยิกพระกฤษฎีของจักรพรรดิจางเหอเข้าโดยแรงคราหนึ่ง แต่ไหนแต่ไรนางจะสงวนท่าทีอยู่เสมอ ทั้งยังฉลาดหลักแหลม แต่ในยามที่คับขันเช่นนี้กลับได้รับอิทธิพลจากร่างเดิมมาอย่างคาดไม่ถึง

“มิบังอาจเพคะ เมื่อครู่เชี่ยเซินเห็นฝ่าบาทเซถลาไปด้านข้างอย่างมิอาจทรงพระวรกาย หม่อมฉันเกรงว่าจะทรงล้มลงไปถึงได้โอบแน่นไปหน่อยจนทำให้พระองค์ทรงเจ็บ”

คำอ่อนคำหวานใดๆ เฉินหรูอี้ล้วนโปรยออกมาจนสิ้น เสียงเล็กกังวานใสเอื้อนเอ่ย “ล้วนเป็นความผิดของเชี่ยเซิน ฝ่าบาทอย่าได้ทรงถือสาผู้น้อยเลยนะเพคะ”

“หุบปาก” เซียวเหยี่ยวเพียงรู้สึกขนลุกชูชันหนาวสั่นไปทั่วสรรพางค์กาย ทั้งหนาวทั้งเวียนหัว

เฉินหรูอี้กัดฟันข่มกลั้นเงียบเสียงไปในทันใด เมื่อผ่านความทุลักทุเลไปครู่ใหญ่จึงสามารถประคองจักรพรรดิจางเหอประทับนั่งบนเก้าอี้ได้สำเร็จ นางถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วหยัดกายขึ้นพลันรู้สึกเจ็บหนังศีรษะเมื่อถูกดึง

นางก้มหน้ามองจึงพบว่าเส้นผมที่หลุดลุ่ยลงมายังอกปอยหนึ่งเกี่ยวเข้ากับป้ายหยกที่ห้อยอยู่ตรงพระกฤษฎีของจักรพรรดิจางเหอเข้า  โชคไม่ดีเหลือเกินที่ป้ายหยกนั้นกลับเลื่อนไปอยู่ตรงกลางพระเพลาของพระองค์อย่างพอดิบพอดี

..........

“เจ้ามองสิ่งใด?” ไม่ทราบด้วยนางมองนานเกินไปหรือไม่จึงทำให้จักรพรรดิจางเหอสังเกตเห็น พระสุรเสียงเย็นชาจึงดังขึ้นอีกครา

นางเงยหน้าขึ้นอย่างลืมตัวจึงเห็นพระพักตร์เย็นยะเยือกปานธารน้ำแข็ง นัยน์ตาหงส์คู่นั้นเบิกกว้างดุจดั่งระฆังเงินถลึงจ้อง พระพักตร์แดงซ่านมิทราบเป็นเพราะดื่มมากเกินไปหรือด้วยเดือดดาลกันแน่

เฉินหรูอี้อยากให้อัสนีบาตฟาดลงมาที่นางเหลือเกิน เหตุใดนางจึงต้องมาพบกับสถานการณ์ที่แสนกระอักกระอ่วนเช่นนี้ด้วย

ชีวิตคนเราช่างเลวร้ายอย่างมิรู้วันสิ้นสุด

ยามเจ้าเข้าใจว่านี่คือช่วงที่ย่ำแย่ที่สุดแล้วนั้นกลับพบว่ายังมีเรื่องที่แย่ยิ่งกว่ารอเจ้าอยู่ไม่ไกลนัก

เขม็งมองจ้องส่วนนั้นขององค์จักรพรรดิงั้นหรือ เฉินหรูอี้ไม่เคยคิดฝันว่าตนจะมีวันที่อเนจอนาถเยี่ยงนี้ได้

จะถูกองค์จักรพรรดิลงโทษอย่างหนักหรือไม่?

“เส้น เส้น เส้น เส้นผมเพคะ” นางยื่นนิ้วอันสั่นเทาออกมาสองนิ้วเพื่อดึงเส้นผมที่พันติดอยู่กับป้ายหยกขององค์จักรพรรดิโดยไม่สนแม้ความเจ็บปวด นางออกแรงเสียจนเซียวเหยี่ยนรู้สึกได้ว่าป้ายหยกกระเด้งไปกระโดดมาอยู่ตรงหว่างขาตน

“พันแน่นเข้าด้วยกันแล้ว” นางร่ำไห้อย่างไร้น้ำตา

“ไม่อนุญาตให้ดึง” เซียวเหยี่ยนกัดฟันกรอดคล้ายดวงใจจะระเบิดออกมาก็มิปาน “หากเจ้ายังดึงอีกเจิ้นจะเด็ดศีรษะเจ้าให้ดู”

เฉินหรูอี้หน้าซีดเผือดปล่อยมือตนลงในทันใด เสียงดัง “ฟึบ” ป้ายหยกที่ถูกดึงให้กระดกขึ้นร่วงหล่นลงบนพระเพลาของจักรพรรดิจางเหอ

พระองค์ใช้พระหัตถ์รับป้ายหยกไว้แล้วออกแรงดึงอย่างไม่มีแม้สักเศษเสี้ยวแห่งความเห็นใจ จนเส้นผมอันยุ่งเหยิงปอยนั้นของเฉินหรูอี้แยกออกจากป้ายหยกในที่สุด

“กระทั่งการปรนนิบัติยังทำมิได้ เจิ้นเก็บเจ้าไว้จะมีประโยชน์อันใด ไสหัวไป”

ยามนี้เฉินหรูอี้ไม่แม้แต่จะสนว่าจักรพรรดิจางเหอจะปฏิบัติต่อตนเช่นข้ารับใช้หรือสนมรักที่พระองค์ทรงโปรดปราน นางขอเพียงออกห่างจากปีศาจสุราที่เกรี้ยวกราดผิดมนุษย์มนาตนนี้ได้ ก็นับว่ารอดพ้นจากความตายแล้ว

ไม่ทราบแน่ว่าอาการถอดหายใจโล่งอกของนางชัดเจนเกินไปใช่หรือไม่จึงทิ่มแทงพระหทัยอันเปราะบางของพระองค์เข้า  ในวินาทีที่นางหมุนตัวจากมานั้น พระสุรเสียงเย็นเยียบดุจเคลือบเกล็ดน้ำแข็งก็ดังขึ้นในทันใด “หยุด!”  เซียวเหยี่ยนเพียงรู้สึกภายในใจร้อนรุ่มดั่งไฟสุม “เจ้าอยากไปจากที่นี่มากงั้นหรือ?”เจ้าก็ดูแคลนเจิ้นด้วยใช่หรือไม่?เจ้าคอยหัวเราะเยาะหยันลับหลังเจิ้น ใช่หรือไม่? สนมเล็กๆ เช่นเจ้ากลับบังอาจชักสีหน้าใส่เจิ้น เจ้าคิดว่าเจิ้นโปรดปรานเจ้าเสียจนไม่กล้าลงทัณฑ์ต่อเจ้างั้นหรือ?”

เหงื่อกาฬผุดพรายท่วมแผ่นหลังของเฉินหรูอี้ ไม่แน่ชัดว่าองค์จักรพรรดิทรงโกธรกริ้วมาจากที่ใด แต่พอทรงดื่มมากไปกลับมาระบายโทสะกับนาง

ดูแคลนพระองค์?  เยาะหยันพระองค์?

ราชวงศ์ต้าจิ้นในยามนี้มีแต่ความสงบผาสุก จักรพรรดิพระองค์ก่อนและไท่โฮ่วทรงมีรักที่ลึกซึ้งงดงามต่อกัน จึงให้กำเนิดพระโอรสเพียงพระองค์เดียวคือเซียวเหยี่ยนและพระราชธิดาอีกสามพระองค์ แม้แต่พระโอรสพระธิดาที่เกิดจากสนมใดๆ ล้วนไม่มี เซียวเหยี่ยนยังมิทันครบสามเดือนก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทแล้ว เขาเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์โดยไม่มีการแย่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิใดๆ ทั้งสิ้น

เสนาอำมาตย์ในยามนี้ล้วนเป็นขุนนางเก่าแก่ที่จงรักภักดีมาตั้งแต่ในรัชสมัยของจักรพรรดิพระองค์ก่อน

เฉินหรูอี้คิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีผู้ใดหัวเราะเยาะหยันพระองค์ลับหลัง แล้วพระองค์ทรงมีเรื่องอันใดให้ผู้คนเยาะหยันเล่า

แต่นางมิอาจคิดสิ่งใดให้มากความ ยามนี้การปลอบประโลมองค์จักรพรรดินั้นสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น เกรงเหลือเกินว่าปีศาจสุราตนนี้จะเอาความผิดโยนใส่ศีรษะนางโดยส่งเดช หากเป็นเช่นนั้นนางจะเก็บลงมาก็มิใช่เรื่องง่ายนัก

นางคุกเข่าลงเสียงดัง “พลั่ก” เปล่งเสียงวิงวอน “ฝ่าบาทโปรดอย่าได้ทรงกริ้ว เชี่ยเซินมิได้มีเจตนาให้ขัดเคืองพระทัย...เชี่ยเซินมือเท้าเงอะงะ ปรนนิบัติรับใช้พระองค์ได้มิครบถ้วนจนทำให้ทรงกริ้ว”

เซียวเหยี่ยนนัยน์ตาแดงก่ำ ลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเลแล้วพุ่งมาทางเฉินหรูอี้ “หุบปากของเจ้าซะ เจิ้นมิชอบฟังเสียงของเจ้า”

เฉินหรูอี้กำหมัดแน่น หากมิชอบฟังนางพูดจาก็ปล่อยนางไปเหมือนผายลมเสียก็สิ้นเรื่อง รั้งนางไว้เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?

คนข้างกายมีออกมากมาย ขาดคนให้ทรงด่าหรือไร?

เสียงฝีเท้ายิ่งมายิ่งสับสน เฉินหรูอี้ลอบชำเลืองมองจึงเห็นจักรพรรดิจางเหอเดินซวนเซตรงมายังตน พระวรกายโงนเงน โยกซ้ายย้ายขวาจนเกือบล้มคะมำ นางเห็นเช่นนั้นจึงรีบร้อนหยัดกายเข้าไปประคองพระองค์ไว้

“ฝ่าบาท ทรงระวังเพคะ” นางเอ่ยเตือนขึ้นก่อนเพื่อมิให้ทรงเข้าพระทัยผิดคิดว่าตนยั่วยวนพระองค์อีก

กล่าวยังมิทันจบก็ถูกจักรพรรดิจางเหอบีบคางนางบังคับให้เงยหน้าขึ้น

ภาพสะท้อนในม่านตานางกลับเป็นนัยน์ตาหงส์เรียวยาวอันเจิดจรัสดุจดวงดาราเสียจนน่าตกใจ นางหายใจติดขัด หวาดหวั่นว่าจะถูกพระองค์บีบคอส่งนางไปยังปรโลกด้วยบันดาลโทสะ

แต่พระพักตร์อันหล่อเหลาคมคายนั้นกลับขยับเข้าใกล้ใบหน้านาง ทันใดนั้นริมฝีปากของเซียวเหยี่ยนก็ประทับลงมา



*จั้ง คือหน่วยวัดความยาวของจีนประมาณสามเมตรครึ่ง

ความคิดเห็น