facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ตายแล้ว? ตายอีกแล้วหรือ?! นางช่างเปลี่ยนร่างไวยิ่งกว่าผลัดอาภรณ์เสียอีก มิิหนำซ้ำยังต้องเป็นร่างของคนที่อยู่ข้างกาย 'เขา' อยู่เสมอเสียด้วย สวรรค์บอกนางทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!

ตอนที่ 6 หวาดกลัวฝังใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 หวาดกลัวฝังใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 หวาดกลัวฝังใจ
แบบอักษร


                ตำหนักหมิงกวางมีประตูสองชั้นทั้งส่วนหน้าและส่วนหลัง ตำหนักหน้ามีหลังคาเป็นกระเบื้องสีเหลืองอร่าม ลานส่วนหน้ามีตำหนักหลักหนึ่งหลังแบ่งเป็นห้าห้อง ด้านหน้าห้องใหญ่สามห้องในตำหนักหลักจะจัดวางสิ่งของประดับไว้อย่างสวยงาม ในลานส่วนหลังยังมีอีกหนึ่งตำหนักหลัก รูปแบบเหมือนกับตำหนักส่วนหน้าทุกประการ และสร้างบ่อน้ำไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตำหนักส่วนหลัง

                จักรพรรดิจางเหอครองราชบัลลังก์มาเป็นระยะเวลาห้าปีแล้ว แต่มีพิธีคัดเลือกชายาสนมในปีแรกที่ทรงขึ้นครองราชย์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ชายาสนมที่คัดเลือกมาในครั้งนั้นมีเพียงห้าสิบกว่าคน วังหลังกว้างใหญ่นักแม้นมีบรรดาชายาสนมเข้าอาศัยอยู่ก็ยังเหลือที่ว่างอีกมาก

                จักรพรรดิจางเหอไม่โปรดการแต่งตั้งตำแหน่งชายาสนม ด้วยเหตุนี้ในวังหลังจึงมีเพียงกุ้ยเฟยผู้ให้กำเนิดองค์รัชทายาทแก่จักรพรรดิและพระสนมเอกขั้นสองเพียงไม่กี่คนเท่านั้น สนมคนอื่นๆ มิได้มีบรรดาศักดิ์สูงส่งอันใด สนมจ้าวมีตำแหน่งเป็นพระสนมสูงสุดขั้นสาม นางจึงถือว่าเป็นเจ้านายของตำหนักหมิงกวางอย่างแท้จริง ตำหนักแห่งนี้ยังมีอีกหนึ่งเหม่ยเหริน*และอีกสองเป่าหลิน*อาศัยอยู่ปีกห้องสองฝั่งของตำหนักหลักส่วนหลัง

                เมื่อเฉินหรูอี้กลับถึงตำหนักก็อาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ นางแช่อยู่ในถังอาบน้ำ ทั้งสนทนากับนางกำนัลจนพอเข้าใจเรื่องราวต่างๆ อย่างคร่าวๆ แล้ว

  นางกำนัลสองคนที่นางให้ติดตามไปด้วยในวันนี้นั้นเป็นคนสนิทของสนมจ้าว ดังนั้นนางไม่จำเป็นต้องกังวลอันใด  เฉินหรูอี้นั้นมิได้มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอยู่แม้เพียงสักนิด ไม่ว่าช้าหรือเร็วนางจักต้องเผยพิรุธออกมาในที่สุด  ด้วยเหตุนี้ระหว่างทางที่นางนั่งอยู่บนเกี้ยวอ่อนก็ได้คิดแผนการไว้แล้ว นางกวักน้ำในถังอาบน้ำด้วยท่าทางเหม่อลอย นางมีอาการเช่นนี้มาตั้งแต่ถูกดึงขึ้นมาจากสระน้ำแล้ว คล้ายกับว่ามีหลายเรื่องที่นางคิดไม่ออก

“ไม่รู้ว่าเพราะสมองได้รับการกระทบกระเทือนอันใดหรือไม่”  เฉินหรูอี้ทอดถอนใจออกมาเบาๆ

นางกำนัลสองคนนี้ ผู้หนึ่งสูงคนหนึ่งเตี้ย ผู้ที่สูงมีใบหน้าเรียวยาว ปากเป็นรูปหยวนเป่า* บางครั้งมุมปากก็จะกระดกชี้ขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงถูกตั้งชื่อว่าหยวนเป่า อีกผู้หนึ่งอายุน้อยกว่า ใบหน้ากลมเกลี้ยง อุปนิสัยร่าเริง มีนามว่าหยวนสี่

เมื่อพวกนางได้ยินเช่นนั้นก็สบตากันพลันเกิดความหวาดกลัวขึ้น สนมจ้าวของพวกนางเดิมทีก็มิได้มีสมองที่เฉียบแหลมอันใด มันจึงไม่อาจทนรับการกระทบกระเทือนใดๆ ได้!

“แล้วพระสนมจำอะไรได้บ้างเพคะ” หยวนสี่เอ่ยถามด้วยความหวาดหวั่น

เฉินหรูอี้ครุ่นคิดอยู่นาน กะพริบตาตอบอย่างไร้เดียงสาว่า  “ข้าจำได้เพียงว่า....ข้าเป็นสนมขององค์จักรพรรดิ องค์จักรพรรดิทรงดีต่อข้ามาก”

หยวนเป่าอดกลั้นอยู่นาน สุดท้ายไม่อาจทนต่อไปได้  “เรื่องนี้ยังมีผู้ใดไม่ทราบบ้าง? พระสนมเหตุใดท่านจึงจำได้แต่เพียงเรื่องไร้ประโยชน์เช่นนี้”  ดวงตาที่หรี่มองเฉินหรูอี้พลันเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้นในทันใด แล้วเอ่ยต่อว่า “องค์จักรพรรดิโปรดสิ่งใด มิโปรดสิ่งใด พระสนมยังจำได้หรือไม่เพคะ”

เฉินหรูอี้ครุ่นคิดอย่างละเอียดถึงตอนที่นางเป็นหวงโฮ่ว เวลานั้นจักรพรรดิจางเหอทรงขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน เหล่าขุนนางล้วนเป็นคนในรัชสมัยของจักรพรรดิองค์ก่อน ทุกวันจึงผลัดเปลี่ยนกันมาชี้แนะจักรพรรดิเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมืองหรือไม่ก็หารือราชกิจ ส่วนนางก็คอยดูแลเรื่องในวังหลัง ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันนอกเวลาอาหารแล้ว ก็เป็นเรื่องในห้องบรรทม

เวลานั้นจักรพรรดิจางเหอทรงเพิ่งได้ลิ้มลองเรื่องเหล่านี้ได้ไม่นาน จึงคล้ายกับทรงลุ่มหลงอยู่เป็นอันมาก ความคิดมากมายท่วงท่าหลากหลาย....

“พระสนม?” หยวนเป่ามองใบหน้าคล้ายระลึกถึงอดีตอันแสนเจ็บปวด จึงไม่แน่ใจว่าที่แท้แล้วนางจำได้หรือจำไม่ได้

“จำ…ไม่ค่อยได้ ” เฉินหรูอี้กัดริมฝีปาก

หยวนเป่ามุมปากกระตุกโดยพลัน  เช่นนี้ไม่สู้เอ่ยตามตรงว่าจำไม่ได้ยังดีเสียกว่า

แต่เมื่อเห็นใบหน้าอันเศร้าสลดของพระสนมเช่นนั้นแล้วนางจึงข่มคำบริภาษไว้ ได้แต่เอ่ยคำปลอบโยนว่า:                        “พระสนมเพียงแค่ตกใจเท่านั้นเอง เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งท่านก็จะจำได้เอง ทั้งยังมีหนูปี้และหยวนสี่คอยดูแลท่านอยู่ ท่านวางใจได้”

ทั้งพูดทั้งประคองเฉินหรูอี้ที่อาบน้ำเสร็จแล้วให้ลุกยืนขึ้นแล้วช่วยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ให้นาง

เฉินหรูอี้ตั้งใจฟังคำแนะนำที่หยวนเป่าชี้แนะแต่นางกลับถูกใบหน้าสว่างจ้าดั่งพระโพธิสัตว์ของหยวนเป่าทำให้อึ้งงันไปจึงได้แต่ข่มกลั้นไว้มิให้เกิดอาการขนลุกขนชันขึ้นมาแล้วสงบใจฟังเรื่องราวในอดีตที่หยวนเป่าบอกเล่า...

ผ่านไปไม่นานก็ได้ยินเสียงขันทีดังมาจากด้านนอก เนื่องด้วยพระสนมพลัดตกน้ำ ต่งกุ้ยเฟยจึงส่งหมอหลวงมาตรวจดูอาการโดยเฉพาะ

 เฉินหรูอี้คลี่ยิ้มบางเบา นางเข้าใจอุปนิสัยของต่งกุ้ยเฟยดี คนผู้นี้ถือศักดิ์ศรีเป็นสำคัญ ไม่ว่ากระทำการใดล้วนไม่มีช่องโหว่ นางมิยอมให้เกิดข้อผิดพลาดจนทำให้ผู้คนรังเกียจนางขึ้นไปอีกอย่างเด็ดขาด  เฉินหรูอี้หวีผมล้างหน้าง่ายๆ แล้วกำชับให้คนไปเชิญหมอหลวงเข้ามา ผู้ที่ติดตามมากับหมอหลวงนั้นมีแพทย์หญิงสองคนและขันทีฝ่ายในอีกสองคน

                เมื่อตรวจว่าเฉินหรูอี้ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ แล้วนั้นหมอหลวงจึงจัดยาต้มเพื่อขจัดไอเย็นในร่างกายให้หลายขนาน

หลังจากตรวจเสร็จ หยวนเป่าจึงเดินไปส่งหมอหลวง ขาข้างหนึ่งก้าวเข้าตำหนักแล้วแต่ขาอีกข้างยังมิทันก้าวพ้นประตูก็ได้ยินเสียงตะโกนดังก้องอยู่ด้านนอกตำหนัก “ฮ่องเต้เสด็จแล้ว”

เฉินหรูอี้ใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง นางไม่ทันแม้แต่จะปรับจิตใจให้สงบพลันได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งวุ่นดังขึ้น  คนมากมายทยอยเดินเข้ามาในตำหนักหมิงกวาง ด้านหน้าสุดคือองค์จักรพรรดิจางเหอพระนามเซียวเหยี่ยน* พระองค์ทรงมีพระเนตรเรียวยาวดุจหงส์ บนเกศาสวมรัดเกล้าสีเหลืองทอง พระองค์ทรงสวมภูษาสีเขียวเข้มอันเป็นฉลองพระองค์ประจำ

ครั้งแรกที่นางพบเขา เขาอายุเพียงสิบสี่ปี  บนร่างสวมใส่เสื้อคลุมมังกรอันหนักอึ้งแต่ใบหน้ากลับเยาว์วัยยิ่งนัก

บัดนี้เขาก็อายุเพียงสิบเก้าปีแต่กลับมีบุคลิกที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว

 เฉินหรูอี้ไม่สามารถครุ่นคิดอะไรได้ในตอนนี้ รีบร้อนทำความเคารพองค์จักรพรรดิ  แต่เข่านางยังไม่ทันถึงพื้นก็ถูกจักรพรรดิจางเหอประครองเอาไว้เสียก่อน

“อ้ายเฟย*เหตุใดจึงมากพิธีเช่นนี้”  เซียวเหยี่ยนเอ่ยน้ำเสียงใสกังวาน ใบหน้าแต้มยิ้มเบาบาง “หรือเป็นด้วยพลัดตกน้ำ?”

  จักรพรรดิจางเหอเก่งกาจวิชาต่อสู้แต่ที่ทรงชำนาญที่สุดคือขี่ม้ายิงธนู พระองค์มีพระวรกายสูงโปร่ง พระอังศา กว้าง   แม้เฉินหรูอี้ยืนเต็มความสูงก็ถึงเพียงใต้พระกรรณของพระองค์เท่านั้น แต่ที่เด่นชัดในครรลองสายตาคือพระกัณฐมณี*ที่นูนออกมาของพระองค์ 

 “เหตุใดจึงไม่เอ่ยวาจา?” พระองค์ค่อยๆ เชยคางของเฉินหรูอี้ขึ้น แล้วเอ่ยยิ้มๆ ว่า “หรือถูกปลาในน้ำกัดลิ้นขาดเสียแล้ว”

เฉินหรูอี้ร่างกายแข็งค้าง แม้นในอดีตเคยเป็นหวงโฮ่วของเขา แต่ตอนนั้นทั้งสองล้วนยังเยาว์วัย นางแม้เคารพเขาแต่ก็ไม่ได้กลัวเขา  หากพูดถึงการฟื้นคืนชีพในคราที่แล้วของนาง ช่างเป็นอดีตที่นางไม่อยากไปนึกถึง  ครานั้นนางอยู่ในร่างของขันทีน้อยที่คอยรับใช้ข้างกายจักรพรรดิจางเหอ ช่วงเวลานั้นนางแทบเสียสติเลยทีเดียว วันๆ คิดแต่จะฆ่าตัวตาย แม้กระจกนางยังไม่กล้าส่อง  น้ำก็มิกล้าอาบ

แต่กฎพระราชสำนักบัญญัติไว้ว่าหากมีนางกำนัล ขันที แม้แต่ชายาพระสนมฆ่าตัวตายครอบครัวก็ล้วนต้องตายตกตามกัน เฉินหรูอี้ไม่ทราบว่าขันทีน้อยผู้นี้มีญาติอยู่นอกวังหรือไม่ แต่กลับไม่อยากให้ความคิดชั่ววูบของนางทำให้เดือดร้อนถึงชีวิตผู้อื่นจึงทำได้เพียงกัดฟันทนต่อไป

ผู้ใดเลยจะรู้ครึ่งเดือนที่นางไม่ได้อาบน้ำไม่ได้ทำให้นางรู้สึกเหม็นอับแต่กลับเป็นจักรพรรดิจางเหอที่รู้สึกเหม็นจนแทบหงายหลังล้ม

ตอนนั้นจักรพรรดิจางเหอว่าราชการด้วยองค์เองมาสองปีแล้ว ความขัดแย้งระหว่างจักรพรรดิและเหล่าเสนาอำมาตย์ยิ่งมายิ่งมาก  ทุกวันล้วนโต้แย้งกันไปมา แน่นอนว่าขุนนางส่วนมากจำต้องยอมอ่อนข้อให้กับองค์จักรพรรดิในที่สุด

จักรพรรดิจางเหอเริ่มแสดงการต่อต้าน โดยงดว่าราชกิจ  ทั้งใช้ขันทีฝ่ายในมาถ่วงดุลอำนาจเหล่าขุนนาง

ยามนั้นขันทีที่มีความสามารถข้างกายพระองค์ล้วนถูกใช้งานและเลื่อนขั้นทั้งสิ้น เมื่อมีตำแหน่งใดว่างคนรุ่นหลังย่อมเข้ามาแทนที่เป็นธรรมดา เวลานั้นเฉินหรูอี้มีรวบรวมขุมกำลังไว้มากมาย  จึงถูกเสนอชื่อให้ติดตามใกล้ชิดองค์จักรพรรดิ  วันแรกราบรื่นไม่มีเหตุอันใดแต่วันที่สองนางได้รับใช้ใกล้ชิดองค์จักรพรรดิ เวลานั้นเองที่พระองค์ทรงถูกกลิ่นเหม็นเน่าจากร่างนางยั่วยุให้เกิดโทสะ พระองค์ทรงกริ้วมากจึงสั่งให้โบยนางสิบไม้โทษฐานที่แต่งกายไม่สะอาดเรียบร้อยแล้วสั่งย้ายออกจากตำหนักฉางเล่อ *

หลังจากที่นางรักษาตัวหายแล้ว นางเองก็ถูกความเหม็นอับของตัวเองก่อกวนจนเกือบจะอาเจียนออกมา ในที่สุดนางไม่อาจทนได้อีกต่อไปจึงฝืนใจอาบน้ำเสีย

หลังผ่านการฟื้นคืนชีพในครั้งแรกมาแล้ว นางรู้สึกว่าชีวิตนี้ของนางไม่มีเรื่องใดที่ยากเกินกว่าที่นางจะรับมือได้อีกแล้ว

หลังจากหายดี นางใช้เงินหาลู่ทางเข้าไปรับตำแหน่งในอารามต้าเกาเสวียน*ในวัง ไม่ค่อยมีผู้ใดไปที่นั่น  นางจึงแค่ทำความสะอาดตามสมควรก็ใช้ได้แล้ว ชีวิตช่างเรียบง่ายผาสุกเพียงแต่นางจะไม่มีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งเท่านั้นเอง แต่ทว่าเรื่องดีๆ มักมีไม่นาน เมื่อถึงวันที่หนึ่งเดือนหนึ่งซึ่งเป็นวันบูชาเทพยดาฟ้าดิน นางวุ่นวายกับการจัดเตรียมพิธี แต่ผู้ใดเลยจะรู้ว่านางจะถูกระถางทองบนโต๊ะเซ่นไหว้ตกใส่ศีรษะจนสลบไป

พอรู้สึกตัวนางขึ้นมานางก็อยู่ในร่างของสนมจ้าวที่จมน้ำตายผู้นี้เสียแล้ว ความรู้สึกที่ถูกโบยในครั้งนั้นฝังแน่นในใจไม่จางหาย บัดนี้ได้มาพบกับองค์จักรพรรดิอีกครั้งความหวาดกลัวในใจนางจึงถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง

“อ้ายเฟย”

เซียวเหยี่ยนยกคิ้วขึ้น เป็นนานไม่เห็นนางตอบคำ จึงยื่นนิ้วชี้ออกไปจิ้มหน้าผากเฉินหรูอี้ แล้วจิ้มออกไปอีกครั้ง และอีกครั้งต่อเนื่องกัน

“มีคนอยู่ไหม”

เหล่าข้าราชบริพารรีบเบนสายตาไปยังทิศทางอื่นเพราะทนไม่ได้ที่เห็นภาพอเนจอนาถนี้อยู่ในครรลองสายตา

พระสนมเขลา จักรพรรดิเบาปัญญา อนาคตของราชวงศ์จิ้นคงอยู่ได้เพียงแค่ใต้เข็มขัดของขุนนางเท่านั้นสินะ?


*เหม่ยเหริน   แปลว่าผู้มีความงดงาม เป็นชื่อตำแหน่งพระสนมชั้นสูง ขั้น 4 ตำแหน่งนี้มีได้ทั้งหมด 9 คน

*เป่าหลิน  แปลว่าสิ่งที่สูงค่ายิ่ง เป็นชื่อตำแหน่งพระสนมชั้นล่าง ขั้น 6 ตำแหน่งนี้มีได้ทั้งหมด 27 คน

*เซียวเหยี่ยน       เป็นพระนามจริงของจักรพรรดิจางเหอ

*อ้ายเฟย        คำเรียกที่จักรพรรดิใช้เรียกพระสนมชายาของพระองค์ แปลว่าสนมรัก

*พระกัณฐมณี คำราชาศัพท์แปลว่าลูกกระเดือก

*ตำหนักฉางเล่อ เป็นชื่อตำหนักที่ประทับของจักรพรรดิจางเหอ

ความคิดเห็น