facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ตายแล้ว? ตายอีกแล้วหรือ?! นางช่างเปลี่ยนร่างไวยิ่งกว่าผลัดอาภรณ์เสียอีก มิิหนำซ้ำยังต้องเป็นร่างของคนที่อยู่ข้างกาย 'เขา' อยู่เสมอเสียด้วย สวรรค์บอกนางทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!

ตอนที่ 4 ข้าคือกฎ

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 ข้าคือกฎ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 ข้าคือกฎ
แบบอักษร


                เฉินหรูอี้พลันรู้สึกได้ถึงเจตนาร้ายอันเต็มเปี่ยมที่แผ่ออกมาจากร่างของต่งกุ้ยเฟย

เมื่อสนมจ้าวสิ้นใจนางจึงได้มาอยู่ในร่างนี้ทำให้คนตายฟื้นคืนอีกครั้ง พลันเกิดความรู้สึกว่าคนดีมักอายุสั้น แต่ถึงกระนั้นสายตาทุกคู่ที่จ้องมองมาเหมือนอยากบีบคอนางให้ตายตกไปอีกคราก็มิจำเป็นต้องโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้กระมัง?

                จำเป็นต้องเปิดเผยปานนี้เชียวหรือ?

                ต่งกุ้ยเฟยล้วนแจ้งแก่ใจดีว่านอกจากนางแล้วก็ไม่มีสนมใดที่พระองค์ทรงโปรดปรานจนพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ แม้แต่บรรดาพระสนมเอกที่ให้กำเนิดพระธิดาแก่พระองค์ก็ทรงมอบตำแหน่งลอยๆ ให้เท่านั้น บางคนเทียบไม่ได้แม้กระทั่งตำแหน่งที่อาจกล่าวได้ว่าไม่มีอันใดให้กระทำของเฉินเชียนหู้*เลยด้วยซ้ำ  ผลประโยชน์อันใดล้วนตกอยู่ที่ต่งกุ้ยเฟยทั้งสิ้น  แต่นางเพียงเห็นผู้มาใหม่ได้รับการโปรดปรานก็ทนไม่ไหวแทบจะยัดใส่ปากเคี้ยวจนแหลกเหลวในทันที จิตใจไยต้องคับแคบถึงเพียงนี้?

                เฉินหรูอี้ได้เพียงแต่คิดในใจไม่กล้าแสดงออกทางสีหน้าแม้เพียงครึ่ง รีบปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นนอบน้อมโอนอ่อนเอ่ยตอบว่า:

                “เรียนกุ้ยเฟย เชี่ยเซิน*มิได้เป็นอะไรแล้ว ก่อนหน้านี้คือ...”

                “เจ้า” คิ้วเรียวยาวที่ถูกเสริมแต่งมาอย่างดีของต่งกุ้ยเฟยขมวดแน่นขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความรำคาญใจ “เจ้าพูดให้ดีๆ”

                เฉินหรูอี้ตกตะลึงไปชั่วขณะ ความจริงไม่เพียงแต่ต่งกุ้ยเฟยเท่านั้น สนมนางในแต่ละคนที่อยู่โดยรอบล้วนมีสีหน้าพิพักพิพ่วน แม้กระทั่งตัวนางเองก็ขนลุกขนชันทุกคราที่ได้ยินเสียงเล็กใสดุจเคลือบน้ำตาลนี้เอื้อนเอ่ยฉอเลาะ

                มีเพียงนางที่แจ้งใจดีว่านี้เป็นเสียงโดยธรรมชาติของสนมจ้าวผู้นี้จริงๆ ไม่ได้ดัดเส้นแต่งเสียงแต่อย่างใด

                จะทำเช่นไรได้เมื่อธรรมชาติสรรค์สร้างเสียงอันยั่วยวนนี้ขึ้นมา พาให้ผู้ที่ได้ฟังอยากตบสักฉาดเสียจริง

                “เชี่ยเซิน...” เฉินหรูอี้กระแอมทีหนึ่ง ลองดัดเสียงให้ใหญ่ขึ้นแต่ผลลัพธ์กลับไม่ต่างจากเดิมมากนัก ใบหน้าจึงแข็งชาอยู่หลายส่วน “เมื่อครู่เชี่ยเซินเดินชมอุทยานหลวงมาพร้อมกับบรรดาพี่สาวแต่พอถึงริมสระกลับถูกชนไปทีหนึ่งจึงพลัดตกน้ำไปเพคะ”

                นางฟื้นคืนมาไม่ใช่เพียงครั้งเดียว ครั้งที่แล้วก็ไม่มีความทรงจำของร่างเดิมเช่นกัน นางล้วนอาศัยการคาดเดาของตนเองทั้งสิ้น สำหรับคำถามของต่งกุ้ยเฟย นางเพียงอาศัยเขม่าควันจากสงครามเมื่อครู่จึงพอมีข้อมูลให้เอาตัวรอดไปได้

                สนมจ้าวผู้นี้เป็นสนมคนโปรดคนใหม่ของจักรพรรดิจางเหอ เมื่อความชอบรวมอยู่ที่ใดความเกลียดก็ยอมพุ่งไปที่นั้น หากเฉินหรูอี้พูดจาใส่ไคล้ให้เรื่องบานปลายทำลายชีวิตผู้อื่น สุดท้ายผู้โชคร้ายก็คือนาง อย่างไรเสียนางก็ยังไม่ตาย ยังมีชีวิตอยู่  แม้พวกเขาจะหาแพะรับบาปไปแล้วแต่นางกลับได้ล่วงเกินคนเป็นจำนวนมาก ยามนี้ที่รอนางอยู่มีเพียงธนูลับนับไม่ถ้วนที่ยากป้องกัน

                โดยเฉพาะต่งกุ้ยเฟยที่มีท่าทีไม่พอใจนางอย่างเห็นได้ชัด  เฉินหรูอี้ไม่แม้แต่จะหวังให้นางออกหน้าแทนตน เพียงแค่นางไม่ร่วมมือกับเหล่าสนมคร่าชีวิตตนก็นับว่านางประเสริฐยิ่งแล้ว

                เพียงเห็นต่งกุ้ยเฟยขมวดคิ้วเป็นปมแน่นฝืนทนฟังเสียงอันเสแสร้งของสนมจ้าวจนจบความจึงได้ผ่อนลมหายใจยาวออกมา  แล้วผินหน้าเรียกขันทีข้างกายที่ได้ร่วมชมสงครามวิวาทในครั้งนี้กล่าวเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียดให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง

                บรรดาสนม นางกำนัลได้แต่กลั้นหายใจแม้แต่ผ่อนลมหายใจยังไม่กล้า ทั้งอุทยานหลวงเงียบสงบลงโดยพลันได้ยินเพียงเสียงนกเรียกจักจั่นร้องเท่านั้น

                ในจุดนี้ก็พอจะเห็นถึงอำนาจบารมีที่กว้างใหญ่ไพศาลของต่งกุ้ยเฟยแล้ว

                เฉินหรูอี้อดไม่ได้ที่จะคาดเดาในใจ นางตายไปเมื่อคราก่อนยังไม่เคยได้ยินนามของสนมจ้าวเลย นางตายไปเพียงครั้งเดียวแต่บัดนี้ทั่วทั้งวังหลังกลับไม่มีผู้ใดไม่รู้จักสนมคนโปรดขององค์จักรพรรดิผู้นี้ หรือว่าการฟื้นคืนครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับช่วงเวลา?

                คงตามแต่ความพอใจของเบื้องบนกำหนดกระมัง?

                นางคงพูดได้เพียงว่า คราวก่อนเบื้องบนคงยังเล่นตลกกับนางไม่พอ

                “ร่ำสุรารวมพลก่อเหตุ พวกเจ้าทำให้เปิ่นกงได้เปิดหูเปิดตาเสียจริง”

                เฉินหรูอี้เหม่อลอยไปเพียงครู่ ต่งกุ้ยเฟยฟังคำขันทีกล่าวจบก็สวมหมวกใบใหญ่*บนศีรษะของสนมทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์โดยไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่ว่าถูกหรือผิด ล้วนไม่มีผู้ใดหนีรอด

                “ทุกคนต้องถูกกักบริเวณเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน ปรับเบี้ยสามเดือน คัดกฎวังห้าจบ” น้ำเสียงเย็นชาของต่งกุ้ยเฟยยังไม่ทันกล่าวจบ พลันยินเสียงสนมลู่กล่าวสอดขึ้นเป็นคนแรก

                "กุ้ยเฟยตัดสินเช่นนี้ออกจะไม่ยุติธรรมเกินไปหรือ สนมจ้าวผลัดตกน้ำเป็นเพียงเหตุไม่คาดฝัน ยามนี้ปลอดภัยแล้วจะกล่าวว่ารวมพลก่อเหตุได้อย่างไร? ”

                ด้วยในรัชสมัยก่อนจักรพรรดิรวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียวทำให้สวรรค์ทรงพิโรจผู้คนเดือดดาลจนราชวงศ์ล่มสลาย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุเช่นกาลก่อนขึ้นเมื่อก่อตั้งราชวงศ์ต้าจิ้นจึงมีข้อบัญญัติว่าพระบรมวงศานุวงศ์จะไม่อภิเษกกับผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ในราชสำนัก จะเลือกเพียงสตรีจากครอบครัวที่มีภูมิหลังสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นเป็นจักรพรรดินีและชายาสนม

                 หากเป็นรัชสมัยก่อนการปรับเบี้ยหวัดเพียงไม่กี่เดือนนั้นผู้คนล้วนไม่เห็นอยู่ในสายตา  แต่ในยุคราชวงศ์จิ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น

                แน่นอนว่าหากมีบำเหน็จจากองค์จักรพรรดิก็ยังพออยู่ได้เป็นปี แต่ปัญหาคือยามนี้จักรพรรดิถูกสนมจ้าวกักไว้ในกำมือ  พวกนางแม้นเข้าเฝ้ายังยากลำบาก หากต้องถูกปรับเบี้ยถึงสามเดือน นั่นก็ไม่ใช่จำนวนที่น้อยเลย เหล่าสนมขุ่นเคืองใจแต่มิกล้าปริปากจึงยินดียิ่งที่เห็นสนมลู่ออกหน้าให้ สายตาทุกคู่จึงรวมอยู่ที่สนมลู่ในทันใด

                ต่งกุ้ยเฟยยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากแต้มรอยยิ้มอย่างไม่ยี่หระ กล่าววาจาไม่ไว้ไมตรีแม้เพียงนิด

                “สนมลู่สายตาไม่ดีไปตั้งแต่เมื่อไหร่หรือ?  ใบหน้าของเจ้าก็มิได้บาดเจ็บอันใด หรือมองไม่เห็นว่าเนื้อตัวใบหน้าของผู้อื่นมีสภาพเช่นไร?” กุ้ยเฟยยิ้มเย็น  “บาดแผลเต็มใบหน้า ผู้ใดมีตาล้วนดูออกว่าเพิ่งผ่านการวิวาทมา  เป็นถึงชายาพระสนมแห่งวังหลัง แต่กลับให้นางกำนัล ขันทีดูแคลน เปิ่นกงไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดพวกเจ้ายังหน้าหนายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไม่ละอายใจ โดยเฉพาะสนมลู่ เจ้าเป็นถึงพระสนมเอก เป็นผู้มีศักดิ์สูงสุดในที่นี้ คิดไม่ถึงว่านอกจากจะไม่ไกล่เกลี่ยเรื่องราวกลับยังนั่งชมดูอยู่ด้านข้าง...บัดนี้เปิ่นกงตัดสินตามกฎวัง เจ้ายังมีข้อกังขา ”

                ต่งกุ้ยเฟยหยุดไปครู่หนึ่ง สายตางามจ้องมองสนมลู่ค่อยเอ่ยวาจาชัดถ้อยชัดคำ:“สนมลู่มีฐานะเป็นถึงพระสนมเอก แต่ไม่อาจทำตัวเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นทั้งยังสนับสนุนให้ก่อเหตุ จำต้องกักบริเวณเป็นระยะเวลาสองเดือนและปรับเบี้ยครึ่งปี”

                “ท่านมีสิทธิ์อันใด?”สนมลู่โลหิตขึ้นหน้าในทันใด ถึงกับนำโทสะที่เมื่อครู่ที่ถูกสนมจ้าวทำลายความเบิกบานใจของตนรวมเข้าด้วยพลันแผดเสียงร้องแหลมสูงกระโจนเข้าใส่ต่งกุ้ยเฟยคล้ายวานรที่ถูกเหยียบหางก็มิปาน แต่ก้าวไปเพียงก้าวกลับถูกขันทีสองคนที่ติดตามข้างกายกุ้ยเฟยสกัดกั้นไว้

                “พวกนางทะเลาะกันก็เป็นเรื่องของพวกนาง เกี่ยวอันใดกับข้า? ท่านไม่พอใจพวกเราสองแม่ลูกจึงอ้างกฎวังเพื่อแก้แค้นส่วนตัว”                

                ต่งกุ้ยเฟยเพียงใช้สายตา นางกำนัลที่ติดตามมาก็รีบเอามือปิดปากสนมลู่ไว้ มือนั้นช่างมีพละกำลังมากเหลือเกินสนมลู่ดิ้นรนจนใบหน้าแดงก่ำ แต่อย่างไรก็มิอาจเอื้อยเอ่ยได้เพียงสักคำ

                “สิทธิ์ที่ฝ่าบาทรับสั่งให้ข้ากำกับดูแลวังหลังอย่างไรเล่า”  ต่งกุ้ยเฟยค้อมกายลงเล็กน้อยแล้วกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูสนมลู่ “วังหลังแห่งนี้ เปิ่นกงก็คือกฎ”

                กล่าวจบก็ยืดกายขึ้นอย่างช้าๆ  สายตากวาดมองไปที่เฉินหรูอี้ครู่หนึ่ง ที่ควรรนหาที่กลับไม่ออกมา ที่ไม่ควรออกมากลับกระโจนเข้าใส่

                คำพูดนี้ของต่งกุ้ยเฟยหากกล่าวว่าเอ่ยให้สนมลู่ฟังไม่สู้กล่าวว่าเอ่ยให้เฉินหรูอี้ฟังเสียดีกว่า

                ต่งกุ้ยเฟยมีเจตนาอันใด เฉินหรูอี้เข้าใจอย่างแจ่มชัด มีเพียงสนมลู่ที่เดือดดาลจนหน้าแดงก่ำลำคอผึ่งพอง หน้าอกกระเพื่อมไหวหายใจฟึดฟัดอยู่ผู้เดียว หากสายตาฆ่าคนได้คะเนว่าต่งกุ้ยเฟยคงตายไปสิบยี่สิบหนแล้ว

                “ลวี่เฉียว เจ้าจงบันทึกนามของสนมนางกำนัลทั้งหมดที่อยู่ในเหตุการณ์อย่าให้ตกหล่นแม้เพียงสักคนและเริ่มปรับเบี้ยตั้งแต่เดือนนี้” กล่าวจบต่งกุ้ยเฟยก็สะบัดชายเสื้อเดินจากไปไม่แม้แต่จะหันหลังมอง บรรดานางกำนัลขันทีเร่งรีบติดตามไปทำให้ฝูงชนที่อยู่บริเวณเก๋งจีนลดลงกว่าครึ่ง

                “ต่งกุ้ยเฟย ท่านรังแกกันเกินไปแล้ว”

                คนของตำหนักหย่งโซ่วจากไปแล้วแน่นอนว่าขันทีที่จับตัวสนมลู่ไว้ก็ต้องติดตามไปด้วยเช่นกัน เมื่อสนมลู่เป็นอิสระแล้วก็อดไม่ได้ที่จะโก่งคอด่าทอ “ต่อให้ท่านมีอำนาจมากกว่านี้ แต่ท่านก็ไม่ใช่หวงโฮ่วอยู่วันยังค่ำ”

                เฉินหรูอี้นับถือในตัวสนมลู่อย่างแท้จริง นางคือนักรบผู้ไม่เกรงต่อผู้ที่แข็งแกร่งกว่าและที่ทำให้เฉินหรูอี้รู้สึกยากที่จะเชื่อคือเมื่อสนมลู่หมุนตัวกลับมาฝ่ามือกลมกลึงของนางก็ฟาดลงไปที่ใบหน้าตนโดยแรง

                “เพียะ” เสียงฝ่ามือดังก้องกังวานข่มเสียงพึมพำด้วยความหวาดกลัวของเหล่าสนมให้เงียบหายไปในทันที

                “ล้วนเป็นเพราะหญิงแพศยาเช่นเจ้า” 


*****เฉินเชียนหู้ องครักษ์เสื้อแพรระดับผู้บังคับกองพันแซ่เฉิน (บิดาของเฉินหรูอี้)

******เชี่ยเซิน  เป็นคำเรียกแทนตนเมื่อสนทนากับผู้ที่มีลำดับยศสูงกว่าตนของสนม

*****สวมหมวกใบใหญ่  เป็นคำเปรียบเปรยว่าได้มอบยี่ห้อหรือป้ายที่มีความหมายไม่ดี (ความผิด) ให้แก่ผู้อื่น

ความคิดเห็น