facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ตายแล้ว? ตายอีกแล้วหรือ?! นางช่างเปลี่ยนร่างไวยิ่งกว่าผลัดอาภรณ์เสียอีก มิิหนำซ้ำยังต้องเป็นร่างของคนที่อยู่ข้างกาย 'เขา' อยู่เสมอเสียด้วย สวรรค์บอกนางทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!

ตอนที่ 3 แสดงละคร

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 แสดงละคร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 แสดงละคร
แบบอักษร


                ตอนที่เฉินหรูอี้ดำรงตำแหน่งหวงโฮ่วนั้นต่งกุ้ยเฟยเป็นเพียงเหม่ยเหรินเท่านั้น นางมีความงามเฉิดฉายโดดเด่นกว่าผู้ใดไม่เงียบเฉยเหมือนสนมนางอื่น จึงไม่แปลกอันใดหากจักรพรรดิจางเหอจะต้องพระทัยในตัวนาง

                นางและสตรีสกุลต่งผ่านการคัดเลือกเข้าวังมาพร้อมกัน  ต่างคนต่างมีชะตาของตน นางเป็นที่ต้องพระทัยขององค์ไท่โฮ่ว* จึงถูกเลือกให้เป็นหวงโฮ่ว แต่สตรีสกุลต่งกลับเป็นที่ต้องพระทัยของฝ่าบาท เพียงครึ่งปีก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นเจี๋ยยวี๋ ผ่านไปอีกครึ่งปีก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นเจาอี๋*หนึ่งในเก้าพระสนมเอกลำดับที่หนึ่ง

                หลังจากเฉินหรูอี้ตายไปไม่นานสตรีสกุลต่งได้ให้กำเนิดทายาทแก่จักรพรรดิจางเหอ ทั้งยังเป็นพระโอรสเพียงพระองค์เดียวขององค์จักรพรรดิอีกด้วย  พระองค์จึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งสตรีสกุลต่งเป็นกุ้ยเฟย ดูแลกิจการภายในฝ่ายในทั้งหมด แม้นไม่มีนามเรียกขานว่าหวงโฮ่ว แต่โดยพฤตินัยนั้นไม่ต่างอันใดจากหวงโฮ่วทั้งสิ้น

                เมื่อเฉินหรูอี้สิ้นไป ต่งกุ้ยเฟยก็คือเจ้านายแห่งวังหลังอย่างแท้จริงโดยไม่มีผู้ใดสั่นคลอนได้

                เฉินหรูอี้แจ้งแก่ใจดีว่าที่สตรีสกุลต่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์นั้นเกี่ยวข้องกับการที่นางให้กำเนิดองค์ชาย แต่สตรีแซ่ต่งนั้นก็ไม่ได้อาศัยแค่บารมีลูกเท่านั้น แต่เป็นเพราะจักรพรรดิจางเหอเองก็ทรงรักใคร่ในตัวนางอย่างที่สุดด้วยเช่นกัน

                ต่งกุ้ยเฟยเข้าวังมาเมื่ออายุสิบสี่ปี ตอนนี้ก็มีอายุเพียงสิบแปดสิบเก้าปีเท่านั้น ช่วงเวลาเพียงห้าปีนางกลับมีฐานันดรสูงส่งอย่างที่สุด สตรีสกุลต่งอยู่ในวังไม่เพียงเรียกลมเรียกฝนได้แม้แต่บรรดาพี่น้องที่อยู่นอกวังหลวง องค์จักรพรรดิก็มิได้หลงลืม

                บิดาของต่งกุ้ยเฟยเป็นองค์รักษ์เสื้อแพรระดับผู้บังคับกองร้อยเพียงไม่กี่ปีก็เลื่อนขั้นเป็นระดับผู้บังคับกองพันปัจจุบันได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นจิ้งหย่วนป๋อ*

                ไม่เพียงแต่บิดาของกุ้ยเฟยเท่านั้นที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นป๋อ บรรดาญาติพี่น้องก็ได้รับยศถาพร้อมทั้งปูนบำเหน็จเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่าสกุลต่งก้าวเท้าขึ้นฟ้าได้ด้วยอาศัยบารมีของบุตรี

                ส่วนบิดาของเฉินหรูอี้ชั่วดีอย่างไรก็เป็นถึงพระสัสสุระ*บิดาของหวงโฮ่ว แต่จนกระทั่งตอนนี้ยังดำรงเพียงตำแหน่งองครักษ์เสื้อแพรระดับรองผู้บังคับกองพันเท่านั้น  สำหรับตำแหน่งชั้นยศของบรรดาขุนนางนั้นเมื่อมีคนเก่าย่อมมีคนใหม่ที่เด่นสง่าขึ้นมาแทนที่อยู่เสมอ รองผู้บังคับกองพันเฉินจึงถูกทอดทิ้งอยู่ในซอกหลืบมุมลึกที่ไกลแสนไกล

                หากกล่าวว่าเฉินหรูอี้สามารถปฏิบัติต่อต่งกุ้ยเฟยดังเช่นการณ์ก่อนได้นั้นคงเป็นคำโป้ปด ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงฐานะในตอนนี้ที่เป็นเพียงพระสนมชั้นสูงขั้นสาม(เจี๋ยยวี๋)เท่านั้น ยังดีที่ได้รับความโปรดปรานจากององค์จักรพรรดิ ไม่เป็นเช่นคราก่อน....

                นั่นเป็นการคืนชีพครั้งแรกที่แสนลำเค็ญจนไม่อยากระลึกถึง  แม้เพียงฝันถึงยังไม่ต้องการ หนึ่งปีที่นางมีชีวิตเฉกเช่นผงธุลี ยังไม่แม้แต่สัมผัสชายกระโปรงของต่งกุ้ยเฟยก็มอดม้วยไปในบัดดล

                หากนางตกจากตำแหน่งหวงโฮ่วลงมาอยู่ภายใต้อาณัติของต่งกุ้ยเฟยในทันที เฉินหรูอี้คงไม่อาจทำใจรับได้ แต่เมื่อเคยผ่านการคืนชีพมาแล้วครั้งหนึ่ง  ครานี้เพียงให้เวลานางพักหายใจสักเฮือก เฉินหรูอี้คิดว่าต่อให้ต้องคุกเข่าปฏิบัติตนเป็นนางกำนัลคอยปรนนิบัติรับใช้ข้างกายต่งกุ้ยเฟยนางก็สามารถทำได้อย่างดีเยี่ยม

                ด้านนอกเก๋งจีนตกเข้าสู่ภาวะเงียบงันอันน่าอึดอัดเพียงเพราะวจีของต่งกุ้ยเฟย

                ต่งกุ้ยเฟยกลับเสพสุขในความเงียบงันนั้นอย่างปรีดา สายตากวาดมองทั่วทิศ สุดท้ายทอดมองไปยังร่างของสนมลู่ผู้เป็นต้นเรื่องในครั้งนี้

                “สนมลู่จัดงานฉลองวันคล้ายเกิด เปิ่นกงถึงกับเดินทางมาอวยพรด้วยตนเอง แต่เจ้าตอนที่เจ้าส่งคนไปรับบรรดาพี่น้องมาร่วมงาน กลับพลั้งเผลอจนมีผู้สละชีพ ” กล่าวจบก็ส่งเสียง “ฮึ” อย่างเย็นชามาคำหนึ่ง “กล่าวตามจริงมาว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นกันแน่”

                สนมลู่เผยอเปลือกตาขึ้น มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย็นพาดผ่าน ยื่นมือมากระชากเฉินหรูอี้ที่อยู่ข้างกาย

                เฉินหรูอี้เป็นสนมขั้นสาม (เจี๋ยยวี๋) นอกจากสนมลู่แล้ว บรรดาสนมทั้งหลายในวันนี้มีเพียงนางที่มีบรรดาศักดิ์ใกล้เคียงกับสนมลู่ที่สุด เมื่อทำความเคารพกุ้ยเฟยก็ต้องยืนเคียงข้างกันเป็นธรรมดา แต่นางไม่คาดคิดว่าจะโดนสนมลู่กระชากเช่นนี้ ด้วยไม่ทันตั้งตัวร่างจึงเซไปเหยียบลงบนเท้าน้อยๆ ของสนมหนิวซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง เพียงยินเสียงร้องต่ำๆ ของสนมหนิว แต่ไม่อาจเอ่ยวาจาใดเพียงเก็บงำความเจ็บปวดเอาไว้

                “ไม่ทราบเป็นผู้ใดกล่าวเลื่อนเปื้อนว่ามีคนตาย แค่สนมจ้าวไม่ระวังพลัดตกน้ำไป แต่ก็ยังมีชีวิตดีอยู่มิใช่หรือ?”

                สตรีสกุลลู่และสตรีสกุลต่งเข้าวังมาพร้อมกันทั้งยังถูกแต่งตั้งให้เป็นเหม่ยเหรินเช่นเดียวกัน แต่สตรีสกุลลู่ปีนป่ายขึ้นมาอย่างยากลำบาก หากมิใช่ได้บารมีของพระธิดาจนได้เลื่อนขั้นเป็นพระสนมเอก (ซิวเยวี่ยน) ก็คงทำได้เพียงเบิกตาดูสตรีสกุลต่งเดินสู่ฐานันดรอันสูงส่งเสียจนดวงตาแทบบอด ต่อให้นางควบม้าจนขาหักก็ไม่อาจไล่ทันสตรีสกุลต่งได้ 

                เฉินหรูอี้ทราบดีว่าสตรีสองนางไม่ต้องชะตากันมาแต่ไหนแต่ไร แต่ไม่คาดคิดว่าแม้นบัดนี้สตรีสกุลต่งเป็นถึงกุ้ยเฟยมียศศักดิ์สูงส่งแต่สนมลู่มียศเพียงพระสนมเอกกลับอาจหาญกล่าวว่าจาประชดประชันกุ้ยเฟย

                ปัญญายังมิต้องเอ่ยถึงแต่ความกล้าหาญกลับน่ายกย่องยิ่งนัก

                ต่งกุ้ยเฟยขมวดคิ้วขึ้นอย่างพบเห็นได้น้อยยิ่ง สายตาเหลือบมองด้านหลังตน นางกำนัล ขันทีด้านหลังพลันคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียง

                “เป็นผู้ใดพูดจากเลอะเลือน? เจ้านายเป็นใคร? เหตุใดจึงได้อบรมผู้ไร้ซึ่งประโยชน์เช่นนี้ออกมาได้?”

                เหตุเกิดในเขตฉลองวันคล้ายวันเกิดของสนมลู่ เมื่อมีคนตาย สนมลู่มิได้อะลุ่มอล่วยเช็ดก้นแทนผู้อื่น กลับรีบส่งคนไปเชิญหมอหลวงมาทันที แต่การเชิญหมอหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย จำต้องได้รับความเห็นชอบนำป้ายอนุญาตจากกุ้ยเฟยจึงสามารถเชิญหมอหลวงมาได้

                เดิมทีสนมลู่ก็มีใจเป็นปฏิปักษ์ต่อต่งกุ้ยเฟยอยู่แล้ว  ยามนี้ได้ฟังวาจาที่แสนเย็นชาอีกทั้งท่าทางไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาราวอยู่บนสวรรค์เช่นนั้นทำให้สนมลู่ยิ่งเดือดดาลจึงได้ประชดประชันออกไป

                กระทั่งขันทีน้อยแห่งตำหนักฝูโหร่วของตนคุกเข่าโขกศีรษะยอมรับเอาความผิดทั้งหมดไว้กับตัว สนมลู่จึงไม่อาจเอ่ยปกป้องคนของตนได้อีกต่อไป  เพียงส่งสายตาอันเย็นเยียบพุ่งตรงไปยังต่งกุ้ยเฟย

                “ลากออกไป โบยยี่สิบไม้  แล้วส่งไปอยู่แผนกซักผ้า” ต่งกุ้ยเฟยโบกมือเบาๆ หนึ่งคราก็จัดการได้สะอาดหมดจด แม้แต่คำขอบคุณยังไม่ได้เอ่ยขันทีน้อยก็ถูกขันทีแห่งตำหนักหย่งโซ่วปิดปากแล้วลากออกไปทันที

                “หากมีผู้สร้างข่าวลือเช่นนี้อีกให้ลงทัณฑ์สถานเดียวกัน”

                เฉินหรูอี้เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลัง  สตรีสกุลต่งช่างปกปิดได้แนบเนียนนัก ในกาลก่อนนางกลับดูไม่ออกว่าสตรีสกุลต่งจะเป็นผู้ลงมือฉับไวเฉียบขาดเช่นนี้

                คิดย้อนไปเมื่อปีที่นางเพิ่งขึ้นเป็นหวงโฮ่วจะกระทำสิ่งใดล้วนหวาดผวา เป็นไท่โฮ่วที่คอยชี้แนะนาง  แต่ทุกครั้งที่นางต้องจัดการเรื่องราวในวังหลัง ในใจมักระลึกอยู่เสมอว่าทุกคนล้วนมีบิดามารดรฟูมฟักจึงกลัวว่าตนจะตัดสินผิดจนคร่าชีวิตผู้คนดังนั้นจึงยั้งมืออยู่เสมอ ถึงแม้จะได้รับคำชมจากไท่โฮ่วแต่กลับขาดท่าทีอันเฉียบขาด คิดไม่ถึงสตรีสกุลต่งกลับคมนอกฝักพาให้คนอกสั่นขวัญแขวนเสียจริง

                กำลังระลึกถึงอดีตพลันรู้สึกมีสายตาอันทรงพลานุภาพทอดมองมายังตน คล้ายดาบเล่มใหญ่พลิกกลับไปมาเกิดเป็นกระแสเย็นเยียบสายหนึ่งพุ่งใส่หน้านาง

                ทั้งที่เคยดำรงตำแหน่งหวงโฮ่วมาก่อนแท้ๆ แต่เพียงถูกสตรีสกุลต่งจ้องมองนางกลับขนลุกชันเหงื่อกาฬผุดพรายพาลให้เกิดความละอายอย่างยากจะพรรณนา

                “สนมจ้าว เจ้าใช่ไหมที่พลัดตกน้ำ?”

                เห็นชัดว่าเป็นเพียงประโยคคำถามธรรมดาเท่านั้น แต่เฉินหรูอี้กลับเข้าใจถึงความหมายอีกนัยหนึ่ง——เหตุใดเจ้าจึงไม่ตาย?

                “เหตุใดจึงได้พลัดตกไป  ไหนลองเล่ามาซิ” ต่งกุ้ยเฟยยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพร้อมทั้งใช้สายตาประเมินสนมจ้าว

                นางไม่ใช่ไม่เคยพบสนมคนโปรดคนใหม่ผู้นี้ของจักรพรรดิจางเหอ เพียงแต่ไม่ว่าจะพบเจอกี่ครั้งกลับยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดนิยามความงามของจักรพรรดิจางเหอถึงได้ผิดเพี้ยนไปเช่นนี้

                หากกล่าวถึงรูปโฉมก็มิได้โดดเด่นเท่าใดนัก ใบหน้าผ่องใส ฟันขาวสะอาด ดวงตากลมโตแฝงด้วยแววล่อลวงผู้คนอยู่ในที หญิงงามเช่นนี้มีอยู่เกลื่อนกลาดเต็มวังหลัง

                แต่กลับทำให้จักรพรรดิจางเหอลุ่มหลงมาเกือบครึ่งปี พาให้ผู้อื่นขัดเคืองนัยน์ตายิ่งนัก

                ต่งกุ้ยเฟยรู้จักจักรพรรดิจางเหอเป็นอย่างดี หากต้องพระทัยผู้ใดต่อให้เป็นสุดฟ้าล้วนไม่ติว่าไกล แต่เมื่อผ่านไปช่วงระยะเวลาหนึ่งกลับลืมทิ้งไปเสียสิ้น แม้นนึกยังนึกไม่ออก

                แม้นรู้แจ้งเช่นนั้นแต่คราใดได้ยินนามของสนมจ้าว นางกลับเกิดความรู้สึกเกลียดชังอย่างยากจะควบคุมได้ทุกครั้งไป

                วันนี้ได้สดับข่าวสนมคนโปรดคนใหม่ของจักรพรรดิจมน้ำตายในงานฉลองวันคล้ายวันเกิดของสนมลู่ นางรู้สึกเปรมปรีเบาสบายแม้เดินยังคล้ายมีเมฆอยู่ใต้ฝ่าเท้า แต่ใครจะล่วงรู้เมื่อนางมาถึงที่เกิดเหตุกลับเห็นคนยังอยู่สุขสบายต่อหน้านาง  ถึงแม้สภาพจะอเนจอนาถอยู่บ้างแต่ไม่ใช่ศพที่ถูกดึงขึ้นจากน้ำอย่างที่นางจินตนาการไว้

                เมื่อคิดถึงตรงนี้ดวงตาจึงปรากฏแววเสียดายอย่างสุดซึ้งขึ้น


*******ไท่โฮ่ว หรือพระพันปีหลวง เป็นมารดาขององค์จักรพรรดิ                                                                        ***เจาอี๋ เป็นชื่อเรียกตำแหน่งของพระสนมเอกลำดับที่ 1 ซึ่งมีทั้งหมด 9 ตำแหน่ง โดยเจาอี๋มีศักดิ์สูงสุดในทั้งหมด 9 ตำแหน่ง

*******ป๋อ เป็นชื่อเรียกของบรรดาศักดิ์ของจีน โดยแบ่งเป็น กง (เจ้าพระยา) โหว (พระยา) ป๋อ (พระ) ตามลำดับ                 ***พระสัสสุระ เป็นคำราชาศัพท์หมายถึงพ่อตา

ความคิดเห็น