facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 18 : ปรับความเข้าใจ

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 18 : ปรับความเข้าใจ

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 20:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 18 : ปรับความเข้าใจ
แบบอักษร

นายไผ่ Part.

ผมกลับมาจากร้านดอกไม้พร้อมกับความรู้สึกอึดอัดอยู่เต็มอก ตลอดวันนี้ที่ผ่านมาพี่เมฆไม่เอ่ยปากพูดกับเราสักคำ เขาทำเหมือนพวกเราเป็นอากาศทั้งที่ปกติบรรยากาศในรถผมกับสนมักคุยกันเสียงดังจนพี่เมฆต้องเอ็ดดุหรือไม่ก็หาเรื่องตลกมาคุยด้วยแท้ ๆ แต่มันเปลี่ยนไป เขาไม่ใช่พี่เมฆที่ผมเคยรู้จัก หรือผมจะควรบอกออกไปตรง ๆ กันนะว่าผมกับสนโกรธที่เขาไปหอมหน้าผากมะปรางถึงสองครั้ง

ผมนั่งเอาหัวพิงกระจกหน้าต่างรถ สนกอดแขนผมไว้แล้วเอาหัวพิงไหล่ ถึงจะชอบทะเลาะกันแต่ในเวลาที่รู้สึกแย่สนมักมีผมเป็นที่พึ่งเสมอ เรามีซึ่งกันและกันมาตลอด ผมมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเม็ดฝนเม็ดบางตกโปรยปรายลงมายังพื้นถนน ผู้คนเดินกางร่มปกปิดใบหน้า แต่ผมกลับรู้สึกเศร้า

“เขาหายไปไหนกันนะ เขาคนเดิมที่ผมเคยรู้จัก” ผมพูดในใจแล้วส่งสายตามองพี่เมฆที่กำลังขับรถผ่านกระจกมองหลัง ใบหน้าเรียบนิ่งภายใต้แว่นเลนส์หนาทำให้ผมอยากบันดาลโทสะออกมาด้วยการส่งเสียงตะโกนให้ลั่นรถแต่ก็ทำไม่ได้

“ถ้าไม่มีมะปราง เราจะทะเลาะกันรึเปล่า” ขณะที่กำลังคิด อยู่ ๆ พี่เมฆก็เลี้ยวรถเข้าไปในถนนเส้นหนึ่ง เขากำลังวนหาที่จอดรถ สนโงหัวขึ้นมาพลางมองซ้ายขวาเหมือนสงสัยว่าพี่เมฆกำลังจะพาเราไปที่ไหนแต่ไม่กล้าถาม ไม่สิ ไม่อยากถามมากกว่า

ล้อรถหยุดอยู่ที่ลานจอดรถ ผมมองออกไปนอกกระจกเห็นผู้คนเดินสวนเสไปมา บ้างเป็นคู่รักบ้างเป็นเด็กนักเรียนมาเที่ยวด้วยกัน มันเป็นลานกว้างมีร้านอาหารและร้านเหล้าสำหรับคนที่ชอบนั่งดื่มนั่งกินท่ามกลางบรรยากาศสบาย ๆ มีสายลมเย็น ๆ พัดผ่านกาย ใช่เอเชียทีครึเปล่า ผมคิด

“พี่พาเรามาเอเชียทีคแล้วนะ” และคำถามที่ผมสงสัยอยู่ในใจก็ได้พี่เมฆเป็นคนเฉลย เขาสบตาเราสองคนผ่านกระจกมองหลัง ทันใดนั้นผมกับน้องก็เปิดประตูรถแล้วก้าวขาลงจากรถทันที

“ไผ่ สน ยังโกรธพี่อยู่หรอ” เจ้าตัวท้วงขึ้น เขาวิ่งมาดักหน้าเราสองคน

“ถ้าจะไม่คุยกับไผ่ ทำไมไม่คุยให้ได้ตลอด” ผมบอกก่อนจูงมือพาสนเดินเข้าไปในลานหวังจะหนีให้พ้น สนเดินตามผมต้อย ๆ เราไม่หันกลับไปมองพี่เมฆอีกว่าเขาจะตามมาหรือไม่

“รอพี่ก่อน” พี่เมฆวิ่งตามมาติด ๆ ผมเร่งจังหวะฝีเท้าก้าวให้ไวขึ้นอีก

“พอพี่จะคุยด้วยแล้วทำไมไม่คุยกับพี่ล่ะครับ”

“…” ผมยังคงไม่ตอบและเลือกที่จะเดินต่อไป ผมเดินไปที่ม้านั่ง มันออกจะลับตาคนสักหน่อย อย่างน้อยก็ไม่ต้องมีใครรู้ว่าเรากำลังทะเลาะกัน

“พี่ไผ่ สนอยากกลับบ้าน บ้านของเรา ที่ต่างจังหวัด” สนบอกผมพร้อมกอดแขนผมแน่น สนร้องไห้ออกมา มันคงรับไม่ไหวกับสถานการณ์อันน่าอึดอัดแบบนี้

“คืนนี้ได้กลับแน่” พูดจบผมก็มองพี่เมฆที่วิ่งกระหืดกระหอบมายืนเท้าเอวอยู่ตรงหน้า เขาเอามือเสยผมพลางหยิบแว่นออกมาเช็ดแล้วสวมมันเข้าไปอีกครั้ง

“จะกลับไปไหนกัน”

“พี่สนใจด้วยหรอว่าเราจะไปไหนมาไหน” ผมตอบกลับไปทันควัน พี่เมฆก็ตอบกลับมาอย่างไวเช่นกัน

“แล้วมันมีเหตุผลอะไรที่พี่ต้องไม่สนใจเราสองคนล่ะครับ”

“ไปถามมะปรางน้องสาวสุดที่รักของพี่ดูสิ ว่ามีเหตุผลอะไร” สนพูดเสริม น้ำเสียงเรียบนิ่งปนสั่นเทิ้มทำให้ผมเจ็บปวดไปถึงขั้วหัวใจ ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาทำให้มันเป็นแบบนี้ได้นอกจากผม

“ใช่ ไปถามมะปรางดู จะได้รู้อะไรมากกว่านี้”

“พี่รู้แล้ว ! ตกลงมั้ย !” เป็นครั้งแรกที่เขาตะโกนใส่หน้าเรา พี่เมฆโวยเสียงดังทำเอาผมกับน้องสะดุ้งพร้อมกัน

“โกรธที่พี่หอมหน้าผากมะปราง แล้วทำไมไม่บอกตรง ๆ” คนตรงหน้าถามเราด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง สิ่งที่ผมได้ยินมันยากที่จะหาคำตอบมาปฏิเสธเพราะผมกับน้องก็เป็นอย่างที่เขาพูดจริง ๆ เราไม่ยอมบอกเขาไปตรง ๆ ว่าเรารู้สึกยังไง

“…”

“ไม่ตอบพี่อีกแล้วนะครับ เคลียร์ให้มันจบวันนี้เถอะ ขอร้อง พี่อึดอัด” ว่าจบคนตรงหน้าก็ทิ้งตัวนั่งลงอีกฝั่งของม้านั่งตัวยาว

“เรารู้สึกยังไงทำไมพี่จะไม่รู้ ถึงจะเพิ่งรู้เมื่อเช้า พี่อาจรู้ช้าไป แต่ก็ดีกว่าไม่รู้ จริงมั้ย”

“…” ผมไม่ตอบ ซึ่งสนก็ไม่ตอบเช่นกัน

“ไม่พูดไม่ว่า แต่อยู่ฟังพี่ก่อน อย่าเพิ่งเดินหนีไปไหน วิ่งมาก ๆ แล้วมันเหนื่อย” อีกคนยังคงหอบ ผมมองพี่เมฆที่เหงื่อแตกเต็มหน้าผาก

“พี่เพิ่งรู้ตัวเมื่อเช้าว่าพี่ทำผิด”

“…” ผมกับน้องนั่งฟังเงียบ ๆ ตามที่เขาขอร้อง

“ผิดต่อตัวเอง แล้วก็ผิดต่อเราสองคน พี่ควรรู้ตัวตั้งแต่ตอนนั้น พี่ขอโทษ ที่รู้ช้าไปว่าเราไม่ชอบให้พี่เข้าใกล้หรือทำอะไรให้มะปราง โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เขาเป็นแค่น้องสาว เราทำแบบนี้กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

“มะปรางน่ะ” มะปรางอีกแล้ว แค่ชื่อยังไม่อยากได้ยินผมจึงตัดสินใจใช้กำปั้นทุบกับม้านั่งแล้วตะโกนออกมาเสียงดังลั่น

“เลิกพูดถึงมันสักที ! ไผ่เกลียดมัน !” แววตาพี่เมฆไหวเพียงนิด เขาคงไม่คิดว่าผมจะอารมณ์ร้ายและอันตรายได้ขนาดนี้

“โอเค พี่รู้ว่าเราไม่ลงรอยกันเท่าไหร่แต่พี่ไม่คิดว่าเรา ว่าเราจะหวงพี่กับเขามากขนาดนี้…” เสียงพี่เมฆเบาลง เขาคงไม่อยากเข้าข้างตัวเองว่าผมหวงเขามากแค่ไหน แต่สิ่งที่พี่เมฆพูดมันก็เป็นความจริงทั้งนั้น ในความไม่รู้มีความรู้ลึกรู้จริงรู้ไปจนถึงก้นบึ้งของจิตใจภายในตัวผมและสน

“ทั้งหมดที่พูดไป พี่พูดไม่ผิดใช่มั้ย” เขาถามเพื่อความมั่นใจ ผมพยักหน้าตอบกลับไปว่าใช่

“ตั้งแต่พี่เมฆทำดีกับไผ่กับน้อง ไผ่ก็ไม่อยากให้พี่ทำดีกับใครนอกจากเรา”

“ถ้าหาก… ถ้าหากพี่ขอโทษอีกครั้ง เราจะยังโกรธพี่อยู่รึเปล่า…”

“ทำไมต้องโกรธล่ะครับ” ผมมันนิสัยเสีย เขาถามมาแทนที่จะตอบก็ดันย้อนถามกลับไปซะงั้น

“ไม่รู้สิครับ…” ซ้ำ ๆ เดิม ๆ สุดท้ายพี่เมฆก็ไม่รู้อะไร

“พี่ไผ่ไม่โกรธพี่เมฆหรอก พี่ไผ่แค่น้อยใจ” แต่น้องชายฝาแฝดก็รู้ใจผมเสมอถึงได้พูดออกมาแบบนี้ ผมนั่งนิ่งไม่พูดอะไร ทุกความรู้สึกมันยากที่จะพูดออกมาว่าทำไมผมถึงไม่โกรธ นั่นก็เพราะผม ‘ชอบพี่เมฆ’ สนเองก็ด้วย

“ใช่ ไผ่ไม่โกรธพี่เมฆหรอก ไม่เคยคิดจะโกรธหรือทำให้เสียใจเลยสักครั้ง” เดิมทีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นมันอยู่คู่พวกเราสองคนมาตลอด ใครทำอะไรไว้ไม่เอาคืนก็ต้องทำให้รู้กันบ้างว่าเราสองคนไม่ยอม แต่ทำไมพอเป็นพี่เมฆแล้วผมถึงได้ยอมล่ะ ยอมที่จะทิ้งความรู้สึกแย่ ๆ ไปแล้วอยากคุยกันดี ๆ เหมือนทุกวันที่ผ่านมา

“แค่เรื่องแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ไผ่ยังไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีกเลย”

“สนก็ด้วย”

“พี่ก็ด้วย แล้วมีอะไรอยากบอกพี่อีกมั้ย” พี่เมฆถาม ผมกับน้องพยักหน้าตอบแล้วบอกออกมาพร้อมกัน

“ให้เราสองคนอยู่ดูแลพี่เมฆตลอดไปได้มั้ย” ทันทีที่พูดจบ สายลมก็พัดโบกเบา ๆ ส่งผลให้หยดน้ำค้างจากยอดไม้ตกลงใส่พวกเราสามคน ผมยกมือขึ้นป้องให้พี่เมฆอย่างลืมตัวส่วนสนก็รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นให้พี่เมฆ

“เอาคลุมหัวไว้ ไม่เป็นหวัด” สนบอก

ผมและสนสบตามองกับพี่เมฆ มันเหมือนสัญชาตญาณสั่งให้ดูแลคนคนนี้ คนที่วันนี้เพิ่งจะมาพูดกับเราก็ตอนเพิ่งจะมาถึงที่นี่ ไม่รู้สิ ถึงจะน้อยใจแค่ไหนไม่พอใจแค่ไหนแต่ผมกับน้องก็ห่วงเขาเสมอ ไม่รู้ว่าทำไม มันไม่มีเหตุผล นอกเสียจากหากเป็นไข้ได้ก็จะเป็นแทน หากต้องเจ็บตัวก็จะเจ็บแทน

แสงไฟจากร้านอาหารในลานดนตรีส่องมาที่พวกเรา มันส่องส่ายไปมาตามจังหวะเพลงทำให้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดขึ้น พี่เมฆมองพวกเราผ่านแว่นเลนส์หนา นัยน์ตาเขาเหมือนจะคลอไปด้วยหยาดน้ำตา อย่าบอกนะว่าจะร้องไห้

“พี่เมฆ” สนลองเรียกดู

“ครับ” ทันทีที่ได้สติอีกคนก็กะพริบตาถี่ จริง ๆ ด้วย พี่เมฆกำลังจะร้องไห้แต่เขาเลือกที่จะซ่อนหยาดน้ำตาสีใสเอาไว้

“จริงสิ ! กลับบ้านกันเถอะ พี่มีเรื่องอยากให้เราช่วย” อยู่ ๆ พี่เมฆก็ลุกขึ้นยืน เขาปัดหยดน้ำออกจากตัวเองซ้ำ ๆ อารมณ์เปลี่ยนไวจริง ๆ รู้งี้น่าจะแกล้งงอนต่ออีกสักหน่อย จะว่าไปผมเองก็เปลี่ยนอารมณ์ไวเหมือนกัน บอกตรง ๆ ว่าเพราะเป็นพี่เมฆเถอะ คุยนิดคุยหน่อยก็ลืมเรื่องแย่ ๆ หมดแล้ว

“พอน้องหายงอนก็ใช้งานเลยนะ” ผมพูดแซวแล้วลุกขึ้นตาม

“มันสำคัญมาก เอาเป็นว่าวันหลังพี่จะพาเรามาที่นี่ใหม่นะ วันนี้พี่เบลอ ๆ มึน ๆ ไม่รู้จะเริ่มพูดยังไง กลัวว่ายิ่งพูดจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง เลยพามาที่นี่ ทั้งที่… ฝนตกแบบนี้”

“แล้วพี่เมฆอยากให้สนกับพี่ไผ่ช่วยอะไร” น้องผมถามเสียงใส มันดีใจออกหน้าออกตาพร้อมกับเมฆฝนที่หายไป ทั้งที่เมื่อกี้ท้องฟ้ายังครึ้มอยู่เลย

“น้อย ๆ หน่อย” ผมเอาศอกกระทุ้งท้องมันเบา ๆ ถึงจะตกลงกันแล้วว่าคนคนนี้ต้องแบ่งกันแต่ผมก็ต้องมีส่วนได้มากกว่า อันนี้พูดถึงกรณีได้ครองใจพี่เมฆหรือไม่ก็ระยะความใกล้ชิดไม่ก็สนิทสนมน่ะนะ

“สนก็ชอบพี่เมฆเหมือนกันนี่ พี่ไผ่อย่าขี้งก” มันพูดอุบอิบกระซิบข้างหู ผมรู้ว่าพี่เมฆไม่ได้ยิน และก็รู้ด้วยว่าเขาชอบเราสองพี่น้องพอ ๆ กันแต่ยังอยู่ในช่วงเวลาสับสน…

“อ่านใจคนออกนี่มันดีจริง ๆ” ผมพูดออกมาแล้วมองพี่เมฆที่กำลังยืนยิ้มทำหน้าตาแป้นแล้น ผิดกับก่อนหน้านี้ที่หงอยเพราะยังไม่ได้เคลียร์ปัญหาคาใจ

“จะไปกันได้ยังครับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึก เดี๋ยวง่วงกันก่อนพอดี” พูดจบพี่เมฆก็กวักมือแล้วทำท่าจะกลับหลังหันเดินออกจากลานกว้าง

“ตกลงพี่เมฆจะให้เราสองคนช่วยทำอะไรครับ” หลังจากถาม เจ้าตัวก็หยุดเดินแล้วเอี้ยวหน้ามาหาก่อนพูดออกมาเสียงเบา ๆ ว่า

“ช่วยรวมของที่เกี่ยวข้องกับแฟนเก่าแล้วเอาทิ้งให้หมด”

“คนที่ชื่อวสันต์น่ะหรอ” ผมกับสนถามออกมาพร้อมกัน

“เรารู้จักชื่อเขาได้ยังไง”

“ไผ่กับน้องเห็นกรอบรูปเล็ก ๆ ในตู้เสื้อผ้าพี่เมฆตอนพี่เมฆใช้ให้หยิบผ้าขนหนูให้ มันเขียนว่าวสันต์กับเมฆินทร์”

“ครับ แต่ต่อไปนี้จะไม่มีคนที่ชื่อวสันต์แล้วล่ะ”

“มันจะเหลือแค่เมฆินทร์กับคนที่พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเขา ตลอดไป”

“ไผ่ คำว่าตลอดไปไม่มีจริง”

“หรอ แต่ไผ่กับน้องเชื่อว่ามันมีจริงนะ”

นายไผ่ Part End.

-------------------------------

มาแล้ววววววววววววว มีแววละค่าาาา เชียร์น้องด้วยยยยย

27.04.18

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว