facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 17 : คนเคยแคร์

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 17 : คนเคยแคร์

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 20:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 17 : คนเคยแคร์
แบบอักษร

เช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับคำถามมากมายซึ่งหาคำตอบไม่ได้ ผมพามะปรางมาส่งที่บ้านของเธอพร้อมกับความสงสัยว่าเธอฝันว่าอะไร มันน่ากลัวขนาดไหนทำไมถึงเอาแต่พูดซ้ำ ๆ คำเดิม ๆ ว่าไม่อยากอยู่บ้านผมแล้วทั้งที่ก่อนหน้านี้บอกให้กลับไปหาพ่อกับแม่ก่อนแล้วค่อยมาหาผมก็ไม่ยอมไปแท้ ๆ

“พี่ส่งเราแค่นี้นะครับ” ผมพูดพร้อมเอามือยีผมเธอเบา ๆ ถึงจะดื้อไปบ้างแต่เราก็รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เธอเหมือนน้องแท้ ๆ ของผมเลยล่ะ

“พี่เมฆหอมหน้าผากปรางเหมือนที่เราทำกันตอนเด็ก ๆ ได้มั้ยคะ”

“ก็ได้ครับ” ไหน ๆ ก็ต้องแยกกันตรงนี้แล้วผมเลยตัดสินใจโน้มหน้าไปหอมหน้าผากมนนั้นเบา ๆ ปรางหลับตาลงสนิทก่อนที่ผมจะถอนริมฝีปากออก

“อย่าดื้อกับคุณพ่อคุณแม่ เข้าใจมั้ย” ว่าแล้วก็ยีผมยัยเด็กดื้ออีกสักทีสองที

“งือ… ผมปรางยุ่งหมดแล้ว” ใบหน้าหวานขมวดคิ้วน้อย ๆ ปรางยกมือมาลูบผมตัวเองซ้ำ ๆ หลังจากผมเอามือขยี้จนยุ่งไปหมด

“ฮ่า ๆ เอาเป็นว่า… พี่ไปนะ” ผมช่วยเอามือสางผมให้เธอเบา ๆ

“ฝากขอบคุณพี่กรด้วยนะคะ ที่อุตส่าห์ขับรถมาให้” เธอยิ้มให้ ใบหน้าหวานแสดงออกถึงความเขินอาย

“ครับ ไว้เจอกันใหม่นะ”

“ค่ะ… พี่เมฆคะ… พี่หอมปรางอีกครั้งได้มั้ย”

“หืม จะดีหรอ”

“ดีสิคะ”

“แต่…”

“นะคะ หอมปรางอีกครั้งนะคะ” เธอไม่พูดเปล่า ปรางเอามือเปิดผมหน้าม้าขึ้น ผมเลี่ยงไม่ได้เลยจรดจมูกไปอีกครั้ง ไม่อยากเชื่อเลยว่าเราจะล่ำลากันด้วยการหอมหน้าผากต่อหน้าไอ้กรรวมทั้งไผ่กับสนที่นั่งรออยู่ในรถ

ผมกลับเข้ามานั่งในรถอีกครั้งพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วเอนหลังนั่งพิงเบาะรถอย่างสบายใจ มันเหมือนได้ยกภูเขาลูกใหญ่ออกจากอก เมื่อปรางกลับไปแล้วอย่างน้อยผมก็ไม่ต้องคอยไม่ให้เธอกับสองแฝดทะเลาะกันหรือเถียงกัน ฟังไม่ผิดหรอกครับ พวกเขาไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ ผมรู้

“หอมขนาดนี้ น้องหรือเมีย ถามจริง” ขณะที่ตัวรถกำลังขับเคลื่อน ไอ้กรก็แซวขึ้น มันพูดปนขำ

“…” เมื่อผมไม่ตอบ ไอ้กรเลยหยอดอีกดอกใหญ่ ๆ

“ได้เสียกันกี่รอบแล้ววะ ฮ่า ๆ”

“ไม่เคยได้ จะได้ได้ยังไงก็บอกว่าเป็นแค่น้อง พูดอะไรให้เกียรติผู้หญิงบ้าง”

“ก็หอมกันขนาดนั้นใครเห็นก็คิดว่าเมียป้ะวะ”

“ตอนเด็ก ๆ ก็หอมกันประจำ”

“แต่นี่มึงโตแล้ว จะสามสิบละนะไอ้เมฆ”

“เออ กูรู้ แต่ถ้าไม่ทำก็มางี่เง่า ๆ กูทำเพราะตัดรำคาญเถอะ”

“รำคาญ ? ได้ งั้นเดี๋ยวกูไลน์ไปบอกมะปรางแป๊บ”

“เฮ้อ… หยุดพูดน่า ให้มาขับรถให้ไม่ได้ให้มากวนประสาท” หากไม่ตัดบทสนทนาด้วยการเอนหลังนอนกอดอกเอาหัวพิงกระจกไอ้กรคงกวนผมไม่หยุด และพอเห็นว่าผมไม่เล่นด้วยมันก็เบี่ยงประเด็นไปที่สนแทน

“ไงสน หิวรึเปล่า เดี๋ยวพี่พาไปกินข้าว” สายตาเจ้าเล่ห์เป็นตัวบอกว่ามันยังคงสนใจในตัวสนไม่น้อย รุกหนักขนาดนี้ไม่มีถอยแน่

“สนกินจากที่บ้านมาแล้ว” สนตอบ มองจากเงาสะท้อนสนกำลังกอดแขนไผ่แล้วเอาหน้าซบไหล่ ทำไมแววตาคู่นั้นถึงดูเศร้านะ ผมคิด

“แล้วไผ่ล่ะ หิวรึเปล่า” ไอ้กรถามต่อ

“ไม่ครับ” ไผ่ตอบ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง

“งั้นถ้าไม่หิวข้าว เดี๋ยวพี่พาไปกินขนม ดีมั้ย นิด ๆ หน่อย ๆ กินเล่นให้หวานลิ้นก็ยังดี เนี่ย เลยสะพานไปมีร้านบิงซู พี่กับไอ้เมฆมากินกันประจำ”

“ที่ใส่นมเยอะ ๆ หวานเลี่ยน ๆ เครื่องน้อย ๆ แล้วก็แพง ๆ น่ะหรอ” ผมพูดแทรกเพราะไม่อยากให้สนหรือไม่ก็ไผ่ตอบตกลง

“ก็มีร้านนั้นร้านเดียวแหละที่กูกับมึงไปกินด้วยกันบ่อย ๆ ไง ตกลงจะกินมั้ย ถ้ากินพี่ได้เข้าเลนส์ซ้ายเลย”

“สนไม่อยากกิน”

“ลองหน่อยเถอะ ร้านนี้อร่อยแถมที่นั่งเยอะ เคยออกทีวีด้วย”

“ไม่ครับ สนอยากกลับบ้านมากกว่า”

“พี่เลี้ยงเอามั้ย ไม่กินจริงดิ” ไอ้กรเซ้าซี้ไม่หยุด มันอยากให้สนตอบตกลงเพื่อตัดรำคาญ

“ไม่กิน สนอยากกลับบ้าน” และแน่นอนว่าสนก็ยังคงยืนยันคำเดิม

“แต่พี่ยังไม่อยากกลับนี่ครับ… น่า… กินแล้วจะติดใจ” หลังจากพูดจบ ไผ่ที่กำลังนั่งเอนหลังเอาหัวพิงหน้าต่างรถก็หยัดตัวขึ้นมานั่งหลังตรงก่อนถอนหายใจถอดใหญ่พลางส่งสายตาเรียบนิ่งมองมาอย่างไม่พอใจ ผมเห็นสายตาที่แสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดคู่นั้นผ่านกระจกมองหลัง

“เข้าเลนส์ซ้ายแล้วจอดหน้าร้านเลย โอเคมั้ย” มันยังไม่รู้ตัวว่าเริ่มทำให้ไผ่ไม่พอใจ รวมถึงสนด้วย และแฝดคนพี่ก็โพล่งพูดขึ้นมา

“บอกว่าไม่กิน ฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องรึไง ห๊ะ…” ไผ่บอก ไอ้กรหักพวงมาลัยเลี้ยวรถกลับมาเลนส์ขวาแทบไม่ทัน

ผมถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย ถึงแม้จะดีใจที่ไผ่กับสนไม่มีทีท่าว่าจะชอบไอ้กรแต่การปฏิเสธของไผ่ที่แสดงออกว่าไม่พอใจอย่างตรงไปตรงมาก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี เอาเป็นว่ากลับถึงบ้านแล้วไอ้กรไม่อยู่เมื่อไหร่ผมจะเรียกสองพี่น้องมาคุยสักหน่อย อย่างน้อยจะได้รู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นมันผิด

30 นาทีต่อมา

บ้านธีระทานนท์

“กูไปนะ แล้วก็เรื่องไผ่กูไม่ได้ติดใจอะไร อย่าไปว่าน้องล่ะ”

“เออ ขอบใจมาก ไว้วันหลังเดี๋ยวเลี้ยงข้าว” ผมโบกมือลาไอ้กรที่กำลังหักพวงมาลัยรถเพื่อเลี้ยวรถของมันออกจากรั้วบ้าน

“ส่วนเรื่องสน กูจริงจังนะเว่ย บอกไว้ก่อน” มันทิ้งท้ายประโยคบอกเล่าที่ทำเอาหัวใจในอกเต้นไม่เป็นจังหวะ มันขยิบตาหนึ่งครั้งก่อนเลื่อนกระจกรถขึ้นแล้วปล่อยให้ผมยืนอึ้งอยู่กับความรู้สึกของตัวเอง

ผมถอนหายใจอีกครั้ง นี่มันครั้งที่เท่าไหร่กันนะ ผมสะบัดหัวเบา ๆ แล้วกลับหลังหันเพื่อเดินกลับเข้าไปในตัวบ้าน มันเป็นความรู้สึกสับสนว่าตกลงผมรู้สึกยังไงกับไผ่และสนกันแน่ ถามว่าลืมวสันต์ได้รึยังผมขอตอบว่าลืมได้แล้วแต่ก็มีบ้างที่ยังคิดถึง แล้วทำไมผมต้องรู้สึกหึงหวงทุกครั้งที่ไอ้กรพยายามจะเข้ามายุ่มย่ามกับสนด้วยล่ะ แล้วทำไมพักหลังมานี้ผมถึงได้หยุดมองไผ่ไม่ได้ หลายครั้งที่ผมแอบมองแฝดพี่แล้วหลุดยิ้มออกมา มันมีความสุขที่ได้มีไผ่คนนี้คอยอยู่เคียงข้าง รวมถึงสนด้วย

ผมเปิดประตูบ้านเข้าไปและพยายามทิ้งความรู้สึกบ้า ๆ นั้นออกไปก่อนเพราะต้องการตักเตือนต่อความผิดที่สองพี่น้องทำลงไป ไผ่และสนนั่งอยู่บนโซฟา ทั้งสองนั่งรอผมอยู่ก่อนแล้วเพราะผมบอกเองว่ามีเรื่องจะคุยด้วย และดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้ตัวด้วยสิว่าเป็นเรื่องอะไร

“รู้มั้ยว่าวันนี้ทำอะไรผิด” ผมพูดหลังจากนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม

“…” ไผ่ไม่ตอบอะไร แม้แต่จะพยักหน้าตอบยังไม่ทำเลยด้วยซ้ำ

“…” สนเองก็เช่นกัน

“ได้ยินที่พี่พูดรึเปล่า” แน่นอนว่าพวกเขาได้ยินแต่เลือกที่จะนิ่งมากกว่า

“พี่พูดด้วยทำไมไม่พูดกับพี่”

“…” ไผ่ยังคงมองไปทางอื่น สนถอนหายใจเสียงดังแล้วนั่งเอาหัวพิงไหล่ผู้เป็นพี่ บรรยากาศตอนนี้ไม่ดีนักเมื่ออยู่ ๆ ท้องฟ้าก็ครึ้มขึ้นมาเหมือนฝนกำลังจะตก

“ตอบคำถามพี่สิครับ ไผ่”

“…” ใบหน้าเรียบนิ่งของไผ่ซึ่งดูไร้ความรู้สึกเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

“ไผ่ อย่าเสียมารยาท อย่าปล่อยให้พี่พูดคนเดียว” ผมแค่นเสียงพูด มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิดที่เขาจะมาแสดงทีท่าหรืออารมณ์ว่าไม่พอใจผมไม่ว่าด้วยเรื่องอะไรก็ตาม

“เราควรใช้เหตุผลคุยกันมากกว่าอารมณ์ สนก็ด้วย”

“ที่ไผ่เป็นแบบนี้ ไผ่มีเหตุผลของไผ่”

“เหตุผลของเด็กที่ไม่รู้จักโตน่ะหรอครับ”

“ไผ่จะไม่โตได้ยังไง ไผ่รู้ว่าไผ่ผิด ไผ่รู้ว่าไผ่พูดไม่ดี”

“รู้ว่าตัวเองทำไม่ดี รู้ว่าตัวเองทำผิดแล้วทำไมตอนแรกไม่พูด เป็นอะไร ไม่พอใจเรื่องอะไรทำไมไม่บอก” นัยน์ตาสองข้างของไผ่รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาก่อนที่ไผ่จะโพล่งพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“บอกหรอ”

“ใช่ ก็แค่บอก”

“ให้บอกหรอ พี่เมฆเคยสนใจเคยแคร์ด้วยหรอว่าเราสองคนจะเป็นยังไงหรือรู้สึกยังไง”

“แล้วทำไมพี่ต้องไม่แคร์ต้องไม่สนใจด้วยล่ะ”

“ถ้าพี่แคร์ แล้วพี่ทำแบบนั้นทำไม !”

“พี่ทำอะไร”

“ไม่รู้จริง ๆ ใช่มั้ยว่าตัวเองทำอะไรลงไป !”

“ใช่ พี่ไม่รู้”

“คนอย่างพี่เมฆเคยรู้อะไรบ้าง”

“พี่ไม่เข้าใจว่าเราพูดอะไร เอาเป็นว่าบอกพี่ดี ๆ พี่จะได้… ได้แก้ไข อะไรที่เราไม่ชอบ ถ้าพี่แก้ได้พี่ก็จะแก้ ตกลงมั้ย”

“มันกลับไปแก้ไขไม่ได้แล้วล่ะ” ยิ่งไผ่พูดผมก็ยิ่งสับสน ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปทำไมไผ่ถึงได้เป็นแบบนี้

“ต้องแก้ได้สิ” ผมพยายามแก้ปัญหาทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปัญหาที่ทำให้พวกเราต้องมาทะเลาะกันแบบนี้มันคืออะไร

“พี่พูดเหมือนพี่ย้อนเวลากลับไปได้” ไผ่ถาม เราชักสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง

“ย้อนเวลา ?”

“ใช่ พี่ย้อนเวลาได้หรอ” สนพูดเสริม

“แต่ถ้าพี่รู้ว่าพี่ทำอะไรลงไป อย่างน้อยพี่ก็จะระวังและไม่กลับไปทำซ้ำอีก”

“…” ไผ่ไม่พูดอะไร ดวงตาคู่นั้นที่เคยสดใสแดงก่ำเพราะเจ้าตัวเอาแต่ขยี้ตาตัวเองซ้ำ ๆ ครั้นสะอื้นไม่ยอมหยุด

“…” ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อได้แต่มองเม็ดฝนที่กำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า มันตกเบา ๆ เป็นเม็ดบาง ๆ แต่ช่างให้ความรู้สึกเหน็บหนาวเหมือนถูกพายุลูกใหญ่โหมกระหน่ำโถมซัดเข้ามาภายในจิตใจ

“ไม่เป็นไร ไม่อยากพูดตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ไว้เย็นลงเมื่อไหร่ค่อยมาคุยกัน”

“…” ไม่มีใครตอบผมสักคน ผมตัดสินใจลุกขึ้นยืนจากโซฟาแล้วเดินผ่านพวกเขาไปเฉย ๆ เมื่อทิ้งระยะห่างไปแค่หนึ่งช่วงแขนผมจึงเหลียวหลังกลับมาพูดกับพวกเขาว่า

“เป็นอะไรก็บอก พี่แคร์พวกเรานะ”

“แค่เคยแคร์มากกว่า” ถึงไม่เห็นหน้าแต่ผมก็สัมผัสได้ว่าขณะพูดนั้นน้ำตาไผ่กำลังไหลอาบแก้ม

“อย่าทำเป็นรู้ดีว่าพี่รู้สึกยังไงกับเรา ถ้ายังไม่รู้จักพี่ดีพอ”

“ใช่ ไผ่กับน้องยังรู้จักพี่เมฆไม่ดีพอ” คำพูดดังกล่าวทำให้ผมต้องกลับมานั่งลงบนโซฟาอีกครั้ง

“ครับ พี่ก็รู้จักเราไม่ดีพอเหมือนกัน”

“รู้จักไม่ดีหรือพี่ไม่อยากรู้จักกันแน่” ยิ่งพูดไผ่ยิ่งสะอื้น ทุกถ้อยคำเต็มไปด้วยความประชดประชันจนหาเหตุผลเอามาคุยกันไม่ได้

“พี่เมฆเขาไม่อยากรู้จักเรามากกว่า” ยิ่งไปกว่านั้นสนยังพูดแทรกขึ้นมา ซึ่งมันไม่เป็นความจริงเลยสักนิด

“เลอะเทอะกันไปใหญ่แล้ว พอ พอ วันนี้พอแค่นี้ พี่ว่าเราคุยกันไม่รู้เรื่องแล้วล่ะ” มันตลกดีที่ผมกลับมานั่งบนโซฟาแต่กลับต้องเป็นฝ่ายลุกหนีไปเองอีกครั้ง

“พี่เมฆ กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องเลยนะ !” ไผ่หันหน้ามาตะโกนไล่หลัง ผมโบกมือซ้ำ ๆ เป็นการตอบว่าขอจบบทสนทนาเพียงเท่านี้

“กลับมาเดี๋ยวนี้ กลับมาคุยกับไผ่เลย !”

“ก่อนจะสั่งพี่ไปสั่งตัวเองให้ตั้งสติให้ได้ก่อน”

“ไผ่ไม่สั่งให้ตัวเองทำอะไรทั้งนั้น ไผ่แค่อยากคุย ไผ่อยากเคลียร์กับพี่เมฆ !”

“พี่ไม่เคลียร์” เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ มันเป็นของคนสองคนซึ่งนั่นก็คือไผ่กับสน ผมกลับหลังหันกลับไป ใบหน้าผมกับไผ่แทบจะชนกัน ไผ่หายใจกระหืดกระหอบส่งสายตามองผมด้วยความรู้สึกไม่พอใจแต่มันก็แฝงไปด้วยความน้อยใจอันหาเหตุผลไม่ได้ว่าเขาน้อยใจอะไรผม

“พี่เมฆเดินหนีไผ่กับน้องไม่ได้”

“ต้องได้สิครับ” ผมจ้องตามองกลับไป มองลึกเข้าไปในแววตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาและกำลังไหลรินไม่ขาดสาย ไผ่เม้มปากแน่นพลางกำหมัดไว้เหมือนอยากจะซัดผมให้คว่ำแต่ทำไม่ได้

                ผมกลับหลังหันก่อนเดินขึ้นบันไดบ้านและไม่กลับไปมองพวกเขาสองคนอีก มันเป็นครั้งแรกที่เราทะเลาะกันแถมยังรุนแรงจนถึงขั้นต้องเดินหนีอีกฝ่าย ผมหัวเสียอย่างมากแต่ไม่อยากทำให้สถานการณ์ที่เป็นอยู่มันแย่ไปกว่าเก่าจึงเลือกที่จะเปิดประตูเข้าไปในห้องแล้วทิ้งตัวนอนลงบนเตียงกว้างพลางมองหลอดไฟนีออนบนเพดาน มันส่องแสงสลัวมัวมืดแต่ไม่ทันดับ ผมมองมันอยู่อย่างนั้นพลางหูสองข้างได้ยินเสียงเม็ดฝนตกกระทบกับกันสาดหน้าบ้าน

                ทำไมบรรยากาศตอนนี้มันเข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอยู่จังนะ เม็ดฝนที่โปรยปรายลงมาเปรียบเหมือนน้ำตาของไผ่ที่ไหลอาบแก้ม แสงไฟสลัวคงมัวหมองพอ ๆ กับจิตใจสนตอนนี้ ผมก็เช่นกัน


---------------------------------

​----------------------------------------------------------

มันเศร้าาา ไม่เอา ไม่ร้องไห้ เป็นอะไรก็บอกพี่เขาไปสิลูก

25.04.18

​ช่วงนี้ไม่สบายค่ะ รอหน่อยน้าาาา

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว