ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

​ตอนที่ 2 ขัดตา

ชื่อตอน : ​ตอนที่ 2 ขัดตา

คำค้น : พีเรียด,ฤทัยทอรัก,ญานิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 329

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ม.ค. 2562 15:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​ตอนที่ 2 ขัดตา
แบบอักษร

ตอนที่ 2 ขัดตา

            ท่านเจ้าคุณพิชิตพันธกิจแลครอบครัว เดินทางต่อไปยังเมืองปากน้ำ แลต่อไปถึงเมืองจันทบูรณ์ เมืองที่ท่านเจ้าคุณเคยมาประจำทำราชการอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง  ครั้งนี้ท่านเดินทางมาเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูงเก่าๆ พร้อมกับทำราชการที่ได้รับมอบหมายไปพร้อมกัน

            คุณหญิงแลลูกทั้งสามได้พำนักยังเรือนรับรองของเจ้าเมืองจันทบูรณ์ เรือนนี้อยู่ติดกับทะเลมีหาดสำหรับลงเล่นน้ำได้สะดวก คุณหญิงเคยมาอยู่อาศัยยามที่ต้องการพักผ่อนริมทะเล  เวลานี้ตัวเรือนได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปจนเหลือเค้าโครงเดิมเพียงน้อยนิด 

               น้องสาวคนเล็กเรียกบ่าวให้หอบข้าวของหมายลงแช่น้ำให้ฉ่ำใจ คุณแม่แลพี่ๆ ก็มิได้ห้ามเพียงแค่เดินตามมานั่งอยู่ไม่ห่างเพื่อคอยดูแล

               “สนุกเขาล่ะนั่น ได้เห็นทะเลเป็นครั้งแรก” คุณตุลย์ว่าขึ้น พร้อมกับเอนตัวนอนที่เปลยวน ซึ่งมีคนมาผูกเอาไว้ให้ได้พักผ่อนหย่อนใจ

               “อย่าว่าน้องนักเลยลูก  เมษามิได้ออกจากเรือนมาเปิดหูเปิดตาเช่นพี่ๆ  คุณพ่อก็หวงน้องยิ่งนัก  โอกาสเช่นนี้ก็ต้องให้น้องได้เต็มที่ อย่าไปขัดใจกันจะพาลไม่สนุก” คุณหญิงบอกกับลูกสาวคนโต แลลูกชายคนรอง

               “คุณแม่คะ เมื่อครั้งที่คุณพ่อมาประจำที่นี่ เรือนนี้คือเรือนที่คุณพ่อแลคุณแม่เคยอยู่หรือคะ” คุณมีนาเอ่ยถาม ด้วยอยากจะให้คุณแม่เล่าเรื่องเมื่อครั้งมาอยู่ที่นี่

               “จะว่าอย่างนั้นก็ใช่จ๊ะ พ่อกับแม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน แม้จะเป็นระยะเวลาไม่ยาวนานนัก แลที่สำคัญไปกว่านั้น แม่มีนาก็คลอดที่เมืองจันทบูรณ์นี้ เพียงแต่ว่ามิใช่ที่เรือนนี้” คุณหญิงบอกกับลูกสาว พร้อมกับระลึกถึงความหลัง

               “ก่อนจะมีแม่มีนา แม่มานอนพักผ่อนที่นี่ พร้อมกับฝันว่ามีชายแก่ผมยาวมัดมวยสูง เครายาวเช่นพราหมณ์ เดินเข้ามาหาแม่  มาชวนแม่พูดคุยเรื่องการดูแลรักษาผู้คน  ท่านพูดคุยอะไรบ้างแม่ก็จำได้ไม่หมด แต่ความจำสุดท้ายก่อนจะตื่น ท่านมอบเพชรน้ำงามเม็ดหนึ่งไว้ในมือแม่ พร้อมกับเพชรนิลจินดาอีกหีบใหญ่ ก่อนที่เพชรเม็ดนั้นจะกลายเป็นกำไลล้อมเพชรอยู่ที่ข้อมือ หลังจากนั้นไม่นานแม่ก็รู้ตัวว่ามีลูก” คุณหญิงบอกเล่าให้ลูกสาวแลลูกชายได้ฟัง

               “แล้วแหม่มแอนนา กับลูกเล่าขอรับ คุณแม่ได้พบเธอที่นี่ด้วยหรือไม่” คุณตุลย์นึกถึงใครบางคน ที่ได้พบเมื่องานเลี้ยงที่จวนของท่านเจ้าเมืองพระประแดงขึ้นมา 

               “แม่พบกับแอนนา แลสามี ที่งานเลี้ยงสมเด็จวังเรือนแก้วจ๊ะ ตั้งแต่ก่อนที่แม่กับคุณพ่อจะย้ายมาประจำที่นี่ ตอนนั้น แอนนายังมิได้ท้องลูกคนแรกด้วยซ้ำ แลสามีของเธอก็มิใช่กัปตันฮาร์ท” คุณหญิงบอกกับลูกชาย

               “อ้าว  ลูกก็นึกว่า” คุณตุลย์เอ่ยขึ้นไม่จบคำก็เงียบลง

               “สามีคนแรกของแอนนาเสียชีวิต ก่อนที่แม่กับพ่อจะย้ายกลับพระนครไม่นานจ๊ะ พอแม่กลับไปแล้วเราก็ไม่ได้พบกันอีก จนกระทั่งเมื่อวันก่อนที่ลูกได้เห็น” คุณหญิงบอกกับลูกชาย

               “งานเลี้ยงที่จวนท่านเจ้าเมืองวันก่อน แม่เห็นตุลย์พูดคุยกับนายเรือทหารกลุ่มนั้น ท่าทีสนิทสนมกัน แต่ที่สะดุดตาแม่ เป็นลูกครึ่ง ตุลย์รู้หรือไม่ ว่าเขาเป็นคนชาติใด” คุณหญิงแก้วมุกดาเอ่ยถามบุตรชาย ด้วยตั้งแต่วันนั้นก็นึกสงสัยแต่ไม่มีโอกาสได้ถาม

               “ที่คุณแม่ถามถึง น่าจะเป็นเรือตรีเบญจมินทร์ลูกครึ่งเดนมาร์กสยาม  มีคุณแม่เป็นชาวสยาม แต่ไปโตที่เดนมาร์กขอรับ” คุณตุลย์ตอบคำถามคุณแม่ แลขยายความเล็กน้อย

                 “หากเป็นที่บ้านของแม่ พวกลูกครึ่งมีมาก  คนที่นั่นให้การยอมรับ มิได้เดียดฉันท์กันเช่นเวลานี้  เรามองกันด้วยความเสมอภาคทางเชื้อชาติ เปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ  ถือว่าเขาโชคดีมากนะ ที่ได้เข้ามารับราชการสนองพระคุณแผ่นดิน” คุณหญิงบอกกับลูกชาย     

               “กัปตันวิลเลี่ยมบอกลูกว่า เบญจมินทร์ เป็นบุตรบุญธรรมของเขาขอรับ  เขารับเบญจมินทร์มาเลี้ยงหลังจากพ่อแท้ๆ ตายในหน้าที่”  คุณตุลย์เอ่ยขึ้น

               “หากเป็นเช่นนั้น พ่อของเบญจมินทร์คนนี้ก็ต้องเป็นทหารเรือสินะ” คุณหญิงวางมาลัยในมือลง ก่อนจะหันมาสนใจข้อมูลจากบุตรชาย

               “เป็นทหารเรือ ยศเรือโทขอรับ เคยเข้ามารับราชการที่สยามอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะพาลูกชายกลับไปอยู่ที่เดนมาร์ก ด้วยทางสยามแม่ตายแล้ว  ไม่มีญาติคนใดจะรับอุปการะต่อ คนเมืองเรา รังเกียจว่ามีเชื้อสายฝรั่ง”        คุณตุลย์บอกกับมารดา พร้อมกับถอดถอนใจ

               คุณมีนาที่นั่งฟังคุณแม่ แลน้องชาย กล่าวถึงชายที่เธอพอจะนึกหน้าออกว่าเป็นใครด้วยความสงสัย ว่าเหตุใดเขาคนนี้จึงถูกยกมาเป็นประเด็นการพูดคุยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถาม ซึ่งเท่าที่ฟังมาก็นับว่าชีวิตของชายคนนี้ช่างน่าเห็นใจนัก  หากเป็นเธอต้องกำพร้าทั้งพ่อแลแม่ตั้งแต่เล็กๆ ต้องใช้ชีวิตกับคนที่ไม่คุ้นกัน  ก็ไม่รู้ว่าจะเติบโตมาเป็นเช่นไร จะฝ่าฟันจนได้มีโอกาสกลับมาที่บ้านเกิดเช่นนี้หรือไม่

               ในขณะที่บุตรสาวคนเล็กของบ้านเล่นน้ำยังไม่หนำใจเวลาก็ใกล้เที่ยงวันเต็มที คุณหญิงเห็นว่าแดดร้อนจัดเกรงว่าลูกสาวจะเจ็บไข้ จึงให้คนไปตามขึ้นมาจากน้ำ  คุณเมษาเองก็คงจะเริ่มล้า จึงว่าง่ายยอมขึ้นมาแต่โดยดี สองแม่ลูกเดินตามกันกลับขึ้นเรือน ก็พบว่าลูกสาวคนโตกำลังจัดสำรับกลางวันไว้รอท่าแล้ว  คุณตุลย์เองก็เดินเข้ามาสมทบอย่างรู้เวลา  น้องสาวคนเล็กจึงรีบออกไปจัดการตัวเองโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ใครๆ ต้องรอนาน

               ท่านเจ้าคุณเสร็จจากราชการ กลับมาที่เรือนก็เห็นว่าทุกคนกำลังรออยู่อย่างพร้อมหน้า แต่ก็จับสังเกตเห็นว่าบุตรสาวคนเล็กนั้นใบหน้าแดง ตัวแดง ก็พอจะเดาได้ว่า คงจักลงไปเล่นน้ำทะเลเป็นเวลานาน 

               “เพียงวันแรกก็หน้าแดงตัวแดง จนพ่อรู้สึกผิดตา อยู่ต่ออีกสามสี่วัน กลับไปแม่เมษาคงจะดำขำเป็นแน่” ท่านเจ้าคุณเอ่ยหยอกลูกสาวคนเล็ก ก่อนจะนั่งร่วมวงทานอาหาร

               “เสร็จจากราชการ จักกลับเรือนเลยหรือคะคุณพี่” คุณหญิงเอ่ยถาม ด้วยกำหนดการเดินทางในครั้งนี้ไม่ตายตัว มีการปรับเปลี่ยนในทุกวัน

               “ยังไม่แน่ อาจจะได้แวะเวียนไปในที่ต่างๆ ตามทาง ตามแต่สถานการณ์ พี่จะต้องแวะเวียนไปยังเมืองท่า เพื่อดูความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้เห็นจริง รู้จริง จักได้มีข้อมูลในการถวายรายงานสำคัญ รางทีหากมีราชการติดพัน คุณหญิงแลลูกๆ อาจจักต้องกลับเรือนไปก่อน” ท่านเจ้าคุณเอ่ยบอก

             “ลูกขออยู่ช่วยคุณพ่อนะครับ” คุณตุลย์เอ่ยขอบิดา

             “เอาไว้ให้ถึงเวลานั้นก่อนเถิดพ่อตุลย์ พ่อจะบอกอีกที  อ้อเกือบลืมบอกไป อีกสี่หรือห้าวันข้างหน้า จักมีงานเลี้ยงที่จวนท่านเจ้าเมือง คนจักมากกว่าคราก่อน ด้วยจัดเป็นงานสมาคม งานนี้เป็นงานเลี้ยงหลวง มีเจ้านายเสด็จ  ขุนนางที่มณฑลนี้ พ่อค้าชาวตะวันตก มาร่วมงานกัน เราก็คงจักต้องไปกันหมด ท่านเจ้าเมืองขอให้ลูกๆ ไปช่วยงาน ดูแลรับแขกบ้านแขกเมือง แม่มีนา พ่อรู้ว่าลูกไม่ชอบงานสมาคมเช่นนี้ แต่ถือว่าช่วยราชการนะลูก” ท่านเจ้าคุณพฤกษ์เอ่ยขึ้น

              “ค่ะคุณพ่อ”  ลูกสาวคนโตขานรับ แม้จะไม่ชอบใจนักกับการที่ต้องออกไปพบแขกคนข้างนอก  แต่เมื่อคุณพ่อได้เอ่ยปากก็ยากจะขัดท่านได้

             “ตั้งแต่ออกมาจากเรือนหนนี้ พี่มีนาต้องออกงานเป็นครั้งที่สองแล้วนะคะ กว่าจะกลับถึงพระนคร  น้องว่าคงมีแม่สื่อมาจอดรถลากรอเป็นพรวน” น้องเล็กเอ่ยขึ้น พร้อมกับยิ้มทะเล้น

               “ทำเป็นพูดเล่นไปนะเมษา อย่าให้ถึงทีเราบ้าง พี่จะไม่ช่วย” พี่สาวคนโตโต้กลับ พร้อมกับคาดโทษเล็กๆ ก่อนจะยิ้มออกมาเห็นเป็นเรื่องขัน

                “ว่าแต่พ่อตุลย์เถิด ตัดสินใจรึยังลูก ว่าอยากจะรับราชการที่กรมเดียวกันกับพ่อ หรือสมัครใจจักเรียนทหาร กลับไปครานี้พ่อจะเร่งจัดการให้” 

                 ท่านเจ้าคุณเอ่ยถามบุตรชายคนรอง ด้วยเวลานี้อายุของพ่อตุลย์เองก็มิใช่น้อย หากจักเดินสายเดียวกับบิดาก็สามารถสานต่อได้โดยทันที แต่หากสมัครใจไปในอีกทาง ก็จักต้องเสียเวลามากขึ้น ด้วยทันหวังจักให้บุตรชายได้ไปเล่าเรียนไกลศึกษาวิชาการทหารจากฝั่งชาติตะวันตกที่เจริญแล้ว

                “ลูกขอให้คำตอบ ก่อนจักกลับพระนครนะขอรับ” คุณตุลย์เอ่ยตอบท่าน

               “เอาสิ แล้วค่อยคุยกันในเรื่องนี้” ท่านเจ้าคุณเอ่ย พร้อมกับมองไปยังสาวสองคน คล้ายกับจักพูดสิ่งใดออกมา แต่จนแล้วจนรอดก็มิยอมเอ่ย  

   ตลอดสองวันที่ผ่านมาตั้งแต่เช้ายันค่ำ ท่านเจ้าคุณพฤกษ์มีราชการที่จวนท่านเจ้าเมืองซึ่งคุณตุลย์ก็ติดตามบิดาไปราชการด้วย  คุณหญิงแก้วมุกดาแลบุตรสาวจึงถือโอกาสนี้ออกเที่ยวชมเมือง โดยมีทหารจากจวนท่านเจ้าเมืองติดตามในการอำนวยความสะดวกแลนำทาง  นอกจากเที่ยวชมเมืองแล้ว สองคุณหมอก็ถือโอกาสออกตรวจคนไข้ในเมืองนี้ในลักษณะการออกเยี่ยมบ้านไปด้วย

   ภูมิอากาศของเมืองนี้เอาแน่เอานอนมิได้ แม้จะมิใช่หน้าฝนอยู่ๆ ก็มีฝนเทลงมา สักครู่ก็กลับมีแดดออกสลับกันไป เรียกได้ว่าหนึ่งวันนั้นมีหลากหลายฤดู ทำให้มีน้ำขังตามที่ต่างๆ  ซึ่งเป็นที่เพาะพันธุ์ยุง พาหะของโรคติดต่อหลายชนิด แลชาวบ้านที่นี่ก็มีอาการเจ็บป่วยจากไข้ป่าระบาดด้วย

   คุณหญิงสั่งให้รถม้าหยุดข้างทาง เมื่อเห็นว่าใกล้ๆ กันนี้มีหมู่บ้านอยู่ คุณหญิงแลบุตรสาวเดินเข้าไปยังหมู่บ้านซึ่งมีอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน  ได้ยินเสียงเด็กๆ วิ่งเล่นกันอยู่ที่ลานกลางบ้าน เวลานี้มองหาชายวัยฉกรรจ์หรือหญิงสาวรุ่นมิได้สักคน 

     สภาพเรือนหลังที่คุณหญิงกำลังเข้าไปหา มีตาแก่นอนห่มผ้าอยู่ ได้กลิ่นยาต้มลอยตามลมมาจากด้านซ้ายของเรือน ทหารที่ติดตามมาอาสาเป็นคนเข้าไปถามให้ แต่บุตรสาวคนโตของคุณหญิงกลัวชาวบ้านจะตื่นกลัวทหาร จึงเดินถือย่ามยา เข้าไปร้องเรียกหาเจ้าของเรือนเสียเอง

    “มีผู้ใดอยู่เรือนหรือไม่จ๊ะ” แม่มีนาเรียกหาคนในเรือน แม้จะเห็นว่ามีตานอนห่มผ้าอยู่ แต่ด้วยหญิงสาวอยากทราบว่ามีใครอยู่ที่เรือนนี้บ้าง จึงร้องเรียกออกไป  เพียงไม่นานก็มีหญิงอายุเลยวัยกลางคนเดินแกมวิ่งออกมาจากหลังเรือน พร้อมกับพัดในมือ

    “มีอะไรกันหรือจ๊ะ มาทำอะไรกันที่เรือนของฉัน” ยายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นๆ ด้วยมองเห็นว่ามีทหารถึงสองนายมาอยู่ที่หน้าเรือน

     “ฉันเป็นหมอ มาจากพระนคร รู้มาว่าเมืองนี้มีไข้ป่าระบาด ได้ผ่านทางมาก็เลยจักมาดูว่าบ้านไหนป่วยบ้าง จะได้ช่วยตรวจอาการให้” คุณหญิงเอ่ยขึ้น

     ด้วยท่าทางภูมิฐาน งามสง่า แลมีทหารติดตามมาด้วย ทำให้หญิง ผู้นั้นมิได้หวาดกลัวว่าคนที่มายืนอยู่หน้าเรือนจักมาไม่ดี กลับรู้สึกเกรงๆ เสียมากกว่า

    “เป็นหมอจากพระนครอย่างนั้นหรือจ๊ะ ผัวฉันก็ป่วย ไข้มาหลายเพลาแล้ว นี่ก็กำลังต้มยาให้ตามมีตามเกิด หากหมอจะกรุณา ก็ช่วยตรวจอาการตาชื่นทีเถิดถือว่าเอาบุญ” ยายแช่มบอกพร้อมกับเชิญทั้งคณะเข้ามาในเรือน

    “ดิน ฟ้า อากาศเช่นนี้ น้ำก็ขังอยู่รอบเรือน ถึงวันนี้ไม่ป่วย สักวันก็อาจจะป่วยได้”  คุณมีนาเอ่ยขึ้น เมื่อเข้ามาถึงใต้เรือนของสองตายาย ด้วยรอบๆ นี้มีป่าหญ้า หลุมบ่อที่น้ำขังอยู่เต็มไปหมด 

    พี่สาวว่าจบ น้องสาวก็เดินตระเวนดูตามร่องน้ำ แลกะลา หม้อไหที่แตกอยู่รอบๆ บ้าน ก่อนจะเข้ามารายงานผลที่ตนได้ออกเดินสำรวจ

    “ยุงชุมเชียวล่ะพี่มีนา ลูกน้ำเกิดอยู่ตามที่น้ำขัง พวกกะลาที่ไม่ได้คว่ำ ตุ่มน้ำก็มิได้มีฝาปิด” แม่เมษาเดินมากระซิบพี่สาว

    วิถีชาวบ้าน นั้นอยู่กันตามมีตามเกิด ในวันนี้นอกจากรักษาอาการเจ็บป่วยแล้ว คุณหญิงก็ต้องให้ความรู้เรื่องสุขศึกษา แนะนำการดูแลสภาพแวดล้อมในเรือน เพื่อป้องกันมิให้ป่วยไข้กันไปมากกว่านี้ ซึ่งนอกจากยายแช่ม ตาชื่นจะนั่งฟังอย่างตั้งใจแล้ว ก็ยังมีผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านคนอื่นๆ ล้วนแต่เป็นผู้สูงอายุที่มิได้ออกไปทำไร่ทำสวน ซึ่งทหารไปตามมารับการตรวจรักษา แลนั่งฟังความรู้นี้ร่วมด้วย

    ระหว่างที่คุณแม่บอกวิธีการดูแลตนเองให้แก่ชาวบ้าน คุณมีนาก็ใช้เวลานี้เดินดูรอบๆ หมู่บ้าน โดยมีทหารติดตามมาด้วย  หญิงสาวค่อนข้างสนใจวิถีความเป็นอยู่ของคนที่นี่ นอกจากสภาพดินฟ้าอากาศที่ทำให้ต้องปรับตัวตลอดเวลาแล้ว การใช้ชีวิตที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ความหลากหลายทางวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งที่หญิงสาวต้องการศึกษา

    ท้ายหมู่บ้านก็เป็นสวนผลไม้ของชาวบ้าน แลมีชายทะเลอยู่อีกฝั่งไม่ไกลนัก  ท้ายหมู่บ้านนี้นับเป็นจุดลับตาคน ไม่มีใครมาที่นี่นักหากมิใช่เจ้าของสวน หรือชาวบ้านที่รับจ้างในสวนนี้   ครั้นเห็นว่ามาถึงสุดทางแล้วหญิงสาวก็จะเดินย้อนกลับไปยังทางเดิม หางตาก็เหลือบไปเห็นว่ามีชายหญิงคู่หนึ่งเดินตามกันมายังชายหาด  ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลเกินระยะที่แม่มีนาจะเห็นหน้าตาของคนทั้งคู่ได้ลางๆ ด้วยความที่คุ้นตากับเครื่องแต่งกายของฝ่ายชาย รวมทั้งลักษณะท่าทางที่โดดเด่น ทำให้เธอจำได้ว่าชายคนนั้นคือ เรือตรีเบญจมินทร์ แต่หญิงสาวอีกคนนั้นเธอมิเคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน 

    แม่มีนาหยุดมองไปที่คนทั้งคู่ด้วยสังเกตเห็นว่า สองคนนั้นคงจะมีเรื่องผิดใจกันตามประสาคนรัก ทำให้มีการยื้อยุด ฉุดกันไปมา คนหนึ่งดึงเข้าหา อีกคนก็ผลักออก แลเหมือนว่าฝ่ายหญิงจะเต็มไปด้วยอารมณ์ไม่พอใจ พร้อมกับวาดมือขึ้นตบหน้าฝ่ายชายจนเต็มแรง จนฝ่ายที่โดนทำร้าย หน้าหันตามแรงมือ ก่อนจะดึงฝ่ายหญิงเข้ามาโอบไว้จรดริมฝีปากของตนบดลงที่กลีบปากบางของเธอ  

    หญิงสาวเห็นภาพนั้นก็ให้มองตะลึง คิดว่านี่คงเป็นการดูหนังบนจอภาพยนตร์ตามที่มารดาเคยเล่าให้ฟัง เธอมองภาพนั้นด้วยความตกใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะรีบเดินหลบไปกลัวว่าคนคู่นั้นจะเห็นเข้า แต่ก็เหมือนกับจะช้าไป ชายคนนั้นหันมาสบตากับเธอพอดิบพอดี คนที่ถูกจับได้ว่าแอบมองอยู่ก็รีบจ้ำอ้าว เดินกลับไปยังเรือนผู้ป่วยโดยทันทีด้วยความรีบร้อน จะหนีให้พ้นจากที่ตรงนั้น หญิงสาวก็เร่งเดินนำมาโดยไม่ได้บอกกล่าวทหารติดตามที่กำลังสนทนากับเจ้าของสวนอยู่ที่ใต้ต้นไม้ 

    คุณเมษาเห็นพี่สาวเดินจ้ำอ้าวกลับมาโดยไร้เงาของทหารที่ติดตามไปก็เกิดสงสัย จึงเอ่ยถาม

    “ทำไมกลับมาคนเดียวเล่าพี่มีนา  เห็นทหารติดตามไปตั้งหลายคน”     “พี่บอกให้เดินตามมาห่างๆ ไม่ชอบผู้ใดติดตามให้มากความเช่นเมษานั่นแหละ" พี่สาวคลายความสงสัยให้น้องสาว ก่อนจะเข้าไปสมทบกับคุณแม่ ที่กำลังเตรียมตัวกลับเรือนรับรอง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว