email-icon facebook-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 15 หยกที่แสนล้ำค่า

ชื่อตอน : ตอนที่ 15 หยกที่แสนล้ำค่า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2561 09:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15 หยกที่แสนล้ำค่า
แบบอักษร

ตอนที่ 15

หยกที่แสนล้ำค่า

องค์ชายสาม "เจ้าจงเก็บหยกสีนิลของพี่ไว้ติดกายส่วนหยกสีขาวนั้นจงเก็บใส่หีบห่อเพื่อรอส่งคืนเจ้าของ"

@@@@@@



"หุบปากของเจ้าลงบ้างเถิดเป้ยเออร์...จะบอกว่าที่ผ่านมาเจ้าไม่เคยรับรู้พระทัยของเสด็จพี่เลยอย่างนั้นรึ?"

ร่างบางที่ยังตกตะลึงกับคำสารภาพขององค์ไท่จื่อเผลอพยักหน้าตอบรับ เห็นดังนั้นองค์ชายสามจึงอดสรวลเบาๆ ไม่ได้ ถูกบุรุษสารภาพรักแต่กลับไม่มีท่าทีขัดเขิน เพียงตกใจจนยืนอ้าปากค้างราวกับพบสุกรออกลูกเป็นไก่ ช่างไร้เดียงสานัก! แต่เหตุใดสตรีที่ไร้เดียงสาในเรื่องหนุ่มสาวกลับกล้าวางยาปลุกกำหนัดพระองค์และเหตุใดพระองค์จึงคิดว่าการถูกวางยาครานี้เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยเล่า!

"เป้ยเออร์เลิกคิดถึงบุรุษอื่นได้หรือไม่...ตอนนี้มีแค่เพียงเราได้รึไม่?"

ร่างบางหุบริมฝีปากที่อ้าค้างก่อนจะหันมาสบดวงเนตรสีเทาขององค์ชายสาม

"เพคะ หวางเยี่ยตรัสว่าอย่างไรนะเพคะ?"

“เลิกคิดถึงบุรุษอื่นได้หรือไม่?” ร่างสูงตรัสขึ้นเบาๆอีกครั้ง

"พี่มีของมามอบให้เจ้าเช่นกัน ยื่นมือมาสิ" องค์ชายสามรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อมองเห็นท่าทีสะท้านอายของร่างบางอีกครั้ง หากมัวแต่ทำให้เขินอายอยู่แบบนี้คงไม่เหลือเวลาให้บอกกล่าวสิ่งใดเป็นแน่

“เหตุใดต้องยื่นมือเล่าเพคะ?”

“ยื่นมาเถิดพี่สัญญาว่าจะไม่ตัดมือเจ้าทิ้ง”

“เอ๊ะ!” ร่างบางทำท่าทีราวกับไม่พอใจแต่มือรียวเล็กกลับยื่นออกมาช้าๆ

องค์ชายสามยกยิ้มมุมพระโอษฐ์ หากบอกว่าพระองค์ทำตัวราวกับเด็กพระองค์ก็คงปฏิเสธไม่ได้ คราที่เสด็จพี่มอบหยกประจำพระองค์ให้เสด็จพี่ทรงยัดเยียดหยกนั้นใส่มือของนางไป นางหาได้ยื่นมือมารับด้วยความเต็มใจไม่ แต่ครานี้ไม่เหมือนกันเพราะพระองค์จะทำให้นางเป็นผู้ยื่นมือมารับหยกสีนิล(ดำ)ประจำพระองค์ด้วยตัวเอง

"หยกสีนิลนี้เป็นหยกประจำตัวของพี่เฉกเช่นเดียวกับหยกสีขาวประจำองค์ไท่จื่อ เจ้าจงเก็บหยกสีนิลของพี่ไว้ติดกายส่วนหยกสีขาวนั้นจงเก็บใส่หีบห่อเพื่อรอส่งคืนเจ้าของ ทุกเมื่อเชื่อวันให้ระลึกถึงค่ำคืนที่ผ่านมาของเรา..."

คิ้วเรียวของเธอขมวดมุ่น ใครเขากล่าวอำลาแบบนี้กันบ้างเล่า! ไม่ได้อวยพรเรื่องการเดินทางแต่กลับให้นึกถึงเรื่องที่ผ่านมาของสองเรา นี่มันตรรกะแบบใดของพระองค์กันเนี่ย!

"หากพบเจอบุรุษใดที่อยากสานสัมพันธ์จงกำหยกสีนิลนี้ไว้ให้แน่นจากนั้นจึงระลึกถึงใบหน้าหล่อเหลาทรงเสน่ห์ของผู้เป็นเจ้าของ..." ยัง นี่ยังไม่หยุดอีก! แล้วเมื่อใดจะได้ออกเดินทางเล่า

"เอ่อ...หวางเยี่ยเพคะ เป้ยเออร์เข้าใจในความใส่พระทัยและความห่วงใยของพระองค์ยิ่งนัก บัดนี้ล่วงเข้าปลายยามเหม่าแล้วการเดินทางจะล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้นะเพคะ"

คำแทนตัวเองว่าเป้ยเออร์ทำให้องค์ชายสามโสมนัสยิ่งนัก นางเริ่มเปิดใจแล้วใช่รึไม่! ความโกรธในใจนางทุเลาลงแล้วใช่รึไม่! ดี...ดียิ่งนัก

คิดได้ดังนั้นร่างสูงจึงสาวพระบาทเข้าประชิดก่อนจะยกสองพระหัตถ์ประคองใบหน้างดงามให้เงยขึ้นช้าๆ การกระทำที่แสดงออกถึงความรักใคร่ทะนุถนอมทำเอาร่างบางขัดเขินจนแทบทำตัวไม่ถูก

"ดูแลตนเองให้ดีและอย่าหักโหมให้มากนัก”

“เพคะ”

“จงรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อยู่เสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ" เอ่อได้ข่าวว่านางเป็นหมอ!

"หากทนคิดถึงพี่ไม่ไหวหรือยามใดที่เจ้าเหนื่อยล้าให้หยิบหยกสีนิลนี้ขึ้นมา..." หยกนี่มันเป็นหยกซุปเปอร์แมนหรือยังไง แก้เมื่อยก็ได้ เฮ้อ!

"ตัวพี่จะคอยให้กำลังใจและอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ...เป้ยเออร์ของพี่" อ๊วกแตกต่อหน้าเชื้อพระวงศ์นี่จะโดนประหารมั้ย! องค์ชายสามนี่มันเด็กน้อยชัดๆ ร่างบางคิดในใจก่อนจะเผลอแย้มยิ้มให้กับบุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้า

"ขอบพระทัยหวางเยี่ยที่มอบหยกซุป เอ่อ...หยกที่แสนล้ำค่านี้ให้เพคะ เวลาล่วงเลยมามากแล้วเป้ยเออร์ขอทูลลา หวางเยี่ยโปรดถนอมพระวรกาย" ร่างบางย่อตัวทำความเคารพก่อนหมุนกายเดินจากไป

“อย่าลืมหยกสีนิลของพี่เล่า”

“เพคะ” หยกซุปแปอร์แมนแก้เหนื่อยเมื่อยล้า ใครจะไปลืมได้ลง!

อากัปกิริยาที่พระอนุชาและสตรีอันเป็นที่รักปฏิบัติต่อกันยังผลให้องค์ไท่จื่อที่ยังประทับอยู่บนรถม้าสะเทือนพระทัยยิ่งนัก ที่ยังไม่มีรับสั่งให้เคลื่อนรถม้าจากไปเพราะพระองค์หักพระทัยจากลานางไม่ได้แม้แต่น้อย ภาพที่ปรากฏในสายพระเนตรยามนี้ช่างกระตุ้นให้พระทัยเจ็บปวด พระองค์ทรงทราบดีว่าหลิงเป่าเป้ยผู้นี้รักมั่นต่อพระอนุชาแค่ไหนยากยิ่งที่จะเปลี่ยนหัวใจดวงน้อยของนางได้รู้สึกถึงพระองค์สักครั้ง แต่กระนั้นพระองค์ยังขอโอกาส...

โอกาสได้พูดความในใจ โอกาสได้แสดงความห่วงใยเฉกเช่นบุรุษผู้หนึ่งห่วงใยสตรีนางหนึ่ง โอกาสในการรอคอยให้นางตอบรับถึงแม้ความหวังจะแสนเลือนราง ภาพที่พระอนุชาใช้พระหัตถ์กอบกุมใบหน้านางอย่างแสนรักและรอยยิ้มที่นางมอบกลับคืนมาให้ทำให้พระองค์เจ็บปวดเหลือเกิน...

“เป้ยเออร์...พี่จะต้องเสียเจ้าไปจริงอย่างนั้นรึ?” แม้อยากลงไปกระชากร่างบางออกจากพระหัตถ์พระอนุชาเพียงใดก็ไม่สามารถกระทำเช่นนั้นได้! เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้พระองค์จะไม่นึกโทษโชควาสนาเพียงจะขอทำตามพระทัยต้องการ ขอลงสู้ศึกรักครั้งนี้อย่างเปิดเผยสักครั้งแม้คนที่ต้องต่อสู้จะเป็นถึงพระอนุชาที่พระองค์รักที่สุด...

"พี่จะรอคอยคำตอบของเจ้านะเป้ยเออร์"

@@@@@@


"ล่ำลาอาลัยกันเพียงพอแล้วหรือยัง ข้ารอจนหางจะงอกออกมาอยู่แล้ว!"

น้ำเสียงประชดประชันที่แฝงไปด้วยความเบื่อหน่ายดังขึ้นตั้งแต่อองตองยังเดินไปไม่ถึงรถม้า ไม่ต้องบอกก้รู้ว่าเป็นเสียงของผู้ใด ปากสุนัขเช่นนี้คงมีเพียงผู้เดียว! ร่างบางย่นจมูกพร้อมเบะริมฝีปากบนล้อเลียนสหายอย่างน่ารัก

"เจ้าอิจฉาข้าอย่างนั้นรึชุนชุน!...โอ้ ดูสิดวงตาอินทรีย์แดงก่ำ ริมฝีปากเม้มแน่น คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ท่าทางแบบนี้เหมือนสุนัขที่ไม่มีโอกาสลิ้มลองเนื้อห่านแต่กลับสะบัดหน้าพร้อมกล่าวว่าเนื้อห่านรึจะสู้เศษผักข้างตลาดฮ่าๆๆๆ ชุนชุนเจ้านี่น่ารักเกินไปแล้ว..." ร่างบางหัวเราะโดยไม่ระวังกิริยาก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าพร้อมกับสาวใช้คนสนิท

"หึ! สตรีวิปลาสเช่นเจ้าทำบุญมาด้วยหยกเลอค่าหรืออย่างไร ทำไมหนอ...บุรุษสูงศักดิ์ที่พร้อมด้วยคุณสมบัติถึงสองพระองค์จึงหลงผิดคิดปักพระทัยกับเจ้าได้ เจ้าเป็นแม่มดหมอผีหรืออย่างไรกัน!" มู่หรงไป๋ชุนพลันกล่าวไล่หลังก่อนจะกระโดดขึ้นม้าด้วยท่าทางองอาจสมชายชาตรี

"ออกเดินทางได้!" ร่างสูงตะโกนจากหลังม้าด้วยน้ำเสียงกึกก้อง

"ชุนชุน”

“หืม ว่าอย่างไร” ร่างสูงผ่อนจังหวะม้าให้ลงมาเทียบกับหน้าต่างที่มีใบหน้างดงามผลุบๆโผล่ๆอยู่

“ข้าคิดว่าข้าคงทำบุญด้วยหยกเลอค่าจริงดังที่เจ้าว่าบุรุษสูงศักดิ์ที่พร้อมด้วยคุณสมบัติถึงสองพระองค์จึงปักพระทัยกับข้า กลับกันถ้าข้าทำบุญด้วยก้อนกรวดก็คงเป็นเจ้ากระมังที่จะผูกสมัครรักใคร่ในตัวข้า อูย...แค่คิดขนในกายข้าก็ลุกชันขึ้นเสียแล้ว" ไม่พูดเปล่าร่างเล็กพลางทำท่าทางลูบท่อนแขนภายใต้อาภรณ์สีฟ้าสดใสผ่านม่านหน้าต่างรถม้าราวต้องการยืนยันคำพูดของตน

เรือนร่างองอาจของมู่หรงไป๋ชุนถึงกับชะงัก คิ้วคมขมวดมุ่นก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น

"บุรุษอย่างข้ามันต้อยต่ำมากหรืออย่างไรเป้ยเป้ย ใช่สิ! ข้าเป็นเพียงบุตรของอดีตแม่ทัพใหญ่ไหนเลยจะคู่ควรกับบุตรีแพทย์หลวงกับอดีตกงจู่ของแคว้นได้"

น้ำเสียงที่เปล่งออกมาราวอัดอั้นตันใจทำให้ร่างถึงกับบางหุบยิ้ม

"ชุนชุน นี่เจ้าเป็นอันใด! เหตุใดต้องประชดประชันข้าด้วย เจ้าก็รู้ข้าเพียงแค่ล้อเล่นเหตุใดต้องมาทำน้ำเสียงแบบนี้กัน!"

"บางเรื่อง หากสตรีวิปลาสเช่นเจ้าเปิดตาเปิดใจบ้างก็คงจะไม่เอ่ยคำพูดแบบนี้ ช่างเถิด...ข้าไม่มีอันใดจะสนทนากับเจ้าแล้วหน้าที่ข้ามีเพียงส่งคุณหนูผู้สูงศักดิ์ให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยเท่านั้น!" กล่าวจบมู่หรงไป๋ชุนก็ควบม้าจากไป

"ชุนชุน! ชุนชุนเจ้ากลับมาเดี๋ยวนี้ เจ้าเคืองข้าด้วยเหตุอันใด แล้วใยพูดเหมือนตัวเองต่ำต้อย เจ้าต่ำต้อยที่ใดกัน! ชุนชุนบุรุษปากสุนัข บุรุษขี้ใจน้อย ฮึก! ชุนชุนกลับมานะ" ร่างบางที่ถูกสหายรักเมินเฉยพลันร่ำไห้อย่างน่าสงสาร

"เออ! ไอ้บ้าไม่พูดก็ไม่พูด ฮึก !ไอ้กระเทยทำหมันไอ้หัวเถิกไอ้ขี้งอนไอ้..."

"เอ่อ...คุณหนูเจ้าคะสิ่งใดคือกระเทยทำมัน สิ่งใดคือหัวเอ่อหัวเทิงแล้วสิ่งใดคือขี้งอนเล่าเจ้าคะ?"

"นี่เสี่ยงหง! ไม่รู้สักเรื่องจะได้รึไม่ คนกำลังเสียใจอยู่จะมาพูดหัวทงหัวเทิงให้ขบขันเพื่ออันใด ฮือๆๆๆ"

"โธ่!คุณหนูเจ้าคะ อย่าร้องไห้เลยนะเจ้าคะนูปี้ไม่ได้ตั้งใจ...คุณหนูเจ้าคะ"

เสียงเรียกปนสะอื้นที่เปล่งจากริมฝีปากแดงระเรื่อทำให้มู่หรงไป๋ชุนปวดใจยิ่งนัก หากเมื่อครู่เขาไม่ได้เป็นฝ่ายควบม้าจากมาเขาคงทำในสิ่งที่ปรารถนาโดยไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้

รัก...รักแค่ไหนอยากบอกเหลือเกิน

ห่วง...ห่วงมากเพียงใดเจ้ารู้รึไม่

เหตุใดเขาจึงรู้สึกเช่นนี้ทั้งที่บอกกับตัวเองเอาไว้ว่าขอเพียงนางรักแม้จะในฐานะใดเขาก็พอใจทั้งนั้น! แต่เมื่อเห็นบุรุษซึ่งเพียบพร้อมกว่ามาสารภาพความในใจกับกับนางทั้งที่ตัวเขาไม่มีโอกาสนั้นจึงทำให้อดรนทนไม่ไหว เขานั้นแทบอยากตะโกนบอกนางว่านางเองก็เป็นเจ้าของดวงใจของเขา เขาเองก็รักปักใจกับนางเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำได้สำหรับบุรุษที่ต่ำต้อยกว่าคือการ มองดู!

"มันถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงแล้วใช่หรือไม่...ว่าเจ้าคู่ควรกับบุรุษอื่นเสียแล้ว" มู่หรงไป๋ชุนกล่าวกับตนเองก่อนจะแหงนหน้าขึ้นไปมองยังท้องฟ้าเพื่อห้ามมิให้หยดน้ำตารินไหล

รักเหลือเกิน! แต่เขาก็ไม่อยากสูญเสียนางไป เขารู้ดีว่าเมื่อไหร่ที่เขาเอื้อนเอ่ยสิ่งที่ใจคิดเมื่อนั้นนางจะเป็นฝ่ายหลบหน้าและหนีหาย

"ท่าน...เจ็บปวดมากใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

“บางทีการร้องไห้ออกมาหาใช่เพราะเราอ่อนแอไม่...กลับกันการที่เราได้ระบายออกมาบ้างมันจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและไม่เจ็บปวดจนเกินไปนัก!"

น้ำเสียงอ่อนหวานระคนปลอบโยนทำให้มู่หรงไป๋ชุนชะงัก สตรีใจกล้าใดกล้ากล่าววาจาราวกับรู้จักกับเขาดีแล้วยังกล้ามาแนะนำสั่งสอนตัวเขาซึ่งเป็นถึงรองแม่ทัพอีกต่างหาก

"ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกใคร ท่านรองแม่ทัพโปรดวางใจเจ้าค่ะและหากท่านอยากร้องไห้ก็จงร้องออกมาเถิดข้าทำเช่นนั้นอยู่บ่อยๆ"

"คุณหนูหม่าเข้าใจผิดไปแล้ว ตัวข้าหาได้เป็นอันใดไม่!" เขาลืมไปได้อย่างไรว่าการเดินทางในครั้งนี้หาได้มีเพียงเขาและเป้ยเป้ยแต่ยังมีคุณหนูหม่าซูมี่บุตรีของเสนาธิการหม่าหลิวเหวินกุนซือคู่ใจแม่ทัพใหญ่ติดตามมาด้วยด้วย นางเป็นหมอหญิงเพียงหนึ่งเดียวในโรงหมอแห่งกองทัพชายแดน มีอายุเพียงสิบแปดหนาวแต่ฝีมือทางการแพทย์กลับโดดเด่น หม่าซูมี่นั้นร่ำเรียนและสำเร็จวิชาแพทย์จากแคว้นเกาและรั้งอยู่ในโรงหมอกองทัพตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ปีหนึ่งนางจะกลับมาเยี่ยมมารดาที่จวนหนึ่งถึงสองครั้งรั้งอยู่ราวครึ่งเดือนแล้วจึงเดินทางกลับ ครานี้ประจวบเหมาะกับเขาและเป้ยเป้ยจะเดินทางไปยังโรงหมอชายแดนเสนาธิการหม่าจึงฝากฝังให้เขาดูแลนางด้วย

"ท่านปิดข้าและคนอื่นๆได้ แต่ท่านปกปิดหัวใจที่บอบช้ำของตนเองไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”

“คุณหนูหม่า!”


-จบตอน-

เอ๋ๆๆ คุณหนูหม่าจะเป็นใครน้า เกี่ยวอะไรกับชุนชุน

ความคิดเห็น