facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สืบรัก彡คดีที่5

ชื่อตอน : สืบรัก彡คดีที่5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2561 20:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สืบรัก彡คดีที่5
แบบอักษร

สืบรัก彡คดีที่5



ความมืดของท้องฟ้าในยามราตรีแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่แม้แต่ภายในห้องนอนใหม่ของผู้ต้องหาในคดีนับสิบอย่างผม เมเกอร์คือฉายาที่ได้รับมาจากใครสักคนซึ่งผมไม่ได้สนใจอะไรนัก รู้แค่ว่าฉายานั้นมอบให้กับผู้มีความสามารถในการแฮ็กระบบคอมพิวเตอร์และการล่อลวงผู้คนด้วยวาจา


หลังจากถูกจับ ไม่สิ ควรพูดว่ายอมให้จับอยู่นานก็ได้มีออกกาศออกมายังโลกภายนอกอีกครั้งนึง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม อาจเพราะผมพึ่งได้เข้าไปอยู่ในเรือนจำไม่กี่เดือนเลยไม่มีอะไรเปลี่ยนมากนัก


ที่เปลี่ยนคงเป็นความรู้สึกภายในอกนี่ละมั้ง


เพราะความเบื่อจากการแฮ็กระบบความปลอดภัยรวมถึงการพูดจาล่อหลอกทำให้ตัดสินใจเข้าไปบอกกับตำรวจว่าคนที่แฮ็กระบบธนาคารเอาเงินออกไปโปรยว่อนคือตัวผมเอง การอยู่ในเรือนจำไม่ได้แย่เพราะผมได้สิทธิ์พิเศษมีห้องเดี่ยวไม่ต้องอยู่ร่วมกับใคร ถึงความจริงคือคนอื่นไม่สามารถอยู่ร่วมกับผมได้ก็ตาม


ชีวิตในแต่ละวันผ่านไปเรื่อยๆโดยไม่ต้องทำอะไรก็มีของให้กิน สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องดิ้นรนมาสบายจะตายแถมยังมีอิสระในการจะทำอะไรก็ได้เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาเหมือนอย่างคนอื่นที่ต้องออกไปทำงาน


ข้อจำกัดที่มีคือผนังห้องกับสิ่งอำนวยความสะดวกละมั้ง


ไม่จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุกผมก็สามารถคิดหรือสร้างโปรแกรมหรือแม้แต่การฝึกแฮ็กเข้าระบบต่างๆได้ด้วยวิธีง่ายๆคือใช้หัว ว่ากันว่าภายในสมองมีพื้นที่ความจำอยู่แบบอินฟินิตี้ ดังนั้นการจะใช้หน่วยความจำเพียงไม่กี่กิ๊กในการทดลองเขียนโปรแกรมและจำลองาพการแฮ็กเข้าระบบก็ไม่ใช่เรื่องยาก


ผ่านไปไม่นานกลับมีบางอย่างมาทำลายความสงบและเวลาของผม ของคนทางการขอเข้าพบผมโดยไม่ขอความสมัครใจก่อนจะเสนอให้เข้าร่วมกับทางนั้นเพื่อลดโทษจำคุกแลกกับการใช้ความสามารถและทักษะที่มีช่วยทางการ


เชื่อไหมว่าผมหัวเราะลั่นห้อง


ในเมื่อคนที่เดินเข้ามาให้ถูกจับคือตัวผมก็น่าจะเข้าใจได้นะว่าผมเข้ามาอยู่ในเรือนจำนี่ด้วยตัวเองไม่ใช่ถูกจับ การลดโทษไม่จำเป็นสำหรับผมเลยสักนิดเดียว อาจเพราะได้รับการปฏิเสธทางการจึงส่งคนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือทหาร น่าเบื่อจนอยากหลับคาโต๊ะให้รู้แล้วรู้รอด


การใช้คำพูดหวาดล้อมเองก็ไม่ได้เรื่อง พอเข้ามาก็เอาแต่พูดเหมือนๆกันไม่ลดโทษก็ใช้ความสามารถที่มีเพื่อประโยชน์ของประเทศ


ดูยิ่งใหญ่ดี


ซึ่งทุกคนถูกผมตอกกลับไปหมดจนไม่มาให้เห็นหน้าอีกเป็นครั้งที่2 แต่แล้ววันหนึ่งผู้มาเยือนกลับสร้างความสนใจให้ผมโดยไม่รู้ตัว ในตอนแรกตัวตนของเขาแทบไม่อยู่ในสายตาทว่าดวงตาสีน้ำตาลที่จ้องประสานมายังดวงตาสีเขียวมรกตของผมนิ่งๆนานหลายนาทีนั้นทำให้ผมรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง


บรรยากาศรอบๆตัวคนคนนี้ต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน


สงบและน่าอยู่ใกล้ๆ


ตราสัญลักษณ์บริเวณปกเสื้อเห็นครั้งแรกอาจต้องขมวดคิ้วแต่เมื่อมีเวลาได้คิดสักคืนสองคืนก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายทำงานอะไร หน่วยสืบสวนพิเศษ


เป็นหน่วยเฉพาะที่ไม่ขึ้นตรงกับใคร มีหัวหน้าเพียงคนเดียวซึ่งกุมอำนาจมากสุด หน้าที่ของหน่วยคือการจัดการคดีหรือเรื่องต่างๆจากที่ทำไม่สำเร็จหรือทำไม่ได้


ผมมองว่าหน่วยนี้เป็นเหมือนถังขยะที่ใครทำอะไรไม่ได้ก็โยนสุมๆไว้ในนี้ เพียงแต่ด้วยความสามารถของคนในหน่วยทำให้ขยะเหล่านั้นถูกนำไปรีไซเคิ้ลก่อนจะปากลับใส่หน้าเจ้าของอย่างจัง


ใบไธม์


คือชื่อเล่นของรองหัวหน้าหน่วยสืบสวนพิเศษที่เรียกความสนใจจากผมได้เสมอ เขาเป็นคนธรรมดาแต่แฝงไว้ด้วยความไม่ธรรมดาอย่างมหาศาล


ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งไม่อยากห่าง


ทั้งที่ไม่อยากถูกจูงไปบนเส้นทางไหนแต่กลับโดนข้อเสนอง่ายๆอย่างการได้เจอกันทุกวันดึงดูดจนต้องตกลง น่าขายหน้าจริงๆ ไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่ตัวเองรู้สึกสนใจและเรียกร้องสิ่งใดมากขนาดนี้


อยากให้ใบหน้านิ่งๆนั่นหันมาสน


อยากให้ริมฝีปากบางๆนั่นเผยรอยยิ้มออกมา


อยากให้ในดวงตาสีน้ำตาลนั่นสะท้อนภาพตัวเอง


“ใบไธม์”ผมพึมพำเสียงเบาหวิวโดยทอดสายตามองไปยังสวนตรงหน้า


พอได้ออกมาจากเรือนจำห้องพักของผมจึงเปลี่ยนมาเป็นที่นี่ ห้องด้านในสุดของตัวตึกมีเตียงนอนและโซฟาเล็กๆตั้งอยู่ด้านข้าง นอกจานี้ยังมีตู้เสื้อผ้าให้ ขนาดเองก็ไม่ใหญ่มากแต่นอนคนเดียวนับว่ากว้างอยู่


ต้องรออีกกี่ชั่วโมงถึงจะเช้าเนี่ย


คิดพลางหันไปมองนาฬิกาบนหัวเตียงซึ่งบอกเวลาตี4ครึ่ง ผมนอนหลับไปช่วงหัวค่ำและตื่นมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน น่าแปลกที่ความงัวเงียแทบไม่มีเลย


และเพราะตื่นเต็มตาแล้วผมจึงตัดสินใจพาตัวเองออกไปจากห้องโดยมีจุดหมายอยู่ที่โซฟายาวในห้องทำงาน จากมุมนี้มองเห็นทั้งห้องได้อย่างชัดเจนแม้จะอยู่ในความมืด แสงจันทร์สลัวๆนี่คล้ายกำลังขับกล่อมให้คนมองหลับใหลอีกครา


เมื่อดวงตาสีเขียวของผมลืมขึ้นอีกครั้งแสงอาทิตย์ก็ส่องสว่างเข้ามาในห้องแล้ว ความเงียบยังคงเหมือนเดิมก่อนจะเผลอหลับไปแต่เพียงไม่นานประตูห้องก็ถูกเปิดอ้าออกพร้อมร่างโปร่งผิวสีขาวเหลืองก้าวเดินเข้าในห้อง ดวงตาสีน้ำตาลนั้นมองไปรอบห้องราวกับกำลังหาบางอย่างก่อนจะหลุดลงยังตัวผม


“เบซิล”เช้าวันแรกเสียงแรกที่ได้ยินคือเสียงของคนที่เรียกความสนใจผมได้เสมอ


“ใบไธม์”ผมเรียกอีกฝ่าย สัมผัสได้ว่าปากกำลังคลี่ยิ้มอยู่


“ไม่อยู่ห้องนึกว่าจะหนีไปซะอีก”


“จะหนีไปทำไม”ผมถามกลับ จริงอยู่ว่าผมสามารถหนีออกไปได้ง่ายๆเพราะไม่มีการจับตามดูใดๆแต่ผมไม่คิดจะหนีหรอกนะ


จะหนีทำไมล่ะในเมื่อสิ่งที่ผมต้องการคือการได้อยู่ใกล้ๆคนคนนี้ และหัวหน้าหน่วยสืบสวนพิเศษก็คงคิดแบบนั้นถึงได้ไม่มีการใส่กุญแจมือหรือเฝ้าระวังอะไรสักอย่าง


“นอนหลับสนิทไหม”ไม่รู้ว่าเพราะเข้าใจคำพูดผมหรืออะไรอีกฝ่ายจึงเปลี่ยนคำถาม


“เป็นห่วงผมเหรอ”


“ไม่ต้องมาทำหน้าดีใจเลย”


“ผมทำ?”


“...มีโจ๊กจะกินไหม”ใบไธม์ไปตอบแต่ยกถุงในมือขึ้นสูงจนเห็นถุงโจ๊กสีขาวขุ่นภายใน


“กิน”ผมพยักหน้า อุตส่าห์ซื้อมาเผื่อจะไม่กินได้ยังไง


“พวกชามอยู่ตรงนั้น กินบนโต๊ะนู้นนะ”ใบไธม์อธิบายพร้อมชี้นิ้วไปยังห้องครัวเล็กๆด้านข้าง ไม่ไกลมีโต๊ะสำหรับกินข้าวตั้งอยู่


“แล้วของคุณล่ะ”ผมถามเมื่อรับถุงมาแล้วภายในมีโจ๊กอยู่แค่ถุงเดียว


“ผมกินมาแล้ว”


“ครั้งหน้าซื้อมากินด้วยกันก็ได้”


“ไม่ล่ะ”


“จะให้กินคนเดียวไม่กลัวผมเหงารึไง”


“พูดเหมือนมีเพื่อนกินด้วยทุกวันงั้นแหละ”อีกฝ่าบถาม 


อย่างที่พูดแหละอยู่ในเรือนจำไม่มีเพื่อนกินหรอก


“อยากกินกับใบไธม์”


“...”ใบไธม์เงียบ ดวงตาสีน้ำตาลนั่นมองมายังผมนิ่งๆ


“หน้าผมมีอะไรติดถึงได้มองแบบนั้น”เห็นจ้องเอาๆ


“แค่คิดว่าตัวเองกำลังคุยกับเด็ก5ขวบอยู่รึเปล่า”อีกฝ่ายพูดต่อ


“หมายถึงผม?”


“ไม่ใช่มั้ง”


“โอเค ไม่ใช่ผม”ผมยกยิ้มเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มทำหน้าบึ้งขึ้นเล็กน้อย ใบไธม์เป็นคนหน้านิ่ง และนิ่งมากจนแทบไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่แต่พอลองแหย่หรือกวนก็มักจะแสดงสีหน้าใหม่ๆออกมาเสมอ 


มื้อเช้านี้อิ่มท้องไปได้เพราะโจ๊กหมูร้อนๆ ระหว่างกำลังตักกินคนในหน่วยก็เริ่มทยอยกันมาเรื่อยๆทั้งจิว เบียร์และซัน แต่ละคนต่างมีโต๊ะเป็นของตัวเองในการจัดการงานซึ่งผมไม่เห็นว่าจะมีอะไร บางโต๊ะเรียกว่าไม่มีอะไรวางเลยด้วยซ้ำ ผมเองก็มีโต๊ะเช่นเดียวกับคนอื่นเพียงแต่โต๊ะนี้อยู่ตรงข้ามกับใบไธม์สุดๆ


ใบไธม์นั่งอยู่หัวโต๊ะส่วนผมอยู่ท้ายสุด


ไม่เถียงว่ามุมนี้สามารถมองอีกฝ่ายได้ตรงๆแต่มันไกลเกินไป


และเพราะไกลเกินไปผมเลยค่อยๆไถลเก้าอี้นิดละนิดผ่านหน้าซันที่มองมางงๆไปจนถึงด้านหลังของใบไธม์ที่กำลังง่วงกับการเปิดเอกสารอะไรสักอย่างอ่านอยู่


ดูเผินๆรู้สึกว่าจะเป็นคดีที่ถูกส่งมาจากทางการ


“คดีนั้นน่าจะเหมาะกับอาร์มและจิวนะ”ผมพูดลอยๆหลังข้อมูลของคดีอยู่ในระดับสายตาที่สามารถอ่านได้พอดี


“กลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเอง”ใบไธม์วางเองสารลงบนโต๊ะแล้วใช้สายตามองมาเป็นเชิงบอกให้ผมกลับไปนั่งที่โต๊ะ


“ไม่เอา”


“ผมไม่มีเวลามาเล่นกับเด็กหรอกนะ”


“งั้นเปลี่ยนมาเล่นกับผู้ใหญ่แทนก็ได้นะ”ผมส่งยิ้มมุมปากกลับไป


“ผู้ใหญ่ที่ไหนทำตัวเหมือนเด็กกัน”ใบไธม์พูดต่อ


“ผู้ใหญ่ที่นี่แหละ”


“จะอยู่ก็เงียบๆหน่อยผมต้องใช้สมาธิ”


“ให้ช่วยไหม”ผมถาม


“ช่วยได้?”อีกฝ่ายถามกลับ


“ได้สิ บอกแล้วว่าคดีนี้ลองให้อาร์มกับจิวไป”ผมบอกอีกรอบ 


ดคีในเอกสารนั่นคือการฆาตกรรมนักศึกษาสาวคนนึงแล้วเอาไปทิ้งในทะเลผลจากการหาหลักฐานและพิสูจพยานของทางการทำให้รู้ว่าเป็นหนึ่งในแฟนของเธอซึ่งเธอคนนี้คบกับผู้ชายอยู่หลายคน เมื่อการสืบสวนเริ่มวุ่นวายแล้วยากขึ้นก็จะถูกตัดมาอยู่ในคดีที่ไม่สามารถหาหลักฐานได้ก่อนจะทำมาให้หน่วยสืบสวนพิเศษจัดการต่อ


ผมสรุปทุกอย่างตามที่เข้าใจได้ประมาณนี้


“...ทำไมถึงเป็นสองคนนี้”ใบไธม์ขมวดคิ้วคล้ายตกใจปนอึ้งที่ได้ยินผมเสนอออกไปแบบนั้น


“เหมือนจิวจะเก่งด้านข้อมูล ส่วนอาร์มร่างกายแบบนั้นแค่ดูก็รู้แล้วว่าแข็งแกร่ง คดีฆาตรกรรมที่มีผู้ต้องสงสัยมากจำเป็นต้องให้คนที่เก่งในการหาหรือรวบรวมข้อมูลจัดการ แต่ดูจากวิธีฆาตกรรมแปลว่าฝ่ายคนร้ายต้องแข็งแรงพอดูหากให้จิวไปคนเดียวอาจอันตรายเลยน่าจะให้อาร์มตามไปด้วย”ผมอธิบายตามที่คิดไปตรงๆ


“ทำไมถึงเป็นอาร์มไม่ใช่ซัน”ใบไธม์ถามต่ออีก


รูปร่างของอาร์มและซันไม่ต่างการกันมากดูเผินๆอาจคล้ายกันแต่ถ้าสังเกตหลายๆอย่างจะรู้ว่าทั้งคู่ถนัดในสิ่งที่ต่างกันคนละแบบ


“การจะเข้าไปทำคดีตามย่านนั้นสิ่งที่ควรทำคือไม่เป็นจุดเด่นซันอาจเก่งด้านการต่อสู้แต่อาวุธติดมือตลอดนั่นสร้างความน่าสงสัยเกินไปแต่หากเป็นอาร์มแม้จะร่างกายบึกบึนสักหน่อยแต่พอเดินกับจิวดูเผินๆแล้วเหมือนดูเหมือนบอดี้การ์ดที่พ่อจ้างให้ตามติดลูกชาย”


“คิก...บอดี้การ์ดที่พ่อจ้างเหรอ คิดได้ไงเนี่ย”ดูเหมือนคำพูดผมจะทำให้คนฟังอย่างใบไธม์หลุดหัวเราะจนต้องยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองไว้ แต่ถึงไม่เห็นปากแต่สายตานั้นกำลังยิ้มอยู่


ไม่น่ายกมือขึ้นมาเลย ไม่งั้นผมคงได้เห็นรอยยิ้มนั้นไปแล้ว


“อีกอย่างหากต้องปะทะกันในบ้านหรือตึกการเคลื่อนไหวในระยะประชิดอาร์มจะได้เปรียบกว่า”ผมพูดต่ออีก


“พึ่งเจอกันแค่วันเดียวทำไมรู้ได้ขนาดนั้น”ใบไธม์หรี่ตามองมาคล้ายกำลังจับสังเกต


“แค่มองก็รู้แล้ว คนเราน่ะมักเผลอแสดงตัวตนของตัวเองออกมาโดยไม่รู้ตัวทั้งนั้นแหละ อย่างจิวเป็นคนที่มีความรู้ในด้านข้อมูลต่างๆดูจากการพูดเมื่อวานก็รู้แล้วทว่าทั้งกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงหรือแม้แต่บนโต๊ะกลับไม่มีสิ่งที่ใช้จดข้อมูลเหล่านั้นแสดงว่ามีความจำเป็นเลิศ”


“...ใช่ จิวมีความจำดีมากแค่ได้ฟังหรือเห็นอะไรก็จะจำได้ในเวลาอันรวดเร็ว”


“ว่าแล้ว”พียงแค่ใช้การสังเกตผิวเผินผมก็สามารถวิเคราะห์อีกฝ่ายได้ ถึงได้บอกไงว่าคนเราน่ะดูออกง่ายกว่าที่คิดต่อให้พยายามปกปิดสักเท่าไหร่ก็ตามที


“ใช้แค่การมองสามารถวิเคราะห์ได้ขนาดนี้เลย?”


“ก็ไม่ใช่เรื่องยาก”


“งั้นงานนี้คุณว่าควรให้ใครไป”ใบไธม์ยื่นเอกสารชุดนึงมาให้


ผมจะไล่อ่านและเสนอไปตามที่ตัวเองคิด คดีแต่ละคดีล้วนแตกต่างการไปการจะเลือกคนไปจัดการคดีเหล่านั่นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่เพียงแค่เก่งแต่ต้องเข้ากันได้ดีในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น


“...ส่วนคดีนี้คุณควรไปทำ อ้อ ไปกับผมก็ดีนะ”ผมพูดเสนอคดีตามจับคนร้ายคดีลักพาตัวต่อเนื่องโดยเสนอชื่อใบไธม์ไป คดีนี้จำเป็นต้องใช้ไหวพริบและความคล่องแคล่วสูงในการตามหาและไล่จับ ที่สำคัญคือพวกคนร้ายคดีลักพาตัวมักจะมีความระมัดระวังตัวสูงจึงไม่ควรส่งคนที่เป็นจุดเด่นออกไป


ใบไธม์มีหน้าตามธรรมดาซึ่งกลืนไปตามฝูงชนได้โดยไม่ผิดแปลก


แต่ก็แปลกที่ผมรู้สึกว่าตัวตนของเขาเริ่มเด่นขึ้นเรื่อยๆ


“เสนอได้ดีที่จะให้ผมไปทำคดีนี้”ใบไธม์พยักหน้าพลางอ่านรายละเอียดในมืออย่างรอบคอบ คดีคนร้ายลักพาตัวต่อเนื่องนี่ถือเป็นคดียากเพราะมีเพียงหลักฐานเล็กๆผ้าชุบยาสลบที่ตกอยู่เท่านั้น แถมผ้านั่นยังเป็นเศษผ้าที่ตัดมาจากเสื้อจึงไม่สามารถหาร้านได้อีกทั้งยังไม่พบลายนิ้วมือหรือแม้แต่เนื้อเยื่อ


“ผมไปด้วย”ระหว่างพูดผมก็ชี้นิ้วมายังตัวเอง


“ไม่ล่ะ ผมจะไปคนเดียว”


“อ้าว ไม่ใช่ว่าต้องทำงานกันเป็นคู่เหรอ”เห็นคดีอื่นยังต้องใช้อย่างน้อย2คนเลย


“ปกติก็ใช่ แต่สำหรับผมการทำคนเดียวกับคดีแบบนี้จะสะดวกกว่า”คำพูดเหล่านั้นคล้ายจะแฝงความหมายอะไรบางอย่างไว้ คดีแบบนี้สะดวกกว่าเหรอ


อีกฝ่ายดูเหมือนมีความลับที่ไม่อยากบอกอยู่


สงสัยและอยากถาม


แต่ความรู้สึกผมมันบอกว่าถึงจะถามก็คงไม่ได้คำตอบ


“เสี่ยงไปรึเปล่า”คิดจะจัดการคดีตามลำพังมันค่อนข้างเสี่ยงต่อให้มีฝีมือแต่ส่วนมากก็ไม่โดดไปเสี่ยงทำคดีคนเดียวหรอก


“ไม่มีงานอะไรที่ไม่เสี่ยง ผมรับมือได้”ใบไธม์ตอบพร้อมเลื่อนแฟ้มเอกสารคดีไปวางไปด้านข้างโดยมีเอกสารประมาณ3คดีอยู่ในมือ


“จะไปเลย?”


“อืม ยิ่งจับคนร้ายได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ฝากเอาข้อมูลคดีพวกนี้ไปให้พวกเขาด้วยละกัน”เอกสารนั้นคือคดีที่ผมคุยกับอีกฝ่ายเมื่อครู่ว่าใครเหมาะสมจะไปทำคดีอะไร


“ได้ เดี๋ยว...คดีนั่นอยู่ไกลนี่ แปลว่าจะไม่อยู่หลายวันเหรอ”ผมเงยหน้าถามคนที่ลุกขึ้นยืนเตรียมตัวออกไป


“คงงั้น น่าจะ3หรือ4วัน”


“แล้วผมล่ะ”จะทิ้งกันไว้แบบนี้เหรอ


“ผมบอกให้แม็กซื้อของใส่ตู้เย็นไว้แล้วลองไปหยิบๆทำดู ทั้งกระทะทั้งหม้อหุงข้าวก็มีอยู่ในตู้ด้านล่าง”


“ไม่กลัวผมหนีรึไง”


“...คุณไม่มีเหตุให้ต้องหนีนี่”ใบไธม์นิ่งไปสักพักก่อนตอบกลับมา


“มีสิ ผมอาจหนีไปหาคุณก็ได้”


“...”อีกฝ่ายเลือกใช้ความเงียบแทนคำตอบ ดวงตาสีน้ำตาลนั่นฉายแววปลงปนขบขัน


“เปลี่ยนใจให้ผมไปด้วยได้นะ”ผมลองเสนออีกรอบเผื่อจะเปลี่ยนใจ


“จัดการคนเดียวเร็วกว่า รออยู่นี่เป็นเด็กดีละกัน”พูดจบก็หยิกแก้มผมเบาๆแล้วเดินออกจากห้องไป


พูดเหมือนผมเป็นเด็กอีกแล้ว...น่าแปลกที่ไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิด


“ถ้าเป็นเด็กดีจะมีรางวัลให้รึเปล่า”ผมพึมพำพลางยืนมองจนแผ่นหลังนั่นลับตาไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ จะบอกว่าผิดหวังก็ไม่เชิงมันผสมกับความรู้สึกหนักๆบอกไม่ถูกเหมือนกัน


เอกสารในมือถกนำไปแจกจ่ายให้กับคนที่อยู่ มีหลายคนออกไปจัดการคดีอยู่ในห้องทำงานนี้จึงเหลือเพียงไม่กี่คนจากห้องที่โล่งอยู่แล้วก็ยิ่งโล่งเข้าไปใหญ่


หน่วยสืบสวนพิเศษถ้ารวมผมก็มี10คน


จะเรียกว่าน้อยก็ใช่ ถ้าเป็นหน่วยอื่นมีคนไม่รู้เป็นกี่เท่าของที่นี่


ปริมาณคนไม่ได้นำไปใช้วัดความสามารถ


แม้จะมี10หรือร้อยคนแต่หากเอาแต่เกี่ยงหรือโยนนู่นโยนนี่ให้กันก็มีสิทธิ์แพ้คนเพียงคนเดียวได้ไม่ยาก ซึ่งความสามารถเองเป็นสิ่งที่ไม่อาจสอนและเป็นกันได้เพียงชั่วข้ามคืน


ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับแต่ละคน


หลายคืนผ่านไปผมนั่งๆนอนๆด้วยความเบื่อหน่ายโดยยังไม่ได้เห็นใบหน้าของใบไธม์หรือรองหัวหน้าหน่วยสืบสวนคดีพิเศษเลย ไม่มีข่าวคราวติดต่อมานั่นแปลว่ากำลังยุ่งกับการจัดการคดี


“รองหัวหน้า? ฝีมือระดับนั้นแค่คนร้ายคดีลักพาตัวไม่เท่าไหร่หรอก”จิวบอกมาเมื่อเย็นวันหนึ่งที่ผมเข้าไปถาม


ดูเหมือนทุกคนในหน่วยจะรู้ดีถึงความสามารถของรองหัวหน้าหน่วยตัวเองดีเทียบกับผมที่ไม่รู้ฝีมือของอีกฝ่ายเลย แม้จะเดาได้จากการสังเหตุว่าฝีมือไม่ธรรมดาก็ตาม


“ความรู้สึกหน่วงๆโหวงๆนี่มันอะไรกัน”ผมพึมพำพลางนอนหงายอยู่บนโซฟาในห้องทำงาน


ห้องนอนที่เตรียมให้ใช่ว่าไม่ดี ทุกอย่างล้วนดีมากเพียงแค่ผมชอบที่จะได้นอนเฝ้าประตูอยู่ตรงนี้เวลาที่ใบไธม์กลับมาผมจะได้เห็นเป็นคนแรก ผมพลิกตัวหันหน้าไปทางกระจกซึ่งจากมุมนี้สามารถเห็นโต๊ะของอีกฝ่ายได้ชัดเจน


หากหลับแล้วลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นใบไธม์เป็นอย่างแรกก็คงจะดี


กึก


เสียงฝีเท้าเบาๆดังขึ้นพร้อมกับสติผมที่เริ่มกลับเข้าร่างแต่ยังไม่ลืมตาทำเพียงปรือตาเพื่อมองเท่านั้น ความมืดที่ตรงหน้าแสดงให้เห็นถึงเวลาของการหลับใหลนั่นแปลว่ามีใครบางคนเข้ามาในตึกของหน่วยสืบสวนพิเศษ


โจรหรือว่าเป็นใคร


ระหว่างสมองกำลังคิดประมวลผลสัมผัสของผ้าก็คลุมทับร่างผมตั้งแต่ส่วนคอจนถึงปลายเท้า ดวงตาสีเขียวมรกตของผมลืมขึ้นเด้งตัวลุกนั่งพร้อมคว้าแขนเงยหน้ามองคนในความมืดนั่น แม้จะมืดทว่ายังมีแสงจากดวงจันทร์คอยให้ความสว่างอยู่แต่ถึงจะไม่มีแสงผมคิดว่าตัวเองรู้ถึงตัวตนของคนตรงหน้านี่


“ใบไธม์?”ผมพึมพำชื่อนั่นเสียงเบาหวิวคล้ายไม่แน่ใจว่าเป็นความจริงหรือความฝันกันแน่


“ผมทำให้ตื่นสินะ”อีกฝ่ายตอบกลับมา


ตัวจริง...ใบไธม์ตัวจริง


“ไม่...เอ่อ ก็ใช่”เป็นครั้งแรกที่พูดติดขัดได้อย่างน่าอายขนาดนี้


“ทำไมไม่นอนในห้อง”


“ไม่อยากนี่”


“แล้วเล่นเปิดแอร์แบบนี้ทำไมไม่ห่มผ้า”


“ห่วงผมเหรอ”รอยยิ้มผมปรากฏขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติกว่าครั้งไหนๆเพียงแค่ได้ยินประโยคแสดงความห่วงใยจากคนชื่อใบไธม์


ครอบครัวผมจากไปตั้งแต่ผมอยู่มัธยมปลาย ผมใช้ชีวิตโดยไม่มีญาติหรือใครคอยดูแล ใช้คำพูดวาจาเพื่อเอาตัวรอดในสังคม บางทีก็ไปอาศัยอยู่กับคนอื่นบ้าง บางทีก็หลอกเอามาแค่เงินไปหาซื้อห้องอยู่พอเบื่อก็เปลี่ยนที่ใหม่ ช่วยแก้เบื่อในชีวิตได้ดีไม่น้อย


เคยได้รับความห่วงใยจากบรรดาสาวๆหนุ่มๆหรือกระทั่งคนมีอายุมาไม่รู้เท่าไหร่แต่ไม่เคยรู้สึกดีเท่ากับเวลาได้ยินคำพูดเหล่าจากจากใบไธม์


“ไม่ได้ห่วง”


ไม่ได้พูดว่าเป็นห่วงแต่ถ้อยคำและประโยครวมไปถึงน้ำเสียงทั้งสื่อและแสดงความรู้สึกออกมาเต็มเปี่ยม


รู้สึกดีจนหุบยิ้มไม่ได้


ผมนี่ท่าจะบ้าไปแล้ว


“อย่าเขินน่า”


“ไม่ได้เขิน แล้วปล่อยมือผมด้วย”ใบไธม์บอกพร้อมชักมือที่ถูกจับแรงจนต้องต้องปล่อย


“กลับมาช้านะนึกว่าจะรอผมหนีไปหาซะอีก”


“ช้า? ผมไปแค่2คืนเองนะ”


“...”2คืนเองเหรอ...แล้วทำไมผมถึงรู้สึกว่ามันนานนัก


“นี่เบซิล”เสียงตะโกนเรียกดังขึ้นหลังจากใบไธม์เดนไปเปิดไฟแล้วเปิดตู้เย็นริมผนังห้องออก


“อะไร”ผมเดินไปหาอีกฝ่าย


“ทำไมของมันไม่พร่องเลยล่ะ มีแค่ไข่เองที่หายไป คุณทำอาหารเป็นแค่ไข่?”อีกฝ่ายหันมาถามตรงๆ


“อย่าดูถูกผม เห็นแบบนี้ผมทำอาหารเก่งนะขอบอก”อยู่คนเดียวมาตั้งนานทำไมจะทำอาหารไม่ได้


“แล้วทำไมกินแค่ไข่”


“ก็ขี้เกียจ”ทำอย่างอื่นวุ่นวายจะตายไป


“เดี๋ยวสารอาหารก็ได้ไม่ครบหรอก”


“บอกตัวเองใช่ไหม”ผมย้อนกลับ 


“หมายความว่าไง”


“ก็ถ้าให้เทียบคุณยังตัวเล็กกว่าผมเลย น่าจะเป็นคุณมากกว่านะที่ขาดสารอาหาร”แม้จะไม่ได้ดูตัวเล็กบอบบางแต่ก็เล็กกว่าผม


“นั่นเพราะคุณมีเชื้ออิตาลี่ต่างหากเล่า”เหมือนคำพูดผมจะทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิดซะแล้วสิ


สงสัยจะไม่ชอบให้ใครบอกว่าตัวเล็กละมั้ง


“งั้นมั้ง จะว่าไปทำไมถึงกลับมานี่ดึกๆล่ะ”ผมถามบ้าง ต่อให้บอกว่าทำคดีเสร็จแต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องมาในเวลานี้ควรกลับห้องไปพักผ่อนซะจะดีกว่า


“มาดูเผื่อมีนักโทษหลบหนีจะได้ไล่ตามจับทัน”


“ไม่ต้องเสียเวลาไล่ตามหรอก แค่คุณยืนนิ่งๆเดี๋ยวผมก็วิ่งมาหาเองแหละ”


“ส่ายหางด้วยสินะ”


“ผมคนนะไม่ใช่สุนัข”


“อาจเป็นจิ้งจกก็ได้นะ”


“จิ้งจงที่ไหนส่ายหางกัน”


“เอาเถอะ ชักหิวแล้วสิ”ใบไธม์พึมพำพลางหันไปมองของในตู้เย็น


“ให้ผมทำให้ไหม”ผมเสนอตัว 


“ทำได้แน่นะ”แววตาที่มองมานั่นดูไม่ไว้ใจในฝีมือการทำอาหารของผมอยู่พอสมควร


“แน่สิ”


“รู้ใช่ไหมว่าผมไม่...”


“คุณไม่กินเนื้อสัตว์”ผมพูดแทรกสิ่งที่ใบไธม์จะบอก


เรื่องนี้ผมรู้อยู่แล้ว ได้ยินครั้งเดียวก็มากพอให้จดจำ


“ไข่ก็ไม่ได้นะ”ใบไธม์บอกเพิ่ม


“ไข่ด้วย? งั้นผัดถั่วงอกใส่เต้าหู้ได้ไหม”มือผมที่กำลังจะหยิบไข่ถึงกับชะงัก โชคดีที่เหลือบไปเห็นเต้าหู้กับถั่วงอกที่แม็กพึ่งซื้อมาใส่ไว้เมื่อเช้าเข้า


“ได้”


“โอเค ไปนั่งรอที่โต๊ะก่อนเสร็จแล้วผมจะยกไปเสิร์ฟถึงที่เลย”


“ผมจะหุงข้าวละกัน แบ่งกันทำจะได้เสร็จเร็ว”ใบไธม์เสนอพลางก้มลงไปหยิบหม้อหุงข้าวด้านล่าง


“อืม”ผมพยักหน้าตกลง


พวกเราแยกกันทำหน้าที่ของตัวเองอย่างผมก็หยิบเต้าหู้กับถั่วงอกออกมาแช่น้ำ หั่นเต้าหู้แล้วลงมือตั้งกระทะใส่เต้าหู้ลงไปทอดให้กรอบก่อนเล็กน้อยก่อนจะเอาขึ้นไปพักไว้ตามด้วยเทถั่วงอกลงไปผัดเคล้าเครื่องปรุงรสเล็กน้อยปิดท้ายโดยการเทเต้าหู้ผัดเร็วๆเป็นอันเสร็จ


เวลาในการทำพอดีกับข้าวหุงสุก ใบไธม์ตักข้าวสองจานไปวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อยพร้อมน้ำดื่มสองแก้ว ผมวางจานผัดถั่วงอกลงตรงกลาง


“น่าจะทำอีกสักอย่าง”ผมบอกระหว่างตักผัดถั่วงอกเข้าปาก


พึ่งมาคิดได้ว่าทำอย่างเดียวมันน้อยเกินไป


อีกสักอย่างพวกผัดผักน่าจะได้อยู่


“ไม่เป็นไรแค่นี้ก็พอแล้ว”อีกฝ่ายพูดพลางตักอาหารเข้ามาปาก


“เป็นไง ใช้ได้ไหม”ผมรอลุ้นว่ารสชาติจะออกมาเป็นยังไง ต่อให้พูดว่าทำอาหารเป็นแต่ใช่ว่ารสชาติจะถูกปากไปซะทุกคนแถมส่วนมากผมมักจะมีคนทำให้ไม่ก็ซื้อกิน


ไม่ค่อยได้ทำเองบ่อยนัก


“อือ...อุ๊บ”ยังไม่ทันพูดจบประโยคคนตรงหน้าก็ยกมือขึ้นมาปิดปากแน่นพร้อมกับรีบลุกขึ้นก้าวยาวๆไปที่ไหนสักแห่ง


“ใบไธม์ เป็นอะไร”ผมลุกตามอีกฝ่ายไปด้วยความเป็นห่วง


ท่าทางแบบนี้มันไม่ปกติ


“ไม่...อุก”ทั้งร่างทรุดลงกับพื้นพร้อมอาเจียนออกมาจนเลอะทั้งมือและพื้นไปหมด


“ใบไธม์”ผมเข้าไปช่วยพยุงอีกฝ่ายที่ดูเหมือนไม่สามารถทรงตัวได้เอาแต่ก้มหน้าอาเจียอยู่บนพื้น


“...แค่ก ห้องน้ำ พาผมไป”แม้จะพูดเว้นวรรคแต่ผมก็สามารถเข้าใจได้


“ได้...ค่อยๆเดินนะ”ผมพยุงร่างของใบไธม์ไปทางห้องน้ำระหว่างทางยังอาเจียนออกมาอยู่แต่เขาพยายามปิดปากตัวเองไว้แน่นจนมาถึงห้องน้ำก็รีบพุ่งตัวไปอาเจียนต่อในโถชักโครก


เหตุการณ์ตรงหน้าทำเอาผมทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง 


สุดท้ายผมจึงเดินเข้าไปช่วยลูบแผ่นหลังที่กระเพื่อมขึ้นลงจากการอาเจียนเบาๆ เหมือนจะเคยได้ยินมาว่าเวลาอาเจียนควรมีคนช่วยลูบหลัง ท่าทางของใบไธม์ดูทรมานมาก เพียงแค่คำเดียวที่กินอาหารฝีมือผมกลับส่งผลให้เป็นหนักถึงขนาดนี้เลยเหรอ


ผมไม่ได้ใส่เนื้อสัตว์หรืออะไรแปลกๆลงไปเลยนะ


“น้ำไหม”ผมยื่นขัดน้ำไปให้อีกฝ่ายซึ่งหอบเหนื่อยอยู่บนพื้นของทุกอย่างในกระเพราะถูกอาเจียนออกมาจนหมดสิ้น


“...อือ”ใบไธม์รับขันน้ำนั่นไปบ้วนมากด้วยท่าทีเหนื่อยล้า


ระหว่างรอให้เขาอาการดีขึ้นผมก็จัดการทำความสะอาดพื้นแล้วกลับมานั่งข้างๆมองดูใบหน้าอิดโรยจากการอาเจียนติดต่อกันมาหลายสิบนาที


“ขอโทษ”ผมเอ่ยออกไป ดูจากรูปการต้องเป็นเพราะอาหารที่ผมทำแน่ๆ


แต่ทำไมผมถึงไม่เป็นอะไรเลยล่ะ


“...ไม่...ไม่เป็นไร”ใบไธม์ตอบพลางขยับตัวเล็กน้อยมองหน้ามองที่กำลังจับจ้องไป


“เกิดอะไรขึ้น”


“คงเพราะ...กินเนื้อสัตว์...”


“ผมไม่ได้ใส่เนื้อสัตว์ลงไปเลยนะ”ผมรีบค้าน ในผัดถั่วงอกมีแค่ถั่วงอกและเต้าหู้เท่านั้นที่เหลือก็พวกเครื่องปรุงแต่เครื่องปรุงพวกนั้นไม่มีเนื้อสัตว์ปนอยู่...


เดี๋ยวนะ


เครื่องปรุงที่มีเนื้อสัตว์งั้นเหรอ


“คงเป็นน้ำมันหอย”คนข้างพึมพำบอก


“...น้ำมันหอย”ใช่...น้ำมันหอยมีส่วนผสมของเนื้อหอยซึ่งผมใส่มันลงไปในผัดเต้าหู้ตามความเคยชินโดยลืมไปว่ามันมีเนื้อสัตว์ผสมอยู่ 


บ้าจริงๆเลย


เพราะผมทำให้ใบไธม์ต้องทรมานแบบนี้


“ไม่เป็นไร ผมไม่ได้บอกไว้เอง”


“เพราะผมไม่ได้ดูดีๆ...ขอโทษ ไหวไหม”ผมถามต่อ ท่าทางของใบไธม์ยังดูไม่ค่อยดีเลย


“ยังมึนหัวอยู่...”เสียงเหนื่อยๆมาพร้อมกับศีรษะที่เอนมาสบไหล่ผม


“ใบไธม์”ผมมองภาพอีกฝ่ายซบไหล่ตัวเองด้วยความรู้สึกหลากหลาย หัวใจอยู่ๆมันก็พองโตขึ้นมาแต่เพียงไม่นานความรู้สึกผิดก็เข้าจู่โจมอีกระรอกนึง


“...นี่เบซิล”


“อืม”ผมขานรับเสียงเรียก


“ผมไม่เป็นไร” 


“...ขอโทษ”ความรู้สึกผิดยังคงไม่หายไปง่ายๆ 


“อืม”


“ขอโทษนะ”


“อืม...ผมรับคำขอโทษ เลิกขอโทษได้แล้ว”


“ขอโทษนะ”


“เบซิล นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเป็นเพราะงั้นเลิกขอโทษแล้วก็ไม่ต้องทำหน้าเสียใจแบบนี้หรอก”ไม่พูดเปล่าใบไธม์ใช่มือข้างนึงยกขึ้นมาสัมผัสแก้มผมเบาๆพร้อมรอยยิ้มที่ได้เห็นเต็มตาเป็นครั้งแรก การกระทำเหล่านั้นคล้ายจะบอกว่าคลายใบหน้าเครียดๆนี่ลงเถอะ


สัมผัสขอฝ่ามือบนแก้มทำเอาทั้งร่างรู้สึกอุ่นขึ้น


เช่นเดียวกับรอยยิ้มที่ช่วยคลายความรู้สึกผิดไปได้มาก


“มันไม่ใช่แค่ไม่ชอบเนื้อหรือบนไว้ใช่ไหม”ผมถามกลับพลางประสานดวงตาของตัวเองเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลตรงหน้า


ผมอยากรู้แต่ก็พอเดาได้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ควรถาม เพราะถึงถามคงไม่ได้คำตอบกลับมา


ไม่รู้เพราะอะไรผมถึงรู้สึกแบบนั้น


ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรแต่ก็ยังเลือกที่จะถามออกไป


“...อืม”นิ่งไปสักพักผมก็ได้รับคำตอบที่คาใจกลับมา


“แล้วดูท่าคงไม่ใช่อาการป่วยด้วย”ผมยังคงถามต่อ


อาการที่กินเนื้อสัตว์ไม่ได้มันไม่น่าใช่อาการป่วยหรือโรคอะไร


“อืม”


“บอกผมได้ไหม”ผมกลั้นใจถามออกไป 


อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น


และตอนนี้ผมคงทำได้เพียงหวัง...


หวังให้ได้รับคำตอบนั้นกลับมา


“...ขอโทษ”ใบไธม์เงียบไปนานมากเหมือนกำลังคิดหลายๆอย่างก่อนจะตอบกลับมา


เป็นคำตอบที่ทำเอาหัวใจรู้สึกชาจนแทบหยุดเต้น


ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้วแต่ก็ดันเผลอคาดหวัง


“วันนี้คุณไปนอนห้องผมเถอะ เดี๋ยวช่วยพยุงไป”ผมเปลี่ยนเรื่องพลางช่วยพยุงอีกฝ่ายไปจนถึงเตียงในห้องที่อยู่ถัดไปอีกสองห้อง


พอหัวถึงหมอนไม่รู้ว่าเพราะความเหนื่อยล้าจากการทำคดีหรืออาเจียนติดต่อการเกือบชั่วโมงทำให้อีกฝ่ายหลับสนิทไปอย่างรวดเร็ว


อาการของใบไธม์มันไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว


จะบอกว่าเพราะกินเนื้อสัตว์เหรอ


แต่ทำไมถึงอาเจียนขนาดนั้นกัน


ดวงตาสีเขียวของผมจับจ้องไปยังใบหน้าของใบไธม์ที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกสงสัยและอยากรู้


สงสัยถึงความลับบางอย่างที่ยังปิดซ่อนไว้


อยากรู้ถึงความจริงทุกๆอย่างจากปากของเจ้าตัว


“คุณมีความลับอะไรอยู่กันแน่...ใบไธม์”

............................................................................

สุขสันต์วันสงกรานต์นะคะทุกคน

ถือเป็นการอัพฉลองได้ไหม 555

ตอนนี้ค่อนข้างแต่งยากเพราะเป็นบทที่เบซิลเป็นคนบรรยาย พึ่งเคยให้เบซิลเดินเรื่องครั้งแรกเลยรู้สึกแปลกๆ หน่อย

หลายคอมเม้นท์บอกว่าเบซิลน่ารัก ซึ่งเราก็ว่าน่ารักโดยเฉพาะเวลาขอรางวัล

เบซิลไม่ใช่สายบู๊เหมือนอย่างใบไธม์แต่เป็นสายใช้สมองเลยดูเหมือนอ่อนแอกว่าใบไธม์เยอะแต่เรื่องความเจ้าเล่ห์และกระล่อนต้องขอยกให้พ่อคนนี้เลย

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น