facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 14 : มันเป็นใคร

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 14 : มันเป็นใคร

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ค. 2561 22:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 14 : มันเป็นใคร
แบบอักษร

                นายไผ่ Part.

                ภายในร้านดอกไม้ย่านถนนคนเดินที่มีวัยรุ่นหญิงชายแต่งตัวล้ำนำสมัยเดินผ่านหน้าร้านไปมา ผมกับสนรวมถึงเด็ก ๆ ในร้านกำลังช่วยกันจัดดอกไม้ตามออเดอร์ของลูกค้า แต่ว่านี้ดีหน่อยที่คนไม่เยอะเหมือนเมื่อวานไม่งั้นไม่ได้ยืนคุยกันเล่นกันชิว ๆ กันแบบนี้หรอก

                วันนี้เป็นวันที่ผมทำงานอย่างมีความสุขที่สุดเพราะพี่เมฆให้ผมกับน้องทำงานแค่ครึ่งวันแล้วกลับบ้านอาบน้ำอาบท่าแต่งตัวเสียใหม่เพื่อเตรียมตัวไปเที่ยวที่เอเชียทีค เห็นเขาบอกว่าที่นั่นมีลานกว้าง ๆ ให้เดินเล่น มีลมเย็น ๆ ให้เรายืนอยู่กลางลานแล้วให้สายลมผัดผ่านร่างกายหอบเอาความเหนื่อยล้าจากการทำงานไปให้หมด ผมจัดดอกไม้ไปยิ้มไป ขณะที่กำลังยืนคู่กับทาย เด็กจัดดอกไม้ในร้านที่พี่เมฆสนิทที่สุด

                “ทาย ๆ แล้วที่เอเชียทีคมีอะไรอร่อย ๆ ให้กินบ้างอะ” ผมถาม ด้วยความอยากรู้ทำให้ผมอยากไปที่นั่นซะตอนนี้เลย

                “อร่อย ๆ อ่อ แล้วแต่คนชอบนะ แต่เคยมีบุฟเฟ่ห์อะ มันอยู่… ในตัวอาคารอะไรสักอย่างนี่ล่ะ ไม่รู้ตอนนี้ปิดไปยัง” ทายตอบพลางตัดก้านดอกไม้ไปด้วย

                “แล้วไปตอนนี้เลยได้มั้ย ไผ่กับไอ้สนรอไม่ไหวแล้ว”

                “เขาไปกันหกโมงทุ่มนึงนู่น แดดกำลังล่ม รมกำลังเย็น ตอนนี้ไปก็ไม่มีอะไรหรอก ร้อนอีกต่างหาก”

                “เอ้าหรอ ไผ่ไม่เคยไป เลยไม่รู้ว่าเขาไปกันกี่โมง”

                “ไปค่ำ ๆ กำลังดี ฟ้ากำลังสวย พอนั่งชิงช้าแล้วมันเห็นวิวไง พวกตึกที่เขาเปิดไฟ พวกสะพานใหญ่ ๆ แล้วก็เรือในแม่น้ำเจ้าพระยา เราจะมองเห็นหมดเลย”

                “หรอ แล้วทายเคยไปมั้ย”

                “เคยไปสองสามครั้ง พาแฟนไปถ่ายรูป”

                “ผู้หญิงชอบให้ถ่ายรูปสวย ๆ ให้ใช่มั้ย”

                “ใช่ พอถ่ายแล้วออกมาอ้วนก็ด่า ทั้งที่ความจริงมันอ้วนอย่างกับหมู ฮ่า ๆ”

                “ใคร ๆ ก็อยากให้แฟนถ่ายรูปให้อะเนอะ”

                “แล้วนี่พี่เมฆจะพาไปนั่งชิงช้าสวรรค์ด้วยรึเปล่า”

                “เปล่า พี่เขาไม่ได้บอก”

                “ลองถามดูดิ พี่เมฆ ๆ พี่จะพาไผ่กับน้องนั่งชิงช้ามั้ย ไปถามไป”

                “ความจริงไผ่ก็อยากถาม แต่เอาไว้รอลุ้นเย็นนี้ดีกว่า เดี๋ยวมา เอาดอกไม้ไปให้พี่เมฆก่อน” ผมตอบยิ้มแล้วรีบรวบดอกไม้ใส่แผ่นกระดาษแล้วห่อมันอย่างดีก่อนเอาไปให้พี่เมฆ

                “ดอกกุหลาบ ไผ่กับทายตัดกิ่งกับใบไม่ดีออกหมดแล้ว” ผมบอกยิ้ม ๆ ยอมรับว่าวันนี้มันหยุดยิ้มไม่ได้เลยจริง ๆ

                “ครับ” พี่เมฆเงยหน้ามาพูดกับผม เขาหยิบกุหลาบที่ถูกห่อด้วยกระดาษไปวางไว้หลังเค้าท์เตอร์ก่อนเงยหน้ามามองหน้าผมแล้วยิ้ม

                “ยิ้มไม่หุบเลยนะเรา” เขาแซวผม พี่เมฆหันหน้าไปทางสนที่กำลังช่วยพี่ในร้านนำเศษขยะไปทิ้ง สนก็ยิ้มเช่นกัน

                “สนด้วย รู้งี้พาไปเที่ยวทุกวันดีกว่ามั้ง จะได้ทำงานกันดี ๆ ไม่งอแง” ที่พี่เมฆพูดก็ถูก เพราะวันนี้ผมกับสนไม่บ่นปวดขาสักคำทั้งที่ยืนมาเกือบทั้งวัน

                “เอากิ่งดอกกุหลาบไปตัดต่อไป ระวังหนามตำมือล่ะ” ผมรับดอกกุหลาบกำใหญ่มาจากพี่เมฆ ผมทำท่าจะหันหลังกลับมา แต่ความอยากรู้ว่าพี่เขาจะพาเราสองคนนั่งชิงช้าสวรรค์รึเปล่าเลยถามออกไป

                “พี่เมฆ พี่เมฆจะพาไผ่กับสนนั่งชิงช้ามั้ย”

                “อยากนั่งหรอ” น้ำเสียงฟังอบอุ่นถามผม พี่เมฆยิ้มตลอดเวลาที่คุยกับพวกเรารวมทั้งไม่ว่ากับใครก็ตาม บอกตามตรงว่าผมก็ชักหวงรอยยิ้มนี้ขึ้นมาแล้วสิ

                “อื้ม ไผ่อยากนั่ง” ผมกอดดอกกุหลาบไว้ในอกแล้วพยักหน้าตอบ

                “ถ้าอยากนั่งพี่ก็จะพาไปนั่ง แล้วก็อย่าแกล้งสนล่ะ ที่นี่สูงกว่าที่งานวัดตั้งเยอะ”

                “ไม่แกล้งหรอก ไผ่สัญญา”

                “ครับ ไปทำงานได้แล้วไป ถ้าเสร็จช้าอดไปนะ” พี่เมฆไม่ได้ขู่ เขาคำไหนคำนั้นถ้าไม่ก็คือไม่ ผมเลยพยักหน้ารัว ๆ แล้วรีบวิ่งกลับไปหาทายทันที

                “ว่าไงบ้าง” ทายถามอย่างกระซิบกระซาบ       

                “พี่เมฆบอกว่าจะพาไปนั่งชิงช้า น่าตื่นเต้นเนอะ” ผมเบิกตากว้างขณะพูด ทายเขย่งขามากระซิบข้างหูผม

“พี่เขาไม่ชอบเด็กเถียง แล้วก็ไม่ชอบเด็กดื้อ รู้ไว้ก็ดี”

“อื้ม” ดูท่าทายจะเห็นดีเห็นงามกับการไปเที่ยวในกรุงเทพครั้งแรกของพวกเรากับพี่เมฆมาก ไม่งั้นไม่ชวนคุยให้ผมตื่นเต้นขนาดนี้หรอก ลำพังรู้ว่าได้ไปก็ตื่นเต้นพอแล้ว นี่เพื่อนมาเชียร์ มันยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่

ผมตัดก้านดอกกุหลาบไปยิ้มไป บ้างก็ฮัมเพลงตามเพลงที่ในร้านเปิด ผมแหงนมองนาฬิกาพบว่ามันเป็นเวลาเที่ยงกว่า ๆ ที่อีกไม่นานเราสองคนก็จะได้กลับบ้านไปอาบน้ำแต่งตัวกันแล้ว อ่อ ลืมบอกไปว่าการไปเที่ยวครั้งนี้เป็นความลับกับเพื่อนพี่เมฆที่ชื่อกร เขามาหาสนแต่เช้าแล้วถามว่าเลิกงานกี่โมง คงหวังจะพาไปเที่ยวห้างพาไปกินขนม และแน่นอนว่าสนก็โกหกออกไปว่าวันนี้ทำโอจนค่ำ ที่ไหนได้พวกเรากำลังจะอาบน้ำแต่งตัวแต่หัววันเพื่อหนีไปเที่ยวเอเชียทีคกันแล้วต่างหาก คิดแล้วก็อดขำไม่ได้ มันทำให้ผมหลุดขำออกมาจนทายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เอ่ยปากแซว

“มีความสุขมากไปแล้วมั้ง”

“เอ้า จะไปเที่ยวทั้งทีก็ต้องมีความสุขดิ”

“ก็ถูก เออ อย่าลืมซื้อหนมมาฝากด้วยล่ะ”

“จะกินอะไร เดี๋ยวซื้อแล้วพรุ่งนี้เอามาให้”

“ชีสเค้กชิ้นเล็ก ๆ อะ พี่เมฆเขารู้ ว่านี่กับแฟนชอบกินร้านไหน”

“ได้ ๆ เดี๋ยวซื้อมาให้” มันเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมได้คุยกับทายในวันนี้หลังจากพี่เมฆวิ่งออกมาจากหลังจากหลังร้านหน้าตาตื่น

“ไผ่ เรากับสนเก็บของเลยแล้วกลับบ้านกับพี่ ลูกค้าเร่งจะเอาเมล็ดพันธุ์ตอนบ่ายสอง พี่ต้องไปส่งเขา เราไปกับพี่เลยพี่ได้ไม่ต้องขับรถมารับเรากลับบ้านอีก” พี่เมฆพูด เขารวบมือหยิบกุญแจรถกับกระเป๋าสตางค์บนหน้าเค้าเตอร์แล้วหันหน้ามาพูดกับทายต่อ

“พี่ฝากร้านด้วยนะ เก็บทุกอย่างให้เรียบร้อย ตัดยอดประจำวัน ดูแลดอกไม้แล้วก็อย่ารับออเดอร์ลูกค้าทางโทรศัพท์หลังจากร้านปิด เดี๋ยววันนี้พี่ให้สองแรงเพราะพี่จะไม่เข้ามาแล้ว”

“อา ครับ ๆ” ทายตอบแล้วช่วยผมกับสนถอดเอี้ยมเพราะกลัวว่าถ้ามัวแต่ชักช้าพี่เมฆจะดุเอา

“ไปก่อนนะ !” สองมือโบกบ้ายบายให้เพื่อนในร้าน สองขาก้าวอย่างไวไม่รีรอรีบวิ่งตามพี่เมฆไปติด ๆ สนเองก็ยกมือไหว้ทุกคนในร้านแล้ววิ่งตามผมมาอีกที วันนี้อาจจะเป็นวันแรกที่เราสองพี่น้องไม่ทะเลาะกันเพราะพี่เมฆกำชับไว้อย่างดีแล้วว่าถ้าทะเลาะหรือมีปากเสียง งานนี้มีแต่อดกับอด

3 ชั่วโมงผ่านไป

บ้านธีระทานนท์

“อาห์… นั่งรถนาน ๆ เพลียจังเลย” ผมหงายหลังลงที่นอนทั้งชุดทำงาน ขณะที่สนกำลังถอดถุงเท้าแล้วเอาไปวางในตะกร้า

“ไปอาบน้ำ ทั้งคู่เลย เดี๋ยวพี่ค่อยอาบทีหลัง” พี่เมฆพยักหน้าไปนอกห้องเป็นการบอกให้ผมกับสนไปอาบน้ำในห้องตัวเองเพื่อแต่งเนื้อแต่งตัวใหม่จะได้ไปเที่ยวกันได้แล้ว

“ไผ่เมื่อย ขอนอนพักก่อนได้มั้ย” เราสามคนเพิ่งกลับจากส่งเมล็ดพันธุ์ไม้ดอกให้ลูกค้า พี่เมฆส่งสายตามองลอดแว่นก่อนพูดว่า

“พี่ไม่เมื่อยกว่าหรอ ต้องขับรถตั้งสามชั่วโมงทั้งที่ขายังไม่หหาย”

“แถมยังต้องพาไผ่กับน้องไปเที่ยวอีก” ผมพูดเสริม ตอนนี้สนกลับไปที่ห้องตัวเองเพื่ออาบน้ำเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ผมที่นั่งยิ้มแป้นแล้นแกล้งให้พี่เมฆหงุดหงิดเล่น ๆ

“ไป อาบ น้ำ กินข้าวเที่ยงให้เรียบร้อยแล้วไปรอพี่ที่ชั่นล่าง ลุก” ในที่สุดผมก็ลุกจากเตียงพี่เมฆแล้ววิ่งออกจากห้องทันทีเพื่อกลับมายังห้องตัวเอง

สนอาบน้ำเสร็จแล้ว ผมเลยเข้าไปอาบบ้าง ในเวลาไม่นานผมก็ออกมาพร้อมชุดคลุมอาบน้ำพร้อมผ้าขนหนูผืนเล็กที่เอาไว้เช็ดหัว ผมมองสนที่กำลังเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อเลือกเสื้อผ้าใส่สำหรับเอาไปเที่ยวในค่ำคืนนี้ คืนที่พี่เมฆจะพาเรานั่งชิงช้าสวรรค์สูงเทียมฟ้าครั้งแรก

“พี่ไผ่ สนใส่เสื้อตัวไหนดี” น้องผมหยิบเสื้อคอกลมสีขาวกับสีน้ำเงินที่แขวนอยู่ในไม้แขวนมาถือไว้ ปกติมันใส่อะไรก็ได้แล้วทำไมวันนี้ต้องเลือกด้วยล่ะ แต่พอมองชุดที่มันหยิบออกมาให้เลือกแล้วดูยังไงก็… ชุดอยู่บ้านชัด ๆ

“เอาชุดพี่ไปใส่” พูดจบผมก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าของตัวเองแล้วหยิบเสื้อเชิ้ตตัวหลวมโคกมาให้สน มันทำหน้าเหยเกส่ายหัวรัว ๆ เป็นการบอกว่ายังไงก็ไม่มีทางใส่ชุดที่ผมเลือกให้เด็ดขาด

“ไม่เอา สนไม่ใส่ชุดพี่ไผ่หรอก”

“ทำไมไม่ใส่” ผมทำคิ้วขมวดยืนเท้าเอวมองหน้ามันพร้อมกับความสงสัยว่าทำไมมันถึงไม่ยอมใส่

“สนไม่ชอบใส่เสื้อคอปกแขนยาว มันร้อน แถมเสื้อพี่ไผ่ก็ตัวใหญ่ มันเหมือนชุดนอนยังไงไม่รู้”

“พูดอย่างนี้มึงตบหัวพี่ดีกว่าสน” ผมสวมเสื้อเชิ้ตใส่หัวมันอย่างทุลักทุเลแต่สุดท้ายก็สวมเชิ้ตสีฟ้าอ่อนให้มันจนได้

“พี่ไผ่ สนไม่ชอบเสื้อแบบพี่ไผ่เลย” ใครจะไปฟังมันนอกจากตังเมที่นั่งเอียงหัวเมื่อเห็นว่าสนแต่งตัวเปลี่ยนไป ผมเดินไปหยิบแว็กใส่ผมมาเผิดฝาออกแล้วปาดเนื้อเจลล์ลงฝ่ามือตามด้วยขยี้ ๆ แล้วเอาไปขยำบนผมสีน้ำตาลให้ดูยุ่งนิด ๆ อย่างน้อยก็ดีกว่าผมทรงเรียบแปร้ที่มันทำอยู่ทุกวัน

“ไปหยิบยีนสีซีดมาใส่” ผมสั่งอย่างเคยตัว และสนมันก็ดื้อกับผมเหมือนทุกวันที่ผ่าน ๆ มา

“ไม่เอา สนจะใส่เสื้อคอกลมกับกางเกงขาสั้น”

“แต่งตัวอย่างกับอยู่บ้านไม่พาไปจริง ๆ คอยดู”

“พี่เมฆเป็นคนพาสนไป ไม่ใช่พี่ไผ่สักหน่อย” สนบอกเสียงห้วน มันทำคิ้วตกน่าสงสารแต่คำพูดคำจาโคตรกวนโอ๊ย แต่ก่อนที่ผมจะโวยใส่มัน อยู่ๆ ก็มีคนมาเคาะประตูห้องซ้ำ ๆ

“แฝด แต่งตัวเสร็จรึยัง” พี่เมฆถามพวกเรา

“อีกแป้บเดียว ไผ่กำลังเลือกชุดให้สน” เขาแง้มประตูเข้ามาหลังจากผมขานรับ

“เลือกให้หรือบังคับให้ใส่” พี่เมฆไล่สายตามองสนตั้งแต่หัวจรดเท้า

“แต่งแบบนี้ก็น่ารักดีนะ สน” เขาทิ้งท้ายคำพูดก่อนปิดประตูลงเบา ๆ น้องผมหลุดยิ้มออกมา ดูก็รู้ว่ามันชอบให้พี่เมฆชมว่าน่ารักขนาดไหนทั้งที่เมื่อกี้ยังทำหน้ามุ่ยเป็นตูดลิง

“เดี๋ยวไผ่ก็แต่งแบบเดียวกัน” เดิมทีผมเป็นพวกขี้อิจฉาเลยอยากให้พี่เมฆชมแบบที่ชมสนบ้าง ไม่สิ ผมแค่มีความ ‘อยากได้’ มากกว่าคนอื่น ๆ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าสนได้ห้า ผมก็ต้องได้สิบ ถ้าสนได้สิบ ผมต้องได้ยี่มากกว่านั้น

ผมยิ้มยีฟันให้พี่เมฆแล้วย้ายตัวเองไปยังตู้เสื้อผ้ารีบหาเสื้อเชิ้ตสีฟาอ่อนมาสวมใส่ แน่นอนว่าผมก็ได้เสื้อที่ถูกใจ มันเป็นเสื้อเชิ้ตสีฟ้าลายทางขาวปักดอกไม้ไว้บนปก ตัวนี้ล่ะตัวโปรดที่พี่เมฆซื้อให้หลังจากเรามาอยู่กับเขา

“แต่งตัวเสร็จแล้วไปรอพี่ชั้นล่าง ถ้าหิวก็กินข้าวลองท้องไปก่อน แต่อย่ากินเยอะล่ะ พี่จะพาไปกินร้านอาหารที่นั่น” ว่าจบคนตรงหน้าก็ปิดประตูลงแล้วปล่อยให้เราสองคนทำธุระส่วนตัวจนเสร็จ

หน้าต่างห้อง ไฟในห้อง รวมถึงเครื่องปรับอากาศถูกปิดเรียบร้อย เราสองคนเดินออกมาจากห้องพร้อมกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ก่อนก้าวขาลงบันไดบ้านมาพร้อมกัน

“พี่ไผ่ พี่เมฆชมสนน่ารักด้วย ขอบคุณนะที่ให้สนยืมชุด” ดูก็รู้ว่ามันต้องการอวดกับผมว่าพี่เมฆชมมันว่าน่ารักซึ่งผมเองก็รู้อยู่แล้ว คิดไปคิดมารู้งี้น่าให้มันแต่งตัวเป็นเด็กกะโปโลซะยังดีกว่า

“แต่สนว่า… ยังไงพี่ไผ่ก็น่ารักกว่า สนไม่เหมาะกับชุดแบบนี้หรอก” น้องชายผมพูดยิ้มแล้วเอามือแตะ ๆ เสื้อที่ผมใส่

“แน่นอนอยู่แล้ว” ผมตอบห้วนแล้วก้าวขาเดินลงบันไดนำหน้าไปอย่างไม่สนใจว่ามันจะยิ้มให้ผมกับชุดที่สวมใส่แล้วดูเพอร์เฟคมากขนาดไหน

“น่าเบื่อ” ผมหลุดพูดออกมาอย่างไม่สบอารมณ์แล้วนั่งลงบนโซฟาพลางเท้าคางหันหน้าไปทางอื่น

“พี่ไผ่เบื่ออะไร” คนถามนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม

“เปล่า”

“ไม่ชอบให้พี่เมฆชมสนหรอ” สนอุ้มตังเมมาวางบนตัก ผมชายตามองชุดที่มันใส่แล้วปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าพอเราสองคนแต่งตัวเมือนกันแล้วมันทำให้สนดูน่ารักขึ้นมาหลายเท่า ยิ่งผมเซ็ทผมให้ยิ่งดูแปลกตาไปใหญ่

“ความจริงก็ไม่ชอบ แต่แบบนี้ก็น่ารักดี สมแล้วที่เขาชม”

“สนไปเปลี่ยนให้ก็ได้ พี่เมฆได้มองว่าพี่ไผ่น่ารักคนเดียว” มันทำท่าจะลุกขึ้นยืน ผมฉุดข้อมือบาง ๆ ของมันไว้

“ไม่ต้องไป”

“ก็ ก็พี่ไผ่ไม่ชอบให้พี่เมฆชมสนนี่”

“เออ ไม่ชอบ แล้วก็เลิกพูดได้แล้วว่าเขาชมนักชมหนาว่าน่ารัก ไม่อยากฟัง” น้ำเสียงเรียบนิ่งเป็นตัวบอกว่าผมยังคงไม่พอใจ ผมเป็นพวกย้อนแย้งในตัวเอง ผมขี้หวงก็จริงแต่ก็อยากแบ่งอะไรหลาย ๆ อย่างให้น้องเพราะยังไงมันก็คือน้องผมที่คลานตามกันมา ผมสนใจในตัวพี่เมฆมาก และผมก็มองออกว่าสนก็มีความสนใจในตัวพี่เมฆไปไม่น้อยกว่าผมเลย แต่ผมก็ยอมถอยให้มันหนึ่งก้าว ยอมให้มันได้มีความรู้สึกรักรู้สึกชอบและยอมให้มันมีความสุขที่ได้มองพี่เมฆจัดดอกไม้

เราสองคนร่วมมือกันทำอะไรหลาย ๆ อย่าง แค่แบ่งคนคนเดียวให้มันได้รักคงไม่เป็นอะไร แต่ยังไงก็มีข้อแม้ว่าผมต้องได้รับความนรักจากคนคนนั้นมากกว่ามัน

สนยังคงนั่งนิ่งหลังจากผมทำตัวหงุดหงิดใส่ไปเมื่อครู่ทั้งที่มันไม่ได้ผิดเลยสักนิด คราวนี้มันหงอยจริงผมเลยเอื้อมมือไปยีหัวมันแล้วดึงข้อมือให้ย้ายมานั่งลงข้าง ๆ ตัวผมแทนที่จะนั่งฝั่งตรงข้าม

“ให้ยืมเสื้อผ้าใส่ทั้งทีก็แทนที่จะใส่ให้มันดี ๆ” พูดจบผมก็จัดคอปกเสื้อให้มัน มันคงชินที่ผมเป็นพวกอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ เดี๋ยวดุเดี๋ยวด่าเดี๋ยวรักเดี๋ยวชังมาแต่ไหนแต่ไร

“ใส่ดีแค่ไหน สนก็ไม่น่ารักเท่าพี่ไผ่หรอก พี่ไผ่ใส่แล้วเหมาะกว่าตั้งเยอะ” แววตาละห้อยมองผม ผมอดสงสารมันไม่ได้เลยเลือกที่จะลืม ๆ ไปว่าพี่เมฆเคยชมมันว่ายังไง

ในเมื่อยอมถอยให้แล้วหนึ่งก้าว ผมก็ต้องยอมรับเหมือนยอมให้มันเล่นตุ๊กตาตัวเดียวกันทั้ง ๆ ที่ตัวนั้นป้าเป็นคนซื้อให้ ทั้งที่ความจริงขี้หวงขนาดนี้จะไม่แบ่งให้เล่นตั้งแต่แรกก็ได้ เหมือนที่ยอมแบ่งให้มันมีสิทธิ์ที่จะสนใจในตัวพี่เมฆเหมือนกันกับผม

ขณะที่ผมกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความคิด อยู่ ๆ พี่เมฆก็วิ่งพรวดพราดลงมาจากบันไดทั้งที่ขายัไม่หายดี

“ไผ่ สน พี่ขอโทษด้วย แต่พี่พาเราสอคนไปเอเชียทีคไม่ได้แล้ว” หลังจากได้ยินเราสองคนก็เบิกตากว้างพร้อมกัน สนเอื้อมมือมาจับมือผม มันไม่โอเคตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ยินพี่เมฆพูดแบบนี้

“ทำไม” ผมถามออกไปสั้น ๆ มันเป็นอารมณ์ของคนพูดไม่ออก

“พี่ต้องไปรับมะปรางที่สนามบิน เขาเพิ่งกลับจากอังกฤษ” ฟังก็รู้ว่าเป็นชื่อผู้หญิง ผมไม่สนิทใจนักถึงเขาจะเลิกกับผู้ชายที่ชื่อวสันต์ไปแล้วแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพี่เมฆจะมีแฟนเป็นผู้หญิงซึ่งแอบคบกันอยู่ไม่ได้

“มะปรางนี่เป็นอะไรกับพี่เมฆหรอครับ…” ผมถามพลางไล่สายตามองพี่เมฆที่เดินวนไปมาเพื่อหารองเท้าคู่เหมาะ ๆ มาใส่อย่างรีบเร่ง

“พี่ไม่มีเวลาอธิบาย เอาเป็นว่าวันหลังค่อยไป วันนี้พี่ต้องไปรับเขาก่อน” เจ้าของคำพูดฟังกระหืดกระหอบเดินออกไปจากบ้านเป็นการตัดบทสนทนาทั้งหมด ผมทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากฟังเสียงรถที่กำลังถอยออกจากโรงรถ

“สน รู้ใช่มั้ย ว่าต้องทำยังไง”

“รู้” ฝ่ามือที่อยากกำเอาไว้เพื่อระบายความโกรธเคืองทั้งหมดเอื้อมมาโอบไหล่น้องที่กำลังเลื่อนหน้ามาซบไหล่ของผม มันผิดหวังยิ่งกว่าอะไรจนหาที่เปรียบไม่ได้ในเมื่อพี่เมฆไม่เคยทำให้เราผิดหวังมาก่อน แม่แต่เมินใส่เรายังไม่เคยเลยสักครั้ง

‘มันเป็นใคร ใครที่ทำให้พี่เมฆทำกับเราแบบนี้ ใครที่ทำให้เราไม่ได้ไปเที่ยวทั้งที่ตั้งตารอมาตั้งหนึ่งคืนกับอีกหนึ่งวัน’ ผมพูดในใจ

“สนอยากรู้ไว ๆ จัง ว่ามันเป็นใคร”

--------------------------------------------

ยังไม่ได้ตรวจคำผิดนะ อิอิ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว