facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 13 : เหตุเกิดขึ้นที่ร้านจัดดอกไม้

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 13 : เหตุเกิดขึ้นที่ร้านจัดดอกไม้

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 20:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 13 : เหตุเกิดขึ้นที่ร้านจัดดอกไม้
แบบอักษร

                เช้าวันต่อมา

                วันนี้ผมจำเป็นต้องเปิดร้านก่อนเวลาเพราะมันเป็นช่วงรับปริญญาคนเลยมาสั่งดอกไม้ช่อใหญ่หลายต่อหลายช่อจนมือพันกันทำแทบไม่ทัน ความจริงเด็กในร้านก็จัดให้ได้แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบให้ผมเป็นคนจัดมากกว่า

                “สน หยิบกระดาษแก้วสีแดงให้พี่หน่อย เอามาสองแพคแล้วก็ระวังยับด้วยล่ะ” หลังจากพูดจบสนก็รีบวางมือจากดอกกุหลาบแล้ววิ่งไปหลังร้าน สนกลับมาพร้อมกับกระดาษแก้วสีแดงตามที่สั่งไว้ สนยื่นมันมาให้ เราสองคนจับมือกันพอดีทันใดนั้นสนก็เงยหน้ามามองแล้วเอื้อมมือมาแตะซอกคอผม

                “ตัวพี่เมฆเย็นเฉียบเลย”

                “ครับ พี่ยังไม่ได้กินข้าวเลยมึนหัวนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร ไว้จัดช่อนี้เสร็จแล้วค่อยกินก็ได้” ผมตอบอย่างฝืน ๆ ความจริงยืนแทบไม่อยู่แต่ก็ต้องเอางานไว้ก่อน

                ผมมองไผ่ที่กำลังขะมักเขม้นกับการช่วยเด็กในร้านจัดช่อดอกไม้ช่อเล็ก เรื่องจัดช่อไผ่เรียนรู้ได้ไวกว่าสน สนเลยเป็นลูกมือคอยช่วยผมหยิบนู่นหยิบนี่ บางทีก็ช่วยพี่ ๆ ในร้าน ถึงทำผิดบ้างแต่ก็ไม่มีใครดุเพราะว่าเป็นน้องเล็กสุด

                “ไปช่วยพี่ไผ่ไป พี่ทำเองได้” เพราะไม่อยากให้สนเป็นห่วงผมเลยบอกไปแบบนั้น

                “ถ้ามีอะไรให้ช่วยพี่เมฆรีบเรียกสนเลยนะ”

                “ครับ” ผมตอบยิ้มแล้วรีบจัดช่อดอกไม้ให้เสร็จ ผมเรียกเด็กส่งของเข้ามาในร้านแล้วสั่งให้เอาดอกไม้ไปส่งให้ลูกค้า

                ช่อแล้วช่อเล่าดอกแล้วดอกเล่าถูกบันทึกรายชื่อลงคอมพิวเตอร์ว่าเป็นออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งและจ่ายเงินแล้วเรียบร้อย รวม ๆ แล้วในเวลาเจ็ดโมงเช้าจนถึงสิบเอ็ดโมงร้านเราส่งดอกไม้ให้ลูกค้าไปแล้วสามสิบกว่าเจ้า หากคำนวณราคาคร่าว ๆ กำไรช่วงเช้านี้ก็ปาไปแล้วครึ่งหมื่น

                “ไง ยิ้มไม่หุบ กำไรดีล่ะสิมึง” ไอ้กรแซวผม ลืมบอกไปว่ามันมาที่นี่ตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด มันไม่ได้มาหาผมหรอก แต่มาเฝ้าสนมากกว่า

                “ได้แล้วหกพันกว่า ๆ” ผมตอบพลางหยิบไม้กวาดมากวาดเศษขยะบนพื้น

                “เฉพาะกำไรใช่ป้ะ” มันนั่งเท้าคางลงบนหน้าเคาน์เตอร์ที่ผมมีไว้สำหรับจัดดอกไม้แล้วกระดิกขาอย่างสบายใจ

                “อืม แล้วนี่วันนี้มึงไม่มีงานหรอ”

                “มี แต่กูบอกลูกค้าว่าหยุดเพราะต้องไปหาหมอ”

                “ตอแหล”

                “ฮ่า ๆ ๆ ไม่อยากเชื่อว่ามึงด่าเป็นด้วย เออนี่ ว่าแต่ไหน ๆ วันนี้ก็ได้กำไรแล้ว ปิดร้านเลยดิ แล้วไปกินข้าวกัน กูอยากพาสนไปห้าง”

                “ไม่ปิด กำไรดีสิต้องเปิดนาน ๆ วันนี้กูว่าจะปิดร้านสี่ทุ่มด้วยซ้ำ”

                “โห่ไรวะ ใช้แรงงานแฟนกูนี่หว่า”

                “ใครแฟนมึง” ผมเอาไม้กวาดพิงไว้ข้างกำแพงแล้วเงยหน้าขึ้นมามองมันก่อนขยับขาแว่นที่สวมใส่ ใช่ ผมถามมันหน้านิ่ง ๆ ส่วนมันก็ทำหน้าละลื่นใส่ผม

                “น้องสนไง แฟนกูในอนาคตโว้ย” พูดจบมันก็ยักคิ้วข้างเดียว ผมนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วหยิบแซนด์วิชที่ไผ่ทำไว้ให้มากินขณะที่ไอ้กรกำลังมีความสุขกับการมโนเพ้อพกว่ามันได้สนเป็นแฟนทั้งที่เพิ่งจะเจอกันเมื่อวาน

                “นี่ไอ้เมฆ มึงรู้อะไรมั้ย” มันพูดต่อแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ๆ

                “รู้อะไร”

                “เมื่อวานกูได้หอมแก้มน้องสนด้วยนะมึง นุ่มสัด ๆ ตัวนี่หอมกลิ่นครีมอาบน้ำฉิบหาย แล้วก็นะ ขามึงหายดีเมื่อไหร่ให้สนกลับไปนอนห้องเดิมได้ละ เดี๋ยวมึงลักหลับแฟนกู”

                “กูไม่คิดทำอะไรต่ำ ๆ กาม ๆ แบบมึงหรอก” ผมมองลอดแว่นแล้วหยิบแซนด์วิชชิ้นที่สองมากินต่อ

                “ไง อิจฉากูล่ะสิ มีเด็กให้หรีตลอด” ไอ้กรมองผมยิ้ม ๆ เหมือนกำลังเยาะเย้ยว่ามันเหนือกว่า ผมเลยตอบไปว่า

                “หอมแก้มเขาทั้งที่เขาไม่เต็มใจ น่าอิจฉาตรงไหน”

                “เออน่า… ก็ดีกว่าไม่ได้ทำไรเลยป้ะวะ” มันหรี่ตามองผม ผมยักไหล่น้อย ๆ ก่อนหลุดขำออกมา หากคนนอกมองคงคิดว่าผมกับมันกำลังทะเลาะกัน แต่เปล่าเลย เราแค่หยอกกันแรงไปหน่อย

                “ทำอะไรเห็นหัวกูบ้าง กูรู้จักน้องเขาก่อน” ผมบอก

                “ของแบบนี้ใครดีใครได้ ใครช้าอด ตกลงมั้ย ถ้ามึงชอบน้องสนเหมือนกันงั้นมาแข่งกับกู ว่าใครจะได้เป็นแฟนน้อง”

                “ไร้สาระ ทำไมกูต้องแข่งกับมึงด้วย” พูดจบผมก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินกะเพก ๆ เอากล่องแซนด์วิชไปเก็บที่หลังร้านแล้วกลับมาพร้อมกาแฟดำหนึ่งแก้ว

                “กลัวแพ้อะดิ เลยไม่แข่ง” มันยังคงแซวผม ผมยังไม่ทันตอบออกไปจู่ ๆ สนก็วิ่งมาหาพร้อมถือน้ำผลไม้ปั่นไว้ในมือหนึ่งแก้ว

                “พี่เมฆ” สนเรียกผมเสียงใส

                “ครับ ว่าไง” ผมเงยหน้ามาถาม สนยื่นแก้วน้ำปั่นมาให้ผม

                “สนปั่นน้ำสับปะรดมาให้”

                “ให้พี่หรอครับ” ผมแกล้งถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว

                “อื้ม” สนยิ้มแล้วยื่นหลอดมาจ่อปากทำท่าจะป้อน

                “กินสิ สนป้อน” แต่ก่อนจะกินผมเลือกที่จะถามก่อนว่าสนเต็มใจจะทำให้ผมรึเปล่า ไอ้กรมันได้รู้ว่าคนที่เขาเต็มใจมอบสิ่งดี ๆ ให้กันมันเป็นยังไง

                “สนเต็มใจทำให้พี่รึเปล่าครับ”

                “ก็ต้องเต็มใจสิ เต็มใจมาก ๆ” สิ้นสุดคำตอบผมก็ดูดน้ำสับปะรดปั่นรสหวานอมเปรี้ยวที่สนเป็นคนป้อนต่อหน้าไอ้กร มันมองตาค้างสงสัยอยากให้สนป้อนบ้าง เพื่อแกล้งให้มันอิจฉา ผมเลยเอื้อมมือมาจับมือสนแล้วสบตามองสนอย่างยิ้ม ๆ

                “อ่ะ ! เอ่อ พี่เมฆถือเองสิ” สนรีบชักมือออกทันที หน้าสนตอนนี้แดงจัดอย่างเห็นได้ชัด

                “สน สน สนขอตัวไปช่วยพี่ไผ่ก่อนนะ” สนพูดกุกกักรีบวิ่งเข้าไปหลังร้าน ทันใดนั้นไผ่ก็เดินวสวนออกมาพร้อมน้ำสับปะรดปั่นหนึ่งแก้วเช่นกัน

                “ไอ้สนมันรีบไปไหนหรอพี่เมฆ วิ่งหน้าตาตื่นอย่างกับเห็นผีแหนะ”

                “ครับ ผีทะเล” ผมพยักหน้ายิ้มไปทางไอ้กร ไอ้กรชะงักเอื้อมมือมาแตะมือผม ดูท่ามันจะรู้ว่าไผ่หวงน้องชายตัวเองมากแค่ไหน

                “ผีทะเล ?” ไผ่พูดเสียงค่อยแล้วเดินมานั่งข้าง ๆ ไอ้กรก่อนเลื่อนแก้วน้ำปั่นให้ดูด

                “กินสิครับ ไผ่ปั่นมาให้” คนพี่บอกเสียงเรียบ สายตาเรียบนิ่งมองเพื่อนผมอยู่อย่างนั้นก่อนใช้นิ้วชี้เลื่อนแก้วน้ำปั่นให้เข้าไปใกล้ฝ่ายตรงข้ามอีกนิด

                “พี่ พี่ไม่ชอบกินน้ำผลไม้ปั่นเท่าไหร่ มันหวาน ฮ่า ๆ” มันเลื่อนน้ำปั่นมาทางไผ่แล้วปัดมือซ้ำ ๆ เป็นการปฏิเสธ

                “เอ้า ทีตอนสนมันป้อนพี่เมฆไผ่เห็นพี่มองตาเชื่อมเชียวก็นึกว่าอยากกิน ไผ่อุตส่าห์ปั่นมาให้ ไม่กินหน่อยหรอ” ไผ่เลื่อนน้ำปั่นไปทางไอ้กรอีกครั้ง

                “กินสิ ละลายหมดแล้วนะ” คำเชิญชวนเชิงบังคับดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝ่ามือตบลงบนเคาน์เตอร์ ไอ้กรสะดุ้งตัวโยนอย่างกับกำลังดูหนังผีแล้วผีโผล่ออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

                “ฮ่า ๆ ๆ กินดิ น้องอุตส่าห์ทำมาให้” ผมพูดเสริม ไผ่หยิบแก้วน้ำปั่นขึ้นมาแล้วหยิบหลอดจ่อปากไอ้กรเป็นการบังคับ สงสารก็สงสาร สมน้ำหน้าก็สมน้ำหน้า ก็อยากไปจีบน้องชายเขาก่อนเองนี่

                “กินสิครับ” ไผ่แค่นเสียงสั่ง

                “อ่า… ครับ กินครับกิน กินครับ” เสื้อสิ้นลายพยักหน้ารัว ๆ แล้วโน้มหน้ามาดูดน้ำสับปะรดที่ไผ่เป็นคนปั่น มันถลึงตาออกกว้างเอามือปิดปากเหมือนอยากคาย

                “อร่อยมั้ย ฮ่า ๆ” ผมหัวเราะลั่น เด็กในร้านหันมามองแล้วขำตาม ๆ กัน ทุกคนล้วนรู้ดีว่าไอ้กรมันรุกหนักแค่ไหนไม่งั้นไม่แหกขี้ตาตื่นมาเฝ้าสนแต่เช้าแบบนี้หรอก และทุกคนก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจะยอมถอยมั้ยถ้าพี่ชายอย่างไผ่แสดงออกชัดเจนว่าไม่ยอมยกสนให้ง่าย ๆ

                “กลืนนะ อย่าคาย” ไผ่สั่ง ไอ้กรพยักหน้ารับแล้วกลืนน้ำสับปะรดลงคออย่างฝืน ๆ

                “อือหือ !!! นี่ไผ่ลืมใส่น้ำตาลใช่มั้ย ทำไมมันเปรี้ยวขนาดนี้ อ๊ากกกก ตาย ๆ ไอ้เมฆ เอาของมึงมากินล้างคอหน่อยดิ” มันทำท่าจะคว้าแก้วผมไปดู ผมรีบชักมือหนีแล้วหยิบแก้วของไผ่มาส่งให้มันทันที

                “เรื่องไร ! มึงก็กินของมึงไปดิ ฮ่า ๆ”

                “ใช่ พี่ก็กินของพี่ไปสิ”

                “ใครจะไปกินลง เปรี้ยวจนขมคอขนาดนี้”

                “ไปกินน้ำหลังร้านไป ในตู้เย็นอะ รำคาญ” ผมปัดมือไล่ให้เพื่อนเข้าไปกินน้ำที่หลังร้าน มันลุกจากเก้าอี้ทันที ไผ่แอบยิ้มนิด ๆ ดีใจที่ได้แกล้งไอ้กรจนหน้าถอดสีหลังจากกินน้ำสับปะรดปั่นที่ไผ่เฉลยกับผมว่าบีบมะนาวไปตั้งสามลูก

                “สามลูก ฮ่า ๆ” อยากจะหัวเราะให้ฟันหัก ผมปิดปากขำแล้วกวักมือให้ไผ่ยื่นหน้ามาใกล้ ๆ

                “คราวหลังไผ่ปั่นแล้วให้สนไปป้อนมันนะ ทีนี้ห้าลูกเลยดูดิ๊มันจะทำหน้ายังไง” ผมกระซิบ ไผ่พยักหน้ารับ ทันใดนั้นเราสองคนก็สบตามองกัน

                “เอ้อ แซนด์วิชที่เราทำให้อร่อยดี พี่ชอบ” เพื่อไม่ให้บรรยากาศดูเกร็ง ๆ ผมเลยชวนไผ่คุย หลัง ๆ มานี้รู้สึกว่าพวกเราต่างแอบมองฝ่ายตรงข้ามบ่อยขึ้น

                “อื้ม ! ก็ ก็ไผ่เห็นพี่ไม่ได้กินข้าวเช้า พอว่างเลยไปทำให้ สนมันสอน”

                “หรอ ขอบคุณนะครับ”

                “อื้ม… เออพี่เมฆ คือ ๆ” ไผ่พูดกุกกักยิ้มกว้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

                “ครับ ?” ผมเลิกคิ้วถาม

                “เปล่า ไม่มีอะไร ไผ่ ๆ ไผ่ไปหลังร้านนะ”

                “ไปสิครับ ไว้มีงานพี่จะเรียก”

                “แหะ ๆ ไปนะ !”

                “ครับ… ไปเถอะ ออเดอร์หมดแล้ว พักได้” แปลก ไผ่ดูสดใสเสมอเวลาอยู่กับผม รวมถึงสนด้วย ผมส่ายหัวยิ้มแล้วหยิบกรรไกรมาตัดกิ่งกุหลาบเล่น ๆ ผมยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวจนโดนเด็กในร้านแซว

                “แหมพี่ ช่วงนี้ยิ้มจนหน้าบานยิ่งกว่าดอกไม้อีกนะ”

                “เอ้า คนมีความสุข ก็ต้องยิ้มสิครับ” ผมปาก้านกุหลาบใส่เพทาย เด็กจัดดอกไม้ที่ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่ผมเปิดร้านวันแรก

                “จีบดิ” จู่ ๆ ทายก็โพล่งพูดขึ้นมา

                “จีบ ?”

                “ใช่ ชอบก็จีบเลย”

                “ใคร พี่ชอบใคร” ผมแกล้งพูดปนขำ ทายนั่งเท้าคางบนโต๊ะก่อนพยักหน้าเข้าไปหลังร้าน

                “ก็สองแฝดไง ชอบก็จีบเลย รอไร มัวชักช้าเดี๋ยวพี่กรก็คาบไปแดกหรอก”

                “พี่บอกแล้วใช่มั้ย ว่าอย่าพูดคำหยาบในร้าน”

                “อย่ามาเปลี่ยนประเด็น เดี๋ยวปั๊ดหักเงินเดือนดีมั้ย” ทายแกล้งแซวผม

“เอาจริง ๆ พี่ก็อยากพูดเรื่องนี้นานละ” ผมเดินออกมาจากเคาน์เตอร์แล้วนั่งลงที่โต๊ะเดียวกับทาย คิดไปคิดมาก็ดีเหมือนกันเผื่อจะมีคนให้ปรึกษาปัญหาหัวใจที่ไม่รู้ว่าตกลงตัวเองชอบไผ่กับสนจริง ๆ หรือไม่ แล้วตกลงผมชอบใครกันแน่ หรือว่าชอบทั้งสองคน

“ว่ามา เป็นอะไรไหนบอกหมอ รับรองไม่บอกใครแน่”

“พี่ว่าพักหลังมานี้พี่ชอบแอบมองไผ่กับสน มองแบบ มองแล้วก็คิดว่า… สองคนนั้นน่ารักดี” ประโยคสนทนาเริ่มต้นขึ้น หัวใจในอกผมสั่นเต้นดังไม่เป็นจังหวะอย่างห้ามไม่ไหว

“ใช่ แถมมองทีนี่ตาเยิ้มเลยนะพี่อะ ขอโทษทีเถอะ เด็กในร้านเขารู้กันหมดแล้วว่าพี่ชอบไอ้สองแฝดนั่น”

“รู้จริงดิ ไม่สิ พี่ไม่ได้ชอบ”

“เลิกย้อนแย้งกับตัวเองสักที ชอบก็บอกชอบ มามงมาไม่”

“คือ ก็ชอบนะ แต่ไม่รู้ว่าชอบใครมากกว่ากัน”

“โห ต้องมีชอบมากกว่ากันด้วยอ่อ ควบสองไปเลยเด้ ไม่มีใครว่าหรอก ดีเหมือนกัน พี่ได้ลืมวสันต์ได้ไว ๆ ไง”

“ตกลงพี่ชอบสองแฝดนั่นใช่มั้ย” ผมถามอย่างโง่ ๆ หลังจากอกหักผมก็ไม่เชื่อใจตัวเองอีกเลย แม้ว่ามันจะเป็นความรู้สึกของตัวผมเองก็ตาม

“เอางี้ พี่ตอบคำถามผม พี่รู้ใช่มั้ยว่าพี่กรกำลังจีบสน”

“รู้”

“แล้วหวงมั้ย”

“หวง”

“แล้วถ้าพี่กรจีบไผ่ด้วยล่ะ จะหวงมั้ย”

“หวงเหมือนกัน”

“นั่นแหละชอบ จัดเลย งานนี้เฮียเมฆของผมได้กลับมามีความสุขสักที พี่รู้มั้ย ตั้งแต่พี่เลิกกับวสันต์ไปนะ ผมกับเด็กในร้านห่วงพี่มากขนาดไหน ฮี่ ๆ”

“ห่วงหรืออยากให้พี่เปิดตัวแฟนใหม่ไว ๆ” ผมชำเลืองตามอง เด็ก ๆ ชอบให้ผมพาแฟนมาที่ร้านเพราะจะได้ร้องเพลงแซวให้ผมกับแฟนเขินเล่น ๆ และคำตอบก็เป็นไปอย่างที่ผมคิดเมื่อทายพยักหน้าตอบกลับมา

“จัดเลย ทางนี้เชียร์เต็มที่ งานนี้ถ้าจีบติดทั้งสองคนเดี๋ยวเลี้ยงเหล้าเลย !”

“ฉลาดเป็นกรด เราก็รู้ว่าพี่ไม่ชอบกินเหล้า”

“เอาน่า จีบให้ติดสักคนเถอะ แต่ผมว่าไม่ยากหรอก เพราะไผ่กับสนก็แอบมองพี่บ่อย ๆ เหมือนกัน แถมชอบถามผมด้วยนะว่าพี่ชอบอะไรไม่ชอบอะไร ดูท่าจะสนใจในตัวพี่ทั้งคู่เลยว่ะ”

“แล้วตอบไปว่าอะไร”

“ตอบว่าถ้าอยากรู้ให้ไปถามเจ้าตัวเอง ฮ่า ๆ ๆ”

“คราวหน้าถ้าพูดแบบนี้อีกขอให้โดนไผ่ต่อยหน้า”

“ไผ่ไม่ทำผมหรอก”

“งั้นสนต่อยแทน โอเคมั้ย”

“น้องสองคนน่ารักจะตาย ไม่ทำผมหรอก เด็กในร้านใคร ๆ ก็บอกว่าไผ่กับสนน่ารัก เชื่อฟัง ยิ้มง่าย ไม่อยากเชื่อว่าคนในหมู่บ้านจะลือกันว่าเป็นผี”

“อืม คนเราเดี๋ยวนี้ก็พูดไปทั่ว”

“พูดมั่ว ๆ ใช่มะ มาว่าแฟนพี่เมฆเป็นผีได้ไง ฮ่า ๆ”

“แฟนที่ไหน อย่าชงได้มั้ย”

“เปล่าชง ผมดูออกเถอะ สนน่ะหน้าบึ้งเป็นตูดตลอดเวลาพี่กรมาคุยด้วย แต่พอคุยกับพี่เมฆนะ อือหือ พี่เมฆ สนปั่นน้ำสับปะรดมาให้ กินสิ กินสิ อะกินสิ ๆ” ว่าแล้วทายก็หยิบแก้วน้ำปั่นตัวเองมาแล้วยื่นหลอดมาจ่อปากเป็นการล้อเลียน

“เล่นอะไรไม่เข้าเรื่อง” ผมปัดมือออกแล้วนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้พยายามสั่งตัวเองว่าไม่ให้ยิ้ม

“แหนะ เขินอะเด้ กิ๊ว ๆ” แต่ผมก็ถูกทายจับได้และหลุดยิ้มออกมาในที่สุด

“ฮ่า ๆ พี่แม่งฮาว่ะ เขินจนหน้าแดงเป็นตูดลิงละ เอานี่ ๆ ตกลงชอบสองแฝดนั้นจริง ๆ ใช่ป้ะ” ทายถามซ้ำตั้งใจทำให้ผมเขินหนักกว่าเก่า

“เออ ! ชอบ” ผมหันหน้าหนีแต่ก็โดนทายกระชากแขนให้โน้มหน้าลงมาแล้วป้องปากกระซิบ

“ฟังนะพี่ ถ้าอยากได้เค้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ก็ทุ่มสุด ๆ ไปเลย ช่วงโปรโมชั่นก็พาไปเที่ยวงี้ พาไปกินของแพง ๆ งี้ รับรอง ติดชัว” ทายพูด ผมกำลังคิดว่าจะพาสองพี่น้องไปเที่ยวที่ไหนดี งานนี้ผมพอจะเข้าใจสิระคนรักของวสันต์แล้วล่ะว่าไอ้ความไม่รู้จักพอมันเป็นยังไง มันอยากได้ไปหมด บอกตรง ๆ ว่าผมรักพี่เสียดายน้อง มองไผ่ก็นึกถึงสน พอมองสนก็นึกถึงไผ่

“พาไปเที่ยวไหนดี ปกติพี่ทำแต่งานเลยไม่รู้ว่าที่ไหนน่าเดินเล่นบ้าง”

“เน้นเดินเล่นใช่ป้ะ จัดไป ลานเอเชียทีค ลมเย็นมากพี่ โรแมนติกสุด ๆ ละผมว่าคนไม่เยอะด้วย มุมสวย ๆ ก็มีให้ถ่ายรูป แล้วก็ไม่ต้องขับรถไปนะ นั่งเรือแม่น้ำเจ้าพระยาไป ลมเย็นดี งานนี้พี่นั่งกลาง สองแฝดนั่งประกบข้าง อือหือ… ยิ่งเรือแล่นช้า ๆ ด้วยอีก เชี่ยเอ๊ย ถ้ามีเมียผมจะพาเมียไป เอาดิ” ทายเชียร์ผมสุด ๆ ผมพยักหน้าซ้ำ ๆ เอามือฟาดโต๊ะเบา ๆ หนึ่งครั้ง

“งั้นพรุ่งนี้พี่เข้าครึ่งวัน ฝากร้านด้วย” ผมกับเด็กในร้านแตะมือกันอย่างคนรู้ใจ เราทั้งสองแยกย้ายกัน ผมรีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหลังร้านเพื่อดูว่าป่านนี้ไอ้กรมันหยอดน้องสนไปกี่ดอกแล้ว

‘เพื่อน สงสัยเราคงต้องแข่งกันจริง ๆ แล้วล่ะ’

​-------------------------------------------

หิ๊ววววววววว เชียร์พี่เมฆกด 1 เชียร์พี่กรกด 2 ค่าาาาาาาาา

55555555555555555555555

1 ถูกใจ 1 ความคิดเห็น เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนได้เยอะเลยhttp://cdn-tunwalai.obapi.io/files/emotions/Cartoon00021.gif

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว