ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 เรือนต้นน้ำ

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 เรือนต้นน้ำ

คำค้น : ฤทัยทอรัก,ญานิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 404

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ม.ค. 2562 15:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 เรือนต้นน้ำ
แบบอักษร

ตอนที่ 1 เรือนต้นน้ำ

เรือนรักษา เรือนริมแม่น้ำซึ่งถูกดัดแปลงขึ้นมาเป็นเรือนให้รักษาผู้ป่วย ผู้คนต่างแวะเวียนไปมาไม่ขาดสายด้วยอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยจนถึงขั้นเจ็บหนักจนยากจะเยียวยา ชาวบ้าน ขุนน้ำขุนนาง ในละแวกคลองพลับพลึง ต่างก็ทราบกันดีว่า หากเจ็บไข้ได้ป่วยคราใด ไม่ต้องไปรักษาไกล มาที่เรือนนี้จะมีหมอฝีมือดีช่วยรักษาให้โดยไม่ต้องเสียอัฐสักแดง

เรือนนี้มีหมอฝีมือดีเป็นที่เลื่องลือหลายท่าน นับตั้งแต่ท่านเจ้าคุณหมอแลคุณหญิงหมอผู้เป็นบิดาแลมารดาของท่านเจ้าคุณพฤกษ์ หรือพระยาพิชิตพันธกิจ นับเนื่องลงมาถึงคุณหญิงแก้วมุกดาภรรยาของท่านเอง จนกระทั่งมาถึงรุ่นของแม่หญิงมีนา บุตรสาวคนหัวปีของท่านเจ้าคุณพฤกษ์ ซึ่งรับสืบทอดวิชามาจากเจ้าคุณปู่ คุณหญิงย่า แลคุณแม่ของเธอเอง

คุณมีนาเป็นธิดาคนโตของท่านเจ้าคุณพระยาพิชิตพันธกิจ มีน้องๆ ร่วมบิดามารดาเดียวกันอีกสองคนคือ คุณตุลย์แลคุณเมษา ซึ่งแต่ละคนมีอายุอานามไล่เลียงกัน ด้วยความที่เป็นพี่สาวคนโตแม้ท่าทีกริยาจะดูงดงามอ่อนหวานสามารถหลอกตาใครๆ ได้  มีเพียงคนในเรือนเท่านั้นที่รู้ดีว่าแม่มีนานั้นมีจิตใจเข้มแข็งแลห้าวหาญยิ่งกว่าใครๆ 

“พ่อตุลย์ รีบเก็บเร็วเข้า ประเดี๋ยวจะผิดเวลา ยาพี่ก็มิได้สรรพคุณกันพอดี”  คุมีนาเอ็ดน้องชายที่กำลังยืนปิดปากหาวหวอดๆ เด็ดใบยาเชื่องช้าไม่ทันใจ

“ก็รีบอยู่นี่อย่างไร  พี่เล่นปลุกฉันมาตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่  นี่ก็ง่วงจะแย่” คุณตุลย์น้องชายคนรองโต้กลับทันควัน

“ก็ตัวอาสาเอาไว้ว่าจะช่วย อย่าบ่นมากเร่งมือเข้า สายกว่านี้ยอดอ่อนจะเฉาหมด” พี่สาวเอ็ดน้องชายก่อนจะเดินเข้าไปอีกฝั่งของสวนยาเร่งเด็ดใบอ่อน ใบไม้แลดอกไม้ที่จำเป็นต้องนำมาใช้ปรุงยา

เข้าสู่ยามสายหญิงสาวก็มาขลุกตัวอยู่ในโรงปรุงยา มิได้ออกเรือนรักษาดูแลคนป่วย ด้วยวันนี้ถึงเวลาต้องเคี่ยวยาชุดใหม่ ทดแทนของเก่าที่ใกล้จะหมด ทุกคนในเรือนจะทราบดีว่า เมื่อใดที่หญิงสาวลงโรงปรุงยา ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ามารบกวน ด้วยทุกเวลาแลนาทีในการทำยานั้นหญิงสาวจะทุ่มเทในทุกรายละเอียดตั้งแต่ปริมาณ การนับจำนวนใบ รวมถึงเวลาที่ใช้ เรียกได้ว่าสูตรสำคัญนั้นไม่ขาดไม่เกินแม้แต่น้อย หากหญิงสาวได้ลงมือยาสูตรนั้นๆ จะเที่ยงตรงแลครบสูตรสรรพคุณอย่างไม่ต้องสงสัย วันทั้งวันในโรงยาจึงไม่มีเวลาการพักจนกระทั่งยาที่ปรุงจะสำเร็จเสร็จสิ้น  

คุณมีนาเทยาที่ปรุงลงขวดแก้วใบเขื่อง ปิดปากด้วยผ้าขาวบางกันไรฝุ่น รอจนกระทั่งยาเย็นตัวแล้วจึงปิดผาขวด พร้อมกับเก็บล้างทำความสะอาดข้าวของ ตรวจดูฟืนไฟที่ใช้ว่าดับสนิทแล้ว จึงปิดประตูเดินออกมาจากโรงปรุงยาด้วยท่าทีเหน็ดเหนื่อย

“มีนา ปรุงยาเสร็จแล้วหรือลูก” เสียงคุณหญิงแก้วมุกดาเอ่ยถามบุตรสาวขณะเดินผ่านชานเรือนที่ท่านนั่งรับลมอยู่

“เสร็จแล้วเจ้าค่ะคุณแม่ ดีที่เมื่อเช้าตุลย์ยอมไปช่วยลูกเด็ดใบยา  มิเช่นนั้นก็คงจะไม่ทันเวลา” หญิงสาวบอกกับคุณแม่ ก่อนจะนั่งลงยังที่นั่งข้างๆ กับท่าน

“ก็ลูกเลือกเองนี่จ๊ะ แม่ให้ใครไปช่วยก็ไม่ยอม” คุณหญิงบอกกับ ลูกสาวพร้อมกับทอดมองดวงหน้าหวานละมุน คิ้วโก่งงามผิดสมัยที่คุณหญิงสอนวิธีกันคิ้วกับลูกสาวทั้งสองมิให้รกตา จมูกโด่งรับใบหน้าเรียวพองาม  ปากเป็นรูปกระจับ ผิวสองสี ที่ถอดแบบของเจ้าคุณพฤกษ์แลคุณหญิงออกมางดงามลงตัว

“ก็ใครอื่นที่ว่า ล้วนมีแต่มือหนัก ใบยาลูกช้ำไปเสียมาก มีแค่พ่อตุลย์แลเมษาเท่านั้น ที่ลูกพอไว้ใจให้ช่วย” คุณมีนาบอกกับมารดา

“เอาล่ะ แม่รู้ ต่อไปหากแม่จะรับใครมาใช้สอยจะพิจารณาคนมือเบาๆ ช่วยแบ่งเบางานลูกได้เอาไว้ให้สักคนดีหรือไม่”  คุณหญิงบอกกับลูกสาว

“ขอบพระคุณค่ะ ลูกรักคุณแม่นะคะ” ลูกสาวเอ่ยจบก็กอดคุณแม่เป็นการประจบอย่างที่เคยทำเป็นประจำ แม้จะผิดวิสัยในการแสดงออกที่ไม่สมควร ดูประเจิดประเจ้อคล้ายพวกหัวแดง แต่คนในเรือนนี้ก็เห็นการแสดงความรักของเจ้านายในเรือนจนชินตา

“นั่นสองแม่ลูกอ้อนอะไรกันอยู่รึ” ท่านเจ้าคุณที่เพิ่งออกมาจากหอพระเอ่ยถามคนที่กำลังกอดกันกลมอยู่ชานเรือน

“คุณแม่บอกกับลูกว่าจักหาคนมาช่วยงานปรุงยาเจ้าค่ะคุณพ่อ”       ลูกสาวบอกกับคุณพ่อ

“เพียงแม่เจ้าบอกว่าจักหาคนมาช่วยก็ดีใจถึงเพียงนั้นเลยรึแม่มีนา หากพ่อบอกว่าจักพาแม่มีนาไปชมเรือรบลำใหญ่ที่เพิ่งมาถึงพระนครไม่นานมานี้เล่า”

“จริงหรือเจ้าคะคุณพ่อ ลูกอยากเห็นมานานแล้วเรือรบลำใหญ่มียุทโธปกรณ์ทันสมัย เช่นที่คุณย่าเคยเล่าให้ลูกฟัง” หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น ด้วยเคยฟังคุณหญิงกรันเกราเล่าเรื่องราวล้ำยุคให้ฟังบ่อยครั้ง จนกลายเป็นความสนใจแลใฝ่ฝันจะได้เห็นกับตาสักครั้ง

“จริงสิ อีกสองสัปดาห์พ่อจะพาเจ้ากับน้องๆ ไปชมใกล้ๆ เตรียมตัวเอาไว้ให้ดี สายแล้วพ่อต้องรีบเข้ากรม ดูแลแม่แลน้องๆ ให้ดีล่ะ” ท่านเจ้าคุณบอกกับบุตรสาว ก่อนจะก้าวลงเรือนไปทำราชการ

บุตรสาวคนโตของท่านเจ้าคุณพฤกษ์ นอกจากจะเป็นบุตรสาวของผู้มีศักดิ์ตระกูล รูปร่างหน้าตาสวยหมดจดงดงามแล้ว ความเมตตากรุณาที่มีต่อคนในเรือนแลชาวบ้านก็เป็นที่ประจักษ์ เรียกได้ว่าใครๆ ต่างก็รักแลชื่นชม    คุณมีนากันทั้งนั้น  คุณหนูคนโตเองก็รักแลเมตตาบ่าวในเรือน เธอคอยอุปการะบ่าวไพร่ให้อยู่สุขสบายตามที่คุณแม่ท่านบอกสอนมาโดยตลอด เรื่องงานบ้านงานเรือนหากว่าคุณแม่ท่านมีกิจธุระไม่อยู่ประจำที่เรือน ก็ได้บุตรสาวคนโตคอยจัดการดูแลเป็นหูเป็นตาให้ เช่นในครั้งนี้ที่เธอเร่งลงมาดูใจนางอ่อน บ่าวโรงครัวที่ป่วยหนักทำท่าว่าจะหมดลมตั้งแต่เช้า แต่ก็เหมือนยื้อตัวเองรอคนสำคัญอยู่

บ่าวจากเรือนครัวที่ทำท่าลับๆ ล่อๆ รออยู่ตีนบันไดไม่กล้าขึ้นเรือนใหญ่ จนกระทั่งหญิงสาวสังเกตเห็นจึงเดินมาถามด้วยตนเอง

“แม่ปอย มีอะไรหรือจ๊ะ” หญิงสาวเดินมาที่หัวบันไดเรือน เอ่ยถามบ่าวเรือนครัวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

“ยายอ่อนอาการไม่ดีตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าคะ” บ่าวนั่งกับพื้น ตอบคำถามนายสาวด้วยท่าทีนอบน้อม

“อ้าว ทำไมถึงไม่รีบมาบอกเล่า” คุณหนูเอ่ยถามด้วยท่าทีร้อนใจ พร้อมกับเดินลงจากเรือน

“ขุนแพทย์ ท่านเมตตาไปตรวจดูอาการให้ ว่าเกินเยียวยาเสียแล้ว ยายอ่อนทำทีจะไปเสียให้ได้ตั้งแต่เช้า แต่ก็มีครางชื่อคุณหนูอยู่แผ่วๆ ไม่ยอมหมดลม อิฉันนึกสงสารก็เลยรีบมาเรียนคุณหนูเจ้าค่ะ” แม่ปอยบอกกับแม่มีนา พร้อมกับเอามือป้ายน้ำตา

“ไปจ๊ะแม่ปอย ไปดูอาการแม่อ่อนกัน” คุณมีนาเดินนำบ่าวโดยไว ด้วยห่วงคนเจ็บใกล้ตายจะหมดลมไปเสียก่อน เธอเชื่อว่าวาระสุดท้ายของจิตก่อนออกจากกายสังขารนั้นสำคัญยิ่ง หากว่าจากไปโดยหมดห่วงแลคงสภาวะจิตไว้ในสิ่งดี ระลึกถึงคุณงามความดีแลพระรัตนตรัย ดวงจิตนั้นก็จะไปยังที่สงบแลมีความสุขในสัมปรายภพ

แม้จะเป็นหมอที่ร่ำเรียนตำรายา ศึกษาหาความรู้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ทว่าแม่มีนานั้นกลับเชื่อในเรื่องของจิตวิญญาณ การเวียนว่ายตายเกิดและภพชาติ นอกจากรักษาทางยาเธอยังช่วยรักษาใจให้แก่ผู้ป่วยควบคู่ไปด้วย

แม่อ่อนนอนหายใจรวยริน ตาลอย ใกล้จะหมดแรงเต็มที แต่พอได้ยินเสียงคุณหนูที่ตนรักนักหนาก็ทำให้คนโรยแรงถึงกับยกมือไขว่คว้าหาผู้ที่เพิ่งมาถึง

“แม่อ่อนจ๋า ฉันมาเยี่ยม” คุณมีนานั่งลงข้างๆ ที่นอน จับมือหญิงชราเอาไว้โดยไม่มีการรังเกียจ พร้อมกับยิ้มให้กำลังใจ

“คุณหนูมาส่งบ่าว เป็นบุญเหลือเกิน” เสียงแหบโหยเบาๆ ถูกเปล่งออกมาเสียงแผ่วเบา ฟังไม่ชัดเจนแต่ก็พอจับใจความได้

“แม่อ่อนต้องการอะไร บอกฉัน” แม่มีนาเอ่ยถามหวังช่วยปลดห่วงที่มีออกจากยายอ่อน

“ขอฝากอีดาวเจ้าค่ะ” ยายอ่อนเอ่ยฝากเด็กสาวอายุสิบสองปี หลานสาวคนเดียวที่เหลืออยู่ ให้คุณหนูช่วยอุปการะ

“ฉันจะดูแลให้ อย่าห่วงเลย” แม่มีนารับปากโดยไม่อิดออด

“ดาว เชื่อฟังคุณหนู ปรนนิบัติเธอ อย่าทำให้เธอเดือดร้อนเพราะเอ็ง” ยายอ่อนบอกกับหลานสาว ที่นั่งร้องให้กุมมือยายเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

“ขอบพระคุณนะเจ้าคะ เป็นบุญแล้ว ที่คุณหนูมาส่งบ่าว” ยายอ่อนเอ่ยจบก็หลับตาลงพร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้าย 

หลานสาวสะอึกสะอื้นร้องไห้จนตัวโยน บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าในขณะที่คุณมีนาหลับตา อาราธนาพระบารมีพระพุทธองค์ แลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยนำทางสว่างให้แก่ยายอ่อน 

ความเมตตา ความเอื้อเฟื้อ ของคุณหนูที่มีต่อบ่าวเป็นที่ประจักษ์ หลังจากยายอ่อนตายไป ดาวก็กลับกลายเป็นบ่าวติดสอยหอยตามคุณมีนาไปไหนต่อไหน อยู่รับใช้เธอไม่ห่าง แม้กระทั่งคุณตุลย์น้องชายของคุณมีนา ก็ยังเอ่ยหยอกขึ้นมาบ่อยครั้ง ว่าดาวเป็นนางสนองพระคุณของพี่สาวโดยแท้

จากเด็กก้นครัวดาวจึงได้ยกระดับขึ้นมาเป็นเด็กเรือนรักษา มีหน้าที่เก็บใบยาแลดอกไม้ตามที่คุณมีนาสั่งความเอาไว้ ตั้งแต่เช้าจะมีตระกล้าใบใหญ่วางรออยู่หน้าเรือนยาคอยท่าเจ้านายสาว ตั้งแต่มีดาวมาอยู่ก็ช่วยผ่อนแรงแม่มีนาไปได้มาก เด็กคนนี้สอนง่าย มีความจำดี มือเบาเด็ดใบยาไม่ช้ำ แถมยังรู้จักสมุนไพรต่างๆ ด้วยว่าเคยอยู่กับยายอ่อน ยายมักจะสอนเรื่องต้นหมากรากไม้ที่ใช้เป็นอาหาร แลสอนริดใบผักจนชำนาญ ได้เป็นวิชาติดตัวดาวมาด้วย

“ดาว วันพรุ่งเจ้าคุณพ่อจะพาฉัน คุณตุลย์ แลคุณเมษาไปปากน้ำ ไปชมเรือรบลำใหญ่ อยากจะไปด้วยกันหรือไม่” คุณมีนาเอ่ยถามบ่าวตัวน้อยด้วยความเมตตา

“ไปด้วยได้หรือเจ้าคะ” ดาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจียมตน

“ได้สิ ถ้าอยากจะไป ก็จะพาไป” คุณมีนาบอกพร้อมกับหัวเราะท่าทีของเด็กสาว

“ขอไปด้วยนะเจ้าคะ ดาวเคยเห็นแต่เรือพาย ที่พายไปมาแถวคลองบ้านเรา อยากจะเห็นเรือใหญ่ที่ว่านัก จะใหญ่โตสักเพียงใด” เด็กหญิงเอ่ยขึ้นตาเป็นประกาย ตั้งแต่เกิดมาน้อยครั้งที่จะได้ออกจากเรือน ด้วยยายอายุมากแล้วมิค่อยพาเธอออกไปไหนๆ เช่นบ่าวคนอื่นที่มักจะพาลูกหลานไปเปิดหูเปิดตานอกเรือนบ่อยครั้ง

“ถ้าเช่นนั้นวันพรุ่งก็เตรียมตัวให้ดี ฉันให้พี่แจ่มเตรียมเสื้อผ้าให้แล้ว วันนี้ไม่มีงานอะไร ดาวไปพักผ่อนเสียเถิด” 

“เจ้าค่ะคุณมีนา” ดาวขานรับแม่นายของตน ก่อนจะรีบเดินจากเรือนยาไปหาพี่แจ่มเพื่อดูเสื้อผ้าใหม่ของตน

ท่านเจ้าคุณพฤกษ์ คุณหญิง แลครอบครัว ถือโอกาส ล่องเรือเที่ยวชมสองฝั่งแม่น้ำไปไกลถึงเมืองปากน้ำ  ท่านเจ้าคุณบอกกับบุตรสาวคนโตว่าจักพามาชมเรือรบนั้นก็ไม่ผิด แต่ก็มิใช่เหตุหลักที่ยกกับมาทั้งเรือน  ด้วยท่านนั้นมีราชการที่นี่ แลถือโอกาสพาคุณหญิง แลบุตรธิดา มาพบปะกับสหายเก่าๆ ของท่าน 

ครั้งเมื่อรับราชการยังเมืองจันทบูรณ์ ท่านเจ้าคุณเป็นเพียงคุณพระ ถวายงานต่างพระเนตรพระกรรณ อยู่พักใหญ่ จนกระทั่งมีความดีความชอบ ทรงมีพระราชประสงค์ให้กลับไปถวายงานยังพระนคร จึงได้ห่างหายจากเมืองจันทบูรณ์ แลปากน้ำไปนานปี   เมืองปากน้ำนี้ท่านเจ้าคุณ แลคุณหญิงแก้วมุกดานั้นคุ้นเคยดี ด้วยเคยเที่ยวล่องไปมาบ่อยครั้ง แลมีสหายสนิทหลายคนนักที่ยังประจำอยู่ที่แห่งนี้

“พ่อถือโอกาส พาทั้งคุณหญิง มาเยี่ยมมาหาเพื่อนเก่าๆ แลพาลูกของพ่อมาไหว้ จักได้รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ แลครอบครัวของท่านเอาไว้” ท่านเจ้าคุณบอกกับภรรยาแลบุตร 

“มิได้มานานหลายปี เส้นทางดูจักเปลี่ยนไปมากนะเจ้าคะคุณพี่”คุณหญิงแก้วมุกดาเอ่ยกับสามี พร้อมกับชี้ชวนให้ลูกๆ ได้มองตาม แลบอกกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจักเกิดขึ้น คำบอกเล่าที่ฟังคล้ายคำพยากรณ์ที่มิน่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ทุกคนต่างก็เชื่อว่าสิ่งที่คุณหญิงเอ่ย นั้นมีความจริง ขึ้นกับว่าจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าก็เท่านั้น

“คุณย่ากรันเกราเคยบอกลูกว่า อีกไม่ช้าไม่นาน จักมีเหตุใหญ่ พวกฝรั่งจักหาเหตุให้เราเดือดร้อน แต่ก็มิบอกว่าจักเกิดสิ่งใดแน่ชัด ลูกเห็นว่าคุณแม่ก็ต้องทราบเรื่องนี้เช่นกัน  คุณแม่พอจักบอกเล่าแก่ลูกได้หรือไม่ขอรับ” 

คุณตุลย์เอ่ยถามในเหตุที่มีความสงสัย หลังจากได้ฟังเรื่องเล่ามากมายจากคุณหญิงกรันเกรา ซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณย่า ด้วยท่านเป็นแม่เลี้ยงของคุณพฤกษ์ แลถึงแม้จะเรียกขานเป็นคุณยายก็ไม่ผิด ด้วยคุณหญิงกรันเกราก็เป็นน้าแท้ๆ ของคุณหญิงแก้วมุกดา บทสรุปก็อยู่ที่ว่าให้เรียกคุณย่า เพื่อมิให้เป็นการสับสน แลเป็นการให้เกียรติบิดา

“เหตุที่ทำให้เราเดือดร้อน จักเกิดวันใด แม่ก็มิทราบได้แน่ชัด รู้แต่ไม่ช้าแลไม่นานนี้  ก็อย่างที่คุณย่าบอกพ่อตุลย์ พวกเราจะได้รับความเดือดร้อนทั้งกาย แลใจ แต่การณ์ที่เกิดขึ้นนั้น บ้านเมืองเราจักสามารถธำรงค์อยู่ได้ ด้วยพระปรีชาสามารถขององค์พระพุทธเจ้าหลวง”

คุณหญิงแก้วมุกดาเอ่ยขึ้นเป็นนัยๆ แต่ก็มิได้เอ่ยออกมาทั้งหมด  ด้วยหลายครั้งหลายหนที่เธอแลคุณหญิงกรันเกรา พยายามเปลี่ยนแปลง หรือลดทอนความสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้น ตามเหตุการณ์ที่พอจะจดจำกันได้โดยไม่ทราบรายละเอียดมากนัก ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้แม้แต่น้อย สิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วก็ยังคงเกิด ถึงแม้จะพยายามเพียงไร ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเหตุการณ์นั้นๆ ได้เลย

ในเมื่อคุณแม่ แลคุณย่า ทราบว่าจักมีเรื่องร้ายแรง ใยไม่เอาความนั้นบอกกล่าวเพื่อหาทางแก้เล่าขอรับ" คุณตุลย์มิยอมจบ ยังหาความเพื่อต่อประเด็น

“ไม่ใช่แม่ไม่ทำนะลูก แต่เคยพยายามมาแล้ว ผลก็เท่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นยังอาจจะรุนแรงกว่าเดิมเป็นไหนๆ คุณพ่อของลูกก็ทราบดี” คุณหญิงรู้ถึงความค้างคาใจของบุตรชาย แต่ก็มิสามารถเอ่ยอะไรได้มาก ด้วยตัวท่านเองก็ไม่สามารถจดจำเรื่องราวเหตุการณ์นั้นได้โดยละเอียด  รู้เพียงแค่ว่าจะมีเหตุ จดจำมาจากในบทเรียนวิชาสังคมเมื่อครั้งเรียนมัธยมเพียงเล็กน้อย มิได้ทราบเรื่องราวโดยแท้จริงพอจะช่วยแก้ไขในสิ่งใดได้

“เชื่อคุณแม่เถิดพ่อตุลย์ ถึงจะรู้ล่วงหน้า ฤๅพยากรณ์ได้แม่นยำ ก็ได้แค่รู้แลยืนดูสิ่งที่จะเกิด คุณย่า แลแม่ของลูกนั้นแสนจะทุกข์ใจยิ่งกว่าพวกเรา ที่มิล่วงรู้สิ่งใดเสียอีก” ท่านเจ้าคุณเอ่ยขึ้น พร้อมกับตบบ่าบุตรชายคนเดียว ก่อนจะแจ้งว่าอีกไม่ช้าจะถึงที่พักแรมในคืนนี้

ครอบครัวท่านเจ้าคุณพิชิตพันธกิจ  เข้าพำนักยังเรือนของเจ้าเมืองพระประแดงเป็นเวลาสองคืน  ท่านเจ้าเมืองเป็นสหายของท่านเจ้าคุณเคยรับราชการร่วมกันมาตั้งแต่รุ่นหนุ่ม ท่านเจ้าคุณพระยาดำรงค์แลคุณหญิงเรียม รับรองท่านเจ้าคุณพฤกษ์ด้วยเรือนรับรองหลังใหญ่ติดกับแม่น้ำ ซึ่งอยู่ไม่ห่างกับอู่ต่อเรือของท่านเจ้าเมือง

นานที่ปีหนสามพี่น้องจักได้โอกาสท่องป่า เที่ยวไพรไปพร้อมๆ กัน  คุณเมษาดูจะตื่นเต้นกว่าใคร ด้วยเป็นน้องเล็กแลไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวที่ใดมากนัก ในขณะที่คุณมีนานั้น ดูจะคุ้นชินกับการเดินทางแลท่องป่ากว่าพี่น้องทั้งหมด ด้วยเธอได้ออกมาเปิดหูเปิดตา ออกป่าดูแลคนป่วยเป็นประจำ แต่ก็มิเคยได้ออกมาไกลเท่าวันนี้

“เมษา อย่าออกไปไกลนัก ที่นี่มิใช่เรือนของเรา จะทำสิ่งใดก็ให้ระมัดระวังตนบ้างเถิด”  พี่สาวเอ่ยเตือนน้องสาวคนเล็ก ที่มีความซนยิ่งกว่าใคร  ครั้นถูกดุ แม่เมษาหันกลับมามองหน้าพี่สาวพร้อมกับทำหน้านิ่วใส่ ด้วยรู้สึกว่าถูกขัดใจ

“โตแล้ว จะเดินจะนั่ง ก็ให้งามสมกับเป็นลูกสาวของเจ้าคุณพ่อเสียบ้างเถิด” คุณตุลย์พี่ชายคนรองได้ทีก็รีบเสริม  พร้อมกับอมยิ้ม

“ช่วยกันรุมน้องเชียวนะคะ เมษาแค่อยากออกไปดูอู่ต่อเรือข้างๆ เรือนนี่เอง ไม่ได้จะไปเที่ยวซนอย่างพี่ๆ ว่า” แม่เมษาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแจ่มใส มิได้ขุ่นเคืองที่โดนดุแม้แต่น้อย

“ไปได้ แต่ขอให้ระวัง แล้วพาดาวไปด้วย” แม่มีนาบอกกับน้องสาว

“ประเดี๋ยวน้องมานะคะ ดาวไปทางโน้นกัน” คุณเมษารีบพาคนของพี่สาวไปเป็นเพื่อนโดยทันที กลัวว่าช้ากว่านี้พี่สาวอาจจะเปลี่ยนใจไม่ให้ออกไปเดินเที่ยว

บุตรสาวคนเล็กของท่านเจ้าคุณพฤกษ์กับบ่าวเดินเลียบคลองไปช้าๆ ชมบรรยากาศของเรือนพักไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงสุดรั้วซึ่งอยู่ติดกับอู่ต่อเรือ เรือลำใหญ่ลอยลำอยู่ปากแม่น้ำมองเห็นอยู่ไกลๆ เวลานี้คนที่อยู่อีกฝั่งรั้วเดินไปมาพลุกพล่าน ลำเลียงสิ่งของมากมายขึ้นเรือลำย่อมกว่าเพื่อส่งของจากอู่เรือแห่งนี้ไปยังเรือใหญ่

“คุณเจ้าขา เรืออะไรหรือเจ้าคะ ลำใหญ่นัก” ดาวเอ่ยถามคุณหนูคนเล็กด้วยท่าทีสนใจ

“ฉันก็ไม่รู้ อาจจะเป็นเรือรบ ที่คุณพ่อเคยบอกว่าจะพามาดู” คุณเมษาบอกกับบ่าว แต่สายตากลับมองไปที่อู่ต่อเรือด้วยความสนใจ

คนงานที่อู่ต่อเรือของท่านเจ้าคุณดำรงค์มิได้มีแต่ชาวสยาม แต่กลับมาชาวจีนร่วมด้วย หญิงสาวอาศัยฟังการพูดคุยของคนที่นั่นก็พอจับใจความได้ว่า คนที่เป็นหัวหน้าชาวจีนสั่งลูกน้องให้เร่งมือขนของ เพื่อส่งเรือหลวงที่ลอยลำรออยู่

สิ่งที่สะดุดใจคนที่อยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกอย่าง ก็คงไม่พ้นฝรั่งหัวทอง ที่พูดภาษาสยามเสียงดังฟังชัด คุมบ่าวขนเครื่องมือที่หญิงสาวไม่รู้จักลงเรืออย่างระมัดระวัง

“พวกฝรั่งแน่หรือเจ้าคะ เหตุใดพูดสยามชัดนัก” ดาวเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย 

“ฉันก็สงสัยเหมือนดาว ลองเข้าไปถามดีหรือไม่” แม่เมษาเอ่ยขึ้น พร้อมกับจะเดินเข้าไปถามอย่างปากว่า

“อย่าไปนะเจ้าคะคุณเมษา   หากคุณมีนาทราบเข้าแย่แน่”  ดาวรีบห้ามเอาไว้  ด้วยรู้ดีว่าถ้าคุณหนูคนเล็กมีวีรกรรมอะไรเกิดขึ้นอีก คนโดนดุแลถูกลงโทษ ก็คงไม่พ้นตนเป็นแน่

“ก็ดาวอยากรู้นี่ ฉันก็จะไปถามให้” คุณเมษาเอ่ยขึ้นพร้อมกับหัวเราะเห็นเป็นเรื่องขัน

“กลับเถอะเจ้าค่ะ  สุดเขตแล้วหากเดินไปต่อไปอีกก็คงไม่งาม” บ่าวพยายามโน้มน้าวให้นายกลับไปยังเรือนพัก

“กลับก็ได้ เห็นแก่ดาวดอกนะ” คุณหนูคนเล็กเอ่ยขึ้น พร้อมกับจะหันหลังเดินกลับแต่โดยดี

เสียงของตกแตก โครมคราม พร้อมกับเสียงเอะอะดังขึ้น ขณะที่สองนายบ่าวกำลังเดินกลับเรือนรับรอง แม่เมษารีบหันกลับมามองด้วยความสนใจ ก็เห็นว่าบ่าวหลายคนกำลังยืนมุงอะไรสักอย่าง แลมีท่าทีเลิ่กลั่กทำสิ่งใดไม่ถูกกัน  ด้วยความอยากรู้ ทำให้สองเท้าของสาวน้อยรีบก้าวข้ามแนวรั้วเข้าไปดูเหตุการณ์ โดยที่บ่าวห้ามเอาไว้ไม่ทัน

คุณเมษาแหวกแรงงานชาวจีนออกเพื่อดูว่าสิ่งใดอยู่ตรงหน้า  ก็เห็นว่าชาวต่างชาติอายุเลยวัยกลางคนนอนคว่ำหน้านิ่งหมดสติอยู่กับพื้น หญิงสาวมองซ้ายมองขวาดูก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือ

“อ้าว ยืนนิ่งกันอยู่นั่น เข้าไปช่วยเร็ว” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเสียงดัง ก่อนจะเข้าไปนั่งคุกเข่า ช้อนศีรษะของคนที่คว่ำหน้าหมดสติในท่าตะแคง  เสียงฝีเท้าหนักๆ มาหยุดยืนอยู่ข้างหลังของหญิงสาว ดาวเริ่มหน้าเสีย ขยับตัวเข้าใกล้นายสาว นึกกลัวคนตัวโต ตาดุ ที่เพิ่งเดินมาถึง

“เกิดอะไรขึ้น แล้วหล่อนเป็นใคร”  ชายต่างชาติร่างสูงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเข้ม พร้อมกับก้มลงมาพยุงร่างของคนที่หมดสติเอาไว้เอง  แม่เมษาแม้จะไม่พอใจท่าทีคุกคามของชายตรงหน้า แต่ก็อดห่วงคนป่วยไม่ได้ เลยรีบบอกให้ดาวไปตามพี่สาวมาดูอาการ

“ดาว ไปตามพี่มีนามาเร็ว” 

หญิงสาวมิได้สนใจท่าทีไม่เป็นมิตรที่เขาส่งมา ทั้งยังสั่งให้ชายคนนั้นอุ้มชายที่หมดสติมานอนเหยียดยาวที่ศาลาพักซึ่งอยู่ไม่ไกล  เมื่อวางร่างคนป่วยนอนราบแล้ว เธอก็สั่งให้คนงานที่ยืมมุงขยับออกไป พร้อมกับปลดกระดุมเสื้อที่คอของคนป่วยออก  มืออีกข้างก็หยิบของใกล้มือที่ใช้พัดได้มาพัดให้ รอเวลาพี่สาวมาถึง กริยาอาการของแม่เมษาสร้างความตื่นตะลึงให้กับคนที่ยืนมอง ด้วยหญิงจะไม่แตะต้องชายอื่นที่มิใช่สามี หรือคนในครอบครัว ยิ่งการกระทำเช่นการปรนนิบัติเยี่ยงนี้ยิ่งไม่สมควร

กลุ่มคนที่ยืนมุงดูอยู่ไกลๆ ก็ขยับตัวหลีกทางให้กับคณะที่เพิ่งมาถึง คุณหญิงแก้วมุกดาเดินนำมา โดยมีคุณตุลย์ คุณมีนาแลดาวเดินตาม  ชายต่างชาติที่มีท่าทีแข็งกร้าวก็ดูอ่อนลง แม้จะไม่ทราบว่าผู้มีเพิ่งมาถึงคือใคร แต่จากการประคาดเดาก็คงมิใช่ชาวบ้านธรรมดาสามัญ แลมิใช่คนที่อาศัยอยู่แถบนี้

“คุณแม่เจ้าขา ลูกเห็นว่าเขาไม่สบาย มิได้ทำเรื่องวุ่นวายเลยนะเจ้าคะ” คุณเมษาเห็นว่ามารดามาด้วย ก็รีบอธิบาย

“เรื่องนั้น กลับไปค่อยว่ากัน  มีนาไปดูอาการคนป่วยสิลูก” คุณหญิงเอ่ยขึ้น พร้อมกับบอกให้บุตรสาวคนโตเป็นคนตรวจอาการ 

คุณมีนาที่ยืนอยู่หลังสุดของคณะ ถูกกลุ่มคนบดบังเอาไว้เดินขึ้นมาตามคำสั่งของมารดา พร้อมด้วยกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ที่นำติดตัวมาด้วย  สายตาคมดุที่ใช้มองกลุ่มคนที่ตนไม่รู้จัก เกิดอาการตาพร่าต้องกระพริบตาเพื่อมองไปยังหญิงสาวที่เพิ่งเดินตรงมาที่คนป่วย

“มิสเตอร์ ฉันกับคุณแม่เป็นหมอ จักขอดูอาการคนป่วยได้หรือไม่”  คุณมีนา แม้จะเดินมาถึงตัวคนป่วยแล้ว แต่ก็เอ่ยขึ้นเป็นการขออนุญาตด้วยภาษาฝรั่งเศส แต่เมื่อคนฟังยังนิ่ง ก็เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ  

ชายต่างชาติที่ยืนมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ ถึงกลับตะลึงมากขึ้นไปอีก แม้จะฟังเข้าใจตั้งแต่ประโยคแรก แต่เขากลับตอบกลับเป็นภาษาไทยคำสั้นๆ แทน

“เชิญ”

แม่เมษามองมาที่คนท่ามากด้วยความไม่พอใจ ผิดกับคุณตุลย์ที่เอาแต่ยิ้ม ลอบมองท่าทีที่ชายคนนั้นตกตะลึงในความสามารถของพี่สาว

คุณหมอมีนาตรวจอาการเบื้องต้นให้กับคนป่วย ที่ขณะนี้เขาเริ่มรู้สึกตัว ฝั่งหนึ่งคุณหมอกำลังตรวจชีพจรแลวัดความดัน อีกฝั่งก็มีคุณเมษาคอยพัดแลรมยาดมที่จมูก คนป่วยรู้สึกตัวลืมตาขึ้น ฝรั่งตาดุขยับตัวเข้ามาหา พร้อมกับสอบถามอาการด้วยภาษาที่มีความคล้ายคลึงกับภาษาอังกฤษ แต่ทว่าคุณหมอมีนาก็พอจะฟังออกแลจับใจความได้ในบางส่วน  การพูดคุยก็เพียงแค่สอบถามอาการ แลบอกกล่าวว่าพวกเธอคือหมอที่มาช่วยรักษา คนที่ฟื้นคืนสติก็เอ่ยขอบอกขอบใจด้วยภาษาสยามสำเนียงแปร่งๆ คุณหมอก็ยิ้มรับ พร้อมกับสอบถามอาการเพื่อประเมินอาการต่อไปอีก แต่ก็มิได้จ่ายยาให้แก่คนป่วย

พออาการดีขึ้นจนลุกขึ้นนั่งได้ ก็ถูกพยุงไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ คนป่วยเองก็มิได้ลืมมรรยาทหันมาขอบคุณคุณหมออีกครั้ง  ในขณะที่คนซึ่งช่วยพยุงอยู่ก็หันกลับมาหาพร้อมกับเอ่ยขอบคุณเพียงสั้นๆ 

คุณหญิงแก้วมุกดาเห็นว่าเหตุการณ์ผ่านไปด้วยดีแล้วก็พาลูกๆ กันกลับเรือนรับรองโดยมีได้ติดใจสิ่งใด ผิดกับลูกสาวคนเล็กที่ออกจะฉุนชายคนนั้นไม่หาย  

ครั้งพอถึงเรือน ได้มารวมกันแค่สามพี่น้อง แลมีดาวอยู่ที่ชานเรือนคนที่อารมณ์ครุกรุ่นที่สุดก็เริ่มเปิดประเด็น

“เมษาไม่ชอบหน้า ไม่ถูกชะตา นายนั่น คอยดูเถอะ ถ้าเห็นอีกเมื่อไหร่ อย่างไรก็จะไม่ญาติดีด้วย”  บุตรสาวคนเล็กของท่านเจ้าคุณพฤกษ์ตั้งป้อม โดยมิทันได้รู้จักว่าเขาคนนั้นคือใคร

“จะไปตั้งป้อมกับเขาด้วยเหตุใดเล่า  รู้จักกับเขารึ” คุณตุลย์เอ่ยถามน้องสาว พร้อมกับยิ้มยียวน

“เกลียดขี้หน้า ทำตัวหยิ่ง” คุณเมษาเอ่ยขึ้น พร้อมกับพ่นลมหายใจออกทางจมูก

“ดูพูดเข้า เขาก็มิได้รู้จักกับเรา อีกทั้งญาติเขาก็ป่วยไข้ จักให้รื่นเริงพูดคุยเล่นหัวกับเจ้าได้อย่างไร” พี่สาวคนโตบอกกับน้องสาว

“น้องเห็นว่านายฝรั่งนั้น มองมาที่พี่มีนาตาเป็นมัน พี่ตุลย์ก็เห็นเช่นน้อง ใช่ไหมคะ” คุณเมษาไม่ยอมหยุดหาเรื่อง 

“นั่นประไร หาเรื่องมาให้พี่จนได้” คุณตุลย์เอ่ยขึ้น พร้อมกับถอนหายใจ

“จริงหรือไม่เล่าพี่ตุลย์ อย่ามาโยกโย้”  น้องเล็กไล่เบี้ยให้พี่ชายตอบ

“ใช่อย่างที่เมษาว่า นายนั่นท่าจะถูกใจพี่มีนาอยู่มาก หากให้นับรวมรายนี้ก็เป็นรายที่สิบของขวบปีนี้” 

คุณตุลย์เอ่ย พร้อมกับคิดในใจ ไม่ว่าใครได้เห็นพี่สาวคนโต จะถูกตาต้องใจก็ไม่แปลก ด้วยบุตรสาวคนหัวปีของเรือนนี้ งามจับใจมิใช่หยอก แม้อายุอานามจะมากพอออกเรือนได้ คุณพ่อคุณแม่ก็มิได้บังคับขืนใจให้ตบแต่งกับผู้ใดที่มาสู่ขอ หากว่าเจ้าตัวไม่เต็มใจ  เขาเองก็ยังหวงพี่สาว มิอยากให้ออกเรือนไป ด้วยคุ้นชินกับการอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า

“พอ มิต้องพูดเรื่องนี้ พี่มิอยากฟัง” คุณมีนาเอ่ยขัดน้องชาย น้องสาว ที่กำลังช่วยกันกวนน้ำให้ขึ้นตะกอน จนใจเธอชักจะขุ่น

“สามพี่น้องคุยอะไรกันลูก  คุณพ่อบอกแม่ว่าคืนนี้ ท่านเจ้าคุณดำรงค์เชิญทานข้าวที่จวนท่าน ไปเตรียมตัวกันได้แล้วนะจ๊ะ ประเดี๋ยวจะผิดเวลา” คุณหญิงเดินมาบอกลูกๆ ที่จับกลุ่มกันที่ชานเรือน

“ไม่ไป มิได้หรือคะคุณแม่”  คุณมีนาเอ่ยถาม  ด้วยเธอมิชอบงานสมาคม หรือการสังสรรค์

“หนนี้คงจะมิได้จ๊ะ  คุณพ่ออยากจะให้ลูกได้รู้จักกับผู้หลักผู้ใหญ่ทางนี้เอาไว้ ภายภาคหน้าอาจจะได้พึ่งพากัน เห็นว่าวันนี้จะมีนายทหารที่มากับเรือที่ลอยลำอยู่นั่น มาร่วมด้วย” คุณหญิงบอกกับลูกๆ

“หวังว่าจะมิใช่คนพวกนั้นดอกนะเจ้าคะ” ลูกสาวคนเล็กเอ่ยขึ้น

“อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่ แม่ว่าพวกลูกไปเตรียมตัวเสียก่อน อย่าให้ผิดเวลา ผู้ใหญ่คอยมันไม่งาม” คุณหญิงบอกกับลูกทั้งสาม ก่อนจะจูงมือลูกสาวคนเล็กที่นั่งหน้าตูม ออกอาการงอแงไปที่ห้อง

ถึงจะไม่อยากออกแขก ไปงานเลี้ยงอย่างไร บุตรสาวคนโตของท่านเจ้าคุณพฤกษ์ก็มิสามารถหลบเลี่ยงได้ หญิงสาวจำใจต้องมางานกับครอบครัว โดยเลือกเดินตามรั้งท้ายปล่อยให้เจ้าคุณพ่อ คุณแม่แลน้องๆ เดินนำหน้าไปก่อน แต่แรกคุณแม่ก็ว่าเป็นงานเลี้ยงเล็กๆ สำหรับคนรู้จักมักคุ้น แต่ทว่าสิ่งที่แม่มีนาได้เห็น งานวันนี้จัดเช่นงานสมาคม มีผู้ร่วมงานทั้งไทยแลต่างชาติ โต๊ะอาหารวางยาวจนสุดท้องจัดเลี้ยงแบบฝรั่ง แลเก้าอี้ที่จัดวางนั้นก็มีมากนับยี่สิบตัวเห็นจะได้

“คุณแม่คะ เหตุใด คนจึงมากนัก ไหนบอกลูกว่ามาแค่ทานข้าว รู้จักเพื่อนของคุณพ่อ” แม่มีนากระซิบคุณหญิงแก้วมุกดา

“แม่ก็สงสัยเช่นกัน มิคิดว่าจะมีคนมารวมตัวกันมากถึงเพียงนี้”คุณหญิงก็อดสงสัยมิได้ แลมิสามารถให้คำตอบแก่ลูกสาว  สามสาวเลี่ยงมายืนยังมุมห้องรับรอง รอเวลาเข้าประจำที่นั่งยังห้องอาหาร ในขณะที่คุณตุลย์นั้นเดินตามท่านเจ้าคุณพ่อ ร่วมวงพูดคุยกับท่านเจ้าคุณดำรงค์แลกลุ่มผู้ชายชาวต่างชาติที่มาร่วมงานในวันนี้

กลุ่มหญิงสาวสามสี่คนที่ยืนอยู่อีกมุมไม่ไกลกันกับคุณหญิงแลลูกสาวกำลังสนใจพวงมาลัยที่วางเรียงรายอยู่ในห้องรับรอง แม่เมษาที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดจึงรับหน้าที่อธิบายแลบอกเล่ากรรมวิธีในการทำแก่สาวๆ แต่ด้วยการอธิบายที่สนุกสนาน แลสามารถเข้ากันได้ดีทำให้มีเสียงหัวเราะครื้นเครงดังขึ้นเป็นระยะ เรียกสายตาของทางฝั่งของฝ่ายชายที่พูดคุยงานราชการอยู่ให้หันมองมา

“พอจะเดาได้ว่า หญิงสาวสยามหนึ่งเดียวที่อยู่ตรงนั้นน่าจะเป็นบุตรสาวของท่านเจ้าคุณพฤกษ์ แต่กระผมมิทราบว่าเป็นบุตรสาวคนหัวปีหรือคนเล็ก” กัปตันฮาร์ท นายเรือเอกชาวเดนมาร์ก ซึ่งรับราชการประจำเรือรบราชนาวีสยามเอ่ยถามขึ้น

“นั่นแม่เมษา บุตรสาวคนเล็ก ส่วนคนหัวปีชื่อมีนา ยืนอยู่คู่กับคุณหญิง ใกล้ๆ กันนั่นอย่างไร” ท่านเจ้าคุณพฤกษ์บอกกับกัปตันฮาร์ท 

“งามจริงขอรับ ท่าทางคุณเมษาจักพูดคุยถูกคอกับแอนนาภรรยาของผม” กัปตันฮาร์ทบอกกับท่านเจ้าคุณพฤกษ์ 

ชายวัยกลางคน ผมสีทองร่างสูงใหญ่ เดินนำเข้ามาทางประตูห้องรับรอง  ตามด้วยชายอีกคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่า ผมสีน้ำตาลอ่อน ดูคล้ายกับลูกครึ่งมีเชื้อสายชาวตะวันออกปะปนกับชาติตะวันตก แต่งกายด้วยชุดสุภาพแบบสากล เดินตรงมาที่กัปตันฮาร์ท 

“วิลเลี่ยม สบายดีแล้วรึ  คิดว่าจะมามิเสียแล้ว” กัปตันฮาร์ท เอ่ยถาม เรือเอกวิลเลี่ยม เพื่อนร่วมงานที่รับราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการเรือราชนาวีเช่นเดียวกัน

“ดีขึ้นมากแล้วฮาร์ท โชคยังดี มีหมอหญิงช่วยรักษาให้” กัปตัน            วิลเลี่ยมบอกกับเพื่อนร่วมงาน  

“ขอแนะนำ ท่านนี้คือพระยาพิชิตพันธกิจ  แลนั่นก็คุณตุลย์  บุตรชายของท่าน  นี่คือกัปตันวิลเลี่ยม ส่วนนั่นบุตรบุญธรรมของวิลเลี่ยม  เรือตรีเบน จมินทร์” กัปตันฮาร์ทแนะนำท่านเจ้าคุณ แลทุกๆ คนให้รู้จักกัน

กัปตันวิลลเลี่ยม ยื่นมาออกมาเชคแฮนด์ ทักทายทุกคน ในขณะที่เรือตรีเบนจมินทร์ ยกมือขึ้นไหว้ท่านเจ้าคุณพฤกษ์แลจับมือทักทายคุณตุลย์

“เราเจอกันที่อู่ เมื่อเย็น คุณมากับหมอ” เบนจมินทร์ เอ่ยถามคุณตุลย์

“ใช่ครับ  เมื่อตอนเย็น มีนาเป็นคนตรวจอาการป่วยให้กัปตันวิลเลี่ยม” คุณตุลย์บอก พร้อมกับหันไปที่พี่สาวที่กำลังยืนคุยกับกลุ่มของหญิงต่างชาติ  โดยมีสายตาของทุกคนที่กำลังสนทนาอยู่มองตาม

“ใช่แล้ว นั่นคือหมอที่ช่วยดูแลผมเมื่อตอนเย็น ถ้าเช่นนั้น หมอก็คงเป็นลูกสาวของท่านเจ้าคุณสินะครับ” กัปตันวิลเลี่ยมเอ่ยขึ้น  ท่านเจ้าคุณยิ้มรับ

“ถ้าไม่ได้เธอช่วยตรวจอาการผมคงจะแย่ ฝากขอบคุณเธอด้วยนะครับ” 

กลุ่มของผู้ชายก็พูดคุยเรื่องสับเพเหระ ปะปนไปกับงานราชการ ซึ่งผู้สนทนาก็มีเพียงผู้ใหญ่คือท่านเจ้าคุณ แลกัปตันทั้งสอง  ส่วนคุณตุลย์แลเรือตรีเบนจมินทร์นั้น ยืนฟังอยู่เงียบๆ มิได้ร่วมหารือด้วย

นอกจากรับฟังผู้ใหญ่หารือกัน คุณตุลย์ก็แอบจับสังเกตได้ว่าหลายครั้งที่เรือตรีหนุ่มแอบมองไปยังทางที่พี่สาวแลน้องสาวของตนยืนอยู่ ดูท่าทางชายลูกครึ่งคนนี้จักกำลังสนใจใคร แต่พอจับสังเกตให้นานอีกนิดก็เห็นว่าสายตาคู่นั้นมองตามพี่สาวคนโตที่กำลังเดินคู่ไปกับแหม่ม

เอาอีกแล้วสินะ นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พี่มีนาไม่ชอบออกงานสมาคม ด้วยว่าทุกครั้งที่ได้ออกงาน จะต้องมีลูกท่านหลานเธอของใครสักคน ส่งเทียบทาบทามผ่านเถ้าแก่มาที่เรือน ให้บังเกิดความไม่สบายใจ แลตกเป็นภาระให้คุณพ่อแลคุณแม่หาทางปฏิเสธคนเหล่านั้น  แต่ครั้งนี้ต่างไปด้วยคนที่มองตามพี่สาวของเขาไม่วางตาคือทหารเรือหนุ่มต่างชาติที่เข้ามารับราชการในกองเรือรบราชนาวี

“หากเมษารู้เข้า คงจักสนุกเป็นแน่” คุณตุลย์เอ่ยขึ้นลอยๆ พร้อมกับยิ้มขัน เมื่อนึกถึงคำพูดของเมษาที่มีต่อนายเบนจมินทร์คนนี้

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว