facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สืบรัก彡คดีที่4

ชื่อตอน : สืบรัก彡คดีที่4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 02 เม.ย. 2561 20:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สืบรัก彡คดีที่4
แบบอักษร

สืบรัก彡คดีที่4



“ดูเธอจะไม่ค่อยเห็นด้วยที่ให้เมเกอร์มาอยู่หน่วยเรานะ”หัวหน้าไพลสันต์เอ่ยถามหลังจากผมถูกเรียกมายังห้องทำงานส่วนตัวในหลายวันต่อมา


“ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยหรอกครับ ทั้งทักษะและความสามารถระดับนั้นเหมาะกับอยู่หน่วยสืบสวนพิเศษมากกว่า อีกอย่างหน่วยของเรายังไม่มีใครที่ชำนาญด้านคอมพิวเตอร์ การที่เขามาจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขยายขอบเขตของการทำงานได้”ผมอธิบายไปตามตรง


“งั้นทำไมถึงทำหน้าเหมือนคนอ่อนล้าขนาดนั้นล่ะ วันนี้เมเกอร์จะมาวันแรกนี่”


“ผมแค่กำลังคิดถึงความเงียบสงบที่ผ่านมาน่ะครับ”เป็นอย่างที่หัวหน้าพูด วันนี้จะเป็นวันแรกของการมาร่วมหน่วยสืบสวนพิเศษของเมเกอร์หรือเบซิลนั่นเอง


“ไม่ได้เกลียดเมเกอร์สินะ”


“ไม่ครับ”ผมตอบทันที 


ไม่ได้เกลียดเพียงแค่เป็นในแบบที่ไม่เคยเจอเลยรับมือยากแค่นั้นเอง


“แบบนั้นก็ดี ฉันอยากให้สนิทกันไว้”


“ผมเกรงว่าคงต้องใช้เวลามากกว่านี้”จะให้สนิทเลยคงไม่ได้


“แต่ทางนั้นดูเหมือนจะทั้งสนิทและเปิดใจให้เธอมากพอดูนี่”หัวหน้าถามต่อ


“ก็จริง”ท่าทางของเบซิลค่อยๆเปลี่ยนไปทีละน้อย เปิดใจรับฟังมากขึ้นแม้จะยังมีถ้อยคำกวนๆอยู่มากแต่โดยรวมถือว่าดีขึ้นมาก


“เธอเองก็ลองเปิดใจดูบ้างสิ”


“หัวหน้า...”


“หน้าที่รองหัวหน้าทำได้ดีมากแล้ว จากนี้ขอฝากให้ดูแลเมเกอร์ด้วยล่ะ ถ้ามีอะไรจัดการตามสมควรได้เลย”หัวหน้าอธิบายต่อ


“หัวหน้าวางแผนให้เป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกเหรอครับ”ผมถามกลับไปตรงๆ เรื่องราวมันเหมาะเจาะเกินกว่าจะบอกว่าเป็นความบังเอิญที่พอเบซิลปฏิเสธเข้าร่วมกับทางการเลยเปลี่ยนมาให้เข้าร่วมกับหน่วยสืบสวนพิเศษแทน


ดูยังไงก็ต้องคาดการหรือวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว


“ไม่หรอก...พึ่งมาวางหลังจากเดินกลับเข้าไปในห้องแล้วเจอเธอกับเมเกอร์กำลังคุยกันน่ะ”เหตุการณ์นั้นคงเป็นวันแรกที่ผมได้เจอกับเบซิล


วางแผนไว้ตั้งแต่แรกจริงๆด้วย


“ทำไมถึงมั่นใจว่าจะสำเร็จเหรอครับ แถมยังใช้เรื่องผมมาเป็นข้อต่อรองอีก”


“ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาทางเรือนจำกลางพิเศษที่3ได้รายงานเรื่องเมเกอร์มาตลอด ด้วยนิสัยและท่าทางแบบนั้นทำให้การเกลี่ยกล่อมให้เข้าร่วมกับทางการเป็นเรื่องยาก พอฉันเห็นความเป็นไปได้จากเธอเลยไปเสนอกับทางที่ประชุมว่าจะขอรับตัวเมเกอร์มาไว้ในหน่วยเอง”


“ทางนั้นคงไม่ยอมง่ายๆ”ผมรู้แม้จะไม่ได้เข้าร่วมการประชุมก็ตาม


ทางการไม่ว่าจะเป็นทหารหรือตำรวจต่างต้องการผู้มีทักษะและความสามารถเฉพาะด้านแบบนี้มาทำงานด้วยทั้งนั้น ไม่มีทางยอมยกเบซิลให้กับหน่วยสืบสวนพิเศษง่ายๆ


“ใช่ ทั้งทางตำรวจและทหารต่างแย่งกันโดยไม่มีใครยอมถอยให้ใคร ผลสรุปคือใครสามารถทำให้เมเกอร์ยอมตกลงไปอยู่ด้วยสำเร็จก็ยกให้เป็นของหน่วยนั้นไปเลย และเพราะเธอช่วยทำให้เมเกอร์เปิดใจจนยอมตกลง”


“อาจจะไม่ใช่เพราะผมก็ได้”บอกตรงๆว่าผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากเอานมไปฝากหมอนั่น


“ใช่สิ บรรยากาศรอบตัวเธอมันสงบนิ่งใครที่อยู่ใกล้จะพลอยรู้สึกผ่อนคลายไปด้วย ทุกคนในหน่วยเองหากเลือกคนที่จะให้ร่วมทำคดีเกือบทั้งหมดคงเลือกเธอ”


“ชมเกินไปแล้วครับ”


“ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะเลือกคนผิดหรอกนะ”หัวหน้าส่งยิ้มมาให้ระหว่างพูด


“ผมจะพยายามดูแลพวกเขาให้ดีที่สุดครับ”ทั้งเบซิลและคนในหน่วยทุกคนด้วย


“ดีมาก ในตึกนี่มีห้องว่างอยู่ให้เมเกอร์พักในห้องนั้นละกัน”


“ครับ”


“ไธม์”ก่อนผมจะเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องกับได้ยินเสียงเรียกอีกครั้ง


“ครับหัวหน้า”


“ฉันขอถามตามตรง คิดว่าสามารถเชื่อใจเมเกอร์ได้ไหม”คำถามนี้ดังขึ้นพร้อมดวงตาสีน้ำตาลที่ประสานมาอย่างจริงจัง ผมเข้าใจสิ่งที่หัวหน้าต้องการจะสื่อ


หน่วยสืบสวนพิเศษนี้แม้จะมีจำนวนคนน้อยทว่ากลับมีเปอร์เซ็นต์ในการจัดการคดีต่างๆได้สูงกว่าทางการ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความเชื่อใจ


ทุกอย่างจะไม่สามารถสำเร็จได้หากปราศจากความเชื่อใจ


ความลังเลแม้เพียงน้อยนิดอาจส่งผลต่อชีวิตได้


หากบอกให้ไปแล้วลังเลที่จะก้าวนอกจากแผนจะพลาดแล้วยงอาจส่งผลให้ทุกคนเอาชีวิตไปทิ้ง


เรื่องของเบซิลเองก็เช่นกัน ความสามารถและทักษะด้านคอมพิวเตอร์อาจอยู่ในระดับสูงก็จริงแต่หากไม่สามารถทำให้คนอื่นเชื่อใจได้ก็ไม่เหมาะสมที่จะอยู่หน่วยสืบสวนพิเศษ


ถ้าถามผมว่าสามารถเชื่อใจเบซิลได้ไหม


คำตอบของคำถามนั้นไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย...


“ได้ครับ”ผมสามารถเชื่อใจเบซิลได้


ท่าทาง คำพูดและนิสัยของเบซิลอาจดูไม่น่าเชื่อถือแถมยังน่าสงสัยยิ่งพ่วงด้วยคดีต้มตุ๋นและหลอกลวงเข้าไปความน่าเชื่อใจคงติดลบไปเป็นล้านทว่าพอได้มองนิสัยเหล่านั้นอย่างใกล้ชิดทำได้ผมได้รู้ว่าจริงๆแล้วเบซิลภายใต้ท่าทางแบบนั้นไม่ได้จะเลวร้ายไปซะทั้งหมด


และผมเชื่อว่าตัวเองมองคนไม่ผิด


“ได้ยินแบบนั้นฉันก็เบาใจ ฝากด้วยล่ะไธม์”


“ครับ ผมขอตัวก่อน”พูดจบผมจึงโค้งตัวลาก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้า


ถัดจากห้องทำงานของหัวหน้าคือห้องทำงานรวมของพวกเราทุกคน เนื่องจากวันนี้เป็นวันพิเศษที่จะมีคนใหม่เข้ามาในหน่วยทุกคนจึงต้องอยู่ทำความรู้จักกันถ้วนหน้า ทุกคนต่างรู้สึกสนใจเพื่อนร่วมงานคนใหม่ว่าจะมีทักษะพิเศษอะไรหรือมีนิสัยแบบไหน


“ไธม์ คนใหม่จะมารึยัง”เสียงนี้เป็นของเบียร์ ชายร่างสูงผิวขาวปกติ เขามีความสามารถในการวางแผนเป็นยอดทำให้ส่วนมากมักจะถูกส่งไปช่วยคิดกลยุทธ์วางแผนให้กับหน่วยจู่โจมของตำรวจและทหาร


“คงอีกสักพักนึง ตื่นเต้นกันเกินไปรึเปล่าเนี่ย”ผมพูดพลางมองไปรอบๆห้อง ภายในห้องทำงานตอนนี้ทุกคนต่างมีท่าทางตื่นเต้นกันถ้วนหน้า


ทั้งจิวและสกายแม้จะกำลังร่วมกันเขียนรายงานของคดีที่พึ่งจัดการเสร็จเมื่อวานก่อนแต่ก็ยังไม่วายเงยหน้าขึ้นมามองผมเป็นระยะๆ แม็กและอาร์มนั่งคุยเล่นกันอยู่บนโซฟาโดยมีจิวนั่งประกอบระเบิดอยู่ข้างๆ แค่จิวที่มักจะอยู่แต่ในห้องตัวเองออกมานั่งรอก็เรียกว่าน่าแปลกใจมากพอแล้ว


“ผู้หญิงหรือผู้ชาย?”ซันชายหนุ่มรูปร่างออกกำยำเล็กๆเดินเข้ามาถามผมพร้อมหมุนควงลูกตุ้มขนาดเล็กในมือเล่น เห็นลูกตุ้มเล็กๆแบบนั้นแต่มีน้ำหนักถึง50กิโลกรัม คนธรรมดาเหวี่ยงไม่ไปหรอก 


ซันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้อาวุธ ไม่ว่าจะเป็นปืนสั้น ปืนยาว มีด ทวน ธนูหรือแม้แต่หอกซันสามารถใช้อาวุธได้ทุกแบบ ทุกวันนี้หากมีเวลาว่างผมยังขอให้เขาช่วยสอนการใช้มีดให้อยู่บ่อยๆ


ทักษะการใช้อาวุธผมค่อนข้างทำได้ดีทว่าไม่หลากหลาย ใช้ได้แค่ปืนกับมีดเท่านั้นเอง


“ผู้ชาย”ผมตอบซันกลับไป


“ผู้ชาย? เก่งไหมไธม์”คนถามไม่ใช่ซันแต่เป็นอาร์มที่นั่งอยู่ข้างแม็ก ดวงตาของอาร์มถึงกับตาลุกวาวเมื่อได้ยินว่าคนที่จะเข้ามาใหม่เป็นผู้ชาย 


อาร์มอย่างที่เคยบอก เขามีทักษะในการต่อสู้และมีพละกำลังมากที่สุดในหน่วย เพราะชอบการต่อสู้จึงอยากหาคู่ซ้อม ปกติจะซ้อมกับซัน


คงคิดว่าอาจมีคู่ต่อสู้ใหม่ละมั้ง


“เก่งแต่ไม่ใช่ด้านการต่อสู้”จากการมองเบซิลรู้เลยว่าไม่มีทักษะการต่อสู้ แค่ผมเบี่ยงตัวหลบอีกฝ่ายก็แทบหัวคะมำ ไม่มีการตั้งท่าเหมือนคนต่อสู้เป็น


ขืนให้เป็นคู่ซ้อมกับอาร์มได้เรียกรถพยาบาลมาใช้บริการใน3วินาทีแน่


“อีกแล้วเหรอ มีแต่คนที่ไม่ถนัดใช้แรงทั้งนั้นเลย น่าเบื่อเนอะอาร์ม”ซันหันไปพูดกับอาร์ม


“อืม...นึกว่าจะได้มีคู่ซ้อมใหม่”


“พูดแบบนี้คงไม่ได้กระทบผมหรอกใช่ไหม”จิวเอ่ยถามบ้าง


“รู้ตัวนี่”ซันหันไปแขวะ


“ซัน สัณตินันท์ สิริวัฒนนท์ เกิดวันที่ 31 ตุลาคมที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดลำปาง น้ำหนักแรกเกิดคือ4200กรัม ชั้นประถมจนถึงมัธยมปลายเข้าเรียนยังโรงเรียนประจำจังหวัดและจบชั้นมัธยมปลายด้วยเกรดเฉลี่ย3.02ก่อนจะย้ายมาเรียนมหาลัยที่กรุงเทพในคณะ...”


“พอๆ ฉันขอโทษที่พูดกระทบนาย”ซันถึงกับยกมือสองข้างขึ้นแทนการขอยอมแพ้เมื่อประวัติส่วนตัวถูกเล่าออกมาราวกับเจ้าตัวเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ด้วย


“อยากให้พูดของอาร์มด้วยไหม”จิวหันไปถามอาร์มต่อด้วยรอยยิ้มกว้างทว่าดวงตานั้นไม่ได้กำลังยิ้มอยู่สักนิด


“...ไม่ล่ะ โทษที”


ขนาดผู้มีพลังกำลังมาที่สุดยังต้องพ่ายแพ้ให้กับจิวซึ่งต่อสู้ไม่เป็น ข้อมูลของจิวถือเป็นอาวุธพิเศษที่สามารถใช้ฆ่าคนได้โดยไม่ต้องเจ็บตัว


กิ๋งก่อง


เสียงกดกริ่งจากด้านหน้าประตูเรียกความสนใจของทุกคนให้กลับมาอยู่ในเรื่องเดียวกันอีกครั้ง ทุกสายตาจับจ้องมาทางผมให้เป็นคนออกไปรับผู้ร่วมหน่วยคนใหม่ซึ่งผมก็พยักหน้าเบาๆก่อนเดินไปเปิดประตูด้านออก


เจ้าหน้าที่ผู้คุมของเรือนจำกลางพิเศษที่3ทั้ง2คนพาผู้ต้องหาเบซิลหรือเมเกอร์มาส่ง กุญแจมือทั้งสองข้างถูกปลดออกพร้อมหนังสือหนึ่งฉบับถูกยื่นมาให้ผม


ไม่จำเป็นต้องเปิดอ่านผมก็รู้ว่าด้านในมีอะไรเขียนไว้ เนื้อหาภายในคงไม่พ้นพูดถึงความรับผิดชอบหากผู้ต้องหาหลบหนีหรือก่อนความเดือดร้อน ทุกอย่างจะถือเป็นความรับผิดชอบของหน่วยสืบสวนพิเศษแต่เพียงผู้เดียว


“พวกเราพาเมเกอร์มาส่งเรียบร้อยแล้ว ขอตัวครับ”พูดจบทั้งคู่จึงเดินกลับไปยังรถปล่อยให้นักโทษที่พึ่งได้รับอิสระยืนยิ้มกว้างคล้ายคนบ้าอยู่ตรงหน้าผม


การให้นักโทษมาเข้าร่วมในหน่วยไม่จำเป็นต้องได้รับอิสระเสมอไป โดยส่วนมากจะยังอยู่ในคุกพอมีคดีเข้ามาจึงจะได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวเป็นช่วงๆไปต่างจากของเบซิล ขอเสนอของหัวเป็นการหยิบยื่นอิสรภาพให้แม้จะต้องมาอยู่ในความดูแลของหน่วยสืบสวนพิเศษก็ตาม


“ยิ้มอะไรขนาดนั้น”ว่าจะไม่ถามแล้วแต่มันอดไม่ได้ ตั้งแต่มาเบซิลที่มักจะพูดกวนประสาททักทายกลับเอาแต่เงียบและส่งยิ้มกว้างมาให้


หรือทางเรือนจำฉีดยาอะไรให้ก่อนมารึเปล่านะ


“ดีใจก็ต้องยิ้มสิหรือคุณจะทำหน้าบึ้ง อ้อ ที่ทำหน้าบึ้งอยู่ตอนนี้แปลว่ากำลังดีใจที่เจอผมเหมือนกันใช่ไหม”พอเปิดปากเท่านั้นผมอยากจะย้อนเวลากลับไปและเลือกที่จะไม่ถาม


“...”ผมให้ความเงียบแทนคำตอบ


“จากนี้จะได้เห็นหน้าคุณทุกวันเลย”


“ผมว่าจะลาพักร้อนสัก2เดือน”ผมพูดลอยๆระหว่างเดินนำเบซิลเข้ามาข้างในตึก


“อ้าว ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาแบบนี้จะดีเหรอคุณรองหัวหน้า”อีกฝ่ายถามกลับด้วยใบหน้าจริงจังจนผมแทบจะหุบยิ้มเอาไว้ไม่ทัน


บทจะจริงจังก็จริงจังเหลือเกินนะ


“เดี๋ยวให้คนอื่นดูแลแทน”


“ไม่”


“เหมือนคุณจะไม่มีสิทธิ์เรียกร้องนะ”ผมบอก


“แต่ทางนั้นไม่ทำตามข้อตกลงก่อนนี่”เบซิลพูด ข้อตกลงที่ว่าคือผมต้องเป็นคอยควบคุมดูแลเบซิลด้วยตัวเองในขณะที่เขายังทำงานให้หน่วย


จะเรียกว่าข้อตกลงก็ไม่ผิดนัก เป็นข้อเสนอที่ทั้งสองผ่านตกลงกันโดยไม่ถามความเห็นผมต่างหาก


“นั่นคุณตกลงกับหัวหน้า ไม่ใช่ผม”


“ในเมื่อหัวหน้าพูดลูกต้องก็ควรทำตามสิ”อีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะยอมแพ้ง่ายๆ


“งั้นในตอนนี้คุณก็เหมือนเป็นลูกน้องผม  จะยอมทำตามที่ผมพูดรึเปล่าล่ะ”ได้จังหวะผมเลยขอสวนกลับไปบ้าง ในเมื่อเขาเป็นคนพูดเองว่าผมต้องฟังหัวหน้าและตอนนี้เขาก็เหมือนมาเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยโดยมีผมเป็นรองหัวหน้า


อยากจะรู้คำตอบของเบซิลจะเป็นยังไง


“...”ครั้งนี้เป็นเบซิลที่ใช้ความเงียบแทนคำตอบ ผมอยากจะส่ายหัวไปมากับท่าทางของเขาซะจริง


“ทำตัวดีๆหน่อยนะเบซิล”ผมพูดพลางเอื้อมมือไปดึงแก้มอีกฝ่ายแรงๆ


“เจ็บ...นี่ใบไธม์”


“เรียกผมว่าไธม์”


“ก็ได้ ไว้เรียกใบไธม์ตอนอยู่กันสองคนก็ได้ ไธม์”เบซิลเรียกผมซ้ำอีกรอบ


“อะไร”


“ถ้าทำตัวดีแล้วจะได้อะไร”


“...ฮะ”ขาที่กำลังก้าวถึงกับชะงักเมื่อได้ยิน


“ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ถ้าอยากให้ผมทำตัวดีก็ต้องมีของแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม”อยู่ๆเบซิลก็เข้าโหมดต่อรอง และเมื่ออยู่ในโหมดนี้คงไม่มีขาดทุน


“ต้องการอะไร”ผมไม่คิดจะเสียเวลาคิดเพราะได้อยู่แล้วว่าทางนั้นมีสิ่งที่ต้องการอยู่ในหัวตั้งแต่เริ่มตั้งคำถาม


“ไม่รู้สิ”


“...”เป็นอีกครั้งที่ผมไม่รู้จะพูดอะไร ถ้าเป็นปกติคงบอกมาแล้วว่าต้องการอะไรไม่ใช่คำตอบว่าไม่รู้


“คุณเป็นคนอยากให้ผมทำตัวดีก็ลองเสนอมาสิ”เบซิลพูดต่อ ดวงตาสีเขียวนั้นมองมายังผมคล้ายกำลังรอคอยคำตอบ


“ยังนึกไม่ออก ขอติดไว้ก่อน”ผมบอกปัด


“หมายความว่าจะให้ผมทำตัวดีทั้งที่ไม่รู้ว่าจะได้อะไรตอบแทนงั้นเหรอ”เบซิลสรุปทุกอย่างในประโยคเดียว


“คุณเป็นเด็กรึไงเบซิล”ท่าทางและคำพูดของเบซิลไม่ได้เหมือนนักธุรกิจที่เจรจาต่อรองกำไรจากการค้าแต่เหมือนเด็กที่กำลังขอขนมแลกกับให้ช่วยงานบ้าน


ท่าทางตอนต่อรองกับหัวหน้าต่างกับตอนต่อรองกับผมอย่างชัดเจน


“ถ้าเห็นผมเป็นเด็กก็ตามใจหน่อยสิ”


“ไม่ล่ะ เดี๋ยวจะโตมาเป็นเด็กเอาแต่ใจ”ผมบอกปัดตรงๆ


“ใจร้าย”


“ผมไปพูดตอนไหนว่าตัวเองใจดี”ผมย้อนถาม


“งั้นผมจะพูดปั่นหัวจนพวกเขาประสาทกินไปเลย”


“เด็ก”ไม่มีอะไรจะแสดงถึงตัวตนของเบซิลในตอนนี้ไปได้มากกว่าเด็กอีกแล้ว


“คอยดูละกัน”


“ผมบอกว่าขอติดไว้ก่อนไง ถ้าทำตัวไม่ดีคุณได้รอเปลี่ยนคนดูแลได้เลย”ผมทิ้งท้ายไว้แบบนั้นก่อนจะเปิดประตูห้องทำงานออก ทั้ง7คนยืนรอกันอยู่หน้าประตูเพื่อรอพบผู้มาใหม่ เมื่อเบซิลเดินออกมาปรากฏตัวตรงหน้าสีหน้าของแต่ละคนก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างสกายทำหน้าเพ้อคล้ายกำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์รัก จิวหรี่ตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าของเบซิล คนอื่นเองก็มีทีท่าแตกต่างกันไป


“ขอแนะนำเขาจะมาเข้าร่วมหน่วยสืบสวนพิเศษของเราตั้งแต่วันนี้”พูดจบผมจึงใช้ศอกสะกิดเบซิลให้แนะนำตัว


“เบซิล”คำแนะนำตัวแสนสั้นทำเอาคนในห้องมีเครื่องหมายคำถามลอยขึ้นมาเหนือศีรษะกันถ้วนหน้า


เอาเข้าไปสิ แถมน้ำเสียงยังเหมือนเด็กถูกบังคับให้พูดอีก


ชักปวดหัวแล้วเนี่ย


“จะพาไปกินข้าวข้างนอก”ผมพึมพำเสียงเบาให้ได้กับกันแค่ผมและเบซิล


ถ้าเป็นเขาคงเดาไม่อยากว่าผมหมายถึงอะไร


ในเมื่อต้องการให้เสนอผมก็เสนอแล้ว เหลือแค่อีกฝ่ายจะยอมตกลงกับข้อเสนอง่ายๆนี้ไหม


“แค่สองคน”เบซิลต่อรองเสียงเบา


“...ได้”ผมคิดสักพักก่อนพยักหน้าตกลง


“สวัสดีทุกคน ผมชื่อเบซิล จากนี้ต้องทำงานร่วมกันอีกนานเพราะงั้นมาสนิทกันไว้เถอะ ขอฝากตัวด้วย”เบซิลกล่าวแนะนำตัวใหม่ด้วยน้ำเสียงร่าเริงต่างจากเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนราวกับเป็นคนละคน


ถ้าใครมองมาคงเห็นผมถอนหายใจอย่างปลงๆ


อ่านใจไม่ออกเลยว่าคิดอะไรอยู่


“ยินดีที่รู้จักฉันจูน”จูนเป็นแรกที่แนะนำตัว


“...นึกออกแล้ว!!”อยู่จิวก็ตะโกนเสียงดังขัดสกายที่กำลังจะอ้าปากแนะนำตัวต่อจากจูน


“นึกอะไรออกจิว”เบียร์หันไปถาม


“เขาไง ก็ว่าอยู่เคยเห็นที่ไหน นั่นไง...คนนั้นน่ะ”จิวพูดติดอ่างชี้นิ้วไปยังเบซิล


“คนนั้นคือคนไหนเล่า พูดดีๆสิ”แม็กถามต่อ เวลาจิวตื่นเต้นหรือเจอเรื่องตกใจมักจะพูดติดอ่างถือเป็นเรื่องปกติ


  “ก็นั่นไง แฮ็กเกอร์อัจฉริยะ เมเกอร์ไงล่ะ”สิ้นคำเฉลยของจิวบรรยากาศในห้องก็เงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องมายังเบซิลที่ยืนยิ้มอยู่โดยไม่มีท่าทีสะทกสะท้านหรือตกใจเมื่อถูกรู้ถึงตัวจริง


จริงอยู่ผมอาจบอกว่าจะมีคนมาเข้าร่วมในหน่วยสืบสวนพิเศษแต่ไม่ได้บอกทั้งเป็นนักโทษหรือเป็นเมเกอร์แฮ็กเกอร์ผู้มากฝีมือในการแฮ็กระบบต่างๆ


ไม่แปลกถ้าพวกเขาจะตกใจ


“เดี๋ยว...เมเกอร์ หมายถึงคนที่แฮ็กเข้าระบบธนาคารเอาเงินออกไปโปรยว่อนถนนคนนั้นน่ะนะ”แม็กพูดเสริมด้วยสีหน้าไม่แน่ใจนัก


“ไม่ใช่แค่แฮ็กระบบแต่ยังมีคดีทั้งต้มตุ๋นและหลอกลองอีกนับไม่ถ้วน”จิวให้ข้อมูลต่ออีก


“ไธม์ทำไมหมอนี่ถึง...”อาร์มหันมาถามผม เพราะคำถามนั้นทำให้ทุกสายตาเปลี่ยนมาจับจ้องยังผมเพื่อรอคำตอบ


จะเริ่มอธิบายตั้งตอนไหนดีเนี่ย


“อย่างที่รู้กันเขาเป็นนักโทษที่ก่อคดีมามากมายจนมีโทษจำคุกถึง20ปีทว่าด้วยความสามารถและทักษะด้านคอมพิวเตอร์ที่เขามีมันน่าเสียดายเกินกว่าจะให้นอนอยู่ในคุกเฉยๆทางการจึงได้ทำการเกลี่ยกล่อมให้ร่วมมือช่วยในการจัดการคดีต่างๆ”


“ถ้าแบบนั้นก็ควรไปอยู่กับตำรวจไม่ก็ทหารสิ”เบียร์ถามต่อ


“ถ้าเขาตกลงก็คงจะใช่”ผมพูดต่อ


“หมายความว่าปฏิเสธข้อเสนอของทางการ?”


“อืม”


“ถ้าปฏิเสธข้อเสนอของทางการทำไมถึงยอมตกลงมาอยู่หน่วยเราล่ะ”ครั้งนี้เป็นจิวที่ถาม


“เพราะอยากเจอหน้าไธม์ทุกวันน่ะ”ยังไม่ทันที่ผมจะอ้าปากตอบเบซิลก็รีบตอบแทนแถมยังเป็นประโยคกำกวมทำเอาหลายคนยกมือขึ้นมาปิดปากกันเป็นแถว


“...แบบนี้นี่เอง ฉันอกหักตั้งแต่ยังไม่ได้สารภาพเลยเหรอเนี่ย”สกายพูดเสียงเบาโดยมีน้ำตาที่พึ่งบีบไหลออกมาบริเวณหางตา ความสามารถพิเศษอีกอย่างของเธอคือการบีบน้ำตาได้นี่แหละ


“เบซิล”ผมเรียกอีกฝ่ายเสียงเข้ม


“ผมแค่พูดความจริงเองนะ”


“ไธม์มีบรรยากาศรอบตัวที่ใครก็อยากอยู่ด้วยนี่นะ ว่าแล้วต้องมีสักวันที่มีคนมาตามติดแต่ไม่คิดว่าจะเป็นเมเกอร์”ซันพูดบ้าง


“แนะนำตัวกันต่อได้แล้วมั้ง”นี่เลยเวลามามากแล้วขืนมัวแต่เล่นคนที่ต้องไปทำคดีได้ไปสายกันพอดี


“ไม่ปฏิเสธแปลว่าจริงเหรอที่ท่านรองเป็น...กับเมเกอร์”จิวยกมือขึ้นปิดปากพร้อมเบิกตากว้าง


ไม่รู้หรอกนะว่าที่เว้นไว้นั่นหมายถึงอะไรแต่ผมชักเริ่มหงุดหงิดแล้วสิ


จะปฏิเสธไปก็เหนื่อยแรง เดี๋ยวเรื่องก็ซาไปเองในไม่ช้าอยู่ดี


“คนที่พูดนี่คือจิว เรียงจากซ้ายไปขวาคือซัน สกาย อาร์ม แม็กและเบียร์”ผมตัดสินใจแนะนำทุกคนให้เบซิลรู้จักรวดเดียว


“ไธม์แนะนำรัวๆแบบนั้นเขาจะจำชื่อได้ยังไง”สกายพูด


“ผมจำได้”เบซิลตอบสกาย


“จำได้?”


“อย่าดูถูกสมองของเมเกอร์ดีกว่า จากข้อมูลไอคิวของเขาสูงกว่า200  อีคิวเองก็ไม่ใช่ระดับธรรมดาเป็นอัจฉริยะตัวจริง”จิวบอกข้อมูลเพิ่ม


“...สะ สองร้อย ฉันมีถึงครึ่งไหมเนี่ย”ซันถามตัวเองด้วยใบหน้าจริงจัง


“ครึ่งนึงของเมเกอร์ก็ยังถือเป็นระดับของคนปกติอยู่อย่าเสียใจเลย”จิวแตะไหล่ซันเป็นการปลอบใจ


“เฮ้ย ไม่แน่ว่าฉันอาจจะได้เกิน200ก็ได้”


“ไม่มีทาง”ทั้ง7คนในห้องส่ายหัวพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ผมแอบขำเล็กๆกับเหตุการณ์ตรงหน้า


จากนั้นพวกเราต่างแยกกันไปทำงานของตัวเองต่อ โดยซันกับแม็กออกไปทำคดีพิเศษที่ถูกส่งมาตั้งแต่เมื่อวาน คนอื่นมีทั้งนั่งอยู่ในห้องและกลับไปห้องตัวเองอย่างจูน


สำหรับผมนั้นกำลังนั่งเขียนรายงานของคดีที่ไปจัดการมาเมื่อวันก่อนอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง 


“ไธม์ เสร็จรึยัง”


ใช่โต๊ะของตัวเองที่น่าจะมีเพียงผมที่นั่งอยู่แต่กลับมาเบซิลเลื่อนก้าวอี้มาอยู่ด้านหลังผม ถ้าอยู่นิ่งๆคงไม่ว่าอะไรแต่นี่กลับพูดไม่หยุด สมาธิในการเขียนแตกซ่านจนกู่ไม่กลับ


“ผมต้องการสมาธิ อย่าพึ่งกวนได้ไหม”ผมบอกโดยไม่หันไปมองอีกฝ่าย


“หิวแล้ว”


“ถ้ากวนอีกข้อตกลงเป็นอันยกเลิก”


“แบบนั้นไม่ได้นะ คุณพูดแล้วห้ามคืนคำสิ”น้ำเสียงร้อนรนจากเบซิลขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น


“ถ้าไม่อยากให้คืนคำก็ช่วยอยู่เงียบๆสักพัก ผมต้องการใช้สมาธิ”


“ถ้าอยู่เงียบๆจะไปกินข้าวด้วยกันใช่ไหม”


“อืม”


“จะอยู่เงียบๆ”ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่าว่าน้ำเสียงของเบซิลดูอ่อนลงยังไงบอกไม่ถูก


เพราะไม่มีเสียงก่อกวนสมาธิผมจึงสามารถจัดการเขียนรายงานเสร็จได้ในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ตลอดเวลาครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาเบซิลไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำและผมก็ไม่มีเวลาหันไปมอง แต่เมื่อจัดการรายงานเสร็จผมเลยได้โอกาสเลื่อนเก้าอี้หันไปมองว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่


เบซิลยังคงนั่งอยู่บนอี้ตัวเดิมเพียงแค่ขยับเข้ามาติดขนาดแค่หมุนเก้าอี้ก็โดนกันทันที โต๊ะผมอยู่บนเวณด้านในสุดซึ่งติดกับหน้าต่าง...เบซิลเท้าแขนกับขอบหน้าต่างใช้ดวงตาสีเขียวมรกตจับจ้องมายังผมนิ่งๆโดยไม่มีคำพูดใด


ท่าทางแบบนั้นคงไม่ได้พึ่งจ้องแต่จ้องมาตั้งนานแล้ว ถ้าให้เดาคงตั้งแต่ผมบอกให้เงียบ


อยู่ๆก็รู้สึกว่าความร้อนมารวมตัวกันอยู่บนใบหน้าเพียงแค่นึกถึงว่าตัวเองถูกสายตานั้นจับจ้องมาตลอดครึ่งชั่วโมง


“...ทำไมไม่หันไปมองสวนข้างนอกล่ะ”ผมถาม


“ผมพูดได้แล้ว?”อีกฝ่ายถามกลับ


“จะไม่พูดก็ได้นะ”


“ไม่เอาหรอก สวนน่ะจะดูเมื่อไหร่ก็ได้แต่การได้มองคุณมันน่าสนใจกว่า”


“ผมจะเอารายงานไปส่ง”ผมไม่คิดจะโต้ตอบประโยคหวานๆคล้ายจีบสาวนั่นหรอกนะ


พอกลับมาจากห้องหัวหน้าเบซิลยังคงนั่งอยู่ที่เดิมคือด้านหลังเก้าอี้ผม ตอนนี้คนในห้องออกไปกันหมดแล้วเนื่องจากเป็นช่วงพักส่วนมากจะออกไปกินตามถนนสายข้างๆแต่ก็มีหลายคนออกไปกินข้างนอกหรือตามห้างอะไรแบบนั้น


“ไปกินข้าวกันเบซิล”ผมเรียกคนด้านใน


“อืม จะพาผมไปกินไหน”เชื่อไหมว่าพอได้ยินคำพูดผมเบซิลถึงกับเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้เดินตรงมาหาด้วยความเร็วสูง


“อยากกินแนวไหน”ผมถามระหว่างพาเดินออกไปด้านนอก


“ชาบู”


“ชาบู? มีร้านนึงอยู่ตรงถนนข้างๆ อร่อยอยู่ไปที่นั่นละกัน”พอบอกแล้วเดินออกจากตึกมุ่งตรงไปยังซอยที่อยู่ถัดไปไม่ไกล


“เราจะเดินไป?”เบซิลวิ่งมาขนาบข้างก่อนจะถาม


“ใช่ อยู่ไม่ไกลเดินไปจะสะดวกกว่าแถมที่จอดรถแถวนั้นก็ไม่ค่อยมีด้วย”


ซอยที่ผมพาเบซิลไปเป็นซอยเล็กมีถนนเพียง2เลนส์ ปกติจะไม่อนุญาตให้รถใหญ่เข้าแต่มีชั่วโมงเร่งรีบอย่างช่วง7 - 8โมงสามารถให้รถใหญ่ผ่านได้ สองข้างของถนนเต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหาร ดูเผินๆเหมือนเป็นตลาดก็ไม่ผิดนัก


ร้านชาบูตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของถนน ร้านมีขนาดไม่ใหญ่มากประมาณ2คูหาผนังชั้นล่างถูกทำใหม่ให้เป็นกระจกใสสามารถมองเห็นด้านในร้านได้ ภายในร้านมีทั้งแบบบาร์และแบบโต๊ะตามความต้องการของลูกค้า


“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าต้องการนั่งแบบไหนดีคะ”พนักงานสาวเดินมาทักทายทันทีที่พวกเราเดินเข้ามาด้านใน


“แบบบาร์ไหม”ผมหันไปขอความเห็น


“เอาสิจะได้นั่งใกล้ๆคุณด้วย”


“แบบบาร์ครับ”ผมกำมือแน่นแล้วชกชายโครงอีกฝ่ายแทนคำบ่น


“แบบบาร์สองที่นะคะ จะรับเป็นน้ำซุปแบบไหนดีคะมีน้ำใส น้ำข้น ต้มยำ มิโซะและน้ำซุปเห็ดค่ะ”พนักงานถามต่อ


“ขอเป็นมิโซะ”ผมเลือกน้ำซุปที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ ความจริงก็มีอีหลายน้ำที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์อย่างซุปเห็ดหอมหรือต้มยำ


“ผมอาเป็นต้มยำ”


“รับเป็นซุปมิโซะและต้มยำนะคะ เชิญด้านในเลยค่ะ”


พวกเราเลือกนั่งในมุมหนึ่งด้านในของร้านซึ่งผมนั่งติดกำแพงโดยมีเบซิลนั่งอยู่ข้างๆ หลังจากลุกไปตักน้ำแล้วพวกเราจึงเริ่มหยิบของบนสายพานมาใส่ต้มในหม้อของตัวเอง 


ร้านนี้ไม่ใช่บุฟเฟ่ของบนสายพานจึงมีหลายหลายทว่าราคาไม่แพง ผัก เต้าหู้หรือพวกลูกชิ้นคิดจานละ10บาท ส่วนเนื้อจะ15-20บาทตามชนิดและรูปแบบของเนื้อนั้นๆ


จานแรกของผมคือหัวไซเท้าและแครอทช่วยเพิ่มความหวานให้กับน้ำซุปก่อนจะตามด้วยข้าวโพดและเผือกตามลำดับ อย่างที่เคยบอกว่าผมกินเนื้อสัตว์ไม่ได้จึงเลือกกินพวกผักแทน


ส่วนเบซิลหยิบเนื้อเป็นจานแรกใส่ลงในหม้อต้ม ตามด้วยลูกชิ้นและปลาหมึก หม้อของพวกเราต่างกันคนละขั้วเลย ต้มไม่นานผมก็ตักผักขึ้นมากินในถ้วยของตัวเอง


“ทำไมกินแต่ผักล่ะ เอาเนื้อนี่ไหม”เบซิลถามพลางหยิบเนื้อวัวสไลด์จากสายพานมาให้ด้วยความหวังดี

“ไม่ล่ะ ผมไม่กินเนื้อ”ผมบอกปฏิเสธ

“ไม่กินเนื้อวัว?”

“เปล่า...ทุกอย่างที่เป็นเนื้อสัตว์ผมไม่กิน”ผมบอกไปตามตรง

“...บนไว้เหรอหรือแค่ไม่ชอบ”เบซิลใช้ความคิดสักพักถึงจะถามกลับมา

“ราวๆนั้น”จะให้บอกความจริงไปก็ไม่ใช่เรื่อง

ความลับเรื่องการแปลงร่างเป็นสัตว์ของผมนั้นมีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่รู้

ผมไม่เสี่ยงให้คนอื่นรู้ความลับนี้หรอก

“ผมไม่ควรถามสินะ”เบซิลมองสังเกตผมแล้วพึมพำออกมาเบาๆจากนั้นก็หันไปตักเนื้อในหม้อของตัวเองขึ้นมากินต่อโดยไม่มีการซักไซ้หรือถามอะไรอีก

อยู่ด้วยกันไม่นานสามารถมองท่าทางผมออกได้ขนาดนี้เลยเชียว

ไม่สิ สำหรับเบซิลการลอบมองหรือสังเกตคู่สนทนาอาจเป็นเรื่องง่ายอยู่แล้ว

“...ขอบคุณ”ทั้งที่จะยิงคำถามต่อก็ได้แต่กลับไม่ทำ

รู้ว่าผมจะหนักใจงั้นเหรอ

พวกเรานั่งกินชาบูกันอยู่ประมาณชั่วโมงกว่าจึงจะเรียกมาคิดเงินแล้วเดินออกมาจากร้าน อาหารมื้อนี้ผมเป็นคนง่ายซึ่งก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้ว นักโทษอย่างเบซิลจะมีเงินติดตัวได้ยังไง ต่อให้มาช่วยสืบสวนคดีแต่อย่าคิดว่าทางการหรือทางหน่วยผมจะใจดีจ่ายเงินให้นะ

ทุกวันนี้ลำพังแค่ค่าใช้จ่ายภายในหน่วยก็แทบจะติดลบอยู่ทุกเดือนไป

พวกเราอาจเป็นหน่วยที่ทำคดีสำเร็จมากที่สุดแต่ก็เป็นหน่วยที่สร้างความเสียหายมากที่สุดเช่นกัน ยกตัวอย่างง่ายๆอย่างสกาย สาวสวยแสนน่ารักที่ดูยังไงก็ไม่น่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความเสียหาย แต่เธอกลับติดอันดับคนที่สร้างความเสียหามากที่สุดเป็นอันดับ1 ด้วยสาเหตุง่ายๆคือสถานที่ที่เธอมักจะเป็นนกต่อหรือตัวล่อมักจะเป็นโรงแรม ผับ ร้านอาหารหรือแม้แต่ห้างสรรพสินค้า หลังจากหลอกล่อจนทางการเข้าปะทะกับฝ่ายผู้ร้ายเกือบทุกครั้งมักจะสร้างความเสียหายให้บริเวณโดยรอบ ล่าสุดเป็นร้านทอง

ทั้งที่เป็นทางตำรวจยิงโต้ตอบกับคนร้ายแล้วไปโดยทองในร้านเข้าแต่กลับโยนค่าใช้จ่ายมาให้หน่วยสืบสวนพิเศษด้วยเหตุผลง่ายๆว่าไม่ยอมล่อไปบริเวณอื่น

“อร่อยดีเนอะ”เบซิลพูดระหว่างเดินกลับไปยังที่ทำงาน

เวลาพักปกติจะให้ประมาณ1ชั่วโมงแต่หน่วยสืบสวนพิเศษค่อนข้างจะแตกต่างจากหน่วยอื่น พวกเราจะออกไปพักแล้วกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ตราบใดที่ทำงานเสร็จ ในกรณีมีงานหรือคดีด่วนจะใช้การติดต่อทางโทรศัพท์มากกว่า

“ไว้จะพามาอีก”ผมไม่ค่อยได้มากินข้าวกับใครบ่อยนักเลยไม่ค่อยรู้หรอกว่าร้านแบบไหนกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในช่วงนี้ ร้านส่วนมากที่ผมรู้จักจะเป็นร้านที่มีอาหารจำพวกผักหรือสามารถกินได้โดยไม่มีเนื้อสัตว์ซึ่งหาได้ยากในปัจจุบันนี้

“แลกกับให้ผมทำตัวดี?”

“ไม่ใช่ข้อแลกเปลี่ยนแต่เป็นรางวัลต่างหาก”ผมพูดแก้ ข้อแลกเปลี่ยนกับรางวัลแม้จะคล้ายกันแต่ให้ความรู้สึกคนละแบบ ข้อแลกเปลี่ยนนั้นคือความเท่าเทียมหากคิดว่าข้อตกลงมันไม่คุ้มค่าให้เราทำอย่างเต็มกำลังเราก็จะออมแรงเพราะยังไงก็รู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่แลกเปลี่ยนคืออะไร

ในทางกลับกันรางวัลคือการที่เราได้พยายามทำในสิ่งหนึ่งเต็มกำลังโดยไม่คาดหวังหรือรู้ล่วงหน้าว่าจะได้อะไรกลับมาตอบแทนในความพยายามนั้น

“...รางวัล เห็นผมเป็นเด็กจริงๆด้วย”

“ไม่ใช่?”

“ก็ไม่ใช่น่ะสิ”

“แต่นิสัยเด็ก”

“เขาเรียกว่าขี้อ้อน”เบซิลพยายามแก้ตัว

“ไม่ใช่แล้ว”ท่าทางไม่ได้สื่อไปในทางอ้อนสักนิด

ระหว่างพวกเรากำลังเดินคุยกันเสียงดังจ้อแจ้ด้านหน้าก็เรียกผมให้สนใจจนต้องหันไปมอง หญิงสาวสองคนกำลังถูกกลุ่มชายประมาณ4คนล้อมเอาไว้ แค่ดูก็รู้ว่าไม่ได้กำลังเรื่องดีอย่างช่วยเก็บกระเป๋าเงินแน่นอน เท่าที่ดูน่าจะรีดไถไม่ก็พยายามก่อกวน ถนนสายนี้เป็นหนึ่งในแหล่งเศรษฐกิจจึงไม่แปลกหากจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ้าง 

แถวนี้ไม่มีคนของทางการซะด้วย

ผมคงต้องจัดการเองแล้วสิ

“จะทำอะไรไธม์”เบซิลดึงแขนเสื้อเพื่อรั้งผมที่กำลังจะเดินไปทางกลุ่มชายตรงหน้า

“เข้าไปจัดการไง”ในเมื่อเห็นแล้วจะให้ผมเดินไปโดยไม่สนใจคงทำไม่ได้

“พวกนั้นอันตรายนะ”

“อืม แต่ถ้าไม่มีใครเข้าไปผู้หญิงพวกนั้นจะเป็นอันตราย”

“...ให้ผมจัดการเอง”นิ่งไปสักพักก่อนเบซิลจะพูดต่อ

“จะสู้ชนะ?”

“คุณก็น่าจะรู้ว่าผมสู้เก่งขนาดไหน”คำพูดของเบซิลทำเอาผมเกือบจะหลุดขำออกมา

“อ่า...เก่งมากเลยล่ะ”

“ขอบคุณที่ชม”อีกฝ่ายอืดอกรับคำชมด้วยรอยยิ้มภาคภูมิ

“คิดจะทำอะไร”

“อยากโชว์ทักษะส่วนตัวให้คุณดูหน่อยน่ะ”

“ทักษะ?”พอผมจะถามกลับเบซิลก็เดินตรงไปยังกลุ่มชายตรงหน้าซะแล้ว

ผมรีบก้าวตามไปเพื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้จัดการต่อได้ทันที จำนวนคน4คนไม่ได้ถือว่ามากโดยเฉพาะกับพวกที่ดูท่าทางเหมือนนักเลงและมาเป็นกลุ่ม ดังนั้นหากเกิดการต่อสู้ผมค่อนข้างมั่นใจว่าสามารถจัดการได้

“พอแค่นั้นดีกว่านะ”เบซิลใช้น้ำเสียงนิ่งๆในการพูด 

“แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยวะ”ชายหนึ่งในกลุ่มเดินมาเผชิญหน้าตรงๆกับเบซิล แววตากะหาเรื่องเต็มที่

จะทำยังไงต่อล่ะเบซิล

“ไม่ยุ่งคงไม่ได้ในเมื่อมีคนกล้ามาหาเรื่องในอาณาเขตเราคงต้องกลับไปรายงานบอส”

“บอส?”ทั้ง4คนถึงกับขมวดคิ้วแน่น 

บอสไหน

ผมถามประโยคนั้นในใจ

ตามข้อมูลที่รู้มาแถวนี้ไม่มีใครคุมสักหน่อย

“ใช่ แต่ไม่อยากจะให้เรื่องเล็กๆไปกวนอารมณ์บอสหรอกนะยิ่งขี้โมโหอยู่ด้วย ถ้ายอมกลับไปดีๆจะปล่อยไปสักครั้ง”เบซิลพูดต่อ ดวงตาสีเขียวหรี่ลงมองหน้าชายทั้ง4คนราวกับกำลังข่มขู่ทางสายตาจนฝ่ายนั้นผงะไปไม่น้อย

“กะ...กลับกันเหอะ”คนด้านหลังเริ่มกระตุกชายเสื้อคนด้านหน้า

“อย่าไปกลัวดิวะ มันแค่โกหกเท่านั้นแหละ”เหมือนชายคนหน้าสุดจะเป็นหัวหน้านะ ขอชื่นชมที่แสดงความกล้าออกมาแม้จะมีเหงื่อไหลซึมออกมาตามขมับแล้วก็ตาม

“แปลว่าอยากลองสินะ งั้นจะจัดให้ตามคำขอ...”

“บ้าเอ้ย ไปกันเร็ว”กลุ่มชาย4คนถึงกลับเผ่นหนีด้วยความเร็วสูงเมื่อเบซิลทำท่าจะหยิบบางอย่างออกมาจากด้านหลังของกางเกงขายาวที่ว่างเปล่า

บอกตรงๆว่าพอได้มาเห็นกับตาผมเชื่อเลยว่าฉายาเมเกอร์และคดีต้มตุ๋นพ่วงหลอกลวงอีกนับไม่ถ้วนเหล่านั้นไม่ใช่ได้มาเพราะความบังเอิญ

จัดการทุกอย่างได้โดยไม่ต้องใช้กำลังแค่คำพูดเท่านั้น

การแสดงของเบซิลมันสมจริงจนน่าเชื่อ

ทั้งน้ำเสียง การแสดงออกรวมถึงบรรยากาศอันตรายรอยๆที่แผ่ออกมาจนถึงเมื่อครู่

หลอกลวงด้วยวาจาจนคนฟังหลงเชื่อราวกับใช้เวทย์มนต์

“ไธม์”

“อะไร”

“กลับกันเถอะ ง่วงแล้ว”เบซิลบอกเสียงเหนื่อย ท่าทางน่าเกรงขามเมื่อครู่หายไปอย่างสิ้นเชิง

ผมไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรถึงได้ทำแบบนั้น แม้จะบอกว่าแค่อยากโชว์ทักษะตัวเองให้เห็นแต่ผมกลับคิดว่าเขาช่วยผมไม่ให้ต้องเผชิญหน้าหรือต่อสู้กับคนถึง4คน

อาจจะคิดผิดก็ได้

แต่...

“ขอบคุณเบซิล”ผมบอกเสียงเบาพร้อมเอื้อมมือไปลูบเส้นผมสีเทาเข้มตรงหน้าแทนรางวัล

“...นี่คือรางวัล?”เบซิลพึมพำเสียงเบา ดวงตาสีเขียวมรกตนั่นเหมือนกำลังสั่นด้วยสาเหตุบางอย่าง

“ลองคิดเอาเองสิ”ผมบอกพลางมองเบซิลใช้มือช้างนึงสัมผัสบริเวณที่ถูกผมลูบเมื่อครู่ นิ่งอยู่นานจนผมต้องเรียกอีกฝ่ายอีกรอบพวกเราถึงจะได้เดินกลับไปยังที่ทำงานกันสักที

ตลอดทางมีความคิดนึงผุดขึ้นมาในหัว...

การมีเบซิลอยู่ข้างๆแบบนี้ก็ไม่ได้แย่อะไร

........................................................................

ไม่ได้มาอัพสักพักใหญ่เลยกับเรื่องนี้

ในที่สุดวันที่เบซิลได้เข้ามาอยู่ในหน่วยก็มาถึง และจากนี้จะเริ่มเข้าสู่เนื้อหาในช่วงถัดไป

เนื้อหาในสามตอนก่อนหน้านี้ทั้งคู่จะมีบทสนากันในห้องขัง บอกตรงๆว่ารู้สึกตลกเวลาแต่งอยู่ไม่น้อย

หวังว่าทุกคนจะสนุกไปกับเรื่องนี้เหมือนกันนะคะ

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจที่มีให้เสมอค่า

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบายค่ะ

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น