email-icon facebook-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 12 ความในใจที่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ย

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 ความในใจที่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.8k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2561 09:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 ความในใจที่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ย
แบบอักษร

ตอนที่ 12

ความในใจที่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ย

องค์หวงโฮ่ว “การแสดงออกว่ารักเพียงอย่างเดียวไม่อาจสื่อถึงความรักทั้งหมดที่มีได้"

@@@@@@



“ถวายพระพรหวางเยี่ย” ร่างเล็กเอ่ยกับร่างสูงที่ทรงยืนหันพระปฤษฎางค์ให้กับเธออยู่ในห้องรับรอง

"ไม่ต้องมาพิธี..." องค์ชายสามหมุนพระวรกายกลับมาก่อนจะเอื้อมพระหัตถ์พยุงให้ร่างบางลุกขึ้น

“ขอบพระทัยเพคะ”

“ระหว่างเรามิใช่คนอื่นไกลเหตุใดต้องทำความเคารพแบบเต็มพิธีการ” ร่างสูงก้มลงทอดพระเนตรเรือนร่างแบบบางที่ทรงคะนึงหา พระโอษฐ์แย้มยิ้มเปิดเผยอย่างยากที่จะมีผู้พบเห็น

ร่างบางถูกรอยยิ้มล่อลวงสะกดสายตา! ปกติแม้ไม่เคยแย้มยิ้ม พระพักตร์ขององค์ชายสามก็หล่อเหลาและมีเสน่ห์ยากจะต้านทานอยู่แล้ว เมื่อพระพักตร์หล่อเหลาประดับไปด้วยรอยยิ้มก็ยิ่งขับเน้นเสน่ห์ของบุรุษเพศให้โดดเด่นขึ้นอีก หล่อเหลาเย็นชาแต่กลับให้ความรู้สึกอ่อนโยน เฮ้อ! นี่ถ้าไม่นับความเย็นชาร้ายกาจที่พระองค์ทรงทำกับหลิงเป่าเป้ยคนเก่าแล้วล่ะก็ เธอคงพร้อมที่จะรับน้ำพระทัยขององค์ชายพระองค์นี้แล้ว...

“คราหลังไม่ต้องทำเช่นนี้เข้าใจหรือไม่?”

รับสั่งประโยคสุดท้ายทำให้เธอหนังตากระตุก! แหม...หากจำไม่ผิดก่อนหน้านี้ไม่ใช่พระองค์หรอกเหรอที่ตรัสว่า*‘คุณหนูห้าตระกูลหลิงเจ้ายังรู้ธรรมเนียมปฏิบัติของแคว้นเมื่อพบหน้าเชื้อพระวงศ์อยู่หรือไม่!’* มาวันนี้บอก‘คราหลังไม่ต้องทำเช่นนี้อีก’ กินยาลืมเขย่าขวดมารึเปล่าเนี่ย!เปลี่ยนสีง่ายเสียยิ่งกว่ากิ้งก...เอ่อไม่เปรียบเทียบดีกว่า!

“เป้ยเออร์ เข้าใจหรือไม่?”เมื่อเห็นร่างบางนิ่งไป องค์ชายสามจึงตรัสถามขึ้นอีก

“เข้าใจเพคะ”

"พี่ว่าเราเดินไปสนทนาไปดีหรือไม่อยากเดินชมโรงหมอเป้ยกวานให้ทั่วเสียหน่อย"

หือ...ไม่ต้องถวายความเคารพและยังแทนตนเองว่า ‘พี่’ อีกด้วย

หลิงเป่าเป้ยเอ๋ย...เจ้าได้ยินรึไม่!เขาใช้คำแทนตัวว่าพี่อย่างที่เธอต้องการมาตลอด! ถ้อยคำหวานและการเรียกขานอย่างเป็นกันเองที่เธออยากได้ยินแต่จนแล้วจนรอดเธอก็ไม่มีโอกาสได้ยิน! คิดแล้วก็ให้นึกชังน้ำหน้าองค์ชายสามไม่น้อย ตอนหลิงเป่าเป้ยรักกลับเล่นตัวนักหนา พอได้ครอบครองแล้วกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว!

พฤติกรรมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนี้จะให้เธอเชื่อใจเขาง่ายๆได้ยังไง หากนานวันเข้าเกิดนึกเบื่อหน่ายทิ้งขว้างเธอขึ้นมาไม่เจ็บปวดจวนเจียนขาดใจไปอีกรอบเหรอ! ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการหลงใหลในรสรักไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากหัวใจรักมันจะมั่นคงยั่งยืนสักแค่ไหน! หลงใหลเพียงรูปนานวันเข้าก็คงเบื่อหน่ายเช่นเห็นอยู่ทั่วไป

ร่างบางจมอยู่กับความคิดของเธอจวบจนร่างสูงที่ดำเนินเคียงข้างเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นเสียก่อน

"เป้ยเออร์วันนี้พี่เข้าเฝ้าเสด็จพ่อเพื่อกราบทูลเรื่องการขอสมรสพระราชทาน”

“สมรสพระราชทาน!”

“ไม่ผิด พี่คิดว่าควรจะดำเนินการเรื่องการหมั้นหมายก่อนที่เจ้าจะเดินทางไปแคว้นเกาส่วนพิธีอภิเษกคงจะเริ่มดำเนินการทันทีที่เจ้ากลับมา" ร่างสูงตรัสขึ้นด้วยสุรเสียงระรื่นโดยไม่หันมามองอาการตกตะลึงของร่างบางที่เดินอยู่เคียงข้างพระทัยองค์ชายสามกำลังพองโต อีกไม่กี่วันพระองค์ก็จะตีตราจองนางด้วยสัญญาหมั้นหมายเมื่อนั้นบุรุษที่อยากมาสานสัมพันธ์ต้องหลบกระเด็นไปไกลเพราะนางจะกลายเป็นว่าที่หวางเฟย

"หวางเยี่ย!เหตุใดถึง...เอ่อ"

พระขนงขมวดมุ่นเมื่อทอดพระเนตรท่าทีและน้ำเสียงที่คล้ายไม่พอใจของร่างบางตรงหน้า

"ทำไมเล่าเป้ยเออร์เจ้าไม่ต้องการอภิเษกกับพี่อย่างนั้นรึ?" พระเนตรสีเทาจ้องมองร่างบางไม่กระพริบ สุรเสียงที่ใช้แตกต่างจากเมื่อครู่ลิบลับเพราะมันทั้งกดดันและแผ่รังสีคุกคาม

"เหตุใดหวางเยี่ยไม่ถามหม่อมฉันสักคำเล่าเพคะ?” ร่างบางถามกลับโดยไม่หลบสายตา ที่เธอดึงดันไม่ใช่ไม่กลัวโทสะของคนตรงหน้าแต่หากจะให้โดนบีบบังคับทั้งที่ไม่พร้อม เธอก็ไม่ยินยอมเช่นกัน!

“การหมั้นหมายและการสมรสหมายถึงชีวิตทั้งชีวิตของสตรีผู้หนึ่งเหตุใดจึงตัดสินพระทัยเพียงลำพังเล่าเพคะ?"

บังเกิดความเงียบขึ้นระหว่างคนทั้งสอง องค์ชายสามทอดพระเนตรแววตาเว้าวอนระคนตัดพ้อก็ให้พระทัยอ่อนลงไม่น้อย การแต่งงานคือชีวิตทั้งชีวิตของสตรีอย่างนั้นรึ! ฟังดูมีเหตุผล แต่สตรีทุกคนในแคว้นเหลียงมิใช่ออกเรือนต้องเชื่อฟังบิดาหรืออย่างไร!

"หม่อมฉันเคยทูลหวางเยี่ยไปแล้วว่าหม่อมฉันขอเวลา"

"เปิ่นหวางคิดว่าได้ให้เวลากับเจ้าแล้วนะเป้ยเออร์เพียงอยากหมั้นหมายเอาไว้ก่อนส่วนเรื่องการอภิเษกคงหลังจากเจ้ากลับมา เจ้ายังไม่พอใจเรื่องใดอีก?”

"ไม่ใช่เช่นนั้นเพคะ คือ...หม่อมฉัน"

องค์ชายสามแทนองค์ว่า ‘เปิ่นหวาง’ มิใช่ ‘พี่’ เช่นที่ตรัสก่อนหน้าทำให้เธอรับรู้ว่าพระองค์เริ่มมีโทสะ

"หรือสิ่งที่เจ้าไม่พอใจคือเรื่องที่เจ้าหมั้นหมายกับเปิ่นหวาง มิใช่บุรุษอื่นที่เจ้าต้องการสานสัมพันธ์!"

"หวางเยี่ยได้โปรดระงับโทสะก่อนจะได้หรือไม่เพคะ ตรัสดีๆกับหม่อมฉันบ้างจะได้หรือไม่! เหตุใดจึงไม่เคยรับฟังเหตุผล มีเพียงเด็กเล็กที่ไม่พอใจสิ่งใดก็จะโกรธหรือเอะอะโวยวายทำลายข้าวของ...หากอยากกลับไปเป็นเจ้าชายพระองค์น้อยก็ลองลงไปเกลือกกลิ้งบนพื้นนั่นสักทีสิเพคะ เผื่อจะมีผู้ใดมาเอาใจ!"

"เป้ยเออร์นี่เจ้า! เจ้ากล้ากล่าวหาว่าเราทำตัวเฉกเช่นเด็กเอาแต่ใจอย่างนั้นรึ?”

“แล้วมันจริงหรือไม่เล่าเพคะ?” ร่างบางเชิดหน้าตอบอย่างได้ใจ

“เปิ่นหวางทำเรื่องระหว่างชายหญิงกับเจ้าได้ตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้...เช่นนั้นเปิ่นหวางคงเป็นเด็กที่เก่งมิใช่น้อย"ร่างสูงก้มลงไปกระซิบที่ข้างหูพอให้ได้ยินเพียงสองคน

"หวางเยี่ย!" ร่างบางร้องขึ้นด้วยความตกใจ ใบหน้างดงามแดงซ่านถึงใบหูใครเขาเอาเรื่องในที่ลับมาล้อเลียนในที่แจ้งแบบนี้บ้างเล่าไอ้องค์ชายบ้ากาม!

“เอ...กี่ครั้งกันนะ?”

“หยุดนะเพคะ!”

“จะให้นับที่พี่เป็นฝ่ายเริ่มเพียงอย่างเดียวหรือจะนับรวมที่เจ้าเป็นฝ่าย...อื้อ”

มือเล็กทั้งสองข้างเอื้อมขึ้นปิดโอษฐ์หนา ดวงตาดอกท้อถลึงมองพระพักตร์กรุ้มกริ่มราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

องค์ชายสามทอดพระเนตรท่าทีถึงเนื้อถึงตัวด้วยความแปลกพระทัย สามราตรีที่แล้วนางก็เป็นเช่นนี้ บางครานางดูไว้เนื้อไว้ตัวทำราวกับพระองค์เป็นบุรุษแปลกหน้า หากแต่บางครานางกลับเป็นฝ่ายเข้าหาราวกับการใกล้ชิดกันระหว่างชายหญิงเป็นเรื่องที่นางทำอยู่เสมอไม่ผิดแปลก!

สามหาวนักหลิงเป่าเป้ย! ทำให้พระองค์หยุดพูดไม่ได้จนต้องใช้มือปิดปากอย่างนั้นรึ! นอกจากสตรีนางนี้แล้วผู้ใดจะหาญกล้าแตะเนื้อต้องตัวเชื้อพระวงศ์กันสตรีน่าตาย!

แม้ในพระทัยจะนึกตำหนิแต่การกระทำหาได้เป็นเช่นในพระทัยไม่องค์ชายสามกลับทอดพระเนตรท่าทางลืมตัวของนางด้วยความเสน่หา

“อ๊ะ!” ร่างบางอุทานด้วยความตกใจ เมื่อร่างสูงรวบร่างของเธอเข้าหา

“หวางเยี่ย...ปล่อยหม่อมฉันเพคะ”

“ปิดปากเปิ่นหวาง มีโทษสถานใด เจ้ารู้บ้างหรือไม่เป้ยเออร์?” องค์ชายสามตรัสขึ้นเมื่อพระโอษฐ์ของพระองค์เป็นอิสระ

“ไม่ตอบคำ เจ้าไม่รู้อย่างนั้นรึ?” ร่างสูงตรัสถามอีกครั้ง ยิ่งใบหน้างดงามขึ้นริ้วสีแดงมากเท่าใดพระองค์ยิ่งอยากยั่วเย้ามากเท่านั้น

“ปล่อยก่อนเถิดเพคะ หากบ่าวไพร่มาพบเห็นจะนำไปติฉินนินทาได้”

“ลบหลู่เบื้องสูงแล้วยังไม่ได้รับโทษ เห็นทีจะปล่อยไปไม่ได้” ร่างสูงหาได้คำนึงถึงสิ่งที่นางพูดไม่ เหตุเพราะองครักษ์ทั้งสองคงไม่ปล่อยให้ผู้ใดเข้ามาหากพระองค์ไม่อนุญาต                                                                                                     

“เพียงปิดปากเหตุใดต้องทำเป็นเรื่องใหญ่เพคะ?” ตบปากแตกล่ะว่าไปอย่าง...                                          

“เจ้าคือว่าที่หวางเฟย เช่นนั้นก็รับเพียงโทษสถานเบา” 

"โทษสถานเบาอย่าง..." ยังไม่ทันตั้งตัว โอษฐ์หนาก็ประกบลงมาปิดปากบางเสียแล้ว

องค์ชายสามจุมพิตริมฝีปากบางคราหนึ่ง ก่อนจะถอนพระโอษฐ์กลับมาช้าๆ


“ลืมตาได้แล้วกระมัง” 

มุมพระโอษฐ์แย้มกว้างเมื่อร่างเล็กตรงหน้ายังคงหลับตาพริ้ม

สุรเสียงเย้าทำให้ดวงตาดอกท้อเบิกโพลง ใบหน้งดงามแดงซ่าน ตายแล้ว! นี่เธอเผลอหลับตาพริ้มรอคอยจูบดูดดื่มเหรอเนี่ย! โอย อับอายขายขี้หน้าแท้ๆ...

แล้วนี่ก็เหมือนกัน! ดวงตาดอกท้อตวัดไปมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้ๆเวลาพระเอกลงโทษนางเอกนี่ต้องบดขยี้ริมฝีปากพร้อมกับตะโบมจูบดูดดื่มไม่ใช่เหรอยะ! นี่อะไร กระชากมากอดจนแทบจะรวมร่างแต่ ‘จุ๊บ’ ทีเดียว! อ่อนอ่ะ!

 @@@@@@


ตำหนักหงส์

ที่ประทับส่วนพระองค์หวงโฮ่วแคว้นเหลียง


“อวี่เออร์ โกรธเสด็จพ่อหรือไม่?”

“ลูกไม่มีเหตุผลใดที่ต้องโกรธพ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่อย่าได้กังวลพระทัย” กงหยางเฟยอวี่ทูลตอบพระมารดาด้วยสุรเสียงราบเรียบ

“ทั้งเสด็จพ่อและแม่เองก็ตกใจมิใช่น้อย ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเทียนเออร์จะ...จะรู้สึกไม่แตกต่างจากเป้ยเออร์”

“พ่ะย่ะค่ะ ลูกเองก็ตกใจอยู่บ้างเช่นกัน”

“แล้วลูก...เอ่อ” องค์หวงโฮ่วจนวาจาที่จะกล่าว ในพระทัยสงสารพระโอรสมิใช่น้อย แม้อวี่เออร์ของพระองค์จะแสดงท่าทางเช่นปกติแต่ภายในจิตใจเล่า!

“ลูกจะทำอย่างไรต่อไป?”

“ลูกจะทำอย่างไรได้พ่ะย่ะค่ะ เคยปฏิบัติต่อนางอย่างไรก็คงจะทำต่อไปเช่นนั้น” เคยรักนางอย่างไรก็จะรักต่อไปเช่นนั้น ประโยคสุดท้ายองค์ไท่จื่อเพียงดำริในพระทัย ทรงทราบดีว่าหากทูลตอบเช่นนั้นพระมารดาต้องไม่สบายพระทัยเป็นแน่

“ลูกยังไม่เคยบอกความรู้สึกกับเป้ยเออร์ใช่หรือไม่?”

“พ่ะย่ะค่ะ สำหรับเป้ยเออร์ลูกคือเพื่อนและพี่ชาย ลูก...”

“ไม่คิดจะบอกกล่าวกับเป้ยเออร์บ้างรึ?”

“เคยพ่ะย่ะค่ะ แต่...”

“การบอกรักสตรีเพียงหนึ่งคนต้องใช้เหตุผลมากมายเพียงนั้นเชียวรึ!”

ถ้อยรับสั่งของพระมารดา ทำให้องค์ไท่จื่อถึงกับนิ่งไปเหตุผล...อย่างนั้นรึ

“ลูกกลัวพ่ะย่ะค่ะ กลัวว่าหากบอกออกไปแล้วความสัมพันธ์ที่ผ่านมาจะต้องจบลงไป ลูกอาจ...” อาจสูญเสียนางไปตลอดกาล

“อวี่เออร์ ลูกไม่เคยบอกกล่าวแล้วลูกรู้ได้อย่างไร เหตุใดจึงหวาดกลัวเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นกันเล่า?”

“ลูกรักเป้ยเออร์มาก...เสด็จแม่ลูกคงทนไม่ได้หากไม่มีเป้ยเออร์ สำหรับเป้ยเออร์ลูกจะอยู่ในตำแหน่งใดหรือฐานะใดในใจนางก็ได้ทั้งนั้น!”

องค์หวงโฮ่วทอดพระเนตรพระโอรสด้วยความอาทร ก่อนตวัดอ้อมพระกรอบอุ่นโอบกระชับพระวรกายของพระโอรสแน่น

“ลูกมิใช่องค์ชายใหญ่เฉกเช่นวันวาน บัดนี้บุรุษตัวโตผู้นี้คือไท่จื่อแห่งแคว้นเหลียง...เหตุใดองค์ไท่จื่อแห่งจึงกลายเป็นบุรุษขลาดเขลาไปได้เล่า?”

“ลูกไม่เคยบอกกล่าวแล้วนางจะรู้ได้อย่างไร ลูกไม่เคยยืนยันความรู้สึกที่มีต่อนางแล้วจะให้นางคิดเองเออเองใช่หรือไม่ อวี่เออร์...ลูกจะสรุปว่านางไร้ใจทั้งๆที่ไม่เคยกล่าวอะไรให้ชัดเจนได้หรือ?”

“เสด็จแม่...”

“การแสดงออกว่ารักเพียงอย่างเดียวไม่อาจสื่อถึงความรักทั้งหมดที่มีได้ กลับกันการกล่าวคำว่า ‘รัก’ เพียงคำเดียวจากก้นบึ้งในจิตใจ กลับทดแทนความรู้สึกทุกสิ่งทุกอย่าง”

-จบตอน-

ตอนนี้จะสื่อถึงความรู้สึกขององค์ไท่จื่อบ้างนะคะ

ป.ล. ตอนนี้เสริมเข้ามาใหม่ ตั้งแต่ช่วงกลางจะไม่มีที่ลงในโคมิโค่นะคะ ไรท์พยายามเสริมและเพิ่มความสมเหตุสมผลของตัวละครแต่ละตัว เช่นไท่จื่อ

พาร์ทเดิมพอองค์ชายสามบอกว่ารักเป้ยเออร์ ไท่จื่อก็ชิงบอกก่อนตอนนางจะเดินทาง ไรท์จึงเพิ่มบทของคนเป็นแม่ขึ้นมา มาชี้ทางและให้กำลังใจลูก ไม่ใช่อยู่ๆไท่จื่อที่ไม่คิดจะบอกความในใจเลยก็จะโผล่มาบอกดื้อๆโดยไม่มีแรงจูงใจค่า


ความคิดเห็น