ความรักน่ะ อันตรายมากหรอ? ยังไง?

ชื่อตอน : Risk : 32(Rewrite)

คำค้น : ลูคัส , ลิน risk , YAOI

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.6k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ส.ค. 2563 21:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Risk : 32(Rewrite)
แบบอักษร

​อากาศที่หนาวปกคลุมไปทั่วบริเวณพื้นที่รอบๆที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่   แอลดีนถือช่อดอกไม้เดินไปช้าๆ  มองสถานที่ที่เขาเพิ่งมาล่าสุดเมื่อต้นเดือนก่อน  สถานที่คนที่เขาคิดถึงที่สุดอยู่  แอลดีนชะงักฝีเท้ามองไปข้างหน้า   เห็นผู้หญิงผมลอนยาวประมาณกลางหลัง

“คุณหนู”ดาริกาที่กำลังหันหลังกลับ  ชะงักเมื่อเห็นบุรุษที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา 

ผู้ชายที่เขาไม่ได้เจอหลายปี  คนที่เคยเป็นเพื่อนเล่นยามเด็ก  เป็นคนที่เป็นพี่ชายให้เขา  คนที่เป็นคุณหนูของเขา

 ไม่เปลี่ยนเลยสินะ

“ดาริ”แอลดีนเรียกชื่อคนตรงหน้า  ส่งยิ้มกว้างไปให้   พลางเดินไปวางช่อดอกไม้ในมือช้าๆลงตรงแผ่นสลักสุสานข้างๆดอกกุหลาบสีแดงสดที่วางไว้  

ของดาริกาสินะ

แคทเธอรีน  เดอลอน

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ”ดาริกามองแผ่นหลังแอลดีน  ดูมือหนาที่ลูบแผ่นป้ายชื่อช้าๆ

“สบายดีไหม”แอลดีนลุกขึ้น  แล้วหันมาถามดาริกา

“ค่ะ”ดาริกาพยักหน้ายิ้มกว้าง  คุณหนูแอลดีนเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดมาตั้งแต่เด็ก  ถึงตอนนี้ท่าทางก็ไม่เคยเปลี่ยน  พูดน้อย  ประโยคสั้นๆ

“เดือนก่อนที่คุณหนูมา  ดาริไม่ทันได้เจอคุณหนูเลย”ดาริกาพูดต่อ  เขารู้มาจากเอลรอยว่าแอลดีนมา  แต่ก็ไม่ทันแล้วเมื่ออีกคนไปจากคฤหาสน์ก่อนจะเจอกัน

“ฉันยุ่งน่ะ”แอลดีนตอบสั้นๆ   เปล่าหรอก  แค่วันนั้นเขาอยู่ที่นี่นานไม่ได้

“คุณหนูสบายดีนะคะ”ดาริกาถามกลับไปบ้าง   แม้จะเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของคนตรงหน้า

“อื้ม”แอลดีนดีนพยักหน้า  หันไปมองหลุมศพผู้เป็นพี่สาวนิ่งๆ

“คุณหนูมาทำอะไรที่นี่หรอคะ”ดาริกาถามถึงสิ่งที่ตัวเองสงสัยที่สุด  แต่เมื่อคำตอบที่ได้มาคือความเงียบ  ดาริกาก็เอ่ยต่อ

“มาหานายท่านครั้งนี้  คุณหนู....”

“ถึงจะตัดขาด  ยังไงเขาก็คือพ่อฉัน  ฉันมาหาเขาคงไม่ผิดใช่ไหม”แต่ไม่ทันที่ดาริกาจะพูดจบแอลดีนก็เอ่ยตอบก่อน  พลางยกยิ้มบางๆ

“แต่ดาริไม่เชื่อคุณหนูหรอกนะคะ  ว่ามาหานายท่าน”ดาริกาเอ่ยต่อ  เกือบ30ปีแล้วที่สองพ่อลูกตัดขาดกัน ถึงแม้แอลดีนจะยังยอมเรียกอีกคนว่าพ่อ  แต่ก็ไม่ใช่เพราะความสมัครใจ เอลรอยหย่าร้างกับภรรยาโดยที่แคทเธอรีนผู้เป็นพี่สาวเติบโตกับเอลริยและแอลดีนก็เป็นมารดาที่เลี้ยงดูแต่ถึงอย่างนั้นสองพี่น้องก็ไม่เคยขาดการติดต่อ จนกระทั่งมารดาของแอลดีนเสียชีวิตและในเวลาต่อมาแคทเธอผู้เป็นพี่สาวก็เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์

“แรมสบายดีใช่ไหม”แอลดีนไม่สนใจคำพูดของอีกคน  แต่กลับถามถึงแรมระวี

“คุณแรมสบายดีค่ะ   แต่ตอนนี้กลับไปมหาลัยแล้ว  คุณหนูมาหา....”ดาริกาตอบ  แต่ไม่ทันจะพูดจบแอลดีนก็แทรกราวกับรู้ว่าดาริกาต้องการถามอะไร

“เปล่าหรอก”เขาไม่ได้มาหาแรมระวี  ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะต้องเจอกับแรมระวี

“เมื่อไหร่คุณแรมจะรู้ความจริงสักทีคะ  คุณหนูไม่สงสารคุณแรมบ้างหรอคะ”ดาริกาเอ่ยตัดพ้อ  ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวจนต้องเงยหน้าไม่ให้น้ำตารื้นขึ้นมา

“ฉันเสร็จงานที่กำลังทำเมื่อไหร่  ฉันจะพาแรมกลับอิตาลี”แอลดีนถอนหายใจก่อนจะตอบ   นั่นทำให้ดาริกาที่พยายามกลั้นน้ำตาไว้ต้องน้ำแตกในที่สุด

“คุณหนู...”ดาริกาเอ่ยเรียกคนข้างๆน้ำเสียงสั่นๆ   น้ำตาหยดลงอาบแก้มอย่างกลั้นไว้ไม่ไหว  เขารอเวลานี้มานานเหลือเกิน

“ฉันไม่รู้แรมจะยอมรับฉันไหม  แต่ฉันก็อยากทำเพื่อเขาสักครั้ง  ฉันผิดเองที่ปล่อยเขาให้อยู่ในขุมนรกนี่นานเกินไป”แอลดีนเอ่ยต่อ  ได้ยินเสียงสะอื้นของคนข้างๆ

“คุณหนู”ดาริกาทำได้เพียงแค่เรียกแอลดีนอย่างนี้ซ้ำๆ   ตอนนี้เขาดีใจจนพูดไม่ออก   เขารอเวลานี้นานจริงๆ   แรมระวีจะได้รู้สักทีว่าเขาเป็นใคร  ได้ไปจากขุมนรกนี่สักที  ไม่ต้องกลายเป็นคนที่น่าสงสารอีกแล้ว

“ฉันจะพาลูกของพี่เคทไปด้วย”แอลดีนพูดต่อ  ประโยคนั้นทำให้ดาริกาเบิกตากว้าง

“ลูกคุณหนูเคท?  เด็กน้อยคนนั้น?  คุณหนูเจอเธอแล้วหรอคะ”ดาริกาปาดน้ำตาที่อาบแก้ม  ถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

“เขาไม่ได้อยู่ไหนไกลหรอกดาริ  คุณพ่อซ่อนเขาจากฉันนานเกินไปแล้ว”แอลดีนพูดกับดาริกาต่อไป  แต่สายตาก็ยังจับจ้องที่สุสานตรงหน้า

“ถ้าอย่างนั้น  นายท่านรู้มาตลอดสินะคะ  ว่านายน้อยอยู่ที่ไหน”ดาริกาสันนิฐานจากคำพูดของแอลดีน

แอลดีนพยักหน้าช้าๆ    คนใจร้ายคนนั้นรู้มาตลอด   แต่เขากลับรู้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้

“นายน้อยเป็นยังไงบ้างคะ  เป็นเด็กน่ารัก  จิตใจดีไหม”ดาริกาถาม  แต่ดูเหมือนน้ำตาของเธอจะไหลออกมาอีกครั้ง

“นายน้อยของเธอเขาเป็นคนบอบบาง  เป็นคนจิตใจดี  ที่สำคัญน่ารักมากๆ”แอลดีนพูดพร้อมระบายยิ้มบางๆ  นึกถึงคนที่กำลังเอ่ยถึง

“คงถูกเลี้ยงมาอย่างดีสินะคะ”ดาริกาเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม   น้ำตาที่ไหลออกมามันเป็นเพราะเขาดีใจ  

เป็นคนจิตใจดี   คงเหมือนแม่สินะ

“แล้วถ้าเป็นแบบนี้  นายท่านจะยอมคุณหนูหรอคะ”แล้วดาริกาก็เอ่ยถามแอลดีนอีกครั้ง

“ฉันมีข้อแลกเปลี่ยนกับเขานิดหน่อยน่ะ”แอลดีนตอบน้ำเสียงนิ่งๆ  รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปแล้ว

“ข้อแลกเปลี่ยนที่ว่านี้...   ต้องทำร้ายคนอื่นรึเปล่าคะ”ดาริกาถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก  เขารู้จักเอลรอย  ทุกอย่างที่มีข้อแลกเปลี่ยนกับนายท่านของที่นี่  ไม่พ้นต้องแลกกับการสูญเสีย

“คุณหนู....”ดาริกาเรียกแอลดีนอีกครั้งเมื่อเห็นอีกคนไม่ตอบอะไร  แต่ยืนกำหมัดแน่น  คงไม่พ้นสินะ

“ฉันจำเป็นต้องทำดาริ  หากต้องทำร้ายใครสักคน  ฉันก็คงต้องทำ”แอลดีนเอ่ยออกมาเบาๆ

“แล้วคุณหนูจะเสียใจไหมคะ”ดาริกาถาม  ลอบมองเสี้ยวหน้าคนข้างๆ  เห็นสีหน้าเป็นกังวลที่แอลดีนพยายามซ่อนไว้

  ถ้าเป็นคนอื่นคงดูไม่ออก  แต่เขารู้จักแอลดีน  แม้จะไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว   แต่ในสายตาเขา แอลดีนก็ยังไม่เปลี่ยนไป

“ฉันคงไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ  มากกว่าช่วยพวกเขาไม่ได้”แอลดีนตอบดาริกา  ดาริกาได้แต่เพียงยืนเงียบๆ  แอลดีนพูดออกมาอย่างนี้แล้ว  คงตั้งใจที่จะทำสิ่งที่กำลังทำต่อไปสินะ 

แม้ดาริกาจะไม่รู้ว่าคนข้างๆกำลังทำอะไร  และต้องทำอะไร  เขาก็ขออธิษฐานไม่ให้มีใครเจ็บปวดอีกเลยก็แค่นั้น

“ฉันเคยเจอเด็กคนนั้นแล้ว”หลังจากที่เงียบตั้งนานสองนาน  จู่ๆแอลดีนก็เอ่ยขึ้นมา

“เด็กคนนั้น?”ดาริกาขมวดคิ้ว  ใครคือเด็กคนนั้นที่แอลดีนหมายถึง

“ลูคัส  เดอลอน”แอลดีนหันไปมองใบหน้าของดาริกาแล้วตอบ

“โลกมันกลมจนดูเป็นเรื่องตลก”แอลดีนแค่นยิ้มอย่างนึกตลก  ทั้งๆที่ไม่มีอะไรตลกเลยสักนิด

“แล้วคุณหนูจะทำยังไงต่อไปคะ  คุณหนูจะช่วยเขารึเปล่าคะ”ดาริกาที่ได้แต่ยืนอึ้งมาตั้งนานก็ถามขึ้นมาเบาๆ  เขาเคยส่งรูปลูคัสไปให้แอลดีนที่อิตาลี  ไม่คิดว่าแอลดีนจะยังจำได้

“เด็กคนนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับฉัน  ฉันคงต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นอย่างที่มันเคยเป็น”แอลดีนเอ่ยตอบเสียงเรียบๆ  คำตอบนั้นดาริกาได้แต่นิ่งเงียบ

“....”

“ฉันคงดูใจร้ายใจสายตาเธอสินะ”แอลดีนพูดต่อ

“ดาริเข้าใจค่ะ  แต่เด็กคนนั้น  ดาริแค่สงสารเขา”ดาริกาพยักหน้า  เขาเข้าใจแอลดีนทุกอย่าง  แล้วบทสนทนาในวันนี้ก็จบลงด้วยความเงียบ

ลมพัดพัดผ่านมาแรงๆหนึ่งครั้งทำให้ใบไม้ร่วงหล่นโปรยมา  ความหนาวเข้ามาอีกครั้ง   สายตาสองคู่จ้องไปที่สุสานตรงหน้าเงียบๆ

 

 

 

หลังจากที่ซีไนน์กลับออกไปแล้ว ควานลินก็ดิ่งตรงไปที่ห้องลูคัส   วันนี้ซีไนน์มาอยู่ห้องเขาจนถึง2ทุ่มกว่าๆ  แต่เขาก็ไม่ได้บอกอะไรกับซีไนน์เรื่องลูคัสป่วย 

เอาเถอะ   ทุกวันนี้ซีไนน์ก็มีเรื่องให้คิดหนักมากพอแล้ว  ขืนยังเอาเรื่องไม่ดีไปบอกอีกคงไม่ดีนัก

ควานลินค่อยๆเดินเข้ามาในห้อง  วันนี้ลูคัสจะอยู่ในห้องรึเปล่านะ  ควานลินคิด 

ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะทำข้าวต้มให้ลูคัส  แต่สภาพก็อย่างที่เห็น  ทำครัวเละเทะจนเขาต้องล้มเลิกในที่สุด เอาเถอะ  แค่ได้เข้ามาเห็นหน้า  ก็ยังดี   แค่ได้มาดูว่าลูคัสไม่เป็นอะไรแล้วก็ยังดี

ควานลินเดินไปช้าๆ   ไปที่ห้องรับแขกยังสว่างจ้า แต่ไม่เห็นร่างของแรมระวีหรือกาวิญญู   จากนั้นก็หันหลังไปเปิดประตูห้องนอน   แสงไฟสลัวในห้องนอน   เห็นร่างที่คุ้นเคยนอนหงายอยู่บนเตียงกว้าง

ควานลินปิดประตูเบาๆ  ราวกับเกรงว่าลูคัสจะตื่น  ตอนนี้เขาแทบจะลืมหายใจ กลัวว่าเสียงหายใจจะทำให้คนร่างสูงที่กำลังหลับตานอนอยู่สะดุ้งตื่น

ควานลินก้าวขาช้าๆเดินไปที่เตียง  มองผ้าห่มที่คลุมระดับหน้าอก   เห็นไหล่กว้างที่มีเสื้อผ้าคลุมอยู่ควานลินจ้องไปที่ใบหน้าคนตัวใหญ่  ยิ้มออกมาบางๆ  

ไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม

ทีแรกเขาตั้งใจว่าจะมาดูอาการของลูคัสเพียงเท่านั้น  แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนใจ  ควานลินยกผ้าห่มหนาเบาๆ   ก่อนจะค่อยๆแทรกตัวเองลงใต้ผ้าห่ม  ขยับร่างเข้าไปใกล้ลูคัส  แล้วก็ยกผ้าห่มคลุมตัวเองเหมือนเดิม

ยกแขนใต้ผ้าห่มโอบเอวคนที่หลับสนิทเบาๆ  เมื่อรู้สึกว่าแขนตัวเองไปสัมผัสกับผ้าพันแผลก็ขยับขึ้นอีกนิด   มองเสี้ยวๆหน้าคนข้าง    รับรู้ถึงไอร้อนของอาการไข้จากตัวคนป่วย

“เจ็บไหมครับ”เสียงเล็กถามเบาๆ   ซบหน้าเข้าไปที่ไหล่กว้าง   น้ำตาเม็ดโตหยดลงบนบ่าลูคัสควานลินสะอื้นเบาๆ   พยายามบังคับตัวเองไม่ให้ตัวสั่นเพราะกลัวลูคัสตื่น   แต่เหมือนร่างกายจะไม่ฟังเขาเลย

ร่างเล็กที่หลับไปกับแรงสะอื้น ยังคงหลับใหลไม่ได้สติ   แม้ตัวยังจะสะอื้นอยู่บ้างบางครั้ง   

 

 

กลางดึกลูคัสค่อยๆลืมตาขึ้น  รู้สึกเหมือนหนักที่ไหล่ฝั่งขวา   หันหน้าไปมองก็เห็นหัวของคนที่คุ้นเคยนอนอยู่ข้างๆ   กลิ่นหอมๆจากเส้นผมของคนตัวเล็ก 

 ลูคัสยกยิ้มออกมาบางๆ     เขาไม่สามารถหันไปนอนตะแคงเพื่อกอดคนตัวเล็กได้เหมือนทุกครั้ง     ลูคัสยกมือขวายกสอดเข้าไปที่ต้นคอเล็ก  กัดปากเมื่อรู้สึกเจ็บแผลเล็กน้อย 

ควานลินขยับตัวเบาๆเมื่อรู้สึกมีแรงรบกวน  จนลูคัสต้องหยุดชะงักมือไว้  เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กไม่มีท่าทีจะตื่นก็จัดการสอดมือโอบบ่าเล็ก   แล้วยกมืออีกข้างจับมือควานลินที่โอบตัวเขาไว้    รับรู้แรงสะอื้นเป็นครั้งคราวจากคนตัวเล็กลูคัสยกมือลูบหัวควานลินเบาๆ   ก่อนที่จะหลับลงอีกครั้ง

 

 

 

“น้องลิน”ควานลินเงยหน้าไปตามเสียงเรียก  เห็นกาวิญญูส่งยิ้มให้

“พี่กาย”ควานลินวางรองเท้าแล้วเดินเข้าไปหากาวิญญูยืนมองเขาอยู่ในห้องลูคัส

“มาหาพี่ลุคส์หรอ”กาวิญญูถาม

“ครับ”ควานลินพยักหน้าตอบ   เมื่อเช้าเขาตื่นขึ้นมา  เพิ่งเห็นว่าตัวเองนอนอยู่ในอ้อมแขนของลูคัส   แต่ยังเห็นลูคัสหลับสนิทเขาก็เลยออกมาจากห้องโดยไม่ได้ปลุก  เพื่อไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า   ทำธุระของตัวเองเสร็จก็มาหาลูคัสอีกครั้ง

“พี่สงสัย  น้องมีกุญแจห้องลุคส์หรอ  เห็นเข้ามาเองหลายครั้งเลย”กาวิญญูถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัยอีกครั้ง

“อ้อ  ครับ”ควานลินพยักหน้าพลางยกคีย์การ์ดที่ลูคัสให้  ให้กาวิญญูดู

“งั้น  พี่ฝากให้น้องจัดการอาหารเช้าให้ไอ้ลุคส์มันด้วยนะ”กาวิญญูพยักหน้า  พลางชี้ไปที่อาหารที่ตัวเองซื้อเข้ามาให้ควานลินดู  แม้จะแปลกใจจนอยากจะถามคนตรงหน้ามากมายแต่เขาก็เลือกที่จะเงียบ  อยากรู้ว่าทำไมลูคัสถึงให้คีย์การ์ด ให้ตั้งแต่เมื่อไหร่

เขาที่เป็นเพื่อนกับลูคัสมาตั้งแต่เด็กยังไม่มีคีย์การ์ดห้องลูคัสเลย  จะเข้ามาก็ต้องรอเวลาที่เจ้าของอยู่  ที่เข้ามาเองได้วันนี้ก็เพราะเอาคีย์การ์ดของเจ้าของห้องที่นอนป่วยมาไว้กับตัวก่อน   ไว้ให้เพื่อนมีแรงเดินเมื่อไหร่ค่อยคืน

“ครับ”ควานลินพยักหน้าพร้อมกวาดสายตาไปรอบๆห้อง

“แรมไม่มาหรอก กลัวหรอ”กาวิญญูยกยิ้มนึกเอ็นดูกับท่าทางของควานลิน

“เปล่าครับ”ควานลินส่ายหน้า เขาไม่ได้กลัวหรอก  แค่ไม่อยากเจอหน้า

“ปกติไอ้ลุคส์มันไม่ชอบให้ใครมายุ่งวุ่นวายตอนมันป่วย  พวกพี่ก็เลยไม่ได้อยู่เฝ้าตลอดเวลา  ขอบใจน้องลินมากนะที่วันนั้นมาหาไอ้ลุคส์  ถ้าน้องลินไม่มาบอก  ไอ้ลุคส์คงจะอาการหนักกว่านี้แน่เลย”กาวิญญูพูดยาวเหยียด  มองใบหน้าใสของควานลิน

“บอกผมได้ไหมครับ  ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”ควานลินเอ่ยถามถึงสิ่งที่อยากรู้มากที่สุด  เมื่อวานแรมระวีบอกว่าลูคัสถูกแทง 

ทำไมถึงถูกแทง

“น้องลินไปถามมันเองดีกว่านะ  พี่คงบอกทุกอย่างไม่ได้”กาวิญญูเลือกที่จะไม่ตอบ  ให้เจ้าตัวบอกเองคงจะดีกว่า

“ครับ”ควานลินพยักหน้า  ไม่บอกเขาก็ไม่เซ้าซี้

“ขอบใจมากนะน้องลิน”  ขอบใจที่เข้ามาในชีวิตของลูคัส   แม้กาวิญญูอยากพูดประโยคหลังออกไปด้วย  แต่ก็ได้แต่พูดในใจ

“เอ๊ะ”ควานลินเอียงคอ นึกสงสัยว่าอีกคนขอบคุณเขาเรื่องอะไร   เรื่องที่มาหาลูคัสวันที่เจ็บหนักหรอ

“วันนี้จะไปไหนรึเปล่า”กาวิญญูทำเป็นไม่สนใจใบหน้าสงสัยนั้น  แต่กลับถามอีกคำถาม

“เปล่าครับ”ควานลินส่ายหน้า  วันนี้เขาตั้งใจจะมาอยู่กับคนป่วยทั้งวัน

“งั้นอยู่เป็นเพื่อนลุคส์หน่อยนะ  เดี่ยวเที่ยงๆพี่เอาข้าวมาให้  ฝากเอาข้าวต้มไปให้มันหน่อยนะ  ช่วงนี้ให้กินอาหารที่อ่อนๆไปก่อน   แล้วก็นี่ยา  พี่จัดเป็นชุดๆให้แล้ว  กินมื้อเช้าชุดหนึ่ง  เที่ยงชุดหนึ่งแล้วก็เย็นชุดนึง”กาวิญญูพูดแกมขอร้อง  พลางส่งยิ้มกว้างให้

“ครับ” ควานลินพยักหน้า

“ถ้ามันปวดแผลก็ให้กินยาแก้ปวดในนี้นะ” กาวิญญูพูดกลางเลื่อนกระปุกยาเล็กๆให้  ควานลินทำเพียงพยักหน้า   มองกาวิญญูที่เดินออกจากห้องจนอีกคนลับสายตา

 

ควานลินจัดการเอาข้าวต้มที่กาวิญญูซื้อเข้ามาเทใส่ชาม  ยกใส่ถาด พร้อมด้วยน้ำเปล่า แล้วก็ยาตามที่กาวิญญูได้บอกไว้    เปิดประตูห้องเบาๆ  เห็นคนตัวใหญ่นั่งพิงหัวเตียงอยู่

“พี่ลุคส์  ตื่นแล้วหรอครับ กินข้าวก่อนนะครับ”ควานลินส่งยิ้มกว้าง  เดินอ้อมไปอีกทาง วางถาดลงที่โต๊ะเล็กๆข้างเตียง  พลางทิ้งตัวลงบนตียง   ยกชาม  กวนข้ามต้มก่อนจะตักแล้วยกขึ้นเป่าๆเบาๆ  แล้วจ่อไปที่ปากซีด

“น้องป้อนให้นะ”ควานลินเอ่ยพร้อมส่งยิ้ม   ลูคัสมองใบหน้าเล็กนิ่งๆ   อ้าปากกินข้าวต้มที่คนตัวเล็กป้อน  คำแล้ว  คำเล่า   มองใบหน้าเล็ก  ปากชมพูที่ตั้งใจเป่าอาหารในจาน   ยกยิ้มเบาๆ  

เมื่อเช้าตกใจแทบแย่  ตอนที่กาวิญญูมาปลุกเขา  แล้วไม่เห็นมีร่างที่นอนข้างๆเมื่อคืน  นึกว่าจะไม่ได้เจอ   แต่ตอนที่ประตูเปิดมาเมื่อกี้  เขาดีใจจนลืมแผลที่เจ็บไปเลยเมื่อเห็นคนที่เดินเข้ามาเป็นควานลิน

 

ลูคัสยังคงจ้องควานลินไม่ละสายตา  เขาไม่เคยเจ็บหนักขนาดนี้  ป่วยหนักสุดก็คือตามร่างกายเป็นรอยช้ำ  แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่ต้องนอนซมบนเตียงเป็นเวลานานขนาดนี้

  ลูคัสยิ้มบางๆให้กับควานลินที่กำลังยิ้มกว้างให้ตัวเอง  กินอาหารคำสุดท้ายที่คนตัวเล็กป้อนให้  ก่อนจะดื่มน้ำเมื่อควานลินจ่อหลอดมาให้   ลูคัสดื่มน้ำก่อนที่จะเอื้อมมือจับต้นคอของควานลิน  แล้วโน้มหน้าเล็กน้อยจูบหน้าผากเนียนเบาๆ

“คิดถึง...”

"..."

“ไหม”ลูคัสเอ่ยถามเบาๆ  ควานลินหันไปวางแก้วในถาดแล้วหันมาที่คนร่างสูงอีกครั้ง  จับมือร้อนของลูคัสแล้วลูบหลังมือเบาๆ  พยักหน้าช้าๆ

“น้องคิดถึงพี่ลุคส์  น้องเป็นห่วงพี่ลุคส์  น้องไม่อยากเห็นพี่ลุคส์เจ็บ  หายไวๆได้ไหมครับ”ควานลินก้มหน้า  เขาไม่กล้าสบตากับลูคัสในเวลานี้  เขารู้สึกเหมือนตัวเองอ่อนแอ

“จะพยายาม”ลูคัสยกมืออีกข้างลูบหัวคนตัวเล็กเบาๆ   มองใบหน้าที่เอาแต่ก้มมองมือเขา  แล้วตอบ

“เจ็บมากไหมครับ”ควานลินเงยหน้าขึ้นมาถาม

ลูคัสพยักหน้าเบาๆ   แต่นั่นทำให้น้ำตาเม็ดโตจากคนร่างเล็กไหลเผาะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่

“ร้องทำไม หื้ม”ลูคัสถามออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาๆ  มือที่กำลังลูบหัวอยู่  ยกมาปาดน้ำตาบนแก้มใสเบาๆ

“น้องไม่รู้  แต่อย่าเจ็บป่วยอีกเลยนะครับ”ควานลินก้มหัวแล้วส่ายหน้าตอบ ควานลินไม่รู้ว่าทำไมถึงอ่อนแอขนาดนี้   เขาไม่ชอบที่จะมองคนที่เขาเป็นห่วงเจ็บหรือเป็นอะไรไป   เพราะนั่นมันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดไปด้วย

“กินยานะครับ”ควานลินปาดน้ำตาตัวเองออกก่อนจะหันไปหยิบกระปุกยาแล้วยื่นให้ลูคัส

“ทำไมมองน้องอย่างนั้นล่ะครับ”ควานลินถามเมื่อลูคัสหันมาจ้องหน้าเขาไม่วางตา

“ไม่กลัวติดไข้หรอ”ลูคัสถาม  เขากลัวอีกคนจะติดไข้ไปด้วย  แต่ก็อยากอยู่ใกล้ๆควานลินอีกด้วย

“ตอนที่น้องป่วยพี่ลุคส์ยังแบกน้องมาที่ห้องนี้โดยไม่กลัวติดไข้จากน้องเลย ไม่สนิทด้วยซ้ำ”ควานลินส่ายหน้าแล้วตอบ

“แถมตื่นมายังโวยวายด้วยนะ”ลูคัสได้ทีก็ยกยิ้มแซวคนตัวเล็กเบาๆทีตอนนี้ก้มหน้าหงุด

“ก็มัน......”ควานลินยู่ปากไม่รู้จะตอบยังไง

“เมื่อวานเอาข้าวต้มมาให้หรอ”ลูคัสถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง  เวลาพูดตอนเหนื่อยมันเหนื่อยมากๆ  แต่เขาก็ยังอยากพูดกับคนข้างๆ

“น้องทำเองเลยนะครับ  พี่ลุคส์กินได้ไหม”ควานลินทำตาโตถาม  พร้อมยกยิ้มกว้าง

“อร่อยมาก กินจนหมดเลย”ลูคัสตอบเบาๆ  กาวิญญูบอกว่าควานลินเป็นคนเอามาให้  เขาก็กินจนหมดชาม  ยิ่งตอนนี้รู้ว่าอีกคนเป็นคนทำเอง

“ที่มือเป็นแบบนี้เพราะทำข้าวต้มให้หรอ”ลูคัสลูบมือบางที่ยังคงมีรอยแผลและแดงไม่หาย   ควานลินไม่ตอบอะไร

“ถ้าต้องเจ็บขนาดนี้  ไม่ต้องทำอีกแล้วนะ”ถ้าต้องเจ็บขนาดนี้  ลูคัสก็ไม่อยากให้ทำอีก  ไม่เป็นไรเลย  ขอแค่อย่าเจ็บตัวก็พอ

“ไม่อยากให้เจ็บ”ลูคัสพูดต่อเมื่อควานลินเอาแต่เม้มปากตัวเองไม่ยอมตอบ

“พี่ลุคส์นอนเถอะครับ  น้องเอาจานไปเก็บเดี่ยวจะมาเช็ดตัวให้นะครับ”ควานลินตอบพลางลุกออกจากเตียง   ลูคัสมองไปที่ร่างเล็กที่เดินออกจากห้อง  ยกยิ้มมุมปากน้อยๆ

 

 

 

“เจ็บหน่อยนะครับ”  ควานลินกระซิบบอกขณะที่พยุงลูคัสให้นอนราบลงบนเตียง   ลูคัสกัดปากตัวเองเล็กน้อย  เมื่อปวดแปล๊บไปที่แผล  ควานลินหยิบหมอนมารองหัวของลูคัสไว้   หันไปบิดผ้าขนหนูผืนเล็กในชามใบใหญ่  ก่อนจะลงมือเช็ดตัวคนร่างใหญ่เบาๆ    เช็ดตัวจนเริ่มรู้สึกว่าตัวไม่ร้อนมากแล้ว  ค่อยๆพลิกตัวช้าๆไปในทางที่ไม่เป็นแผล 

ลูคัสกัดปากตัวเองอีกครั้ง  จนเมื่อมือเล็กเช็ดตัวให้เสร็จ  จัดการเลิกผ้าห่ม  ดีที่สวมกางเกงขาสั้นนะ

ควานลินพ่นลมออกมาจากปากเบาๆ   เช็ดขายาวของลูคัสอย่างตั้งใจ  จนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย

“ไม่เช็ดตรงนั้นด้วยอะ”ลูคัสเบนสายตาตัวเองไปที่ตรงกลางกายของตัวเอง  ควานลินได้แต่ก้มหน้างุด  ลูคัสได้แต่อมยิ้มกับหน้าแดงของควานลิน

“เขินอะไรเห็นหมดแล้วนี่”  คนป่วยยังไม่หยุดแหย่ ไม่มีแรงยังจะแกล้งไม่หยุด

“เช็ดเองสิ”  ว่าแล้วก็ยกชามใบโตออกจากห้อง  ลูคัสได้แต่ยกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข

ความจริงตอนที่กาวิญญูมาเมื่อเช้า  กาวิญญูเข้ามาทำแผลให้แล้วเขาก็เช็ดตัวให้ตัวเองเสร็จแล้ว    เขาเองก็มีแรงพอที่จะเช็ดตัวเองได้  เพราะบอกแล้วเวลาป่วยเขาไม่ชอบให้ใครมายุ่งด้วย  ยกเว้นเขาไม่ได้สติอะนะแม้เวลาที่เขาเช็ดตัวให้ตัวเองมันจะเจ็บแผลเอามากๆ  และค่อนข้างลำบาก แต่เขาก็เลือกที่จะทำด้วยตัวเอง   แต่เห็นทีตอนนี้เขามีพยาบาลส่วนตัวที่เขาพอใจจะให้เช็ดตัวแล้วล่ะ

“มานอนเป็นเพื่อนได้ไหม” ลูคัสพูดเบาๆ  เขาไม่ได้แกล้งไม่มีแรงพูดนะ  แต่เวลาพูดมันจะเหนื่อยหน่อยๆ  ลูคัสมองไปที่ควานลินที่จัดแจงจัดผ้าห่มให้เขาควานลินมองหน้าลูคัสนิ่ง   ก่อนจะตัดสินใจแทรกตัวเองไปนอนข้างๆคนป่วยใต้ผ้าห่มหนา ลูคัสกางแขนให้คนตัวเล็กนอนทับแขน  ก่อนจะหลับตาเมื่อความง่วงจากฤทธิ์ยาเริ่มทำงาน ควานลินเงยมองเสี้ยวหน้าของคนป่วย  โอบตัวร้อนของลูคัส  ก่อนที่จะผล็อยหลับตามอีกคนไป

อ่าห์  ทำไมตัวเขามันร้อมรุมๆอย่างนี้นะ

___________________________

อิพี่ลุคส์   น้องลินติดไข้จากแกแล้วนะ   ชุ้นหวงน้องงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

55555555555555555555555555555555555555น้องลินลูก   อย่าไปยอมพี่มันมากนะ   นี่เห็นว่าป่วยหรอก   เหอะ!!

เอาล่ะ  อิพี่กับน้องได้เจอกันแล้วนะ   พอใจแล้วนะ555555555555555555555

เสาร์อาทิตย์โปรดมีสอนพิเศษถึงค่ำไม่รู้จะมีเวลามาอัพไหม  ถ้าไม่มีเวลา  จะมาอัพให้วันจันทร์น๊าาา

 

ไปแล้วน๊าาา

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านงับ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว