facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 11 : ชีวิตใหม่เมื่อได้อยู่ด้วยกัน

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 11 : ชีวิตใหม่เมื่อได้อยู่ด้วยกัน

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 20:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 11 : ชีวิตใหม่เมื่อได้อยู่ด้วยกัน
แบบอักษร

                วันหนึ่งที่ห้างสรรพสินค้า

                ผมกับไผ่และสนออกมายังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งด้วยกัน แน่นอนว่าผมยังคงต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดินและโชคดีที่วันนี้สนไม่เมารถ ผมเลยมีคนคอยพยุงข้าง ๆ ขณะที่ไผ่กำลังเลือกซื้อของเข้าบ้าน ไผ่ยิ้มยีฟันแล้วชูผักสดให้ผมดู มันมีผักบุ้งกับคะน้า ผมพยักหน้าตอบยิ้ม ๆ เมื่อเห็นว่าผักในมือไผ่สดดี

                “ใช้ได้ครับ”

                “ไผ่อยากกินสุกี้ ซื้อวุ้นเส้นไปทำสุกี้ด้วยได้มั้ย” ไผ่ถามทั้งที่ในมือถือวุ้นเส้นไว้แล้วหนึ่งถุง

                “ได้ครับ งั้นซื้อปลาหมึกกับกุ้งไปด้วยแล้วกัน ทำสุกี้ทะเลไปเลย”

                “เย้ ! ไผ่อยากกินจุ้ง จุ้ง จุ้ง จุ้ง” ไผ่ทำปากจู๋ ผมหันมามองสนที่หลุดขำออกมาหลังจากเห็นไผ่ทำหน้าตาตลก

                “แล้วสนล่ะ อยากกินกุ้งมั้ย พี่ได้ให้ไผ่ซื้อเยอะ ๆ” ผมถาม สนพยักหน้าตอบก่อนหลบตาอย่างเหนียมอาย สนมีทีท่าแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ผมคิด สนกลับมามองหน้าผมอีกครั้ง ใบหน้านั้นเหวอนิด ๆ ที่เห็นว่าผมมองหน้าตนอยู่

                “ครับ ?” ผมเลิกคิ้วเชิงสงสัยว่าสนมีอะไรรึเปล่า

                “สนขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ สน สนปวดชิ้งฉ่องนิดหน่อย” สนชี้นิ้วมั่ว ๆ แล้วรีบปลีกตัวออกไป

                “อะไรของมันวะ” ไผ่พูด ผมส่ายหน้าตอบเพราะไม่รู้เหมือนกันว่าสนเป็นอะไรไปถึงได้มีทีท่าแปลก ๆ แบบนี้

                “เออนี่ พี่เมฆ ไผ่ว่าสุกี้ทะเลมันจะอร่อยมาก ๆ ถ้าใส่ไข่เยอะ ๆ” ว่าแล้วไผ่ก็หันมาสนใจกับเมนูอาหารต่อ

                “ครับ จะทำแบบไหนพี่ก็กินหมดแหละ” ผมพยักหน้ากลับไป ผมกินอะไรก็ได้เพราะผมทำกินเองไม่ได้จนกว่าขาจะหาย นี่ขนาดออกมาเดินห้างแป้บเดียวยังรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ เลย

                “งั้นไผ่จะใส่ไข่ไก่เยอะ ๆ พี่เมฆได้อร่อย ๆ”

                “ไผ่ใส่หรือสนใส่ พี่เห็นสนเป็นคนทำกับข้าวตลอดเลยนะ” ผมแกล้งแซว

                “โถ่… งั้นไผ่เป็นคนตอกไข่ใส่หม้อก็ได้” แล้วไผ่ก็ยิ้มเอามือเกาต้นคอแก้เขิน

                “พี่ล้อเล่น ช่วยกันทำนี่แหละ พี่นั่งเฉย ๆ ก็เบื่อเหมือนกัน”

                “งั้นพี่เมฆหั่นผัก ไผ่กับน้องช่วยกันเอาของใส่หม้อ ตกลงนะ”

                “ครับ ตกลง” เราสองคนเดินเลือกของกันต่อ ไผ่เลือกของใส่รถเข็นไปยิ้มไป รอยยิ้มของเขามันทำให้ผมดีใจที่ผมสามารถสร้างความสุขให้เขาได้

                “ไผ่อยากกินแพนเค้กฝีมือพี่เมฆ ว่าง ๆ พี่เมฆทำให้ไผ่กับน้องกินได้มั้ย” ไผ่หันหน้ามาถามผมที่เดินตามอยู่เยื้อง ๆ

                “ได้ งั้นก็ซื้อแป้งไปเลย พรุ่งนี้เช้าได้ทำกินกัน”

                “เอาแป้งนุ่ม ๆ ใส่กล้วยหอมเยอะ ๆ ไผ่เห็นในทีวีเขาทำกัน น่ากิ้นน่ากิน น่ากินม๊ากมาก” ไผ่พยายามอ้อนทั้งที่ความจริงผมก็ทำให้อยู่แล้ว

                “พี่ทำอร่อยกว่าทีวีอีก” คราวนี้ไผ่ยิ้มยีฟัน มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เสแสร้งซึ่งผมชอบมากที่สุด ชอบเวลาสองพี่น้องคู่นี้ยิ้ม จะว่าไปตั้งแต่มีไผ่กับสนเข้ามาในชีวิตผมก็รู้สึกว่าชีวิตประจำวันดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ เพราะอย่างน้อยผมก็ไม่ต้องอยู่บ้านคนเดียว กินข้าวคนเดียว รวมถึงต้องอยู่กับความเดียวดายที่วันดีคืนดีก็คิดถึงวสันต์มาเสียดื้อ ๆ ครับ เพราะพวกเขานี่แหละที่ทำให้ผมลืมวสันต์ได้

                เราสองคนเดินเลือกของกันไปเรื่อย ๆ ไผ่เลือกของไปพลางถามไปพลางว่าขั้นตอนการทำแพนเค้กต้องทำอย่างไรบ้าง ผมก็ตอบอย่างกับว่าตัวเองเป็นเชฟขนมหวานซะอย่างนั้น

                “เออ แล้วนี่ไอ้สนมันตกส้วมตายไปแล้วหรอ ห้องน้ำก็อยู่แค่นี้ทำไมไปนานจัง” หลังจากเห็นว่าสนหายไปนานไผ่ก็ชักบ่น ๆ จริงอย่างที่ไผ่พูด เพราะความจริงสนไม่น่าจะไปนานขนาดนี้

                “ห้องน้ำอาจจะคนเยอะก็ได้” แต่เมื่อผมตอบออกไป จู่ ๆ สนก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหา

                “สนมาแล้ว ! ฮ่ะ แฮ่ก ๆ” สนหายใจทางปากเอามือปาดหน้าผากตัวเอง หน้าสนแดงก่ำจนผมอดไม่ได้ที่จะแซว

                “วิ่งสี่คูณร้อยมาหรอครับ หน้าแดงเชียว”

                “สนไปต่อแถวรับของแจกฟรีมา เลยนานนิดหน่อย” สนชี้นิ้วไปที่บู๊ทแจกของกลางห้าง ผู้คนมากมายต่างยืนต่อแถวแถมมุงกันใหญ่ แต่ส่วนมากจะเป็นวัยรุ่น ซึ่งผมยังไม่ทันได้ถามว่าของที่เขาแจกมันคืออะไร ไผ่ก็โพล่งพูดขึ้นมาซะงั้น

                “ไป ไป ไป คิดเงินได้แล้ว พี่เมฆยืนนานไม่ได้เดี๋ยวปวดขา”

                “ฮ่า ๆ พี่ปวดนานแล้วแต่แค่ไม่ได้บอก”

                “งั้น งั้นคืนนี้สนกับพี่ไผ่นวดยาให้นะ”

                “ไมต้องนวดยาหรอก ขออย่านอนดิ้นมาเตะขาพี่ก็พอ” ผมบอกขำ ๆ แล้วพวกเราก็กลับมายังบ้านธีระทานนท์อีกครั้ง

                บ้านธีระทานนท์

                21.23 น.

                หลังจากกินสุกี้ทะเลกันไปชามโต ๆ พวกเราสามคนก็อาบน้ำอาบท่าแล้วเอาแพนเค้กกล้วยหอมมานั่งกินด้วยกันบนที่นอน ท็อปปิ้งที่ผมใส่นั้นพิเศษกว่าในทีวีเพราะมันมีทั้งสตรอว์เบอร์รี กีวี่ กล้วยหอม รวมถึงวิปครีมที่ดูท่าไผ่กับสนจะชอบเป็นพิเศษ ก็สองพี่น้องแย่งกันตักวิปครีมเข้าปากจนผมต้องเอ็ดเสียงดุ

                “อย่าแย่งกัน ในตู้เย็นมีอีกตั้งเยอะ”

                “ก็ไผ่อยากกินที่มันราดบนแพนเค้กอะพี่เมฆ” ไผ่รีบหาข้อแก้ตัวทันที

                “อยากกินก็ไปเอาในตู้เย็นมาราดแล้วก็ตักกิน เท่าที่พี่เห็นนี่เรากินเยอะกว่าสนอีกนะ”

                “…” คนน้องมองตาปริบ ๆ ในปากกำลังเคี้ยวชิ้นแพนเค้กอย่างช้า ๆ โดยไม่รู้ตัวว่ามีวิปครีมเปื้อนอยู่บนมุมปาก

                “เราก็อีกคน กินทีไรเลอะทุกที นี่พี่มีน้องหรือมีลูกกันแน่ ห๊ะ กะโปโลจริง ๆ” นิ้วชี้ของผมเช็ดไปบนริมฝีปากสนอย่างเบา ๆ แล้วเอาคราบวิปครีมนั้นมากินเพราะไม่รู้จะไปป้ายทิ้งที่ตรงไหน

                “ปากไผ่ก็เลอะ พี่เมฆเช็ดให้บ้างสิ” ว่าแล้วไผ่ก็แกล้งกินให้เลอะบ้าง

                “สำหรับเรา เช็ดเอง” สำหรับผมที่นั่งอยู่ตรงกลางมันเป็นเรื่องปกติที่ต้องดูแลทั้งสองอย่างเท่า ๆ กัน คิดไปคิดมาก็เหมือนมีลูก สนได้อะไรไผ่ต้องได้บ้าง และพอไผ่ได้แต่สนไม่ได้ เจ้าตัวก็มาทำหน้าหงอยมองผมตาละห้อย

                “เช็ดให้ไผ่… เนี่ย ๆ พี่เมฆรักมันมากกว่าไผ่อีกแล้ว” อยู่ ๆ ไผ่ก็วางจานแพนเค้กลงบนเตียงแล้วทิ้งตัวลงนอนตักผมดื้อ ๆ

                “ไผ่ เพิ่งอิ่มอย่านอน เดี๋ยวปวดท้อง”

                “ให้เป็นกรดไหลย้อนไผ่ยังไม่กลัวเลย”

                “จริง ๆ เลย คนนี้นี่” สุดท้ายผมก็ต้องเช็ดปากให้ไผ่อยู่ดี ผมเช็ดคราบวิปครีมให้ไผ่แล้วเอามันเข้าปาก เอาสิครับ ไม่รู้ว่าน้ำลายใครเป็นน้ำลายใครก็งานนี้

                สนมองไผ่พลางยิ้มจาง ๆ ใบหน้านั้นแสดงออกถึงความสุขที่เห็นว่าพี่ของตนมีความสุข แหงล่ะ เพราะที่ผ่านมาพวกเขาเจอแต่เรื่องแย่ ๆ มาตลอด

                ไผ่นอนมองจอโทรทัศน์ที่ติดอยู่บนฝาผนังที่ปลายเตียง เสียงตัวละครกำลังถกเถียงกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพระเอกและนางเอกที่พ่อแม่ของฝ่ายชายไม่ยอมรับให้ทั้งสองรักกัน มันเป็นละครหลังข่าวที่ผมต้องเปิดให้พวกเขาดูก่อนนอน ทั้งที่ปกติเวลานี้ผมดูแต่หนังสยองขวัญแท้ ๆ

                “พอโฆษณาพี่ขอดูหนังผีได้รึเปล่า”

                “ไม่เอา มันน่ากลัว” ทั้งสองประสานเสียงตอบพร้อมกัน

                “อะไรกัน โตป่านนี้ยังกลัวผีอีก”

                “สนไม่ชอบตอนหน้ามันเละ”

                “ไผ่ไม่ชอบตอนมันทำให้ไฟดับ แล้วภาพก็มืด ๆ”

                “เฮ้อ… อย่างนี้ขาพี่หายเมื่อไหร่กลับห้องตัวเองได้แล้วมั้ง พี่จะเฉาตายอยู่แล้ว วัน ๆ ดูแต่ละครหลังข่าว หนังผีซีรีส์ซอมบี้ก็ไม่ได้ดูสักตอน”

                “แล้วพี่เมฆล่ะ กลัวผีรึเปล่า” คำถามดังกล่าวเป็นคำถามของสน

                “ไม่กลัวครับ แต่อย่ามาทำร้ายพี่หรือทำให้พี่กลัวแล้วกัน” สนพยักหน้าตอบแล้วสนก็พูดขึ้นต่อ

                “ไม่กลัวก็ดีแล้ว อืมนี่ เดี๋ยวสนจะเอาของแจกฟรีที่สนไปเอามามาให้พี่ไผ่กับพี่เมฆดู” สองเท้าของสนไม่รีรอรีบก้าวลงจากเตียงแล้ววิ่งไปอีกฟากของห้องที่มีกำแพงกั้นอยู่ ผมอยากรู้นักว่าไอ้ของที่ว่ามันคืออะไร ทำไมสนถึงได้ดูตื่นเต้นนักหนา

                “มาแล้ว มีตั้งหกอันแหนะ” สนวิ่งกลับมาพร้อมของแจกที่บรรจุอยู่ในถุงผ้าเล็ก ๆ ไผ่ลุกขึ้นนั่ง เขาสนใจของที่สนได้มาไม่น้อย

                “ไหน อะไร” คนพี่ชะโงกหน้ามองเข้าไปในถุง

                “นี่ สีสวยด้วย” และสิ่งที่สนหยิบออกมาก็คือถุงยางอนามัยสีชมพู บนซองเขียนว่ากลิ่นสตรอว์เบอร์รีบางเพียงศูนย์จุดศูนย์สองมิลรุ่นทดลองใช้ห้ามจำหน่าย

                “สนเอามาตั้งหกอันแหนะ เอามาใช้กันคนละสองอัน พี่เขาใจดีมากเลยบอกให้สนเลือกเองด้วย” สนพูดตาปริบ ๆ แล้วแบ่งถุงยางอนามัยให้ไผ่กับผมคนละสองซอง

                “สน สนรู้มั้ยว่ามันคืออะไร” ผมถามก่อนแย่งถุงยางในมือไผ่มาแล้วส่งมันคืนไปให้สน สนส่ายหน้าช้า ๆ แถมยังฉีกซองของตัวเองออกมาดม

                “หอม สนชอบ”

                “เอามาให้พี่” ผมพูดขึ้นแล้วแบมือขอ ไผ่มองสนแล้วกลั้นขำที่เห็นว่าน้องชายเอาของแบบนี้ไปดมจนเต็มปอด

                “…” เด็กน้อยไม่พูดอะไรแล้วยื่นมันใส่มือผม ผมเก็บมันเข้ากระเป๋าเสื้อครั้นจะดุก็ไม่ใช่เรื่อง

                “เอาล่ะ ฝากไว้ที่พี่ก่อน ส่วนวันนี้นอนกันได้แล้ว พรุ่งนี้มีงานแต่เช้า” นอกจากของสนที่ผมเป็นคนเก็บไว้ ของไผ่ก็เช่นกัน ผมหยิบมันมาใส่กระเป๋าเสื้อแล้วทิ้งตัวลงนอนตะแคงข้างเอาผ้ามาห่มทันทีเพื่อตัดบทสนทนานี้ แต่จู่ ๆ ไผ่ก็ชะโงกหน้ามามองจากด้านหลังแล้วพูดว่า

                “พี่เมฆสอนไผ่กับน้องใช้หน่อยสิ” ไผ่บอกอย่าอ้อน ๆ

                “นะ สนอยากรู้ว่าใช้ยังไง” สนทิ้งตัวนอนคว่ำเขยิบหน้ามาใกล้ ๆ สนมองตาละห้อย นัยน์ตากลมโตฉายแววความขอร้องอยากออดอ้อนเช่นกัน

                “มันไม่ใช่เรื่องของเด็ก” เป็นครั้งแรกที่ผมชักหายใจติดขัดหน้าร้อนผ่าวอย่างกับคนเป็นไข้

                “สนไม่เด็กแล้ว สนกับพี่ไผ่อายุยี่สิบเอ็ดแล้วนะ”

                “ใช่ พวกเราไม่เด็กแล้ว”

                “ถ้าพี่บอกว่าเด็กก็เด็กสิครับ”

                “ไผ่อยากให้พี่เมฆสอน ไผ่เคยเห็นมาบ้างแต่ไม่รู้ว่ามันใช่ยังไง จริง ๆ นะ”

                “สนก็ด้วย… นะ นะ พี่เมฆสอนพวกเราหน่อย”

                “ถ้ายังไม่หยุดเซ้าซี้ พรุ่งนี้พี่จะให้เราทำงานกันคนละสิบเอ็ดชั่วโมง ตกลงตามนี้” ผลสุดท้ายผมก็ต้องหลับตาลงแล้วเอาผ้าห่มมาห่มคลุมยันหัว ผมมีเพียงข้อบังคับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หวังว่าทั้งสองจะยอมฟังกันบ้าง มันใช่เรื่องที่ไหนที่ต้องมาสอนใช้ของสำหรับทำเรื่องอย่างว่า

                “ไผ่แค่อยากรู้…” เสียงเอื่อย ๆ ร้องบอก ไผ่กอดผมจากด้านหลัง

                “สนด้วย” สนเบียดตัวเข้าหาเอาหน้าซุกอก

                “พรุ่งนี้เข้างานแปดโมงเลิกสองทุ่ม” ผมพูดขึ้น ทันใดนั้นสองพี่น้องก็รีบห่มผ้าแล้วหลับตาปี๋พลิกตัวหนีไปนอนขดตัวอีกมุมหนึ่งของเตียงทันที

-----------------------------

แกกกกกกกกกก น้องให้พี่เมฆสอนใช้ 55555555555555555555555555

ทำไมมันเป็นแบบนี้ ไร้เดียงสาหรือแกล้งกันนะ พี่เใฆสอนน้องเถอะะะ  พรัีสสส

​29.03.18

1 ถูกใจ 1 ความคิดเห็น เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนได้เยอะเลยhttp://cdn-tunwalai.obapi.io/files/emotions/Cartoon00021.gif

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว