facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 10 : ความเป็นความตาย

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 10 : ความเป็นความตาย

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.3k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 20:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 10 : ความเป็นความตาย
แบบอักษร

ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว แต่สองพี่น้องยังไม่ยอมรับเงินจากผมสักบาททั้งที่ตกลงกันไว้แล้วว่าจะจ่ายให้ครึ่งหนึ่งของค่าแรงเป็นรายสัปดาห์ หนำซ้ำยังมีหน้าที่ทำกับข้าว ล้างจาน ซักเสื้อผ้า เก็บกวาดบ้าน ล้างรถ ไปจนถึงอาบน้ำให้ตังเมแทนผม พวกเขาทำงานหนักเกินกว่าที่จะได้ค่าตอบแทนแค่ครึ่งด้วยซ้ำ และวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ผมพาไผ่และสนมายังฟาร์มดอกไม้เล็ก ๆ หลังร้านที่มีเสาทำจากโครงเหล็กและผ้ากรองแสงขึงเป็นทางยาวทำเป็นหลังคา

“พี่เมฆ อันนี้ดอกอะไร” สนถามขึ้นหลังจากหยุดยืนอยู่หน้ากระถางดอกคัตเตอร์

“ดอกคัตเตอร์ ตัวแทนแห่งความเสียสละ”

“มันมีความหมายมั้ย”

“มีครับ ตัวแทนแห่งความเสียสละ มันไม่มีโอกาสได้โดดเด่นหรือถูกจัดอยู่ข้างหน้าเหมือนดอกกุหลาบแต่มันก็เต็มใจที่จะเป็นดอกไม้ตัวประกอบที่โดนจัดเป็นพื้นหลังเพื่อให้ดอกไม้แต่ละช่อสวยขึ้นและดูเด่นเพราะดอกสีขาวของมัน” ผมบอกชื่อดอกไม้พร้อมความหมายที่ผมจำได้ทุกสายพันธุ์

“แล้วอันนี้ล่ะ” ไผ่ถามบ้างแล้วชี้นิ้วไปที่ดอกไลเซนทัส

“ดอกไลเซนทัส นิยมใช้กับงานแต่งงาน ไลเซนทัสมีความอ่อนหวาน บอบบาง มีความหมายว่าการเอาใจใส่คนอื่นเสมอ… พี่ชอบนะ ชอบความหมายมันมาก แต่เด็ก ๆ ในร้านยังจัดกันไม่ค่อยได้ ไว้ว่าง ๆ พี่จะสอนเราสองคน” ผมหันไปพูดกับไผ่ ในเวลาเดียวกันสนนั่งลงยอง ๆ แล้วเอามือจิ้มดอกคัตเตอร์ซ้ำ ๆ แล้วพูดว่า

“สนชอบดอกคัตเตอร์… ชอบความหมายของมัน ชอบที่มันเสียสละ ถึงคนจะสนใจดอกกุหลาบสวย ๆ มากกว่ามันแต่มันก็เต็มใจเป็นดอกไม้ตัวประกอบ” สนยิ้มจาง ใบหน้านั้นที่ผุดรอยยิ้มขึ้นมาทำให้ผมยิ้มตามไปด้วย

                “แล้วไผ่ล่ะ ชอบดอกอะไร” ผมหันไปถามไผ่บ้าง

                “ไผ่ชอบกุหลาบขาว” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยบอกผม ผมหยิบกรรไกรตัดดอกไม้ออกมาจากกระเป๋าเอี๊ยมเพื่อเตรียมตัดดอกกุหลาบดอกดังกล่าวให้ไผ่กับสน

                “ไผ่พอรู้ความหมายของมันอยู่บ้าง ไผ่เคยอ่านหนังสือในร้านพี่ ความหมายของดอกกุหลาบขาวคือความรักที่รักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ถูกรึเปล่าครับ” ผมพยักหน้าหลังจากตัดดอกกุหลาบมาได้แล้วสองดอก ผมยื่นมันให้ไผ่และสน ทั้งสองรับมันไปถือไว้ก่อนผมจะตอบ

                “ถูก นิยมให้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรักที่บริสุทธิ์ เช่นลูกให้พ่อแม่ พ่อแม่รักเราเสมอ รักเราโดยที่ไม่หวังว่าเราจะรักตอบ” ผมบอกยิ้ม สองพี่น้องก็ยิ้มตามหลังจากฟังความหมาย

                “รักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน รักโดยไม่หวังว่าเราจะได้ความรักกลับมา…เพราะแบบนี้ไงไผ่ถึงได้ชอบกุหลาบขาว”

                “สนก็ชอบดอกคัตเตอร์ ถึงไม่มีคนสนใจเราแต่เราก็เต็มใจเติมเต็มให้ช่อดอกไม้ช่อนั้นสวย”

                “แล้วรู้มั้ยพี่ชอบดอกอะไรที่สุด” หลังจากถาม ทั้งสองส่ายหน้าพร้อมกันส่วนมือก็หมุนดอกกุหลาบขาวดอกใหญ่ในมือดูไปพลาง

                “พี่ชอบดอกไลเซนทัส อ่อนหวาน นุ่มนวล น่าทะนุถนอม โดยเฉพาะความหมายที่หมายถึงการเอาใจใส่คนอื่น พี่รู้สึกว่ามันเป็นดอกไม้ที่ห่วงความรู้สึกคนอื่นเสมอ ฮ่า ๆ ไม่รู้สิ แต่พี่รู้สึกแบบนั้นนะ” ขณะที่พูดอยู่นั้น ไผ่กับสนก็เบิกตากว้าง ทั้งคู่รีบเข้ามารวบตัวผมโดยที่ยังไม่ทันตั้งตัวและไม่รู้ว่าด้วยเพราะเหตุผลอะไร

                “สนรับตัวพี่เมฆไว้ !” ไผ่สั่งน้องตัวเอง จังหวะนั้นสนเปลี่ยนมาประคองหลังผมแล้วเราสามคนก็ล้มไปพร้อมกัน

                โครม ! ผมหลับตาปี๋รู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยดีเพราะผมไม่ได้เจ็บอะไร ผมลืมตาขึ้นเห็นโครงเหล็กล้มระเนระนาดทับกัน เสาเหล็กต้นใหญ่กำลังทับที่หลังไผ่เพราะไผ่เอาตัวบังผมไว้ หัวสนกระแทกกับขอบกระถางต้นไม้พอดีเพราะเอาตัวรับผมไว้เช่นกัน ผมผละทั้งสองออกแล้วลุกขึ้นนั่ง ไผ่ซี๊ดฟัน ดูท่าจะเจ็บไม่น้อย

                แปลก ทั้งที่โครงเหล็กก็ดูแข็งแรงดี ผมหันหน้ามองซ้ายขวาหลังจากพบว่าโครงเหล็กทั้งหมดล้มลงพร้อมกัน หลังคาที่ทำจากตาข่ายกรองแสงก็ห้อยโตงเตงบ้างบางผืนกองกับพื้นเพราะไม่มีเสาให้เกี่ยวยึด

                “พี่เมฆไม่เป็นอะไรใช่มั้ย” ทั้งสองถามขึ้น

                “ไม่ครับ แล้วพวกเราล่ะ” ผมรีบประคองไผ่ให้นั่งหลังตรงแล้วกลับมาดูสนที่กำลังเอามือคลำท้ายทอยตัวเอง สองมือรีบเปิดผมด้านท้ายทอยของสนขึ้นดู มันไม่มีอะไร เมื่อสนไม่ได้รับบาดเจ็บผมจึงหันมาทางไผ่ ผมคลำหลังไผ่อย่างลวก ๆ ไผ่ไม่ได้ร้องโอดโอยซึ่งแสดงออกถึงความเจ็บปวดแต่กลับยิ้มให้ผม

                “ฮ่า ๆ พี่เมฆ ไผ่กับน้องไม่เป็นอะไรหรอก”

                “คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีก ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาจะว่ายังไง”

                “สนกับพี่ไผ่ไม่เป็นอะไรหรอก พี่เมฆแหละ เป็นอะไรรึเปล่า” สนลุกขึ้นยืนก่อนยื่นมือมาฉุดมือผมพร้อมกับไผ่ที่ลุกขึ้นยืน ทั้งสองยังคงถือดอกกุหลาบไว้ในมือ

                “พี่ไม่เป็นอะไรครับ” สองมือผมถูกไผ่และสนฉุดให้ลุกขึ้นยืน แต่แล้วผมก็ต้องร้องออกมาแล้วทรุดลงนั่งเมื่อข้อเท้าข้างขวาเจ็บแปลบไปจนถึงขั้วหัวใจ

                “โอ๊ย…” ขาผมขยับไม่ได้ สงสัยจะข้อเท้าพลิกตอนล้มหรือไม่ก็เพราะโดนเหล็กทับกลางหน้าแข้ง เหงื่อเม็ดหนาแตกพลั่กปากสั่นฟันกระทบกับดังกึก ๆ ไผ่พยายามพยุงให้ผมลุกขึ้นยืนแต่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก ผมรู้สึกว่าข้อเท้าตัวเองกำลังบวมขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเส้นเลือดที่กำลังคลั่งไปด้วยเลือดสีช้ำ

                บ้านธีระทานนท์

                สุดท้ายผมก็กลับมาที่บ้านพร้อมกับซองยาจากโรงพยาบาลและยานวด ผมถูกเด็ก ๆ ที่ร้านพาไปส่งโรงพยาบาลและกลับมาบ้านอีกที งานนี้แค่คิดก็อยากจะเบ้ปากพลางส่ายหัวอย่างเอือม ๆ เมื่อหมอสั่งไม่ให้ผมเดินเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มหลังจากพบว่ากระดูกข้อเท้าร้าวเพราะโดนไผ่ล้มทับเต็ม ๆ

                “ไผ่ขอโทษ ไผ่ไม่ได้ตั้งใจทำให้พี่เจ็บ” ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่าไผ่กำลังยืนเอามือประสานกันไว้แล้วก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด

                “ไม่เป็นไร” ผมตอบยิ้ม หลังจากสนประคองให้นั่งลงบนโซฟา แต่ดูท่าไผ่จะยังเป็นกังวลผมเลยบอกให้ทั้งคู่ไปทำกับข้าวให้ผมกิน เผื่อการทำอะไรให้ผมจะคลายความรู้สึกผิดให้ไผ่ได้บ้าง

                “ไปทำกับข้าวให้พี่กินทีไป พี่จะได้กินยา”

                “พี่เมฆอยากกินอะไร” ไผ่ถามเสียงเอื่อย ๆ

                “เราสะดวกทำอะไรพี่ก็กินแบบนั้นแหละครับ แต่ขอชาชงกลิ่นมะลิให้พี่แก้วนึง สนเป็นคนชงแล้วกัน” สิ้นสุดคำพูดสองพี่น้องก็ปลีกตัวเดินเข้าไปในครัวทันทีผมไม่รู้สึกโกรธเคืองเพียงนิดเพราะหากไม่ได้ไผ่ช่วยไว้ตอนนี้ผมอาจหลังหักเพราะโดนเหล็กทับก็ได้ หนำซ้ำยังหัวแตกเพราะหัวไปกระแทกกับขอบกระถางต้นไม้ เอาเป็นว่ากระดูกร้าวเพราะโดนไผ่ทับคงเป็นอุบัติเหตุที่เบาที่สุดแล้ว

                โซฟาตัวยาวกลางห้องนั่งเล่นทำให้ผมวางขาได้ถนัดขึ้น ผมยกขาตัวเองขึ้นมาบนโซฟาแล้วเอนตัวนอนก่อนถอนหายใจหลังจากมองไม้เท้าที่เป็นตัวบอกว่าผมจะต้องพักงานอีกยาว ๆ คราวนี้จะฝากงานไว้กับใครดีล่ะ ไอ้กรก็มีงานประจำของตัวเอง เด็กที่ร้านก็ใช่ว่าจะฝากฝังได้ ลำพังพ่อกับแม่ก็ต้องคุมฟาร์มและคนงานคนสวนในพื้นที่ต่างจังหวัด

                “เฮ้อ…” ผมนอนคิดแล้วคิดอีกจนเวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีไผ่กับสนก็ออกมาพร้อมเมนูไข่เจียวข้าวโพดอ่อนหมูสับกับข้าวต้มกุ๊ยกลืนง่าย ความจริงไม่ต้องถึงขั้นหยอดข้าวต้มก็ได้เพราะผมไม่ได้ป่วย ผมคิดแล้วรีบลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง

                “พี่เมฆค่อย ๆ นะ” ไผ่รีบเข้ามาประคองส่วนสนกำลังตักข้าวต้มใส่ถ้วย

                “แค่กระดูกร้าว ทำอย่างกับพี่ขาขาดไปได้” ผมแซวเล่น ๆ และสังเกตเห็นว่าข้อมือไผ่แดงนิด ๆ สงสัยถูกับพื้นจนถลอกตอนล้ม

                “ใส่ยารึยัง” ผมถามแล้วหันไปมองสนด้วย เพราะข้อศอกสนก็ถลอกเหมือนกัน และคำตอบที่ได้กลับมาก็คือการส่ายหน้า

                “ห่วงแต่พี่ไม่ห่วงตัวเอง มันใช่เรื่องมั้ย” ผมเอื้อมหยิบถ้วยข้าวต้มมาถือไว้ในมือ จะทำอะไรก็เก้ ๆ กัง ๆ ไปหมด ผมต้องพาดบนโต๊ะสูงระดับโซฟาที่ใช้วางอาหาร มันไม่สุภาพเลยสักนิด

                “เฮ้อ…” ผมถอนหายใจอีกครั้งแล้วตักข้าวต้มเข้าปาก ว่าไปแล้วก็ลืมไปเลยนี่ว่าไผ่กับสนก็ยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกัน

                “อืมนี่ แล้วเราสองคนไม่กินหรอ” ผมถามพวกเขาที่ส่งสายตามองมาที่ผม และคำตอบที่ได้กลับมาก็คือการส่ายหน้าอีกแล้ว

                “กินซะ จะได้กินยา ตัวพวกเราก็มีแผล เดี๋ยวอักเสบจนไข้ขึ้นขึ้นมาจะแย่” ผมทำเสียงขึ้นจมูกให้ดูเหมือนดุ

                “ไผ่ไม่หิว วันนี้ไผ่ไม่หิวเลย” สีหน้าไผ่ไม่ดีนัก รวมถึงสนด้วย

                “สนก็ไม่หิว” คนน้องทำตาละห้อยมองผมพลางเม้มปากนิด ๆ

                “ไม่หิวได้ไง เราสามคนกินไปแต่ข้าวเช้า จนนี่มืดแล้วนะ ขนาดพี่ยังหิวเลย” ผมวางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะ ไผ่ช้อนตามองผม แววตาคู่นั้นฉายแววรู้สึกผิดเต็มทีทั้งที่ผมบอกไปแล้วว่าผมไม่ได้ติดใจอะไร สนพอเห็นพี่ตัวเองหงอยก็หงอยตามไปด้วย

                “ถ้าไม่หิวก็ไปอาบน้ำ ไปรอพี่ในห้อง พี่มีเรื่องจะคุยด้วย” พูดครั้งเดียวไม่รู้เรื่องสงสัยคู่นี้คงชอบให้ผมสวดยาว ๆ ทั้งที่ผมไม่อยากทำตัวเป็นตาแก่ขี้บ่นแท้ ๆ

                มื้อค่ำผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมกระดกชากลิ่นมะลิที่สนเป็นคนชงทีเดียวหมดเหยือกแล้วเอามือลูบท้องหลังจากทั้งสองขึ้นไปรอบนห้องก่อนแล้ว ผมเองตอนนี้จัดแจงอาบน้ำทำธุระส่วนตัวเสร็จสรรพ ถ้วยชามก็เป็นคนล้างเองทั้งหมดทั้งที่ขาใส่เฝือกเดินเท้าไม้เท้ากระโดกกระเดก

                มันเป็นเวลาทุ่มกว่า ๆ ผมปิดไฟชั้นล่างของบ้านแต่หัววันแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังห้องของตัวเอง มือข้างหนึ่งบิดกรประตูส่วนอีกมือเท้าไม้เท้าไว้ ขณะที่ตังเมเห็นว่าผมเข้ามาในห้อง หมาน้อยก็กระโจนใส่แล้ววิ่งมาหมุนตัวตามขา

                “อย่าครับ เดี๋ยวพ่อล้ม”

                “มานี่มาตังเม” สนเรียกตังเมไปหาแล้วอุ้มตังเมไปนั่งบนตัก ทั้งสองนั่งอยู่บนเตียงของผม ผมส่งยิ้มแล้วสั่งให้พวกเขาเขยิบที่ให้ผมขึ้นไปนอนบ้าง

                “เอ้า นั่งซะเต็มเตียงเชียวแล้วพี่จะนอนตรงไหนล่ะ” ไผ่ลุกขึ้นยืนทันที สนลุกขึ้นตาม ผมค่อย ๆ หย่อนตัวลงบนเตียงก่อนถอนหายใจออกมา มันเหนื่อยไม่น้อยที่ต้องเดินด้วยขาข้างเดียว จะเหลียวซ้ายทีขวาทีก็ไม่ถนัดสักนิด

                “อาห์… กระดูกร้าวก็ดีเหมือนกัน ได้พักงานสักที” คำพูดของผมทำให้ไผ่และสนมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

                “มานั่งบนเตียงมา” สองมือตบที่นอนให้สองแฝดที่กำลังจะร้องไห้คลานเข่าขึ้นมานั่ง ไผ่นั่งข้างซ้าย สนนั่งประกบขวา ผมถอนหายใจออกมาเป็นครั้งที่สี่ของวันผลจากไผ่กับสนไม่เลิกรู้สึกผิดสักที

                “หมอบอกไม่ให้พี่เครียด ไม่งั้นจะมีผลต่อการรักษา แต่เราสองคนกำลังทำให้พี่เครียดรู้มั้ย” แน่นอนว่าคำตอบที่ได้รับคือการพยักหน้า

                “เลิกรู้สึกผิดได้แล้ว ถ้าไผ่ไม่ล้มทับพี่แล้วรับเหล็กไว้แทนบางทีซี่โครงพี่อาจจะหักเพราะโดนเหล็กทับก็ได้ สนก็ด้วย เลิกหงอยแล้วปล่อยตังเมลงจากตักสักที อาบน้ำแล้วใครเขาสั่งเขาสอนให้เล่นหมา” ผมย่นคิ้วใส่สนพร้อมมองลอดแว่น สนรีบปล่อยตังเมลงจากตักทันทีแล้วรีบเอ่ยขอโทษ

                “สนขอโทษ” หลังจากสนขอโทษผมก็หันมามองหน้าไผ่ วันนี้คนพี่ไม่ต่างกับเด็กที่กำลังโดนพ่อแม่ดุจริง ๆ

                “เรามีอะไรจะบอกพี่มั้ย” ผมถาม

                “ไผ่ขอโทษ” ไผ่รีบตอบเสียงกุกกัก

                “เรื่องอะไร” เป็นครั้งแรกที่ผมทำเสียงแข็งใส่เด็ก ๆ เพียงเพราะไม่อยากให้เขารู้สึกผิดทั้งที่เป็นคนช่วยชีวิตผมไว้แท้ ๆ

                “เรื่องที่ทำให้กระดูกข้อเท้าพี่เมฆร้าว”

                “พี่บอกแล้วใช่มั้ยว่าเราสองคนช่วยพี่ไว้ อีกอย่าง คราวหลังอย่าเอาตัวเองมาเสี่ยงกับอันตราย เราห่วงพี่แต่ไม่ห่วงตัวเอง ถ้ากระดูกสันหลังหักขึ้นมาจะว่าไง เราก็ด้วย” อีกครั้งที่ผมหันหน้ามามองสนแล้วค่อยพูดต่อ

                “ถ้าตัวเองหัวแตกขึ้นมาจะว่ายังไง รับผิดชอบชีวิตตัวเองได้แล้วใช่มั้ย”

“ไม่ได้…” เสียงเอื่อย ๆ ร้องบอกก่อนที่ไผ่จะโผลกอดผมพร้อมกับสน ทั้งคู่เอาหน้าซบอก ผมรับรู้ได้ว่าอ้อมกอดนั้นมันแน่นเสียจนผมหายใจแทบไม่ออก บางทีผมอาจจะดุมากไป เขาทั้งสองถึงรีบเข้ามากอดเป็นการออดอ้อน

“อย่าเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงกับความเป็นความตายอีก เข้าใจมั้ย” ผูกพันมากขึ้นทุกวันมันก็ต้องห่วงสิครับ ผมเอามือลูบผมพวกเขาซ้ำ ๆ แล้วผละออก ไผ่กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่แล้วช้อนตามองผมแล้วเอ่ยออกมาในสิ่งที่ผมไม่คิดว่าเด็กผู้ชายคนหนึ่งจะกล้าพูด

“ไผ่กับสนแค่อยากดูแลพี่เหมือนที่พี่ดูแลพวกเรา แค่ตาย… ไผ่กับน้องไม่กลัวหรอก”

‘ไผ่กับสนแค่อยากดูแลพี่เหมือนที่พี่ดูแลพวกเรา แค่ตาย… ไผ่กับน้องไม่กลัวหรอก’ คำพูดดังกล่าววนอยู่ในหัวผม มันอาจจะฟังดูแปลก ๆ แต่ก็ต้องขอบคุณความห่วงใยของพวกเขาที่มีต่อผม

“ไม่กลัวไม่ได้ ถ้าเราสองคนเป็นอะไรขึ้นมาพี่ไม่เหงาแย่หรอ รู้มั้ยตั้งแต่มีเรา พี่ก็หายเหงา บ้านก็ไม่เงียบ มีแต่เสียงสองพี่น้องคอยเถียงกันให้พี่ฟังตลอด” สิ้นสุดคำพูดของผม ทั้งสองก็ยิ้มจาง ๆ พร้อมมองมาด้วยสายตาที่ฟ้องว่ากำลังมีความสุข

“ไผ่กับน้องไม่ไปไหนแน่” ไผ่พูด

“ใช่… พวกเราจะอยู่กับพี่เมฆจนกว่าพี่เมฆจะไม่ต้องการ พี่เมฆได้ไม่เหงา และไม่ว่าที่ไหน ๆ เราก็จะตามพี่ไปด้วย ตามไปทุกที่… ที่สามารถไปได้”

“ครับ” ผมพยักหน้ายิ้ม ผ่านไปอีกวันที่มีแต่เรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น

“สนกับพี่ไผ่ขอนอนกับพี่เมฆจนกว่าพี่เมฆจะหายได้มั้ย พวกเราอยากดูพี่” สายตาละห้อยอ้อนวอนผม คำพูดสนไม่เท่าไหร่แต่หน้าอ้อน ๆ แบบนี้มันบังคับให้ผมตอบตกลงชัด ๆ


--------------------------------------

มาแล้ววววววววววววว คำพูดน้องฟังดูแปลก ๆ เนอะ ฮ่า ๅ คืนนี้จะมีผีผ้าห่มมั้ยน้า

 ​25.03.18

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง​​"แค่ตาย… ไผ่กับน้องไม่กลัวหรอก”

1 ถูกใจ 1 ความคิดเห็น เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนได้เยอะเลยhttp://cdn-tunwalai.obapi.io/files/emotions/Cartoon00021.gif

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว