email-icon facebook-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 หนี...ไม่พ้น

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 หนี...ไม่พ้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.6k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2561 08:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 หนี...ไม่พ้น
แบบอักษร

ตอนที่6

หนี....ไม่พ้น

หลิงเป่าเป้ย "ได้โปรด...ให้เวลาหม่อมฉันบ้างเถอะเพคะหวางเยี่ย"

@@@@@@


"อย่าเอ่ยถ้อยคำที่ไม่ตรงกับหัวใจเป้ยเออร์...หากพูดแล้วเจ็บปวดเจ้าจะพูดมันออกมาเพราะเหตุใด?" สุรเสียงทุ้มนุ่มและดวงเนตรที่ทอดมาทำให้หัวใจดวงน้อยสั่นไหว

"เปิ่นหวางเคยบอกอย่างนั้นรึว่ามีสตรีที่พึงใจ เป้ยเออร์...เปิ่นหวางยังไม่ได้กล่าวสิ่งใดเจ้าก็นำไปคิดเองเสียแล้ว เจ้าจะเชื่อเปิ่นหวางหรือเจ้าจะเชื่อคนอื่นเล่า?" ดวงเนตรสีเทาสื่อถึงความหมายบางอย่างจนทใบหน้างดงามขึ้นสี แต่ในความทรงจำของเจ้าของร่างทำให้เธอสับสน

"หม่อมฉันเพียงเชื่อในสิ่งที่เห็นเพคะ"

"แล้วเจ้าเห็นอันใด?"

"รอยยิ้มนั่นอย่างไรเพคะ...รอยยิ้มที่หม่อมฉันไม่เคยได้รับ หึ! อย่าว่าแต่รอยยิ้มเลยเพคะแม้จะปรายสายพระเนตรมองเกรงว่าหวางเยี่ยจะไม่มีวันทำ" อองตองกล่าวพร้อมรอยยิ้มเยาะ จากความทรงจำของร่างเดิม เธอไม่ได้รับแม้กระทั่งรอยยิ้มจากคนที่เธอเฝ้ารัก บุรุษที่ปักใจมาตลอดสี่ปีไม่เคยมีเธอในหัวใจ

น้ำตาที่ไม่รู้ที่มาพลันรินไหล...หลิงเป่าเป้ยเธอเจ็บปวดแค่ไหนกันนะ!

“เป้ยเออร์”

"หวางเยี่ยไม่เคยมอบรอยยิ้มให้หม่อมฉันยังไม่เจ็บปวดเท่ากับการมอบรอยยิ้มให้กับ ฮึก! ให้กับสตรีที่หวางเยี่ยทรงทราบดีว่าคือผู้ใด"

"เป้ยเออร์ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว เปิ่นหวางไม่ได้ตั้งใจทำให้เจ้าเจ็บปวดและเปิ่นหวางขอยืนยันว่าแต่เล็กจนโตเปิ่นหวางไม่เคยพบสตรีที่พึงใจจนกระทั่งเปิ่นหวางพบกับ"


ตุบ!!


"เป้ยเออร์!" กงหยางเฟยเทียนรับร่างบางที่หมดสติไว้ได้ทัน ร่างสูงช้อนนางแนบพระอุระ ก่อนจะตรัสเรียกหาสาวใช้

"เสี่ยวหง เข้ามาเดี๋ยวนี้!"

"เพคะหวางเยี่ย" เสี่ยวหงรีบก้าวเข้ามาเมื่อได้ยินเสียงเรียก ก่อนจะร้องออกมาด้วยความตกใจ

"คุณหนู! เหตุใดคุณหนูของเสี่ยวหงจึงเป็นเช่นนั้นเพคะหวางเยี่ย?"

"อย่าพึ่งถามให้มากความ นำทาง! เปิ่นหวางจะพาเป้ยเออร์ไปที่ห้องพัก” องค์ชายสามตรัสด้วยสุรเสียงร้อนรน

“ห้องพัก...ห้องพักผู้ใดเพคะ?”

“เปิ่นหวางอุ้มผู้ใดอยู่เล่า!"

เสี่ยวหงมองร่างที่หมดสติของคุณหนูของนาง ก่อนจะละล่ำละลักตอบ

"หวางเยี่ยเพคะนูปี้คิดว่าแบบนี้ไม่เหมาะส..."

"บังอาจ! นี่เจ้ากล้าขัดคำสั่งเปิ่นหวางรึ หากชักช้าแล้วว่าที่หวางเฟยของเปิ่นหวางเป็นอันใดไป แม้เจ้ามีสิบหัวก็หาได้เพียงพอไม่!" องค์ชายสามตวาดออกไปอย่างมีโทสะ

"นูปี้ผิดไปแล้วเพคะ...เอ่อ ขอหวางเยี่ยโปรดประทานอภัย นูปี้จะนำทางไปเดี๋ยวนี้" กล่าวจบร่างกลมของสาวใช้ก็นำทางองค์ชายสามตรงไปยังห้องพักของหลิงเป่าเป้ยที่อยู่ด้านใน

เสี่ยวหงนำทางไปพลางเช็ดน้ำตาไปพลาง เวลานี้นางปลาบปลื้มใจนัก นางมั่นใจว่าตนฟังไม่ผิดองค์ชายสามตรัสว่า คุณหนูของนางคือว่าที่หวางเฟย! บุรุษสูงศักดิ์ที่คุณหนูเฝ้ารักพระองค์นั้นยอมรับคุณหนูของนางแล้ว!

"ถึงแล้วเพคะหวางเยี่ย ห้องพักส่วนตัวของคุณหนู”

“เปิดประตู!”

“เพคะหวางเยี่ย"

"โปรดรอสักครู่นูปี้จะไปนำน้ำอุ่นมาเช็ดตัวคุณหนูเจ้าค่ะ" ทันทีที่ถึงห้องเสี่ยวหงก็รีบทำหน้าที่ของนางอย่างรู้งาน

“ตามหมอมาดูอาการคุณหนูของเจ้าด้วย อ้อ ต้องเป็นหมอผู้หญิงเท่านั้น!"

"เพคะ?" สาวใช้ตัวกลมนิ่งงันเมื่อได้ยินรับสั่งแปลกๆ จะชายจะหญิงก็คือหมอ แล้วเหตุใดองค์ชายสาม...

"นิ่งเพราะเหตุใด! ไม่เข้าใจที่เปิ่นหวางสั่งรึ หมอผู้หญิงเท่านั้น!”

"เพคะ นูปี้จะรีบไปเดี๋ยวนี้เพคะ" เสี่ยวหงพลันเก็บความสงสัยเอาไว้ ร่างกลมรีบปฎิบัติตามรับสั่งก่อนที่องค์ชายสามจะมีโทสะ

ลับร่างสาวใช้ตัวกลมองค์ชายสามพลันทอดพระเนตรห้องขนาดพอเหมาะที่นางพักอาศัย แม้โรงหมอเป้ยหวานจะมีขนาดใหญ่แต่นางกลับเลือกพักในห้องขนาดกลางที่ไม่ได้หรูหราหากเทียบกับคุณหนูในห้องหอคนอื่น

"คุณหนูตระกูลใหญ่มิใช่ชมชอบความหรูหราโอ่อ่าหรอกรึ!" องค์ชายสามตรัสขึ้นลอยๆก่อนจะทอดพระเนตรห้องของนางต่อ แม้ห้องที่นางอาศัยจะไม่หรูหราแต่กลับมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เรือนหลังนี้สร้างจากไม้แดงลวดลายงดงามทั้งหลังแต่ห้องที่นางพักกลับกั้นด้วยไม้นางพญาซึ่งมีสีดำสนิท มิใช่เพียงกั้นห้องแต่เครื่องใช้ข้าวของในห้องล้วนสร้างจากไม้นางพญาทั้งหมดทั้งสิ้น! สิ่งที่โดดเด่นมิใช่ลวดลายในการสลักเสลาไม้เพราะหากเทียบกับวังหลวงแล้วลวดลายเพียงเท่านี้หาได้น่าตื่นตาตื่นใจไม่ สิ่งที่ทำให้ห้องนี้โดดเด่นสะดุดตากลับเป็นผ้าม่านและฉากบังลมที่ปักลวดลายของต้นมู่ตัน(ต้นโบตั๋น)ต่างหาก นางเลือกต้นมู่ตันทั้งต้นมิใช่ปักเพียงดอกหรือใบเฉกเช่นที่พบเห็นโดยทั่วไป มันช่างแปลกตา โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ เฉกเช่นเดียวกับตัวนาง

สำหรับพระองค์ หลิงเป่าเป้ยคือรักแรกพบ รัก...ที่ไม่สามารถบอกหรือแสดงความรู้สึกว่ารักได้ สิ่งที่พระองค์ทำได้มีเพียงการรักษาระยะห่างและแสร้งทำเป็นเย็นชาเท่านั้น! เหตุเพราะหลิงเป่าเป้ยคือยอดดวงใจ คือกำลังใจและแสงสว่างทั้งมวลในชีวิตของพระเชษฐา

แต่เล็กจนโตแม้จะเป็นหนึ่งในองค์ชายที่มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์แต่พระองค์หาได้ต้องการแย่งชิงมันไม่ ทรงประสูติจากพระมารดาที่ดำรงตำแหน่งกุ้ยเฟย(พระมเหสี) มีฐานอำนาจตระกูลฝั่งพระมารดาและขุนนางน้อยใหญ่ให้การสนับสนุน แต่พระองค์และพระมารดากลับไม่ต้องการบัลลังก์ พระองค์ปรารถนาเพียงความสงบสุข

อยู่เหนือผู้คนแล้วอย่างไร! มีอำนาจมากมายแล้วอย่างไร!ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาวเหน็บ บัลลังก์มังกรที่ผู้คนปรารถนาสำหรับพระองค์แล้วเป็นเพียงเก้าอี้ว่างเปล่าเท่านั้น!

พระมารดาสนับสนุนองค์ชายใหญ่กงหยางเฟยอวี่ ซึ่งประสูติจากองค์หวงโฮ่ว(ฮองเฮา/พระอัครมเหสี)มีความเหมาะสมทั้งตำแหน่งและความสามรถองค์ชายใหญ่หรือองค์ไท่จื่อในปัจจุบันเป็นบุรุษผู้มีความสามารถโดดเด่นทรงแตกฉานทั้งการปกครองและวรยุทธ์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ยิ่งไปกว่านั้นพระเชษฐาคือบุรุษรูปงามยากจะหาผู้ใดเปรียบ

แม้พระองค์จะเป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิ์ในบัลลังก์แต่เสด็จพี่กลับทรงเมตตาพระองค์ยิ่ง! ในบรรดาองค์ชายทั้งหมดมีเพียงพระเชษฐา พระองค์และองค์ชายสี่หรือแม่ทัพใหญ่เท่านั้นที่รักใคร่สนิทสนมเฉกเช่นพี่น้อง นอกจากนั้นจะนับเป็นอะไรได้! การรักใคร่สนิทสนมของพระองค์หาใช่เพราะพระมารดาทรงยืนอยู่ข้างเดียวกัน ทั้งหมดเพราะ ‘พี่เฟยอวี่’ ที่พระองค์เรียกขานในวัยเด็กแสดงให้เห็นถึงความรัก ความจริงใจและความใส่พระทัยที่ไม่ได้เสแสร้งเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เฉกเช่นพี่น้องร่วมบิดาคนอื่น

ความคิดที่จะทำความรู้จักและเข้าหาหลิงเป่าเป้ยพลันหยุดลงเมื่อพระเชษฐาเสด็จเข้ามาในครานั้น สายพระเนตรและสุรเสียงอบอุ่นที่มีให้กับนางใยผู้เป็นน้องจะไม่รับรู้ พระเชษฐามิเคยใช้สุรเสียงหรือสายพระเนตรเช่นนี้กับสตรีใดมาก่อน นอกจากนั้นยังทรงอนุญาตให้นางเรียกขานพระองค์ด้วยชื่อว่า‘พี่เฟยอวี่’ หลิงเป่าเป้ยนางสำคัญกับพระเชษฐาถึงเพียงนี้ พระองค์จะกล้าทำร้ายพระทัยด้วยการแย่งชิงสตรีอันเป็นที่รักไปได้อย่างไร!

เมื่อดำริถึงเรื่องนี้พระพักตร์หล่อเหลาพลันหม่นเศร้า บัดนี้สถานะของหลิงเป่าเป้ยและพระองค์ได้เปลี่ยนไปแล้วจากนี้คงหลีกเลี่ยงการทำร้ายพระทัยเสด็จพี่ไม่ได้อีกต่อไป องค์ชายสามถอนพระปัสสาสะเบาๆ หลิงเป่าเป้ยคือหวางเฟยของกงหยางเฟยเทียนเพียงผู้เดียวเท่านั้น! พระองค์จะไม่ยอมสูญเสียนางให้กับผู้ใดเด็ดขาด!

"หากหวางเยี่ยลำบากพระทัยที่ต้องดูแลหม่อมฉันขนาดนี้หวางเยี่ยเชิญเสด็จกลับตำหนักเถิดเพคะ" ร่างเล็กเอ่ยขึ้นด้วยเสียงประชดระคนน้อยใจ รู้สึกตัวขึ้นมาก็ได้ยินเสียงถอนหายใจหนักหน่วงขององค์ชายสามเสียแล้ว

"เป้ยเออร์...หยุดประชดประชันพี่สักทีได้หรือไม่?"

"หวางเยี่..."

"เหตุใดไม่เรียกพี่ว่าพี่เล่า! เป้ยเออร์ เรียกพี่ว่าพี่เฟยเทียนเถิด อย่างไรเราสองคนก็มิใช่คนอื่นคนไกลไม่จำเป็นต้องเรียกห่างเหิน"

ได้ยินดังนั้นดวงตาดอกท้อกลับรื้นไปด้วยน้ำตา

"เป็นหม่อมฉันที่เพียรพยายามอ้อนวอนให้หวางเยี่ยเรียกหม่อมฉันว่าเป้ยเออร์ แต่พระองค์หาได้สนพระทัยไม่!"

"อย่ารื้อฟื้นเรื่องเก่าแต่หนหลังขึ้นมาอีกได้หรือไม่เป้ยเออร์ เพียงเจ้าจดจำไว้ว่านับจากนี้เจ้าคือหวางเฟยของพี่ คือว่าที่พระชายาสามเท่านั้น”

“เราสองคนปฏิบัติต่อกันเฉกเช่นคู่รักคู่อื่นได้รึไม่?"

ร่างบางนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนดวงตาดอกท้อจะหันไปสบดวงเนตรสีเทาช้าๆ ความมั่นคงปราศจากความหวั่นไหวในแววเนตรทำให้สั่นสะท้าน บุรุษผู้นี้เอ่ยคำหวานหูโดยไม่มีท่าทีหวั่นไหว เธอจะเชื่อเขาได้หรือไม่! แม้อยากจะเชื่อถือเขแต่สิ่งที่ร่างเดิมประสบมาโดยตลอดก็ทำให้ลังเล เหตุใด...ความรู้สึกกับหัวใจช่างขัดแย้งกันนัก เธอกลัว...กลัวจะหนีไม่พ้นหัวใจตนเอง!

“ได้หรือไม่ เป้ยเออร์?”

"ได้โปรด...ให้เวลาหม่อมฉันบ้างเถอะเพคะหวางเยี่ย หม่อมฉันกลัวกลัวเหลือเกิน"

ร่างสูงไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ องค์ชายสามทำเพียงตวัดอ้อมพระกรรั้งร่างบางให้ซบลงกับอุระแกร่ง อย่างน้อยเสียงเต้นของพระหทัยที่หนักแน่นมั่นคงก็เป็นเครื่องยืนยันว่าพระองค์มิได้กล่าวเท็จ พระองค์จะรอและให้เวลาตามที่นางร้องขอ สักวันหนึ่งหัวใจดวงเล็กๆของนางคงพร้อมที่จะเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน


-จบตอน-

ความคิดเห็น