ความรักน่ะ อันตรายมากหรอ? ยังไง?

ชื่อตอน : Risk : 4 Years ago (Special Part) 2

คำค้น : ลูคัส , ลิน risk , YAOI

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.7k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ส.ค. 2563 23:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Risk : 4 Years ago (Special Part) 2
แบบอักษร

​เปลือกตาที่มีขนตาเรียงสวยค่อยๆเปิดขึ้นมาช้าๆ  ซีไนน์กระพริบตาถี่ๆไล่ความมัวของภาพตรงหน้า  รู้สึกแสบตาจนน้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง 

หลับตาลงแน่นก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง  ภาพตรงหน้าค่อยๆชัดขึ้นมา  หลังคาเต้นท์คือภาพแรกที่เขาเห็น

ที่นี่ที่ไหน

​คำถามแรกที่แล่นเข้ามา   ซีไนน์กุมหัวตัวเองเมื่อรู้สึกว่าปวดหัวจนหัวแทบจะระเบิดออกมา

“ฟื้นแล้วหรอ”  เสียงทุ้มดังขึ้น  พร้อมกับผู้ชายหน้าออกหวานเล็กน้อย   ซีไนน์หันไปมองต้นเสียง  สบตากับดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่ก้มลงมองมาที่เขา

 

ไม่!! ไม่ใช่ดวงตาคู่นี้ที่เขาเห็นก่อนที่เขาจะหมดสติ

ซีไนน์มองไปยังคนที่มองมาที่เขาด้วยสายตานิ่งๆ  สบตาหนึ่งครั้งก่อนจะยิ้มบางๆตอบเมื่ออีกคนส่งยิ้มกว้างมาให้

“ลุกขึ้นนั่งไหวไหม”ชายคนนั้นถาม  ซีไนน์พยักหน้าเบาๆ  พยายามพยุงตัวเองให้นั่งลง  แต่ก็รู้สึกเจ็บไปทั้งตัวจนต้องทิ้งตัวลงอีกครั้ง

“พี่พยุงให้นะ  ค่อยๆนั่งนะ”ชายดังกล่าวว่าพลาง เข้ามาประคองก่อนจะเอาหมอนใบใหญ่มาพิงหลังซีไนน์ไว้  ความเจ็บวิ่งพล่านไปทั้งตัวจนซีไนน์ต้องนิ่วหน้า  กัดปากตัวเองอย่างแรงเพื่อให้ทรงตัวนั่งให้ได้  มองไปรอบๆ  เขาอยู่ในเต้นท์?

  ที่จุดรวมตัวหรอ  แล้วทำไมคนข้างหน้าไม่คุ้นเลย  ไม่ใช่เพื่อนนักเรียน  ไม่ใช่ครูที่โรงเรียน

กลิ่นเนื้อย่างลอยเข้ามาในจมูกจนเสียงท้องร้องดังคร่อก  ซีไนน์กุมท้องตัวเองหันไปยิ้มบางๆให้คนข้างๆที่จ้องมาที่เขาไม่ละสายตา

“อ้อ  จริงสิ   น้องหลับไปตั้งหลายชั่วโมง คงหิวแย่สินะ  รอแป้บนะ”ชายคนนั้นว่าพลางลุกขึ้นแล้วเดินออกจากเต้นท์ทิ้งซีไนน์ไว้คนเดียว 

ซีไนน์หันไปมองออกไปนอกเต้นท์  ไม่ไกลจากเขานักมีกองไฟที่ถูกจุดไล่ความหนาวกับไล่ยุง  ซีไนน์ค่อยๆหันไปข้างๆ  มีโต๊ะขนาดกลางมีอาหารถูกวางไว้  มีเตาย่างอยู่ข้างๆ  ใครบางคนกำลังยืนทำอะไรสักอย่างกับมันอยู่

ซีไนน์ค่อยๆพยุงตัวเองออกจากเต้นท์   ความเจ็บที่เอวเริ่มแผลงฤทธิ์ขึ้นมาอีกครั้ง   แต่สุดท้ายก็พาตัวเองออกมาจนได้   เห็นโคมไฟถูกแขวนไว้กับไม้สูงๆ  ซีไนน์กุมเอวตัวเองเอาไว้  สังเกตเสื้อผ้าตัวเอง  เอาอยู่ในเสื้อกันหนาวตัวใหญ่  ใหญ่เกินตัวเองมาก  เสื้อเขาถูกเปลี่ยนไปแล้ว  เหมือนเนื้อตัวก็ถูกเช็ดจนสะอาด  แผลถูกพันและปิดด้วยผ้าอย่างดี   

ซีไนน์มองไปรอบๆอีกครั้ง  เห็นผู้ชายสองคนกำลังนั่งถือกระป๋องแล้วพูดคุยกันอย่างออกรส บนเก้าอี้ยาว   หันไปมองเต้นท์อีกครั้งเห็นเต้นท์ใบหลังใหญ่กว่าที่เขาออกมาอีกหนึ่งหลัง

“น้องเดินออกมาทำไมครับ”ซีไนน์หันไปมองคนที่กระวีกระวาดเดินเข้ามาหาเขา  คนอื่นหันมองมาที่เขาแว่บหนึ่งแล้วผู้ชายร่างสูงที่ยืนหน้าเตาก็หันไปปิ้งย่างอาหารบนเตาต่อ   ผู้ชายหน้าฝรั่งกับหน้าเอเชียก็หันไปพูดคุยกันต่อ  ส่วนอีกคนก็เข้ามาพยุงเขาไปนั่งที่เก้าอี้ยาวข้างๆผู้ชายหน้าฝรั่ง

 

“ที่นี่ไม่มีข้าว  นี่น้ำซุปนะ  เดี่ยวพี่เอายามาให้นะ  ถือเองไหวไหม” ชายหน้าหวานถาม  หน้าเขาดูเป็นคนไทย  แต่อยู่ในเกณฑ์ของคนที่หน้าตาดีมากๆ  ซีไนน์พยักหน้ายื่นมือสั่นๆรับน้ำซุปถ้วยเล็กมาวางไว้บนตัก

“อะ  เอาผ้ารองไว้นะ  เดี่ยวขาน้องจะร้อนเพราะน้ำซุปเอาได้”  ชายคนนั้นเอาผ้าห่มบนที่นั่งมาปูบนตักแล้ว  เอาชามซุปในมือซีไนน์วางไว้  ซีไนน์ส่งยิ้มบางๆ   มองตามหลังอีกคน  เมื่อลุกขึ้นไปเข้าเต้นท์ใกล้ๆ  แล้วก็เงยหน้ามองคนมาใหม่ที่มายืนตรงหน้า

ดวงตาสีนั้น ดวงตาสีควันบุหรี่

​คนนี้สินะ

 

ชายที่มีดวงตาสีควันบุหรี่ไม่ได้พูดอะไร  นั่งยองๆตรงหน้าแล้วคีบเนื้อในจานแบน  ใส่ในน้ำซุปในมือเขา  พร้อมด้วยผักที่ถูกย่างจนหอม

ซีไนน์มองการกระทำนั้นเงียบๆ  เงยหน้ามองคนร่างสูงอีกครั้งเมื่อเขาลุกขึ้น

ซีไนน์จ้องไหล่กว้างของผู้ชายที่มีตาสีควันบุหรี่อยู่อย่างนั้นจนผู้ชายอีกคนเข้ามา

“นี่ยานะ  กินซุปเยอะๆนะ”ผู้ชายคนนั้นหันมายิ้มแล้วนั่งลงที่เก้าอี้พับอีกตัว  มีเก้าพับอยู่สี่ตัว

“แล้วทำไมน้องถึงไปอยู่ในป่าคนเดียวครับ”คนข้างๆซีไนน์ถาม  ซีไนน์รู้สึกว่าเหมือนเขาถูกสายตาของทั้งสี่คนจ้องมาเป็นจุดเดียว

“ผมหลงทางครับ”ซีไนน์ก้มหน้าตักซุปในมือด้วยท่าทางสั่นๆ  ตอบคนข้างๆเสียงเบา

“น้องเป็นนักเรียนที่มาทำกิจกรรมที่อุทยานในวันนี้หรอ”คำถามต่อมาจากชายคนเดิม

ซีไนน์พยักหน้า

“เอาล่ะอย่างน้อยก็ยังดีที่น้องยังจำได้ว่าตัวเองเป็นใคร”ชายคนเดิมพูด  ตอนนี้แต่ละคนหันไปทำกิจกรรมเดิมของตัวเองกันตามเดิม

“แล้วน้องชื่ออะไร”ชายคนเดิมถาม

“ซีน”ซีไนน์ตอบเบาๆ  ซุปเริ่มพร่องลงไปเหลืออยู่ครึ่งชาม

“พี่ชื่อกายนะ”กาวิญญูแนะนำตัวเองให้กับคนตัวเล็กที่เอาแต่นั่งก้มหน้าให้กับซุปในมือ  มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลโดนหนามข่วนเล็กๆ  และรอยช้ำ

“พวกพี่มาตั้งแคมป์เที่ยวน่ะ  น้องโชคดีนะที่เพื่อนพี่เอะใจ ยอมเดินตามเจ้าไลอ้อนที่เอาแต่เห่าที่ชายป่า  จนไปเจอน้องเข้า”กาวิญญูพูดต่อ  บุ้ยใบ้ไปคนที่ย่างเนื้อแล้วหันไปที่สุนัขตัวโตที่นอนหมอบอยู่ข้างๆกองไฟ

เสียงคำรามที่ได้ยิน  คงเพราะหมาตัวนี้สินะ

แล้วเสียงที่ถามเขาคงเป็นเสียงของเขาคนนั้นสินะ

 

 

ผ่านไปประมาณสองชั่วโมงแล้ว แต่ซีไนน์กลับรู้สึกเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน   หลังกินยาเสร็จ  เขาก็เอนตัวลงบนเก้าอี้ยาว  ได้ยินเสียงพูดคุยของผู้ชายสี่คน  ไม่ค่อยดังมากนัก

ดวงดาวบนท้องฟ้าเต็มรู้สึกสวยจับใจแต่ซีไนน์กลับไม่มีกะจิตกะใจจะชื่นชมกับความสวยงามของธรรมชาติตรงหน้า    เขาคิดถึงบ้าน  คิดถึงแม่  คิดถึงน้อง

 

อาการเมื่อยตามเนื้อตัวเหมือนจะครองร่างกายของเขาไปทั้งตัว  ซีไนน์หลับตาลง  ถ้าหลับสนิทอาจจะไม่ต้องรู้สึกเจ็บ  ไม่ต้องคิดถึงคนที่เขารัก  อาจจะให้หายเหนื่อยได้

ซีไนน์รู้สึกเหมือนตัวเองจะหลับสนิทอยู่แล้ว  แต่จู่ๆก็เหมือนตัวเองจะลอยขึ้นมาเสียอย่างนั้น  เหมือนกับถูกใครสักคนอุ้ม   

ตาของเขารู้สึกหนักเกินไปที่จะลืมตาขึ้นมาเพื่อมองว่าอ้อมอกอุ่นนี้คือใคร  ซีไนน์ขยับหัวซุกเข้าอกเล็กน้อย  เมื่อรู้สึกถึงความหนาวเข้ามาปะทะตัว

รู้สึกถึงความระมัดระวังของชายที่อุ้มเขาแล้วค่อยๆวางตัวเขาลงพื้นช้าๆ  ซีไนน์ขยับตัวเองเล็กน้อยอีกครั้ง  พยายามลืมตามองคนที่อุ้มตัวเองเข้ามานอนในเต้นท์

ดวงตาสีควันบุรี่คู่นั้นอีกแล้วซีไนน์จ้องไปที่ดวงตาสีควันบุหรี่  สบตาช้าๆ

 

ขอบคุณครับ

 

ซีไนน์อยากพูดคำนี้ออกไป

คุณเป็นใคร

 

คำถามที่อยากถามออกไปหากแต่ก็รู้สึกเหนื่อยเกินไปที่จะเอ่ยออกไป    ซีไนน์หลับตาลงอีกครั้ง  รู้สึกถึงผ้าห่มที่คลุมตัวเขา  แล้วได้ยินเสียงปิดเต้นท์พร้อมการเดินออกไปของคนๆนั้น

กลางดึกซีไนน์ขยับตัวเล็กน้อย    ความหนาวเข้ากัดกินผิวหนังจนต้องห่อตัวเอง

 

ร่างกายที่ไข้ขึ้นสูงขึ้น   ความหนาวก็ยิ่งมากขึ้น   ซีไนน์ได้แต่นอนตัวสั่นอยู่สักพักใหญ่  ก่อนที่ร่างกายจะค่อยๆอุ่นขึ้นมาทีละน้อยจากอ้อมกอดของใครบางคน

ซีไนน์ค่อยๆเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งของตัวเอง  แสงสลัวจากโคมไฟนอกเต้นท์ทำให้เขาเห็นใบหน้าของคนที่กอดเขาได้  แม้จะไม่ค่อยชัด  แต่เขาก็จำได้

 

อ้อมกอดนี้คือของชายที่มีตาสีควันบุหรี่คนนั้น

 

 

 

ซีไนน์ได้ยินเสียงคนหลายคนกำลังพูด  เขารู้สึกเหมือนร่างกายถูกโยกย้ายก่อนที่แผ่นหลังจะสัมผัสกับพื้นกระดานแข็ง   อาการไข้ที่หนักขึ้นเรื่อยๆทำให้ซีไนน์ไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้     ได้ยินแค่เสียง  และเหมือนร่างกายถูกเคลื่อนแค่นั้น  ก่อนที่จะรู้สึกถึงสัมผัสกับมือนุ่มที่เขาจำได้ดี

“พี่ซีน  นี่น้องลินเองนะ  พี่ซีน”  น้ำอุ่นๆหยดลงบนมือผอม

ควานลิน  น้องชายเขาสินะ

 

น้ำตาค่อยๆไหลออกมา  เขาจะได้กลับบ้านแล้วใช่ไหม    ซีไนน์บีบมือน้องชายเบาๆเป็นการตอบสนองก่อนที่จะรู้สึกเหมือนถูกใครดึงจนมือหลุดจากมือน้องชาย

 

 

“เพราะมึงใช่ไหมไอ้เอก  มึงทำให้พี่ซีนเป็นอย่างนี้ใช่ไหม”  เสียงควานลินเหวดังขึ้นตะโกนในหน้าเอกภพที่นั่งก้มหน้าใต้อาคารกว้าง 

  ควานลินมองไปยังคนตรงหน้าด้วยสายตาแข็งกร้าว  พยายามสะบัดแขนจากกับการจับกุมของครูสองคน  ที่พยายามจับไม่ให้เขาวิ่งเข้าไปทำร้ายเอกภพ

“เพราะมึง  แพรบอกกับกูว่าเขาตื่นขึ้นมาแล้วเห็นมึงเดินออกมาจากป่า  มึงแกล้งพี่กูใช่ไหม  ไอ้เอกมึงบอกกู!!!!!”  ควานลินตะโกนใส่หน้าเอกภพ  แขนที่ถูกจับจนเจ็บ  แต่เขาไม่สนใจ  สนใจแค่ว่าวันนี้ต้องได้ทำให้คนตรงหน้ามีแผลอย่างพี่ชายเขาบ้าง

เมื่อคืนเขานอนไม่หลับทั้งคืน  เป็นห่วงไม่รู้พี่ชายจะเป็นยังไงบ้าง    ทันที่รู้ว่าพี่ชายพลัดหลงกับคนในกลุ่มเขาก็แทบสติแตก 

อยากจะออกตามหาพี่ชายพร้อมกับเจ้าที่คนอื่นๆที่ออกตามหาพี่ชายของเขาเกือบค่อนคืน  แม้ตอนตีหนึ่งจะได้ข่าวว่ามีคนช่วยเหลือพี่ชายแล้ว  แต่เขาก็นอนไม่หลับ 

พี่ซีนจะเป็นยังไงบ้าง  เจ็บมากไหม  กลัวรึเปล่า  เหนื่อยไหม   มีใครให้นอนกอดไหม   เขาทั้งเป็นห่วง ทั้งกลัว

จนกระทั่งเช้านี้  ได้เห็นสภาพของพี่ชาย  หน้าที่ถูกหนามข่วน  ไหนจะรอยช้ำ  ไหนจะแผลเหวอะหวะตามตัว   ยังไงวันนี้เขาก็ต้องเอาเลือดเอกภพออกมาให้ได้  เขาไม่เชื่อว่าพี่ชายจะเดินหลงทางไปเอง  พี่ซีนไม่ใช่คนที่จะชอบทำอะไรนอกกรอบ  

เอกภพต้องเจ็บใจที่ซีไนน์เอาเรื่องของเด็กที่ถูกเอกภพขังไว้ในห้องน้ำจนต้องพาไปโรงพยาบาลไปฟ้องครูฝ่ายปกครองจนถูกลงโทษอย่างหนัก   เขามั่นใจว่าที่ซีไนน์ต้องเป็นแบบนี้เพราะเอกภพ

“กูเอาเลือดมึงออกมาให้พอกับที่เลือดพี่กูที่ไหลออกมาไอ้เอก!!”  ใบหน้าแดงก่ำแสดงถึงความโกรธ  ปากเล็กประกาศเสียงกร้าว

“ควานลิน  สงบสติตัวเองซะ”  ครูที่กำลังล็อคตัวควานลินตะโกนบอกเจ้าตัวที่ตัวนี้คลั่งเหมือนหมาบ้า

“ไอ้เอก  กูจะเอาเลือดออกจากหัวมึง!!!”  ควานลินตะโกนใส่หน้าเอกภพที่เอาแต่ก้มหน้าอย่างเหลืออด

“ทิวา!!!!”  เสียงครูเรียกควานลินเสียงดัง  นั่นทำให้ควานลินหยุดดิ้น  แต่สองมือกำแน่นจนตัวสั่น

“นั่งนิ่งๆ  แล้วฟังสิ่งที่เพื่อนเขาจะอธิบาย  สงบสติตัวเองซะ”  ครูกดควานลินให้นั่งลงบนเก้าอี้ แล้วหันไปพูดกับเอกภพ

“เอกภพ  ไหนเล่ามาซิ  ที่ควานลินพูดออกไป  เธอทำจริงรึเปล่า”ครูหันไปถามเอกภพเสียงเย็น  ควานลินมองไปยังเอกภพ  มือเล็กกำแน่น  มองเอกภพที่เอาแต่นั่งเงียบ

“เอกภพ!!  ถ้าเธอเอาแต่นั่งเงียบ  ครูถือว่าเธอยอมรับทั้งหมดนะ  เธออาจจะถูกไล่ออก”ครูพูดเสียงเข้ม  จนเอกภพต้องค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาพร้อมน้ำตา

“ผ....ผมไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้   ผมเจ็บใจที่ซีไนน์เอาเรื่องของผมไปฟ้องครู  ผมแกล้งอยากแค่อยากให้ซีไนน์เขารู้สึกเจ็บเหมือนตอนที่ผมโดนลงโทษบ้าง  ผมไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันเลยเถิดถึงขนาดนี้  ผมคิดว่า เดี่ยวเขาก็จะออกจกาป่าแล้วตามพวกเรามาทัน”ทันทีที่จบเสียงเอกภพ  ควานลินก็เข้ามาคร่อมตัวเอกภพแทบทันที  แม้แต่ครูที่นั่งข้างๆที่ปล่อยมือควานลินแล้วยังคว้าไม่ทัน

หมัดหนักๆจากมือเล็กถูกปล่อยใส่หน้าเอกภพสามทีเต็มแรง  ทั้งๆที่คนใต้ร่างตัวใหญ่กว่า  และแรงก็อาจจะมีมากกว่าควานลิน 

แต่เพราะความโกรธที่มีมากจนทำให้ควานลินชกใส่หน้าไม่ยั้ง   ทุกคนต่างตกตะลึง  รีบแยกทั้งคู่ออกมา   เลือดสีสด ไหลออกมาจากคู่กรณีจนแทบตกใจ

“มึงทำกับพี่กูอย่างนี้ได้ยังไงไอ้เอก  มึงมันไม่ควรอยู่ตรงนี้  มึงควรไปอยู่ในคุก  ไอ้เลว  !!”  เสียงคำสบถที่หลุดออกมาจากควานลินทำให้คนรอบข้างได้แต่อ้าปากค้าง 

หน้าหวานๆที่เต็มไปด้วยความโกรธ  แต่ตอนนี้มีน้ำตาไหลออกมาอาบสองแก้ม

“ถ้าพี่กูไม่เอาเรื่องมึงไปฟ้องครู  น้องคนนั้นก็อาจจะตายคาห้องน้ำไปแล้ว   ที่มึงโดนลงโทษ  เพราะมึงทำตัวเองทั้งนั้น  มันไม่เกี่ยวพี่กู  มึง.... ฮรึก   มึง.....ทำร้ายพี่กู”  ควานลินปล่อยตัวเองลงไปสะอื้นกับพื้น  ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ   จนกระทั่งได้ยินเสียงผู้มาใหม่

“น้องลินลูก”อริสาที่วิ่งถลาเข้ามากอดลูกชายที่นั่งกับพื้น

“คุณแม่”  ทันทีที่ได้รับอ้อมกอดอุ่นจากแม่  ควานลินก็ปล่อยโฮลูกใหญ่ออกมา

“คุณแม่ครับ  พี่ซีน....”ควานลินเงยหน้ามองมารดา  กลืนก้อนสะอื้นลงคอ

“ไม่เป็นไรแล้วนะ  แม่ไปหาพี่ซีนแล้วนะครับ  พี่ซีนไม่เป็นไรแล้วนะ  ไม่ร้องนะครับคนเก่ง  ไม่ร้องนะ “อริสากอดบ่าลูกชาย  ตบเบาๆ   พยุงลูกให้ลุกขึ้นก่อนจะค่อมหัวให้กับครูและเจ้าหน้าที่สองสามคนที่อยู่รอบๆ   แล้วหันไปมองเอกภพที่เอากำลังใช้ผ้าก็อซซับเลือดที่จมูกตัวเอง

“อนาคตของเธอยังไกล  อาหวังว่าครั้งนี้มันจะเป็นบทเรียนให้กับเธอนะ”  อริสาพูดกับเอกภพก่อนที่จะพยุงลูกชายที่เดินออกมาอย่างเลื่อนลอย ขึ้นรถไป

 

รถคันหรูสีขาวถูกขับออกไป  สายตาสี่คู่มองตามออกไป ก่อนที่กาวิญญูที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดกับเพื่อนอีกสามคนเงียบๆเอ่ยขึ้น

“ตัวเล็ก  แต่ดุชิบหาย”กาวิญญูเอ่ยพึมพำ

“เพราะพวกคุณช่วยน้องคนนั้นไว้  ทางเราจะขอมอบใบประกาศเกียรติคุณให้เป็นการของคุณในครั้งนี้นะครับ”  เสียงเจ้าหน้าที่เอ่ยขึ้นมาหันไปพูดกับกาวิญญู

“อ้อ  ถ้าจะมอบไม่ใช่ผมหรอกครับ  แต่เป็นคนนี้ต่างหาก”ว่าแล้วก็บุ้ยใบ้ไปทางชายร่างสูงผู้เป็นเจ้าของดวงตาสีควันบุหรี่

“อ่า  อย่างนั้นหรอครับ”เจ้าหน้าที่เอ่ยก่อนจะหันไปยิ้มให้อีกคน

“ผมไม่ว่างต้องไปแล้ว  ไอ้กายรับแทนกูละกัน”ว่าจบก็เดินออกไป

“อ้าวไอ้ลุคส์  เดี่ยวดิมึง  มาโยนให้กูได้ไง”กาวิญญูเรียกเพื่อนที่ออกจากตัวอาคารออกไป

“งั้นไม่เป็นไรครับ  ทางเรามอบให้ทั้งสี่คนเลย  ถือว่าเป็นพลเมืองดี” เจ้าหน้าที่จับแขนกาวิญญูแน่น  กาวิญญูส่งยิ้มให้แห้งๆ

“พลเมืองดี  หึ!”  แรมระวีที่ยืนล้วงกระเป๋าอยู่ข้างหลัง  ยกแสยะยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยกับคำที่ได้ยิน  มองไปที่ลูคัสที่กำลังก้มเก็บอะไรสักอย่างบนพื้น

 

ลูคัสมองสร้อยคอจี้เพชรในอุ้งมือตัวเองยกยิ้มเล็กน้อย  นึกถึงใบหน้าเกรี้ยวกราดของคนที่เขาจ้องมองก่อนหน้านี้

“ตัวเล็กแต่ดุชิบหาย”เสียงกาวิญญูลอยเข้ามาในความคิด  พร้อมกับภาพที่ควานลินพุ่งไปชกคู่กรณี 

เขามองอยู่ตั้งนาน  สังเกตอยู่ตั้งนาน

“ฮึ  โกรธได้น่ารักเชียว”     ลูคัสพึมพำ  ยกยิ้มมุมปาก   ก่อนจะเอาสร้อยในมือใส่ในกระเป๋ากางเกงของตัวเองแล้วไปเดินขึ้นรถหรูที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก

เจ้าของสร้อยคอที่เดินเหม่อลอยออกไปคงยังไม่รู้ว่าทำสร้อยหลุดมือไปสินะ

__________________________________

จบแล้วววววววว  เอ๊ะ  ยังไงนะ  เดี่ยวสิ

อะไรอะอิพี่ลุคส์

อะไรของแกร๊!!!!!!

555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555

ไปละจุ้ปๆ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านงับ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว