facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สืบรัก彡คดีที่3

ชื่อตอน : สืบรัก彡คดีที่3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มี.ค. 2561 20:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สืบรัก彡คดีที่3
แบบอักษร

สืบรัก彡คดีที่3




อ๊บ!


เสียงร้องของกบเป็นการบ่งบอกถึงฤดูฝนที่กำลังดำเนินอยู่ เพียงแค่เสียงกบนี้ไม่ใช่กบธรรมดาแต่เป็นผมซึ่งแปลงร่างเป็นกบ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาโดยผมนั้นกำลังนั่งเอาหลังพิงต้นไม้ข้างตึกทำงานตามปกติ


เพราะสายฝนที่พรำลงมาเล็กน้อยเรียกความชื้นรอบๆให้มีมากขึ้นเหล่าสัตว์ตัวเล็กๆอย่างกบ เขียดหรืออึ่งอ่างก็พากันออกมาเล่นน้ำฝน ภาพของเหล่าสัตว์ตัวเล็กๆพากันกระโดดท่ามกลางสายฝนน่ามองจนไม่ทันสังเกตว่ามีกบตัวนึงกระโดดขึ้นมาเกาะบนมือตัวเอง พอรู้ตัวแล้วปัดออกก็สายไปเสียแล้ว


เวลากลายร่างเป็นสัตว์จะเป็นกลายแค่ร่างกายไม่ใช่ทั้งเสื้อผ้า ดังนั้นหลังกลายร่างเสร็จร่างกายมักจะถูกเสื้อผ้าตัวเองคลุมไว้จนแทบมองไม่เห็น


ถ้ามีใครมาเห็นเข้าคงกลายเป็นข่าวฉาวหน้าหนึ่ง


รองหัวหน่วยหน่วยสืบสวนพิเศษมีงานอดิเรกถอดเสื้อผ้าโชว์


อาจเป็นโชคดีที่กลายร่างในมุมนี้ หากมองจากหน้าต่างคงมองเห็นเพียงลำต้นสีน้ำตาลของต้นไม้ใหญ่นี่


การจะกลับร่างมนุษย์ไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ง่ายเช่นกัน


ต้องมีสมาธิแล้วคิดถึงตัวเองที่อยู่ในร่างมนุษย์ 


แต่ต่อให้ฝึกมากมากขนาดไหนความผิดพลาดก็ยังเกิดขึ้นบ่อยๆระยะเวลาในการกลายร่างของผมคือประมาณ2ชั่วโมงขึ้นอยู่กับขนาดของสัตว์ที่แปลงหากเป็นสัตว์เล็กอย่างพวกกบหรือนกระจอกก็สามารถอยู่ได้นานกว่า2ชั่วโมงแต่ถ้าเป็นสัตว์ใหญ่อย่างม้าเวลาจะลดลง 


ผมพยายามลองแตะสัตว์หลายๆชนิดเพื่อจะได้รู้ถึงขีดจำกัดของพลังตัวเองซึ่งกว่าจะเรียนรู้การควบคุมก็ใช้เวลาไปนานพอดู คุณพ่อเองก็เป็นห่วงมาก...มีหลายครั้งที่เขาไม่อยากให้ผมไปไหนไกลสายตาอย่างไปทัศนศึกษาหรือเดินทางไกลในสมัยเด็กๆ แต่พอโตขึ้นและเข้าใจพลังของตัวเองคุณพ่อถึงยอมปล่อยให้ออกมาใช้ชีวิตตามใจได้


บางทีแค่ปล่อยตัวสบายเดี๋ยวก็จะกลับร่างได้เองง่ายกว่าแถมไม่วุ่นวายด้วย


ระหว่างปล่อยให้เวลาไหลไปเรื่อยๆร่างกายซึ่งเป็นผิวหนังอ่อนนุ่มของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำก็ค่อยๆกลับมาเป็นผิวหนังของมนุษย์ปกติ


ผมรีบคว้าเสื้อผ้าข้างกายมาใส่แม้จะเปียกชื้นจากละอองน้ำอยู่บ้างก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด


พอทุกอย่างกลับมาอยู่ในสภาพปกติแล้วผมจึกลุกขึ้นปัดเศษหญ้าและฝุ่นบนตัวออกพร้อมเดินกลับไปยังห้องทำงาน ตึกนี้มีทางเข้าอยู่ทั้งหมด2ทางคือประตูหน้าบริเวณที่จอดรถกับประตูด้านหลังเผื่อกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน


“ท่านรอง”เสียงตะโกนดังขึ้นเมื่อผิดเปิดประตูเข้าในห้อง เจ้าของเสียงเรียกคือจูน สาวห้าวผมสีน้ำตาลซอยสั้นกุด ทรงผมของเธอสั้นกว่าผมอีก เคยคุยกันเรื่องนี้อยู่เหมือนกันเห็นบอกว่าถ้าไว้ยาวระหว่างแยกหรือประกอบระเบิดอาจส่งผลต่อชีวิตได้ง่ายๆเลยตัดซะสั้นเกรียน


จูนเป็นสาวที่มีความสามารถเรื่องระเบิดมากกว่าคนของหน่วยเก็บกู้ระเบิดซะอีก เพราะไม่เพียงทำการศึกษาระเบิดจากทั่วทุกทวีปแต่ยังมีการทดลองสร้างระเบิดใหม่ๆขึ้นมาอีก ถ้าไม่ได้เข้ามาอยู่หน่วยสืบสวนพิเศษอาจกลายเป็นมือวางระเบิดไปแล้วละมั้ง


“น่าแปลกที่เธอออกมาจากห้องทั้งที่ไม่มีงานได้”ผมถามด้วยน้ำเสียงตกใจเล็กๆ ห้องภายในตึกของหน่วยสืบสวนพิเศษนี้มีห้องอยู่ประมาณ5ห้อง ห้องแรกเป็นห้องทำงานซึ่งมีขนาดใหญ่และกว้างที่สุดเนื่องจากเป็นห้องหลักในการทำงานของคนในหน่วยทั้ง8คนไม่รวมหัวหน้าที่มีห้องส่วนตัวอยู่ด้านข้าง


แม้จะมีโต๊ะสำหรับ8คนแต่จูนกลับแทบไม่นั่งอยู่โต๊ะทำงานของตัวเองเลย บนโต๊ะเธอนอกจากกล่องใส่ปากกากับสมุด1เล่มก็ไม่มีอะไรวางอยู่อีก หากไม่ได้มีภารกิจหรือคดีให้จัดการจูนจะไปอยู่ในห้องส่วนตัวถัดจากห้องหัวหน้าไปอีกสองห้อง


ห้องส่วนตัวนั้นถูกสร้างขึ้นให้มีความทนทานแรงระเบิดในระดับนึงเนื่องจากของด้านในล้วนแล้วแต่เป็นส่วนประกอบของระเบิดไม่ก็ระเบิดที่ถูกส่งมาให้ศึกษา เรียกว่าเป็นเขตแดนของกับระเบิด


ขืนเดินเข้าไปมั่วๆได้บึ้มแน่


“แหม...ก็มันมีงานนี่นา”จูนตอบเสียงใส


“งานใหม่?”ผมถามกลับ เหมือนจูนจะพึ่งจัดการคดีเสร็จไปเมื่อไม่กี่วันก่อนถ้าบอกว่ามีคดีนั่นแปลว่าต้องเป็นคดีใหม่


“ใช่ กำลังรอท่านรองอยู่เลย ไปกันเถอะ”พูดจบก็ยกเป้อันใหญ่ขึ้นสะพายก่อนเดินไปทางประตู


“...ผมไปด้วย?”


“อ้าว หัวหน้ายังไม่ได้บอกเหรอ”จูนหันกลับมาทำหน้างงใส่


“ยัง...หรือว่า...”เมื่อนึกอะไรขึ้นได้ผมจึงรีบหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมา และปรากฏว่ามีถึง5สายที่ยังไม่ได้รับ ทุกสายล้วนมาจากคนคนเดียวคือคือหัวหน้าไพลสันต์


คงโทรมาตอนผมอยู่ในร่างกบสินะถึงได้ไม่รู้ถึงแรงสั่น


นอกจากสายที่โทรเข้าแล้วยังมีข้อความทางไลน์ถูกส่งมา เนื้อหาพูดถึงภารกิจหรือคดีที่ให้ไปจัดการพร้อมกับจูน ดูเหมือนว่าจะมีการระเบิดขึ้นกลางเมืองโดยทางเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้วางระเบิดได้ทันทีทว่าคนร้ายกลับวางระเบิดไว้ที่อื่นอีก แม้จะเค้นคอถามหาที่วางระเบิดได้แต่รูปร่างของระเบิดไม่ใช่แบบปกติขนาดหน่วยเก็บกู้ระเบิดยังไม่ไม่มีข้อมูลจนต้องส่งเรื่องมาทางหน่วยสืบสวนพิเศษ


“ก็ตามที่หัวหน้าเขียนมาแหละ พวกหน่อยเก็บกู้นี่ก็ชอบเอาแต่พูดว่า ‘ไม่รู้’ ‘ทำไม่ได้’ ‘เรียกหน่วยสืบสวนพิเศษเถอะ’ พอเห็นอะไรไม่ปกติหน่อยก็โยนงานมาให้ฉันหมด เจ้าพวกบ้าเอ้ย!”จูนตะโกนเสียงดังลั่นระบายความหงุดหงิดออกมา


“น่า ถือเป็นประสบการณ์”ผมแตะหลังอีกฝ่ายเบาๆแทนการให้กำลังใจ


“อุตส่าห์อยากทดลองสร้างระเบิดใหม่แท้ๆ”


“ไว้กลับมาก็ได้”


“คงต้องแบบนั้นแหละ ถ้าเป็นระเบิดปกติฉันจะโยนใส่หัวพวกหน่วยเก็บกู้จริงๆด้วย”เธอบอกระหว่างพวกเราพากันเดินออกมาจากห้อง


“บอกกันก่อนล่ะผมจะได้วิ่งไปหลบทัน”ผมพูดติดตลก


“ไม่ต้องบอกก่อนก็หลบทันอยู่แล้วนี่ท่านรอง”


“เลิกเรียกท่านรองได้ไหมเนี่ย”พอได้ยินแล้วรู้สึกแปลกๆยังไงก็ไม่รู้ จิวก็อีกคนที่เรียกผมว่าท่านรอง


คนอื่นจะเรียกผมว่าไธม์หรือถ้าสุภาพหน่อยก็คุณไธม์


“ไม่ได้ๆ ความสามารถระดับคุณจะให้เรียกปกติได้ยังไง”


“ผมไม่ได้เก่งกาจอะไร”


“เหรอ”


สุดท้ายพวกเราก็พูดคุยกันไปตลอดการเดินทางโดยใช้รถของจูนเนื่องจากของที่ใช้สำหรับการเก็บกู้ระเบิดมีค่อนข้างมากถ้านั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ผมแล้วอุปกรณ์ตกหายไปสักอย่างผมโดนเก็บค่าชดเชยชัวร์ๆ


สถานที่วางระเบิดคือใจกลางเมืองบริเวณข้างเสาร์ไฟฟ้าติดกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ กลุ่มคนใส่ชุดสีดำเป็นของหน่วยเก็บกู้ส่วนสีกากีเป็นของตำรวจ พลาสติกสีเหลือสำหรับกั้นไม่ให้คนธรรมดาเข้าไปถูกยกขึ้นพร้อมผมและจูนก้าวเข้าไปด้านใน


เจ้าหน้าที่ทุกคนหันมามองพวกเราคล้ายเจอสัตว์ประหลาดสักตัวซึ่งผมไม่ได้สนใจสายตานั่นเท่าไหร่ จูนเองก็เช่นกันเมื่อเธอเห็นวัตถุที่คาดว่าจะเป็นระเบิดถูกบรรจุไว้ในกล่องเค้กก็พุ่งสมาธิไปส่วนนั้นจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง


จูนหยิบอุปกรต่างๆออกมาจากกระเป๋าใบใหญ่เพื่อใช้ในการตรวจสอบระเบิด ความรู้ด้านระเบิดผมพอมีอยู่แต่เป็นแค่ผิวเผินมากๆถ้าเทียบกับจูน ความสามารถของเธอเป็นที่1ของประเทศและอาจเป็นอันดับต้นๆของโลกก็เป็นได้


ทักษะและความสามารถนั่นไม่ใช่เพียงพรสวรรค์แต่เป็นการหมกวุ่นและคลั่งไคล้ในสิ่งนั้นมากๆ คอยศึกษา เฝ้ามองและลงมือปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า


ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยไม่พยายาม


“เขาคือคือร้ายสินะ”ผมเดินไปยังกลุ่มของเจ้าหน้าที่ซึ่งมีชายคนนึงกำลังถูกจับเอามือไพร่หลังไว้ 


“ใช่ พวกเราเห็นตอนกำลังกดระเบิดพอดี”หนึ่งในหน้าที่เล่า


รูปร่างและหน้าตาดูเผินๆไม่มีทางรู้ว่าเป็นคนร้ายแต่กลิ่นดินปืนคลุ้งไปหมดแม้ไม่ต้องอยู่ในร่างสัตว์ผมก็ยังได้กลิ่นอย่างชัดเจน ไม่แปลกถ้าจะถูกจับได้


ถ้าเป็นผมก่อนจะออกมาเดินคงล้างกลิ่นพวกนี้ออกให้หมด


แล้วไม่มีทางไปกดระเบิดต่อหน้าตำรวจหรอก


หรือว่าจงใจให้จับได้?


“คิดจะทำอะไร”ผมถามคนร้ายไปตรงๆ


“หึ...”ท่าทางนั่น...เป็นอย่างที่คิด


“ไม่รู้หรอกนะว่าคุณคิดจะทำอะไรแต่ผมคงไม่ยอมง่ายๆ จูน”บอกกับคนร้ายเสร็จจึงเข้าไปหาจูนที่กำลังแกะส่วนครอบของระเบิดออกเพื่อดูแผงวงจรภายใน


“...”สมาธิของจูนจับจ้องอยู่กับระเบิดตรงหน้า ไม่มีทีท่าว่าจะได้ยินเสียงผมเลย


“จูน”ผมเรียกเสียงดังขึ้น


“...ท่านรอง?”สุดท้ายเธอก็เงยหน้าขึ้นมามองผมงงๆ


“เป็นไงบ้าง พอจะหยุดได้ไหม”


“อืม...ไม่ใช่แบบที่ซับซ้อนอะไรจะว่าเหมือนปกติก็ใช่อยู่”


“แปลว่ามีส่วนที่ไม่เหมือนปกติสินะ”ผมแปลความหมายของประโยคนั้น


“ใช่...มีสามเส้นนี้ที่ไม่เหมือนปกติ ฉันลองไล่สายดูแล้วมันเหมือนเชื่อมเข้ากับเครื่องปล่อยสัญญาณ...มีความเป็นไปได้ที่จะมีระเบิดอยู่อีกลูกและระเบิดทั้งสองลูกถูกเชื่อมกันไว้ด้วยเครื่องปล่อยสัญญาณนี้ หากปลดฉนวนเพียงลูกเดียวมีสิทธิที่อีกเครื่องจะเบิด”คำอธิบายจากปากจูนทำเอาบรรยากาศโดยรอบเริ่มตื่นตระหนก


“เฮ้ย แกน่ะระเบิดอีกลูกอยู่ที่ไหน”เจ้าหน้าที่เริ่มเข้าไปกระชายคอเสื้อคนร้ายแรงๆให้บอกข้อมูลมา


“หึ...ตายกันซะให้หมดนี่แหละ”คำตอบจากปากคนร้ายยิ่งเพิ่มความตรึงเครียดให้มากขึ้นไปอีก


ไม่ให้เครียดคงไม่ได้ ระเบิดเชื่อมกันกันได้อาจไม่ใช่เรื่องแปลกแต่การที่ปลดลูกนี้แล้วทำให้อีกลูกระเบิดทำให้งานนี้ยากขึ้น


“มีวิธีจัดการไหม”ผมถามจูนต่อ


“ไม่ยาก แค่ตัดพร้อมกันสองลูกก็พอ”


“เธอคนเดียวจะไหวเหรอ”ตัดสองลูกพร้อมกันไม่ใช่เรื่องง่าย


“ไม่ไหวอยู่แล้ว เพราะงั้นท่านรองก็มาช่วยหน่อยละกัน”


“เดี๋ยว...ผมเหรอ ให้คนของหน่วยเก็บกู้ดีกว่ามั้ง”บอกตามตรงว่าทักษะด้านการกู้ระเบิดผมแทบไม่มีเลย


จะให้มาตัดสายพร้อมกันมันเสี่ยงเกินไป


“ฉันไม่ชอบพวกเขา”จูนจงใจพูดเสียงดังให้ของของหน่วยเก็บกู้ด้านหลังได้ยิน


“ใจเย็น อย่าสร้างศัตรูเพิ่มสิ”แค่นี้หน่วยเราก็แทบไม่มีพันธมิตรแล้วนะ


“เฮอะ...ถึงจะรู้วิธีจัดการแต่จะหาอีกลูกยังไง”


“นั่นสินะ”ไม่มีเวลาพอให้แปลงร่างเป็นสัตว์เพื่อตามกลิ่นหาด้วย


“ฉันพอจะจำกัดระยะได้ ไม่น่าอยู่เกินรัศมี400เมตรจากนี้หรอก”


“400เมตร”ผมพึมพำพลางมองไปทั่วบริเวณ


สถานที่ของการนำระเบิดไปว่างอาจดูกว้างแต่ถ้าในรัศมี400เมตรสามารถจำกัดให้แคบลงได้ ดูจากท่าทางของคนร้ายต้องเป็นคนที่คิดและเตรียมการมาแล้วหากต้องการล่อให้ตำรวจจับและบอกสถานที่ของลูกแรกแปลว่าอีกลูกต้องอยู่ในรัศมีการมองเห็น


ระเบิดมีขนาดประมาณกล่องใส่พิซซ่าแต่หนากว่า ถ้าวางไว้ทั่วไปอาจเป็นจุดเด่น ลูกแรกจงใจว่าไว้ข้างเสาเรียกสายตาของทุกคนให้มองไปเพื่อจะได้ซ่อนอีกลูกไว้ในตำแหน่องที่คาดไม่ถึง ถ้าถามถึงตำแหน่งที่คาดไม่ถึงก็ต้องเป็นข้างใต้อะไรสักอย่าง ใต้เก้าอี้ ใต้พุ่มไม้ ใต้เสื้อผ้าหรือว่าจะเป็น...


“ด้านล่าง...ด้านล่างของระเบิดลูกแรกมีอะไรรึเปล่า”ผมถามจูนเสียงดังพลางลอบสัตเกตคนร้ายที่มีทีท่าชะงักไป


เดาถูกจริงๆด้วย


“ด้านล่างหมายถึงอะไรน่ะ...โอ๊ะ ยกขึ้นได้ด้วย?”จูนทำหน้าประหลาดใจเมื่อสามารถยกระเบิดลูกแรกขึ้นมาได้ ด้านล่างของระเบิดลูกแรกมีระเบิดอีกลูกใส่ไว้


แบบนี้จะค้นหาบริเวณโดยรอบให้ตายยังไงก็คงไม่เจอ


“จัดการกันเลย”


“ได้ เอานี่ เริ่มจากเส้นสีฟ้าด้านนี้แล้วไปน้ำเงินอีกข้าง จากนั้นก็สีแดง เขียวและจบด้วยเหลืองที่อยู่ด้านใต้สุดนะ”จูนอธิบายรัวๆระหว่างส่งที่ตัดระเบิดมาให้


สมกับเป็นจูน สามารถมองระเบิดลูกนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งโดยไม่ต้องมีกระดาษจดด้วยซ้ำ


“อืม”ผมพยักหน้ารับแล้วเริ่มต้นจากเส้นสีฟ้าเป็นเส้นแรก


ทุกครั้งจูนจะให้สัญญาณทำให้สามารถตัดได้พร้อมกันจนถึงเส้นทุกท้ายเวลาซึ่งกำลังนับถอยหลังอยู่ที่1นาทีก็หยุดลง


เดี๋ยวนะ...เหมือนผมจะบอกให้หน่วยเก็บกู้มาเป็นคนทำไม่ใช่ผมนี่


ครืดดด~  ครืดดดด~


“ครับ”ผมรับสายโดยไม่ได้ดูชื่อ อาการล้าจากการเพ่งสมาธิตัดฉนวนระเบิดทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า


อยากกลับไปพักที่ห้องจะแย่แล้ว


เวลาก็ล่วงเลยมาถึง5โมงเย็น กลับไปเอามอเตอร์ไซค์แล้วกลับห้องเลยดีกว่า


(คุณทัณฑธร)เสียงผู้หญิงจากปลายสายทำเอาผมเริ่มขมวดคิ้วแน่นพร้อมความหงุดหงิดที่เริ่มเพิ่มพูนขึ้น


“...ครับ”ปลายสายนี้เป็นเสียงใครผมจำได้ คนของเรือนจำกลางพิเศษที่3


มีแค่เรื่องเดียวเท่านั้นแหละที่จะโทรมา


(เมเกอร์อยากเจอคุณค่ะ)


ว่าแล้วเชียว


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พนักงานของเรือนจำกลางพิเศษที่3โทรมา ตั้งแต่วันนั้นที่ผมไปขอความช่วยเหลือจากเมเกอร์หรือเบซิลทางการได้ส่งคนอื่นเข้าไปเกลี่ยกล่อมซึ่งผลเป็นที่รู้กันอยู่ว่าคือไม่สำเร็จ แต่นอกจากจะไม่สำเร็จหมอนั่นดันพูดกวนประสาท เกลี่ยกล่อม หลอกลวงหรืออะไรก็ไม่รู้แหละทำให้ทางนั้นติดต่อมาว่าให้ผมจัดการเรื่องนี้ต่อ 


นอกจากนี้ยังมีสายโทรเข้าโดยมีประโยคง่ายๆอย่าง เมเกอร์อยากเจอคุณ


แน่นอนผมไม่คิดจะไปเจอจนกระทั่งหัวหน้าเรียกผมไปคุยด้วยเป็นการส่วนตัว เนื้อหาหลักๆคือคนของทางการไม่สามารถกล่อมเมเกอร์ได้สำเร็จและมีเพียงผมคนเดียวที่ดูเหมือนจะมีเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้มากที่สุด


ดังนั้นผมเลยจำต้องยอมไปเจอหมอนั่นเรื่อยมา จนตอนนี้ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว


“วันนี้ผมไม่ว่าง”ผมตอบปลายสายไป


เหนื่อยขนาดนี้ไม่คิดจะไปปวดประสาทเพราะคนเจ้าเล่ห์แถมยังกวนโอ้ยแบบนั้นหรอกนะ


(แต่เขาบอก...)


“อย่าตามใจนักโทษเกินไปนัก ถ้าผมว่างเมื่อไหร่จะไปเอง”ไม่รู้ว่าเบซิลหวาดล้อมยังไงถึงได้ทำให้ผู้คุมทั้งชายหญิงช่วยกันโทรตามผมเป็นว่าเล่น


(อย่าใจร้ายสิ มาเจอผมหน่อยนะ) เสียงทุ้มๆออกแนวปลิ้นปล้อนมีแค่คนเดียวในโลกนี้


เบซิล


“ทำไมถึงมาอยู่ในสายได้”ผมถามกลับเสียงขุ่น เมื่อครู่ยังเป็นเสียงผู้หญิงอยู่เลย


จะบอกว่าอยู่ด้วยคงไม่ใช่


(ก็มันว่าง มีโน้ตบุกอยู่เลยแฮ็กเล่นนิดหน่อย) โน้ตบุกที่ว่าผมเป็นคนให้เขาไว้หาอะไรเล่นฆ่าเวลาแต่ไม่มีทั้งเน็ตและไวไฟแล้วจะแฮ็กเข้าระบบได้ยังไงกัน


“เบซิล”


(ถ้าจะบ่นก็มาบ่นต่อหน้าสิ บ่นทางโทรศัพท์ผมไม่ฟังหรอกนะ)


“วันนี้ผมไม่ว่าง”ไม่รู้ทำไมถึงวนมาเรื่องไปหาที่เรือนจำได้กัน


(เหนื่อยกับการกู้ระเบิดเหรอ)


“ทำไมถึงรู้ได้”เหตุการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นอยู่ไม่มีทางที่คนในเรือนจำจะรู้ได้ในเวลาแค่นี้


(อยากรู้ก็มาหาผมสิ) สุดท้ายก็วนมาเรื่องเดิม


“...พรุ่งนี้”ผมต่อรอง 


ถ้าจะให้ไปวันนี้ยังไงก็ไม่ไหว


(ได้ อย่าลืมเอานมมาเป็นของฝากด้วยนะ)


“พูดเหมือนผมเป็นฝ่ายขออยากเจอคุณเลยเนอะ”


(ผมอยากเจอใบไธม์) พูดจบก็วางสายไปดื้อๆ


คำพูดของนักต้มตุ๋นใครจะไปเชื่อกัน


แต่ในเมื่อพูดว่าจะไปก็เหมือนกับเป็นสัญญา


หากสัญญาไปแล้วผมจะไม่ผิดคำสัญญานั้น


วันรุ่งขึ้นผมมาเยือนเรือนจำกลางพิเศษที่3ในช่วงสายของวันหลังจากเคลียร์รายงานของคดีระเบิดเมื่อวานสำเร็จ ผมเดินเข้าไปด้านในโดยไม่จำเป็นต้องใช้บัตรแสดงตัวหรือติดต่อยังเคาน์เตอร์ด้านหน้าอีกเนื่องจากผมมาเยือนที่นี่เดือนละ3-4ครั้งจนใครๆเขาก็คิดว่ามีญาติติดอยู่ในเรือนจำนี้แล้ว


ห้องสำหรับนัดพบระหว่างนักโทษกับคนจากภายนอกไม่จำเป็นสำหรับผม ลูกกุญแจสำรองห้องด้านในสุดของชั้นใต้ดินผมได้รับมาตามคำสั่งของหัวหน้าทำให้สามารถเดินเข้าไปหาเบซิลในห้องได้ตลอด


แกร็ก


ไม่มีการเคาะหรือส่งเสียงใดๆผมไขประตูแล้วเปิดเข้าไปด้านในทันที ทุกอย่างในห้องยังคงเหมือนเดิมที่ต่างมีเพียงเจ้าของห้องกำลังส่งรอยยิ้มพรายพราวมาเมื่อเห็นผมเดินเข้าไป เบซิลปิดฝาโน้ตบุกก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้


“ใบไธม์”เสียงเรียกมาพร้อมกับแขนสองข้างอ้าออกกว้างเตรียมคว้าตัวผมเข้าไปกอดแน่นทว่าผมกลับหมุนตัวหลบแขนนั่นแล้วยืนถุงใส่นมไปให้แทน


“เอาไป”


“ไม่ได้เจอกันตั้งหลายอาทิตย์จะไม่กอดกันให้หายคิดถึงหน่อยเหรอ”อีกฝ่ายรับถุงไปเปิดอ้าดูของภายใน


“ผมไม่ได้คิดถึงคุณ”ผมส่ายหัวรัวๆแสดงออกถึงความจริงจัง


“ใจร้ายจังทั้งที่ผมคิดถึงคุณทุกวันแท้ๆ”


“ไม่มีใครให้กวนเล่นเหรอ”ผมถามกลับไปตามตรง


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอคำหวานพวกนี้ ทุกครั้งที่มาก็เป็นแบบนี้ตลอด...ผมคอยสังเกตเบซิลมาตลอดรู้ดีว่าคำพูดกวนประสาทกับรอยยิ้มนั่นมันไม่ใช่ของจริง ราวกับเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นตัวเองกับอะไรสักอย่างแต่แล้วสิ่งที่สร้างนี้กลับกลืนกินตัวตนจริงๆไปจนหมด


“มีแต่ไม่สนุกเท่าคุณ”


“กลัวไม่มีอะไรพูดรึไง”ยิ้ม หัวเราะและกวนประสาทอยู่ตลอด สร้างเรื่องให้สมองต้องคิดเพื่อจะได้ไม่มีเวลาว่าง


“...คุณนี่พูดแทงใจจังนะ”เบซิลชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยิน


“พูดความจริงต่างหาก จะบอกให้ไหมว่าทำไมคุณถึงรู้สึกสนใจผม”


“รู้เหรอ”


“เพราะผมไม่เหมือนคนอื่นที่ดิ้นไปกับคำพูดกวนประสาทและล่อหลอกของคุณ”เป็นคำตอบง่ายๆ


“ก็อาจใช่...แต่ไม่ทั้งหมด จริงอยู่ที่คุณไม่แสดงออกเหมือนคนอื่นๆแต่มีบางอย่าง อะไรบางอย่างที่ทำให้ผมอยากเจอคุณอยู่ตลอด”เบซิลบอกพลางใช้ดวงตาสีเขียวมรกตประสานมายังดวงตาสีน้ำตาลของผมนิ่งๆ


ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดอะไรมากไปกว่านี้


บรรยากาศอันเต็มไปด้วยถ้อยคำกวนๆเริ่มสงบนิ่งลง


“อยู่เงียบๆแบบนี้ดีกว่าตั้งเยอะ”ผมพึมพำเสียงเบาระหว่างนั่งนิ่งๆอยู่บนเตียง


ในห้องนี้ไม่ได้มีเฟอร์นิเจอร์อะไร ที่นั่งจึงมีเพียงเตียงของเบซิลเท่านั้น


แม้พวกเราจะไม่ได้ตัวใหญ่นักแต่การที่ผู้ชายนั่งอยู่บนเตียงเดียวกันก็ทำให้เตียงแคบขึ้นมาก


“ผมอยู่เงียบๆมาหลายอาทิตย์แล้วเหอะ”เบซิลบอก


“ก็พูดคนเดียวได้นี่”ไม่เห็นต้องอยู่เงียบๆเลย


“ผมไม่ใช่คนบ้านะคุณที่จะคุยกับตัวเอง”


“ดีออก เผื่อคุณจะได้ย้ายไปอยู่โรงพยาบาลแทน”


“เดี๋ยวนี้กวนเก่งขึ้นนะ”


“ติดมาจากคนข้างๆมั้ง”ผมเองยังแปลกใจตัวเองเลย ปกติผมไม่ใช่คนพูดกวนคนอื่นแบบนี้


การได้อยู่นิ่งๆเป็นสิ่งที่ผมชอบมากกว่าการพูดคุยเรื่องไร้สาระทว่าตั้งแต่ได้มาเจอกับเบซิลถ้อยคำแสนกวนประสาทนั่นทำเอาอารมณ์ผมขึ้นจนต้องหาทางตอกกลับไปสักประโยค


“ดีใจนะเนี่ยที่สามารถแพร่เชื้อให้คุณได้”


“ผมไม่ได้ชม”


“ไม่ต้องเขินน่า”


“ใครเขินกัน”คำพูดผมมั่นสื่อไปในทางชื่นชมตรงไหน


ไม่มีสักนิด


“อยากคุยกับคุณทุกวันเลย”อยู่ๆเบซิลก็เปลี่ยนเรื่องพูด


“ผมไม่ได้ว่างขนาดนั้น จะว่าไปเมื่อวานคุณแฮ็กระบบโทรศัพท์ได้ยังกัน ทั้งเน็ตทั้งไวไฟก็ไม่มีสักหน่อย”กะจะถามตั้งแต่เจอหน้าแล้วแต่ถูกอีกฝ่ายชักจูงจนลืมไปเลยว่าต้องถาม ส่วนสาเหตุที่ผมให้โน๊ตบุ๊คทิ้งไว้ก็เพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงจะเบื่อที่วันๆ เอาแต่นอนผมเลยให้ไว้เล่นฆ่าเวลาแต่ใครจะคิดล่ะว่าจะสามารถแฮ็กระบบได้อีก 


วันนี้ผมต้องขอโน๊ตบุ๊คคืนแล้วล่ะ ขืนให้ใช้ต่ออาจมีเรื่องน่าปวดหัวเกิดขึ้น


“แค่มีเจ้านี่ก็มากพอแล้ว”เบซิลชี้ไปยังโน้ตบุกด้านข้าง


“ยังไง”


“ต่อให้ไม่มีเน็ตหรือไวไฟให้แต่ใช่ว่าจะแฮ็กไม่ได้นี่ ในเรือนจำนี้มีทั้งเน็ตและไวไฟถูกปล่อยเป็นจุดๆอยู่แล้ว...”


“แต่นั่นมีรหัสล๊อคไว้ไม่ทางที่คนนอกจะเข้าได้”เรื่องเน็ตและไวไฟของที่นี่ผมรู้อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนจะให้โน้ตบุกอีกฝ่ายไว้ ต่อให้มีการปล่อยสัญญาแต่หากไม่มีรหัสค่าก็เท่ากันคือไม่สามารถเชื่อมต่อได้


“ทำไมจะไม่ได้ แค่รหัสน่ะเดาไม่ยากนี่”เบซิลตอบพร้อมยกยิ้มุมปากขึ้น


“เดา? จะบอกว่าคุณเดารหัสที่ไม่รู้ว่ากี่หลักเนี่ยนะ”ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยินจริงๆ


รหัสส่วนมากจะบังคับอยู่ที่6-12หลักซึ่งแม้จะตั้งไว้แค่6หลักแต่นอกจากต้องเดาตัวเลขแล้วยังมรภาษาไทยและอังกฤษเข้ามาร่วมด้วย แค่นั้นยังไม่พอตัวเล็กตัวใหญ่ก็ยังมีผล ต่อให้เดารหัสถูกแต่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นตัวเล็กใหญ่ก็ไม่สามารถเข้าได้อยู่ดี


“ไม่ได้ยากขนาดนั้น แค่ทำความเข้าใจ หาความเป็นไปได้และวิเคราะห์มันออกมา ลองไม่กี่ครั้งก็สามารถเข้ารหัสได้แล้ว อย่างเรือนจำกลางพิเศษที่3นี่หากจะตั้งรหัสต้องเกี่ยวเนื่องกับเรือนจำซึ่งมีเลข3แน่นอน ในกรณีที่คนตั้งไม่ใช่คนคิดมากก็จะใช้คำภาษาอังกฤษของเรือนจำแล้วตามด้วยเลข3 และถ้าเป็นคนที่มีความรู้ในการตั้งภาษาอังกฤษส่วนมากจะใช้ตัวใหญ่นำหน้าไม่ก็ตัวสุดท้ายหากเป็นวัยรุ่นหน่อย ดังนั้นรหัสของเรือนจำสามจึงมีขอบเขตอยู่ไม่มาก พอเข้ารหัสได้จากนั้นจะแฮ็กอะไรมันก็ง่ายแล้ว”เบซิลอธิบายด้วยน้ำเสียงปกติคล้ายเรื่องที่เขาทำไม่ใช่เรื่องยากหรือซับซ้อนแม้แต่นิด


ทั้งระบบความคิด การวิเคราะห์และแยกแยะ รวมถึงการหาความเป็นไปได้


คนปกติไม่มีใครคิดไปถึงขั้นนั้นหรอก


หัวระดับนี้ไม่ควรมาจบลงด้วยการนอนเล่นอยู่ในห้องมืดนี่


“ทั้งที่มีความสามารถขนาดนี้แต่ทำไมถึงไม่ใช้มันให้ได้ประโยชน์กว่าการแฮ็กระบบเอาเงินคนอื่นล่ะ”ผมถามกลับ


“เพราะถ้าทำแบบนั้นมันน่าเบื่อไง ต้องอยู่ในขอบเขตของกรอบที่วางไว้มันน่าเบื่อจะตาย”ระหว่างพูดเขาก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงใช้สองแขนแทนหมอนหนุน


“ต้องการความสนุกไปทำไม ชีวิตสงบๆไม่ดีเหรอ”บอกตามตรงว่าไม่เข้าใจวิธีคิดของเบซิลเอาซะเลย


“ไม่ใช่ไม่ดี อย่างที่บอกมันน่าเบื่อ”


“ที่ยอมถูกจับเพราะเบื่อด้วยรึเปล่า”นี่เป็นอีกสิ่งที่ผมคาใจอยู่


เบซิลยอมออกมามอบตัวกับตำรวจเองโดยที่ทางการไม่สามารถตามจบตัวเขาได้ 


“ก็นะ แค่อยากหาที่อยู่สบายๆน่ะ”


“ในคุก?”สบายตรงไหน


“มีข้าวให้กิน มีห้องในอยู่ มีเตียงให้นอน สบายจะตาย”


“ไม่ลองเข้าร่วมกับทางการดูล่ะ หลายๆคดีที่คุณทำต้องมีสนุกบ้างแหละ”สำหรับคนไม่ชอบความน่าเบื่อคดีของทางการอาจท้าทายและทำให้เขารู้สึกสนุกขึ้นได้


“เลือกกล่อมได้ถูกจุดดี แต่ยังไงคำตอบก็ไม่เปลี่ยน ยิ่งตอนนี้ยิ่งไม่มีทางเปลี่ยน”


“ทำไมล่ะ”ผมไม่เข้าใจความหมายของประโยคนั้น


“เพราะถ้ายอมร่วมมือกับทางการก็ไม่ได้เจอคุณน่ะสิ”เป็นคำตอบที่ยากเกินคาดเดาจริงๆ


ก็จริงอย่างที่ว่าถ้าเขายอมตกลงร่วมมือกับทางการ ผมที่คอยเกลี่ยกล่อมคงไม่จำเป็นต้องมาพบเจอหรือพูดคุยอีกแล้ว พวกเราจะกลับไปต่างคนต่างอยู่เหมือนเมื่อก่อน


“ก็ดี”


“คุณดีแต่ผมไม่ดีนี่”


“ทำตัวเป็นเด็ก”ผมบ่นเสียงเบา


“เป็นเด็กก็ได้ ขอกอดหน่อยสิครับ”เบซิลดัดเสียงเด็กพลางเด้งตัวขึ้นมาคว้าเอวผมแล้วกอดไว้หลวมๆ


“ปล่อยเดี๋ยวนี้เบซิล”ผมไม่รอให้ถูกคุกคามมากไปกว่านี้รีบจัดการดันหัวอีกฝ่ายที่กำลังเกยขึ้นมาบนตักกดลงไปกองอยู่บนพื้นเตียงโดยมือที่กอดเอวนั้นถูกรวบแล้วบิดแรงๆ


“โอ้ยๆ เจ็บนะ”เบซิลถึงกับร้องเสียงหลง


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


เสียงเคาะประตูห้องเรียกสายตาของพวกเราทั้งคู่ให้หันไปมองเป็นตาเดียว ในหัวเองคงคิดประโยคเดียวกันว่าคนด้านนอกเป็นใคร จะบอกว่าเป็นผู้คุมก็ไม่ใช่เพราะนี่ไม่ใช่การเรียกพบนักโทษอย่างเป็นทางการที่มีเวลาจำกัด ต่อให้ผมอยู่สักครึ่งวันก็ไม่มีใครมาตามหรอก


ยังไม่ทันที่ความสงสัยจะคลายคนหน้าห้องก็เปิดประตูแล้วเดินเข้ามา ร่างสมส่วนของชายวัยกลางคนเดินเข้ามาพร้อมใช้ดวงตาสีน้ำตาลจับจ้องมายังผมและเบซิลก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาบางๆ


“สนิทกันดีนี่ไธม์”หัวหน้าไพลสันต์เอ่ยทักทาย


“ไม่เลยครับ”ผมกดหัวเบซิลลงกับเตียงแรงๆก่อนจะลุกขึ้นมาทำความเคารพหัวหน้าหน่วยสืบสวนพิเศษ


“นี่ฉันคงไม่ได้มารบกวนเวลาของพวกเธอใช่ไหม”


“ไม่...”


“ในเมื่อรู้ก็ช่วยรีบกลับไปได้ไหมครับคุณหัวหน้าหน่วยสืบสวนพิเศษ”เบซิลพูดแทรกปะโยคที่ผมกำลังจะพูด และประโยคนั้นผมถึงกลับหันควับไปมองใบหน้าของเบซิลที่กล้าเอ่ยประโยคนั้นออกไปด้วยความตกตะลึง


“หึ...ดูเหมือนไธม์จะมีผลต่อเธอไม่น้อยนะเมเกอร์”หัวหน้าพูดกับเบซิล


“ไม่ปฏิเสธ”


“งั้นเขาพอจะกล่อมให้เธอเข้าร่วมกับทางการได้รึเปล่าล่ะ”ยิงประเด็นตรงๆไม่อ้อมค้อมเลยนะหัวหน้า


“ไม่”คำตอบของเบซิลยังคงเด็ดขาดเหมือนเคย


“แล้วถ้าฉันเปลี่ยนคำถามคำตอบจะเปลี่ยนไปไหม”


“ต้องขอฟังคำถามก่อน”เบซิลไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครง่ายๆ เขาจะไม่ตอบไปมั่วๆถ้ายังไม่มีข้อมูลมากพอให้ตัดสินใจ


“อยากเข้าร่วมหน่วยสืบสวนพิเศษของฉันไหม”


“...”คำถามนั้นทำเอาผมและเบซิลขมวดคิ้วพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย


ฟังเผลินๆคำถามอาจเหมือนกันแต่ไม่ใช่ คำว่าทางการหมายถึงหน่วยของทหารหรือตำรวจแต่ถ้าเป็นหน่วยสืบสวนพิเศษเป็นหน่วยเฉพาะที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับทางการหรือหน่วยใดๆ


จริงอยู่ความสามารถและทักษะระดับเบซิลสูงกว่าคนของตำตรวจหรือทหารหากให้ไปเข้าร่วมคงได้มีการกวนประสาทจนทำงานไม่ได้จึงเหมาะจะมาอยู่หน่วยสืบสวนพิเศษมากกว่า และหน่วยสืบสวนพิเศษก็เป็นแหล่งรวมของคนมีความสามารถพิเศษ พิเศษทั้งทักษะและนิสัยเลย


แต่ไม่เคยมีประวัติที่ทางหน่วยสืบสวนพิเศษให้นักโทษเข้าร่วมมาก่อน


“ไธม์เป็นรองหัวหน้าของหน่วยสืบสวนพิเศษซึ่งเธอน่าจะรู้อยู่แล้ว ถ้ายอมตกลงร่วมมือนอกจากจะได้ออกจากคุกแล้วยังสามารถเจอไธม์ได้เกือบทุกวันยังที่ทำงาน”


“หัวหน้า”ประโยคเกลี่ยกล่อมมันดูแปลกๆไปไหม


ขนาดยกเรื่องลดโทษยังไม่มีทีท่าสนใจสักนิด


แล้วยกเรื่องผมมาหลอกล่อแบบนี้มันจะได้ผลได้ยังไง


“ฮืม...น่าสนใจดีนี่ แต่คงไม่คิดว่าแค่นี้จะทำให้ผมตกลงหรอกใช่ไหม”ท่าทางของเบซิลเปลี่ยนไป เขาดูสนใจเรื่องที่หัวหน้ายกขึ้นมาอยู่ไม่น้อย ดวงตาสีเขียวกำลังทอประคล้ายกำลังวางแผนอะไรสักอย่างอยู่


“ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในหน่วยสืบสวนพิเศษไธม์จะเป็นคนคอยควบคุมและดูแลเธอ”


“เดี๋ยวหัวหน้า...”จะไม่ถามความสมัครใจสักหน่อยเหรอ


แล้วทำไมต้องยกเรื่องผมมาต่อรองอีกแล้วล่ะ


ต่อให้ยกมาแบบนั้นแต่เบซิลไม่มีทางยอมตกลง...


“ตกลง”


“...”ผมหันควับไปมองหน้าเบซิลด้วยความไม่เข้าใจ


ตกลง?


ตกลงเนี่ยนะ


ข้อเสนอของหัวหน้าไม่มีทั้งลดโทษจำคุกหรือให้อิสระใดๆมีแค่ผม


ผม


และผม


แล้วทำไมถึงยอมตกลงล่ะ


สายตาของเบซิลหรี่ลงเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มเหมือนกับว่าได้สิ่งที่ต้องการสมความตั้งใจ


อย่าบอกนะว่าวางแผนไว้ให้ได้ข้อเสนอแบบนี้น่ะ


“ดีจังเนอะจากนี้จะได้เจอกันทุกวันเลย”


“...”


“ผมค่อนข้างอ่อนแอเพราะงั้นดูแลผมดีๆด้วยนะ ฝากด้วยด้วยล่ะคุณรองหัวหน้า”


ในหัวตอนนี้ไม่ได้ยินทั้งน้ำเสียงหรือมองเห็นรอยยิ้มของเบซิล สิ่งเดียวที่ในหัวกำลังคิดและประเมินออกมาหลังจากได้ยินคำตกลงนั่นคือ...


ลาก่อน...ความสงบของผม 

...................................................................... 

สวัสดีค่ะ

ให้รอกันนานเลยกับเรื่องนี้

ไม่รู้จะมีใครรออ่านกันอยู่บ้านไหม 555

เรื่องนี้เราแต่งไปยิ้มไปรู้สึกสนุกกับนิสัยทะเล้นๆ ของเบซิล

หวังว่าทุกคนจะอ่านแล้วจะชอบกันเน้อออ

ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจที่ให้มานะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า 

บ๊ายบายค่ะ

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น