facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 9 : ข้อแลกเปลี่ยน

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 9 : ข้อแลกเปลี่ยน

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 20:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 9 : ข้อแลกเปลี่ยน
แบบอักษร

                ใบสน Part.

บ้านธีระทานนท์

                ผมกับพี่ไผ่นั่งอยู่บนเตียงในห้องนอนซึ่งพี่เมฆเป็นคนจัดเตรียมไว้ให้ ในนี้มีข้าวของเครื่องใช้อำนวยความสะดวกทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทีวี โซฟา เครื่องทำน้ำอุ่น ไปจนถึงเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่พี่เมฆเพิ่งพาไปซื้อ ของขึ้นห้างราคาหลักร้อยทั้งนั้น ผมกำลังนั่งคิดว่าจะหาเงินที่ไหนมาใช้ให้ดี

                “นอนรวมกันได้ใช่มั้ย” พี่เมฆถามหลังจากเดินมาหา เขาเอามือแตะไหล่ผมกับพี่ไผ่พร้อมกัน เราสองคนพยักหน้าตอบ น้ำตาแห่งความเสียใจและเคียดแค้นยังคงไหลออกมาจากดวงตาแดงช้ำ

                “อาจจะฟังดูไร้สาระ แต่ไม่ต้องแล้ว เข้าใจมั้ย” ถึงจะปลอบไม่เก่งแต่พี่เมฆก็พยายามปลอบ พวกผมพยักหน้าตอบอีกครั้ง

                “เราจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหนก็ได้ เอาเป็นว่าทำงานที่ร้านจัดดอกไม้ตอบแทนพี่แล้วกัน แล้วเดี๋ยวพี่คิดค่าแรงให้แบบรายสัปดาห์” เขายื่นข้อเสนอดี ๆ ให้ ฟังแล้วเรามีแต่ได้กับได้ ให้ที่อยู่แล้วยังให้เงินอีก ทั้งที่งานฟังแล้วไม่น่าจะหนักหนาอะไรแท้ ๆ

                “ไผ่กับสนช่วยงานพี่ได้นะ แต่เราไม่เอาเงินหรอก ได้มาก็ไม่รู้จะเอาไปใช้ซื้ออะไร” พี่ไผ่พูดพลางเช็ดน้ำตา

                “อ้าว จะไม่เอาได้ไง ไม่มีเงินแล้วจะอยู่ยังไงล่ะ เผื่ออยากได้อะไรขึ้นมาแล้วจะเอาเงินที่ไหนซื้อ” เพราะระหว่างนั่งรถเข้ากรุงเทพพี่เมฆได้ถามถึงเรื่องทางบ้าน เขารู้แล้วว่าผมกับพี่ไผ่ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีใครเลยนอกจากกันและกันในฐานะพี่น้อง เขาเลยยื่นข้อเสนอที่จะทำให้เรามีรายได้เอาไว้จับจ่ายใช้สอย

                “ไม่เอาไม่ได้ ปกติพี่จ่ายให้เด็ก ๆ วันละสี่ร้อย ถ้างั้นเราสองคนคนละสองร้อย ตกลงมั้ย ยังไงได้ครึ่งนึงก็ยังดี” สุดท้ายพี่เมฆก็มัดมือชกพวกเรา ถึงจะทำเป็นถามว่าตกลงมั้ยก็เถอะ ผมกับพี่ไผ่พยักหน้าตอบอย่างจำใจ

                “ลืมทุกอย่างซะ แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่กับพี่ อยู่ที่นี่ไม่มีใครทำอะไรเราสองคนได้แน่นอน” เขาบอกก่อนเดินไปหน้าทีวี พี่เมฆหยิบรีโมททีวีมาแล้วเปิดให้ดู

                “เอาล่ะ ถ้าจะเปิดทีวีก็ต้องเสียบปลั๊กแล้วเปิดตรงนี้” เขาเปิดช่องรายการต่าง ๆ ให้เราดูแล้วก็ไปหยุดอยู่ช่อง ๆ หนึ่งซึ่งมีนักข่าวกำลังรายงานข่าวค่ำ

                “มาต่อกันที่ข่าวอุบัติเหตุนะครับ เป็นเหตุรถบรรทุกชนกับรถจักรยานยนต์และรถกระบะ เบื้องต้นบาดเจ็บสาหัสเจ็ดรายพบผู้เสียชีวิตสองรายเป็นนางศรสนองและบุตรชายผู้เป็นคนขับรถกระบะนะครับ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำผู้ประสบเหตุทั้งหมดส่งโรงพยาบาล จากการสอบถามผู้ประสบอุบัติเหตุเบื้องต้นทราบว่าคนขับรถบรรทุกอ้างว่ามองไม่เห็นว่ามีรถกระบะและรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขับมา จึงทำให้ประสานงากันในที่สุด” ผมกับพี่ไผ่หยุดฟังพร้อมกันรวมถึงพี่เมฆด้วย เขาถึงกับทรุดนั่งลงบนโซฟาหน้าทีวีเมื่ออุบัติเหตุดังกล่าวที่นักข่าวรายงานมันเกิดขึ้นกับชาวบ้านที่แห่มาเผาบ้านเราสองคน

                “ป้าศรกับลูกตายแล้ว” พี่เมฆพูดแล้วหันหน้ามาทางเราสองคน

                ใบสน Part End.

                “ป้าศรกับลูกตายแล้ว” ผมพูดก่อนหันหน้ากลับไปมองสองพี่น้องที่เพิ่งโดนบุคคลดังกล่าวกล่าวหาว่าเป็นผีและใช้ไฟกับน้ำมันก๊าดเผาบ้านมาหมาด ๆ

                “ไผ่รู้” ไผ่ตอบ นัยน์ตาสองข้างไร้ซึ่งน้ำตาทั้งที่เมื่อกี้ยังร้องไห้อยู่เลย

                “พี่ไผ่ดูสิ เขาบอกว่าป้าศรกระเด็นออกมานอกรถด้วย” สนพูดเสริมแล้วชี้นิ้วมาที่จอทีวี ไผ่มีสีหน้าเรียบนิ่งแต่แววตากลับแฝงไปด้วยความรู้สึกสะใจ ใช่ ไผ่ไม่สามารถเก็บซ่อนอารมณ์และความรู้สึกทั้งหมดผ่านแววตาคู่นั้นได้

                “น่าสงสารพวกเขาเนอะ จะรู้ตัวรึเปล่าว่าตัวเองตายแล้ว”

                “นอกจากพวกฆ่าตัวตายเท่านั้นแหละที่จะรู้ว่าตัวเองตายแล้ว” สนตอบยิ้ม ไผ่เองก็หลุดยิ้มออกมาเหมือนกำลังขำในคอเบา ๆ

                “ถ้ารู้ตัวว่ามาเผาบ้านเราแล้วต้องตาย… เขาจะมามั้ยนะ”

                “แบบนี้เรียกว่ารนหาที่รึเปล่าพี่ไผ่ อยู่ดี ๆ ไม่ชอบ ชอบแกว่งเท้าเสี้ยน” เสียงเย็นยะเยียบของทั้งสองทำเอาผมรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างบอกไม่ถูกว่าตกลงผมกำลังเป็นอะไรกันแน่ ผมรีบเปลี่ยนช่องรายการทันทีแล้ววางรีโมทไว้บนโซฟา ผมหยิบผ้าขนหนูที่พับไว้มาให้พวกเขา

                “อาบน้ำเสร็จแล้วไปหาพี่ที่ห้อง พี่จะกำหนดวันทำงานให้” ผมพูดเพื่อเป็นการจบบทสนทนาดังกล่าว ไผ่เงยหน้ามามองยิ้ม แต่เปล่าเลย นัยน์ตาไผ่มันฟ้องว่าไผ่ไม่ได้ยิ้มให้ผมจริง ๆ สนเองก็เช่นกัน

                “พี่ไปก่อนนะ” ผมพูดพร้อมเดินกลับมายังห้องนอนของตัวเอง มันอยู่เยื้องกับห้องของไผ่และสน ในหัวผมตื้อไปหมดหลังจากเจอแต่เรื่องแย่ ๆ แต่ก็มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นบ้างนั่นก็คือการยื่นมือเข้าไปช่วยคนที่กำลังลำบาก ผมหลุดยิ้มออกมาหลังจากรู้ว่ายังไงซะคืนนี้ไผ่กับสนก็กินอิ่มนอนหลับและมีที่ซุกหัวนอน

                ผมเดินผ่านหน้าตังเมเข้าไปในห้องน้ำเสียเฉย ๆ สายน้ำเย็น ๆ ที่ไหลออกมาจากฝักบัวกำลังชโลมรดร่างกายตั้งแต่หัวไหล่ลงมาจนถึงต้นขาและข้อเท้า ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายจนต้องผ่อนลมหายใจร้อนออกมาจากลำคอก่อนเงยหน้าขึ้น น้ำสีใสไหลรินลงมาบนใบหน้าและผมรองทรงสูง ผมหลับตาอยู่อย่างนั้นกระทั่งต้องลืมตาขึ้นอีกครั้งหลังจากรู้สึกว่ากำลังมีใครบางคนจ้องมองอยู่

                ผมกวาดสายตามองรอบห้องน้ำ ในที่นี้ไม่มีใครนอกจากเงาของตัวเองในกระจกบานใหญ่ตรงหน้า ผมยักไหล่หนึ่งครั้งแล้วรีบอาบอย่างลวก ๆ ให้เสร็จไปที เผื่อไผ่กับสนอาบเสร็จแล้วจะได้ไม่ต้องรอ

                ผมออกมาจากห้องน้ำพลางใช้ผ้าขนหนูเช็ดหัวตัวเองซ้ำ ๆ พร้อมกับความรู้สึกตงิด ๆ ที่คิดว่ามีใครบางคนจ้องมองอยู่ รวมถึงตอนหูแว่วที่ได้ยินเสียงไผ่กับสนตอนอยู่บ้านไอ้กร และทันใดนั้นไผ่ก็เรียกผม เสียงไผ่ดังมาจากหน้าประตูห้อง

                “พี่เมฆ ไผ่อาบน้ำเสร็จแล้ว สนก็ด้วย” ไผ่เคาะประตูห้องซ้ำ ๆ

                “ครับ ๆ แป๊บนึงนะเดี๋ยวพี่เปิดให้” ผมรีบสวมกางเกงและเสื้อคอกลมใส่สบายก่อนเดินไปเปิดประตูรับทั้งสอง สองพี่น้องสวมเสื้อยืดคอกลมกับกางเกงขาสั้นที่ผมซื้อให้ เหมาะดีจริง ๆ ผมคิดแล้วผายมือเข้าไปในห้องก่อนออกตัวเดินนำหน้า

                “นั่งรอบนเตียงก่อนก็ได้” ผมบอก ทั้งสองนั่งลงบนเตียงพร้อมกัน สนรีบคว้าตัวตังเมมานั่งบนตักส่วนไผ่ก็กำลังกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้อง

                “ห้องพี่เมฆไม่มีพระใช่มั้ย” ไผ่ถาม

                “ไม่มีครับ ทำไมหรอ”

                “เปล่า ก่อนนอนเราก็ต้องไหว้พระ จะได้ไม่ฝันร้ายไง” ไผ่พูดยิ้ม ผมยื่นตารางงานให้ทั้งสองหลังจากใช้ปากกาเน้นข้อความขีดไว้ให้แล้วว่าจะให้ทำงานวันไหนบ้าง

                “พระอยู่ในใจ มีไว้แต่ถ้าไม่รู้จักเคารพท่านก็เท่านั้น อ่อ อาทิตย์หน้าค่อยเริ่มงานนะ ตอนนี้พักไปก่อน พวกเราเจอแต่เรื่องแย่ ๆ พี่เข้าใจ” ผมกำหนดเวลาให้พวกเขาทำงานวันเดียวกัน จะได้ไม่มีใครเหงาเวลาใครคนหนึ่งต้องอยู่บ้านคนเดียว คนน้องพยักหน้าตอบ ไผ่เงยหน้ามามองผมแล้วส่งยิ้มให้ ผมดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของไผ่อีกครั้งรวมทั้งของสนด้วย สนยิ้มจนตาปิดทำให้ผมคิดว่าถ้าคืนนี้ไม่ยื่นมือไปช่วย พวกเขาจะไปนอนที่ไหนแล้วป่านนี้จะได้กินข้าวแล้วหรือยัง

                “ขอบคุณพี่เมฆมาก ๆ สำหรับทุกอย่าง” สองคนพูดขึ้นพร้อมกัน

                “ครับ ไม่เป็นไร”

                “งั้น… ไผ่… ไปก่อนนะ” คนเป็นพี่บอกพร้อมลุกขึ้นยืน มือข้างหนึ่งฉุดให้สนลุกขึ้นตาม สนปล่อยตังเมลงบนพื้นแล้วส่งยิ้มจาง ๆ ให้ผม

                “ครับ ฝันดี ทั้งคู่เลย” ผมโบกมือให้แล้วหยิบแว่นมาสวมแล้วเหลียวหลังมองเด็กผู้ชายวัยยี่สิบเอ็ดปีที่ไม่มีแม้กระทั่งพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ พวกเขาไปไหนกันนะ ทำไมถึงปล่อยให้ลูกหลานน่ารัก ๆ อยู่ด้วยกันตามลำพังแค่สองคนแบบนี้

                ทันทีที่ทั้งคู่ออกไปจากห้องผมก็ปิดไฟในห้องแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้าง นาฬิกาดิจิตอลบนฝาผนังบอกว่ามันเป็นเวลาห้าทุ่มกว่า ๆ ที่ปกติผมหลับไปแล้วหลายตื่น ผมฝืนลืมตาแทบไม่ไหวแต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้นอนไม่หลับ

                “เฮ้อ…” ผมถอนหายใจแล้วพลิกตัวนอนหันหน้าเข้ากำแพง ตาผมปรือใกล้ปิดเต็มที แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงสะอื้นดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบ

                “ฮึก ๆ” ผมเงี่ยหูฟังเหลียวหลังมองหน้าประตูห้องเพราะเสียงมันดังมาจากทางนั้น

                “ฮือ ๆ ฮึก ! ฮือ…” ผมลุกขึ้นนั่ง ขณะเดียวกันเสียงสะอื้นก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ

                “ฮือ… ฮือ…” เสียงสะอื้นดังไม่ขาด มันไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก หนำซ้ำยังดังกว่าเก่า ผมตัดสินใจก้าวขาลงจากที่นอนแล้วค่อย ๆ เดินย่องไปหน้าประตู บรรยากาศรอบตัวมืดสนิทมีเพียงแสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์เป็นตัวนำทาง

                พอถึงหน้าประตูผมก็หยุดยืนอยู่กับที่ ที่ผมไม่เปิดออกไปเพราะอยากลองถามดูก่อนว่าใช่ไผ่กับสนรึเปล่า

                “ไผ่ ใช่เรารึเปล่า” ผมถาม อีกฝ่ายไม่ยอมตอบ

                “หรือว่าสน” ผมถามซ้ำ และคำตอบที่ได้กลับมาก็คือความเงียบงัน เสียงสะอื้นหายไป ผมตัดสินใจเปิดประตูเข้ามาแล้วรีบฉายไฟออกไปแต่ก็ไม่พบใคร

            ‘แล้วใครร้อง’ คำถามที่ไร้คำตอบผุดขึ้นในหัว ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องผีเลยสักนิดแต่กำลังคิดว่าสองพี่น้องจะกำลังนอนร้องไห้อยู่รึเปล่า

                ผมไม่รีรอรีบสาวเท้าออกไปหยุดยืนอยู่หน้าห้องของไผ่และสน ผมบิดกรประตูเข้าไปอย่างช้า ๆ บานประตูส่งเสียงดังแอ๊ด… เมื่อยื่นหน้าเข้าไปในนั้น ภายในห้องมืดสนิท มันเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน แต่จู่ ๆ ก็มีแสงสว่างวาบเกิดขึ้นท่ามกลางห้องพร้อมกับเสียงนักข่าวรายงานข่าวดังมาจากทีวี

                “เมื่อเวลายี่สิบสามนาฬิกาที่ผ่านมาเกิดเหตุอุบัติเหตุใหญ่ รถบรรทุกประสานงากับจักรยานยนต์และรถกระบะ พบผู้เสียชีวิตสองรายเป็นนางศรสนองและบุตรชาย ส่วนผู้บาดเจ็บอีกเจ็ดรายทางเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ล่าสุดทีมแพทย์รายงานว่าอาการห้าสิบห้าสิบ เป็นตายเท่ากัน”

                มันเป็นข่าวของป้าศร นี่ไผ่กับสนยังไม่นอนใช่มั้ยถึงได้เปิดข่าวดูตอนนี้ ผมคิดก่อนเดินเข้าไปในห้องและก็พบว่าสองคนนอนห่มผ้าดูข่าวภาคค่ำอย่างสบายใจ

                “พี่นึกว่าพวกเรานอนแล้วซะอีก” ผมบอกก่อนเอื้อมมือไปหมุนสวิตซ์ไฟให้ไฟสว่างขึ้นอีกหน่อย

                “สนอยากดูข่าว ไผ่เลยเปิดให้มันดู” ไผ่พูด มือก็ลูบหัวสนเบา ๆ ทำอย่างกับกล่อมเด็กน้อยเข้านอน สนส่งสายตาเชื่อมมองมาทางผม คงจะง่วงเต็มที

                “ง่วงแล้วทำไมไม่นอน ฝืนอยู่ได้” ผมแซวยิ้มแล้วนั่งลงบนเตียง ไผ่ขยับตัวให้ผมนั่งด้วย

                “พี่นั่งด้วยได้มั้ย” จริงอยู่ที่ต้องถามตามมารยาท และไผ่ก็พยักหน้ารับ

                “น่าสงสารเขานะ ไม่รู้ป่านนี้ทางบ้านจะรับได้รึเปล่า” เสียงผมเบาลงนิดหน่อย ผมคิดสงสารป้าศรและคนที่อยู่ข้างหลังว่าจะกินอยู่กันยังไงหากขาดแกไป แต่แล้วไผ่ก็โพล่งพูดขึ้นมา

                “แล้วพี่เมฆไม่สงสารไผ่กับน้องหรอ”

                “หืม” หลังจากได้ยินผมก็ย่นคิ้วถาม

                “พี่เมฆไม่สงสารไผ่กับน้องหรอ” ไผ่ถามซ้ำ บอกตามตรงว่าผมไม่รู้จะพูดยังไง จะพูดว่าสงสารก็กลัวไผ่หาว่าผมไปสมเพชที่ชีวิตเขาตกระกำลำบากขนาดนี้

                “ถ้าพี่บอกว่าสงสาร เราจะโกรธพี่มั้ย”

                “ทำไมต้องโกรธ” ไผ่บอกเสียงเอื่อย

                “แต่ถ้าพี่เมฆไปสงสารคนพวกนั้น พี่ไผ่โกรธแน่” สนพูดเสริมแล้วลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังงัวเงีย

                “ครับ พี่สงสารเราสองคนมากกว่าพวกเขาก็ได้ แต่เราก็ต้องเห็นใจคนอื่นบ้าง ถึงเขาจะเคยทำไม่ดีกับเราก็เถอะ”

                “ไม่” น้ำเสียงสั้นห้วนเป็นตัวบอกว่าไผ่เริ่มไม่พอใจ

                “พี่จะให้เราสองคนเห็นใจคนที่เผาบ้านเราจนไม่เหลืออะไรงั้นหรอ” สนพูดแทรก นัยน์ตาสนรื้นชื้นไปด้วยน้ำตา

                “ในกรณีนี้พี่ไม่ได้หมายถึงป้าศร แต่พี่แค่พูดให้ฟัง ว่านอกเหนือจากป้าศรแล้วบางครั้งเราก็ควรเห็นใจคนอื่นบ้าง” ผมพยายามอธิบายให้สองพี่น้องเข้าใจ

                “พี่อยากให้ไผ่กับน้องเห็นใจคนอื่น แล้วคนอื่นล่ะ เคยเห็นใจเราบ้างมั้ย สมควรแล้วที่ตาย ถ้ามันไม่มาเผาบ้านเรา มันก็คงไม่ตาย พวกบ้านช่องไม่รู้จักอยู่ ดีแต่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน เที่ยวออกมาระรานเขาไปทั่ว” ไผ่ไม่เคยพูดทีเดียวรวดสวดใส่ผมด้วยน้ำเสียงตะคอกแบบนี้ ผมพยายามใจเย็น ผมถือว่าวันนี้เขาเจอแต่เรื่องแย่ ๆ และสิ่งที่พวกเขาได้รับมันก็หนักหนาเกินกว่าจะให้อภัยจริง ๆ

                “โอเค ๆ แต่สำหรับคนอื่นที่นอกเหนือป้าศรเราก็ควรเห็นใจเขาบ้าง”

                “เราไม่จำเป็นต้องเห็นใจใครทั้งนั้น” แววตาสนเปลี่ยนไป ใบหน้าเรียบนิ่งมองมาทางผมก่อนทิ้งตัวลงนอนหันหลังให้ เหลือแต่นายไผ่ที่ส่งสายตามองมาว่าผมจะพูดอะไร ผมเงียบไป ในเมื่อความคิดเราไม่ตรงกันก็ไม่อยากเสวนาต่อ แต่ก่อนที่ผมจะลุกขึ้นจากเตียง ไผ่ก็พูดเสียงเรียบฟังแล้วเย็นยะเยียบ

“มันก็ถูกแล้วไม่ใช่หรอ… คนแบบนี้เขาเรียกว่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน อยู่ดี ๆ ไม่ชอบ ชอบรนหาที่ตาย”

“เหมือนข้อแลกเปลี่ยนเลยนะพี่ไผ่ ใครที่ทำลายชีวิตเรา มันก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต” ฟังแล้วเป็นความหมายโดยนัยน์ ผมอยากจะแย้งกลับไป แต่คงไม่มีอะไรดีขึ้นผมจึงยิ้มรับพยักหน้าตอบต่อคำพูดของสน

“ขอบคุณอีกครั้งนะครับ” สองพี่น้องพูดพร้อมกัน

“ครับ ไม่เป็นไร” เผื่อรอยยิ้มของผมจะทำให้ไผ่รู้สึกดีขึ้นบ้างผมเลยยิ้มให้แล้วเอามือยีผมซ้ำ ๆ ผมลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้วเดินไปหรี่ไฟในห้องให้มืดลง

“ฝันดีครับ” ผมโบกมือน้อย ๆ มองไผ่ที่กำลังทิ้งตัวลงนอนบนเตียง

“ฝันดีครับ พรุ่งนี้ไผ่กับน้องจะตื่นมาทำกับข้าวให้กินนะ”

“พี่ขอข้าวต้มหมูสับแล้วกัน” เสียงประตูถูกปิดลงพร้อมกับคำพูดของผม ผมเดินกลับมายังห้องนอนของตัวเองพร้อมกับคำถามมากมายที่วนเวียนอยู่ในหัว คำถามที่หาคำตอบไม่ได้ว่าเสียงร้องไห้นั้นดังมาจากไหน แล้วทำไมแววตาของไผ่ถึงได้ฉายความเคียดแค้นขนาดนั้น ในเมื่อต้องการเอาเรื่องแล้วทำไมไม่แจ้งตำรวจ

ผมนั่งลงบนเตียงแล้วเอื้อมมือไปหยิบยาแก้ปวดมาเทใส่มือสองเม็ด เป็นอีกวันที่อารมณ์ผมมันตีกันไปหมดจนต้องกลืนยาลงคอพร้อมกับน้ำอึกใหญ่ ๆ แล้วปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อนเสียที

-----------------------------

จิตใจพี่ทำด้วยอะไรคะ เสียงร้องไห้ระงมขนาดนี้ยังนอนหลับได้ ว่าแต่ไผ่ ฝีมือหนูรึเปล่า

21.3.18

1 ถูกใจ 1 ความคิดเห็น เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนได้เยอะเลยhttp://cdn-tunwalai.obapi.io/files/emotions/Cartoon00021.gif

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว