facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 8 : ขับไล่ อยู่ไม่ได้

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 8 : ขับไล่ อยู่ไม่ได้

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 20:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 8 : ขับไล่ อยู่ไม่ได้
แบบอักษร

            นายไผ่ Part.

                ผ่านไปสี่วันหลังจากพี่เมฆกลับไปทำธุระที่กรุงเทพแล้วยังไม่กลับมา เขาจะรู้รึเปล่าว่าผมกับน้องกำลังรับมือกับพวกชาวบ้านที่มากล่าวหาว่าเราทั้งสองเป็นผีทั้งที่ไม่มีหลักฐาน มันเป็นเวลาหกโมงเย็นที่ชาวบ้านแห่มาป้องปากตะโกนโหวกเหวกโวยวายหน้าบ้านไม่พอยังด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย

                “มึงมันใจบาป ! เป็นผีไม่อยู่ส่วนผี ไอ้เลว !” ป้าศรคนที่ขายบ้านให้พี่เมฆตะโกนขึ้น

                “ใช่ ! เป็นไงล่ะ พอเขารู้ว่ามึงเป็นผีเขาก็หนีกลับกรุงเทพไปแล้วเห็นมั้ย” ป้าอีกคนหนึ่งพูดเสริม คนคนนั้นที่เขาพูดถึงคือพี่เมฆที่ตอนนี้ยังไม่กลับจากกรุงเทพ

                “ถ้ากูกับน้องเป็นผีจริง ๆ มึงไม่คิดจะกลัวพวกกูกันเลยใช่มั้ย” ผมบอกก่อนก้าวเท้าไปหาคนเหล่านั้นหนึ่งก้าวแล้วเอาตัวบังสนไว้เป็นการปกป้อง

                “กู กู กูก็กลัว !” มันย้อนแย้งไปหมด ถ้ามนุษย์ป้าพวกนี้กลัวผมจริง ๆ ทำไมเขาถึงได้เลือกที่จะเผชิญหน้ากับผม หรือว่าบางทีความกลัวก็พอมีบ้างแต่ความสอดรู้สอดเห็นอยากยุ่งเรื่องชาวบ้านมันมีมากกว่าถึงได้คอยตามระรานผมอยู่ได้

                “ถ้ามึงกลัวก็กลับไปซะ กูไม่อยากสร้างเวรสร้างกรรมกับใครอีก” ผมยื่นข้อเสนอเชิงบังคับ

                “กูไม่กลับจนกว่ามึงจะไปอยู่ที่อื่น !” ป้าศรชี้หน้าผมพร้อมตะโกนเสียงดังลั่นหวังทำให้ผมกลัว

                “กูไม่ไป!!!” ผมตะโกนกลับไปให้ดังกว่า ทันใดนั้นไฟทุกดวงในบ้านก็ดับพร้อมกัน ลมฝนพัดกระหน่ำกระโชกแรงจนใบไม้แห้งบนพื้นปลิวว่อนกลางอากาศ

                “มึงต้องไป !”

                “กูบอกว่ากูไม่ไป !!!” ทันทีที่สิ้นเสียงกรรโชกอันดังกึกก้องของผม เสียงฟ้าร้องก็ดังตามมาพร้อมกับสายฟ้าฟาดผ่าลงมา มันดังลั่นส่องแสงสว่างวาบจนแสบตาทำให้ทุกคนในที่นี้ต้องยกมือขึ้นป้องหน้าผากยกเว้นผมกับสน

                “กูไม่ไป !!! กูจะอยู่ที่นี่ !!!” ผมชี้นิ้วลงบนพื้น ท้องฟ้าส่งเสียงร้องครืน ๆ พร้อมกับเมฆฝนที่ก่อตัวเป็นก้อนหนา

                “มึงอยู่ไม่ได้ ! ถ้าคนที่เขาซื้อบ้านกูเขารู้ว่ามึงเป็นผีเขาจะว่ายังไง” ตัวตั้งตัวตีอย่างป้าศรหาข้ออ้างมาพูด และทุกคนก็เออ ๆ ออ ๆ เป็นเสียงเดียวกัน

                “ใช่ ! มึงเป็นผี มึงยอมรับเถอะว่ามึงตายแล้ว”

                “ใช่ ๆ บางทีมึงอาจไม่รู้ตัวว่าตัวเองตาย กูจะบอกให้ว่ามึงน่ะฆ่าตัวตาย ไอ้ไผ่ ! ส่วนน้องมึงก็ตกน้ำตายตั้งแต่เพิ่งได้สองขวบ !”

                “ออกไปเถอะ อย่าคอยอยู่หลอกหลอนพวกกูเลย”

                “ลูกเด็กเล็กแดงมันกลัวมึงกันหมดแล้ว”

                “ถ้าเจ้าของบ้านหลังข้าง ๆ เขารู้เขาจะอยู่ยังไง”

                “ใช่ แต่ถ้ามึงไม่ใช่ผี มึงก็ออกไปจากที่นี่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ซะ !”

                “ใช่ ๆ ออกไป !”

                “ไอ้ไผ่ ! ระวังเถอะ ! สักวันกายหยาบของมึงจะปรากฏ !” หลังจากผู้คนเอ็ดโวยกันระงมผมก็กำมือแน่นแล้วฟาดมือกับโต๊ะไม้หน้าบ้านหนึ่งครั้ง

                “มึงอย่ามายุ่งกับกู !!!” หูสองข้างได้ยินเสียงตัวเองดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วทุกพื้นที่โล่งกว้าง ลมที่เคยพัดแรงสงบลงทันทีพร้อมกับไฟในบ้านที่กลับมาติดอีกครั้งแต่ดันกะพริบถี่ติด ๆ ดับ ๆ

                “…” ไม่มีใครพูดอะไรกับเราต่อ มีแต่จะเดินถอยหลังออกไปเรื่อย ๆ เมื่อน้องผมเลิกหลบอยู่ด้านหลังแล้วออกมายื่นข้างผมก่อนส่งสายตาเรียบนิ่งมองชาวบ้านที่หน้ากำลังซีดเป็นไก่ต้มก่อนตะโกนจนเสียงทุ้มต่ำนั้นดังก้องอยู่ในหัว

                “กูบอกว่าอย่ามายุ่งกับกู !!!”

                “กูกับพี่จะอยู่ที่นี่ !!! กูจะอยู่ที่นี่ !!!” สนก้าวขาไปหาคนเหล่านั้น เม็ดฝนเริ่มโปรยปรายลงมา มันหยดลงหน้าผากผมยามที่ผมเงยหน้าขึ้นฟ้า

                “ถ้าคิดว่าไฟมึงจะสู้กับฝนทั้งฟ้าได้ก็เผาเลย” ผมเอ่ยคำพูดท้าทายและส่งสายตาเยาะเย้ยใส่ลูกชายป้าศรที่กำลังเทน้ำมันก๊าดลงพื้นพร้อมกับจุดไฟแช็กเพื่อเผาบ้านของพวกเรา เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนแต่เม็ดฝนเย็น ๆ ก็ช่วยดับไฟได้ทุกครั้ง

                “มึงกับกูได้เจอกันแน่ อีศร…” สนพูดทิ้งท้ายก่อนหันหน้ามามองผม เราสองคนพยักหน้าให้กันแต่จู่ ๆ รถคันหรูสีดำคุ้นตาเปิดไฟหน้าสูงก็พุ่งทะยานเข้ามาจอดและหยุดอยู่ตรงหน้า เขาคือพี่เมฆ ผมจำรถเขาไม่ผิดแน่ เขากลับมาแล้ว

                นายไผ่ Part End.

                “นี่มันอะไรกันครับ !” ผมถามหลังจากก้าวขาลงจากรถและเห็นชายคนหนึ่งกำลังราดน้ำมันลงบนเสาใต้ถุนบ้านของไผ่

                “ป้าศร ! ป้าทำแบบนี้ทำไม” ผมเดินเข้าไปหาป้าศร เพราะคนที่กำลังราดน้ำมันก๊าดอยู่นั้นคือลูกชายของเขา

                “พี่เมฆ เขาจะเผาบ้านไผ่ เขาบอกว่าไผ่กับน้องเป็นผี !” ไผ่ที่เห็นผมรีบจูงมือสนแล้ววิ่งมาหาผม สีหน้าของทั้งสองไม่ดีนัก เด็กน้อยต่างตกใจอย่างมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนร้องไห้ออกมามีน้ำตาสีใสไหลอาบแก้ม

                “พี่เมฆช่วยไผ่ด้วย ฮือ ๆ ฮึก !” ไผ่โผลกอดผมพร้อม ๆ กับสน สองพี่น้องสะอื้นอย่างหนักน้ำตาที่ไหลออกมามันไม่พอต่อความเสียใจและความสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้น

                “สนกลัว… พี่เมฆ… สนกลัว” สนบอกเสียงสั่น สองมือรั้งดึงตัวเสื้อผมจนยับยู่ยี่ ผมเงยหน้ามองไปบนท้องฟ้า แปลก ทั้งที่เมื่อกี้ฝนกำลังจะเริ่มตกแท้ ๆ แต่ทำไมตอนนี้ฟ้าเปิดอีกแล้วล่ะ

                “โอเค ไปรอพี่ในรถก่อนนะเดี๋ยวจะไม่สบาย” ผมผลักทั้งสองออกจากอกอย่างเบา ๆ และทันใดนั้นแสงสว่างวาบก็สาดเข้ามาในนัยน์ตาทั้งสองข้างของผมเมื่อบ้านหลังตรงหน้าถูกไฟลุกท่วมทั้งหลัง

                “เผามัน !” ชาวบ้านทุกคนตะโกนออกมาพร้อมกัน ควันสีเทาลอยขึ้นไปบนฟ้า ใจผมตกไปอยู่ตาตุ่มยืนแทบไม่อยู่ไม่คิดว่าพวกเขาจะกล้าทำกันขนาดนี้ มันเป็นโอกาสของพวกเขาพอดีที่ฝนหยุดตกเลยทำให้ไม่มีอะไรมาหยุดเปลวเพลิงเหล่านี้ได้

                “ป้าศรทำแบบนี้กับพวกเขาทำไม !” สองขาวิ่งตรงไปหาตัวการของเรื่องนี้ ป้าศรหันหน้ามามองผมหน้าตาเลิกลักแต่ไม่พูดอะไร

                “ผมว่าเราได้เจอกันในศาลแน่ล่ะ พวกคุณก็ด้วย ! ทุกคนเลย !” เป็นครั้งแรกที่ผมฉุนขาดตวาดเสียงดัง ผมอยากจะร้องไห้โมโหที่ตัวเองปกป้องสองพี่น้องคู่นี้ไม่ได้แต่ดันทำได้แต่ปล่อยให้ไฟลุกลามตัวบ้านของไผ่ไปเรื่อย ๆ

                “อย่ามอง” ผมเดินกลับมาหาไผ่และสน ผมสั่งให้พวกเขาอย่ามองและทันใดนั้นทั้งสองก็คว้าตัวผมไปกอดแล้วเอาหน้าซุกอก

                “ฮึก ! ไผ่ไม่เหลืออะไรแล้ว” ไผ่พูดพร้อมสะอื้นออกมาฟังแทบไม่เป็นคำ

                “ฮือ… ฮึก ๆ พวกเขาไล่ให้เราออกไปจากที่นี่” สนบอกเสียงสั่น หยาดน้ำตาไหลซึมลงบนตัวเสื้อของผมจนผมรู้สึกได้

                ผมพูดไม่ออกทำได้แค่มองภาพสะท้อนของเปลวไฟที่สะท้อนมายังฝากระโปรงหน้ารถและกระจกด้านหน้า มันแดงพล่านพร้อมเผาทุกอย่างให้มอดไหม้ ไฟลุกโชนอย่างไวจนผมได้ยินเสียงโครมดัง ๆ ซึ่งเกิดจากการทรุดตัวของบ้าน

                เราสามคนสะดุ้งพร้อม ๆ กัน ผมกอดพวกเขาเอาไว้ในอกให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขาได้รู้ว่ายังมีผมที่พร้อมที่จะเคียงข้างในวันที่ไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่ที่ซุกหัวนอน

                “ยังมีพี่อยู่ ไม่ต้องร้อง” ผมจุกในคอพูดแทบไม่ออกเพราะผมก็แทบจะร้องไห้ตามพวกเขาไปด้วย

                “พี่เมฆ… ฮือ… ไผ่อยากตาย…” ไผ่บอกอย่างสิ้นหวังพลางเอาหน้าซุกอกผมอยู่อย่างนั้น ตอนนี้คนเหล่านั้นไปหมดแล้วเหลือแต่ไฟที่ยังคงลุกไหม้

                “ไม่เอาไม่พูดแบบนั้น” ขณะพูดผมก็มองเงาสะท้อนที่หน้ากระโปรงรถ มันเป็นภาพที่บีบหัวใจแล้วถ้าผมหันไปมองบ้านทั้งหลังกำลังลุกไหม้ล่ะ จะเป็นยังไง

                “พี่ไผ่… ฮึก ! ฮึก ! ฮือ… ห้องนอนเราไหม้หมดแล้ว ตุ๊กตาสนอยู่ในนั้น” คนเป็นน้องเงยหน้าขึ้นมอง สนร้องไห้จนดวงตาสองข้างแดงก่ำช้ำไปหมด และตุ๊กตาที่สนพูดถึงก็คือตุ๊กตาที่ผมให้ไว้ตอนไปเที่ยวงานวัดด้วยกัน

นัยน์ตาของไผ่ฉายภาพเปลวไฟลุกไหม้ ไผ่พูดไม่ออกจึงปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว และตุ๊กตาของไผ่ที่ผมให้ไว้ก็คงอยู่ในนั้นเช่นกัน

                “ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวพี่ซื้อให้ใหม่ เราไปจากที่นี่กันเถอะ พี่จะไปแจ้งความ ให้เจ้าหน้าที่มาเอาเรื่องคนพวกนั้น” มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดผมจึงเสนอออกไป

                “ไม่ !” ทั้งสองโพล่งขึ้นพร้อมกันจนผมแปลกใจ

                “ทำไมล่ะ ไม่อยากเอาเรื่องพวกเขาหรอ ไผ่ สน เราต้องตั้งสตินะรู้มั้ย จะปล่อยให้เขาทำแบบนี้กับเราไม่ได้” หลังจากพูดจบทั้งสองก็ส่ายหน้าตอบพร้อมกัน

                “พี่รู้ว่าเรากำลังช็อก แต่เราก็ต้องมีสติ ไปโรงพักกับพี่ ไปแจ้งความ พี่จะเอาเรื่องคนพวกนั้นให้ถึงที่สุด” ยิ่งผมพูดไผ่กับสนก็ยิ่งกอดผมแน่นขึ้น ทั้งสองยังคงมองไปยังบ้านไม้หลังเก่าของตัวเองที่กำลังถูกเผาโดยมีเสียงฟืนลั่นดังเป็นพัก ๆ

                “ถ้าพี่เมฆอยากช่วยเราจริง ๆ พี่ปล่อยให้เรื่องมันจบแค่นี้เถอะ” ไผ่บอก

                “สนอยากให้มันจบแค่นี้ สนไม่อยากให้เขามาระรานพวกเราอีก” สิ่งที่ทั้งสองพูดทำให้ผมเปลี่ยนความคิด จะเอาแบบนั้นก็ได้ ในเมื่อเรื่องมันแย่แล้วจะไปพยายามทำให้มันดีขึ้นคงยาก

                ผมเงื้อมือขึ้นลูบผมทั้งสองคนพร้อมกัน ไผ่ยังคงสะอื้นอย่างหนัก ตัวสนก็สั่นอย่างกับลูกนก เด็กสองคนนี้คงไม่มีใครนอกจากพวกเขาสองคนที่มีกันและกันจริง ๆ และยิ่งเห็นภาพเปลวไฟสะท้อนอยู่บนฝากระโปรงรถสีดำก็ยิ่งทำให้อกข้างซ้ายผมเจ็บขึ้นเรื่อย ๆ

                “วันนี้เราเหนื่อยกันมามากพอแล้ว กลับบ้านกันเถอะ” ผมบอกอย่างปลอบประโลม ความจริงผมปลอบใครไม่เก่งนัก

                “ไผ่ไม่มีบ้าน บ้านไผ่ไหม้หมดแล้ว… ฮือ !” ไผ่ทรุดนั่งกับพื้นเอื้อมมือข้างหนึ่งไปข้างหน้าซึ่งเป็นตัวบ้านที่กำลังถูกเผา สนนั่งลงตามไปแล้วใช้ใบหน้าพิงไหล่ไผ่ไว้ ใบหน้าแห่งความสูญเสียมันเป็นแบบนี้เองสินะ ผมไม่อยากเห็นมันอีก

                “พี่ไผ่… สนกลัว…” สนร้องออกมาสองมือกอดตัวไผ่ไว้แน่นแล้วเอาหน้าซุก ไผ่ที่มีแต่ความกลัวและความเสียใจไม่ต่างกันจึงทำได้แค่ดึงตัวน้องมากอด

                ผมตัดสินใจนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าทั้งสองก่อนดึงพวกเขามากอดแล้วบอกออกไปซึ่งสิ่งที่ต้องการจะทำ

                “ไปอยู่กับพี่ที่กรุงเทพก็ได้นะครับ ถ้าอยากไป” เหมือนระบบสมองขาดความนึกคิดและไตร่ตรอง ผมแค่อยากให้พวกเขาไปอยู่กับผมก็แค่นั้นจึงพูดออกไปแบบนั้น และทุกครั้งที่เสียงแผ่นไม้หล่นลงพื้นเพราะโดนไฟลุกไหม้ ไผ่และสนก็สะดุ้งด้วยความตกใจ

                “ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่กรุงเทพกับพี่นะ ถ้าอยากมีเงินใช้ ช่วยพี่ทำงานที่ร้านดอกไม้ก็ได้” ผมเอามือลูบผมทั้งสอง ไผ่เงยหน้ามองผมก่อนพยักหน้าตอบ เพราะเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลผู้คน ผมเลยไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าไฟไหม้บ้านคนขนาดนี้ทำไมถึงได้ไม่มีใครสนใจหรือให้ความช่วยเหลือ มันก็แค่บ้านหนึ่งหลังที่ตั้งอยู่กลางเถียงนาและมีไฟกำลังลุกไหม้ แต่มันคือสิ่งเดียวที่สองพี่น้องต้องสูญเสียมันไปโดยไม่มีวันได้คืน

------------------------------------

น่าสงสาร ทำไมต้องทำกับสองพี่น้องแบบนี้ แต่เอ๊ะ ทำไมพี่เมฆมาแล้วทั้งสองถึงได้น้ำตาอาบแก้มนะ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเจี้ยวจาดมาก ๆ ถ้าฉากนี้กระฉากใจขอเม้นท์ด้วย อิอิ

17.03.18

1 ถูกใจ 1 ความคิดเห็น เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนได้เยอะเลยhttp://cdn-tunwalai.obapi.io/files/emotions/Cartoon00021.gif

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว