ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 13 สาวน้อยเปิดเผยตัวตน

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 สาวน้อยเปิดเผยตัวตน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มี.ค. 2561 12:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 สาวน้อยเปิดเผยตัวตน
แบบอักษร

ตอนที่ 13 สาวน้อยเปิดเผยตัวตน

ชายในชุดพรางตัวปิดมิดชิดตาเหลือก ดวงตาสีดำสนิทมองคุณหนูตระกูลวาบิลเล่ที่เคยคิดว่าอ่อนแอตามคำบอกเล่า​ด้วยแววตาขาดเขลา ทำไมกลิ่นอายแห่งความมืดถึงได้รุนแรงถึงเพียงนี้!?

"จุ๊ๆ อย่ามองแบบนั้นสิคะ เห็นแล้วอดไม่ได้เลยจริงๆ" เสียงหวานหูกระทบโสตประสาท​ พร้อมกับมือบางที่กระชากผ้าปิดหน้าของชายผู้ถูกมัดกับต้นไม้ออก "อดไม่ได้ที่จะ...เล่นด้วย" 

อาเรีย วาบิลเล่ผู้มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าแม้จะพึ่งสังหารสองชีวิตไปหมาดๆ หยิบกระปุกยาน่าสงสัยจากช่องว่างมิติ มือข้างที่ยังว่างบีบคางหนาของชายตรงหน้าจนปากอ้ากว้างอย่างง่ายดาย ก่อนจะบีบบังคับให้กลืนน้ำยาสีแดงจนหมดขวด 

นักฆ่าหนุ่มดิ้นทุรนทุราย​ เขาพยายามอย่างมากที่จะบ้วนน้ำขมปร่าในลำคอทิ้ง แต่แรงของเด็กสาวนั้นมหาศาลจนชายหนุ่มขัดขืดไม่ได้แม้สักนิด ร่างหนาขมวดคิ้วขณะที่คิดว่าตนเองใกล้จะตายอยู่แล้วนั้น ความรู้สึกเจ็บปวดพลันปะทุขึ้น ทั่วทั้งร่างกายปวดแสบปวดร้อนทรมานไม่ต่างจากการโดนน้ำกรดกัดกร่อน 

"เอ...คุณเนี่ยอดทนเก่งจริงๆนะคะ สมแล้วที่เป็นนักฆ่ามืออาชีพ" ดวงตาสีเขียวมองชายหนุ่มด้วยความประหลาดใจ ที่เห็นว่าเขาสามารถทนน้ำยาทัณฑ์​โลกันตร์​ในระยะแรกได้ แต่ว่าส่วนใหญ่ก็ทนได้เท่านี้ล่ะนะ 

"อยากรู้ไหมคะว่าฉันให้คุณดื่มอะไร" 

ใบหน้าอดกลั้นขมวดคิ้วไม่คิดตอบ ร่างกายแข็งแรงกำลังรู้สึกปวดร้าวราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แม้กระนั้นศักดิ์ศรี​นักฆ่าในตัวก็ยังยโสอย่างถึงที่สุด 

เด็กสาวจึงคิดจะเพิ่มแรงกระตุ้น​เพื่อง้างปากหนักๆของอีกฝ่ายให้ส่งเสียงได้ง่ายขึ้น "สิ่งนี้ถูกเรียกว่าน้ำยาทัณฑ์​โลกันตร์ค่ะ และมันจะช่วยให้การเจรจาของเราสะดวกยิ่งขึ้น" ​นิ้วเรียวดุจลำเทียนกดลำคอหนาบึกบึน​แล้วลากลงช้าๆอย่างแผ่วเบา 

"อ๊ากกกก!!" นักฆ่าผู้โชคร้ายดิ้นพล่านไม่ต่างจากปลาขาดน้ำ แม้จะถูกสัมผัสเพียงเล็กน้อย แต่กลับทำให้ชายหนุ่มเจ็บปวดราวโดนมีดนับสิบกรีดแทงซ้ำๆ

อาเรียหัวเราะคิกคักอย่างพึงพอใจ "ในที่สุดก็ยอมพูดสักทีนะคะ นึกว่าคุณจะกลัวจนเป็นใบ้ไปแล้วเสียอีก" 

ร่างบางผละออกมายืนด้านข้าง แล้วตอบคำถามที่อยู่ในใจอีกฝ่าย "น้ำยาฑัณฑ์​โลกันตร์​ มีคุณสมบัติ​ในการเพิ่มระบบรับความรู้สึกทางกายถึง 100 เท่า แน่นอนถ้าคุณยังอยากตายสบายหน่อย ช่วยตอบคำถามของฉันให้ครบถ้วนด้วยนะคะ" รอยยิ้มเหยียดกว้างเผยให้เห็นความงดงามและความเลือดเย็นในตัวเด็กสาวได้เป็นอย่างดี

ชายหนุ่มที่คิดว่าตนเองจะจบชีวิตลงอย่างง่ายดายเหมือนกับเพื่อนร่วมงาน ตัวสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ภาพเด็กสาวร่างบอบบางราวแก้วเจียระไนหายวับในทันตา เหลือเพียงภาพซ้อนของจอมปิศาจร่างสูงใหญ่ ติดเขาโค้งคู่ แยกเขี้ยวแหลมคม เผยกลิ่นอายน่าสะพรึงกลัว 

"คำถามแรก" อาเรียไม่สนสีหน้าซีดขาวของคนตรงหน้า น้ำเสียงหวานเริ่มการไต่สวนในทันที "คุณมาจากสังกัดไหนคะ" 

นักฆ่านัยน์ตา​สีดำก้มหน้ามองพื้นดิน แม้ความหวาดกลัวจะมีมากแค่ไหน  เขาก็ไม่อาจทรยศ​องค์กรได้ นั่นคือพันธะสัญญาดั่งชีวิตของทาสรับใช้ 

เมื่อเวลาผ่านมาสักพักและคำตอบคือความเงียบ เด็กสาวจึงพ่นลมหายใจอย่างหน่ายๆ แววตาแฝงไปด้วยความเห็นอกเห็นใจที่แสนเสแสร้ง​ "คุณเลือกเองนะคะ" เสียงกระซิบราวบทเริ่มต้นแห่งความทรมาน​

มือบางหยิบเศษกระเบื้องขนาดเหมาะมือออกมาจากถุงกระดาษที่ขาดวิ่น และในพริบตาเสียงเฉือนของนิ่มควับเดียวก็ดังขึ้น ไม่ทันเตรียมใจ ไม่ทันรู้ตัว ใบหูข้างขวาของชายหนุ่มพลันหลุดกระเด็นไปไกล พร้อมกับน้ำข้นเหนียวสีแดงสดไหลท่วมบ่า

"อ๊ากกกก!!" เสียงร้อนโหยหวนคลอเคล้ากับเสียงหัวเราะคิกคักดั่งมัจจุราช​ น่าสะพรึงกลัวจนสิ่งมีชีวิตในระแวกรอบๆต่างลี้หนีภัยกันไปไกล 

ดวงตาสีเขียวมองชายหนุ่มที่กรีดร้องลั่น ร่างหนาแข็งแรงดีดดิ้นจนเชือกป่านบาดลึกทั่วผิวเป็นรอยแดงรัดพันรอบตัว และการกระทำของเขาจะยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดให้ตนเองมากขึ้น 

และนั่นคือจุดประสงค์​ของน้ำยาทัณฑ์​โลกันตร์​ ความทรมาน​ที่ไม่มีวันสิ้นสุดดุจดั่งรับโทษทัณฑ์​จากนรกเบื้องล่าง หากอยากตายก็ไม่ทำได้ จนกว่าจะได้รับอนุญาต​จากเธอ ผู้คุมบทลงโทษแห่งนรกบนดิน! 

"อย่าทำสีหน้าแบบนั้นสิคะ เห็นแล้วฉันก็ชักสงสารขึ้นมาบ้างแล้ว" อาเรียก้มลงไปแก้ปมเชือกเส้นหนาออกบางส่วน เด็กสาวจับมือสากกระด้างอย่างนุ่มนวล จากนั้นแย้มรอยยิ้มอาบยาพิษและเมินสีหน้าเว้าวอนระคนอ่อนแรงของชายหนุมโดยสิ้นเชิง "คำถามที่สอง....คำสั่งในวันนี้ ใครคือผู้ว่าจ้างคะ"

นักฆ่าหนุ่มสั่นศีรษะ​ช้าๆ ลมหายใจแผ่วเบากระชั้นถี่ราวจะหยุดลงทุกเมื่อ เขาเคยคิดว่าความตายไม่น่ากลัว แต่ไม่อยากเชื่อจริงๆว่าความทรมาน​กลับน่ากลัวยิ่งกว่า 

ถึงแม้ไฟชีวิตของอีกฝ่ายจะริบหรี่เพียงนั้น ชายหนุ่มก็มิอาจไปได้ ตราบเท่าที่เธอไม่ยอมปลิดชีพของคนตรงหน้าทิ้ง หรือเขาเลือกที่จะฆ่าตัวตายและยอมทนความเจ็บรวดร้าวแสนสาหัสก่อนตายได้ 

"ไม่ว่าจะเป็นเพราะความจงรักภักดี​หรือการถูกบังคับให้ทำพันธะ​สัญญาก็ตาม แต่การที่คุณต้องเดินทางเส้นนี้ต่อก็นับว่าโชคร้ายสิ้นดี" เสียงหวานพึมพัมด้วยความเสียดาย ถึงกระนั้นสีหน้าและการกระทำยังคงเด็ดขาดไม่มีลังเล

อาเรียดึงเล็บนิ้วชี้บางใสของชายหนุ่มออก เลือดสีแดงสดกระเซ็นเลอะท่วมเจ้าของฝ่ามือหนาและนิ้วเรียวของอาเรียเป็นจุดๆ

"อื้อ!" ดวงตาสีดำสนิทคลอเคล้าไปด้วยของเหลวสีใส ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเกไม่อาจแม้จะฝืนเปล่งเสียงได้เลย 

"คำถามที่สาม..." อาเรียยังคงยิ้มบางเบา เอื้อนเอ่ยประโยคต่ออย่างเลือดเย็น "คำสาปร้อยหนามเกี่ยวข้องกับพวกคุณหรือเปล่าคะ" 

ความเงียบเกิดขึ้นในระยะเวลาหนึ่ง ร่างหนานอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ขณะที่อาเรียกำลังจะดึงเล็บนิ้วกลางออกเพื่อกระตุ้นความเจ็บปวด เด็กสาวก็สัมผัสได้ถึงไอร้อนที่ปะทุขึ้นกลางอากาศจนอุณหภูมิ​รอบกายเธอสูงขึ้น ไม่นานนักนักฆ่าผู้เลือดท่วมกายพลันลุกท่วมไปด้วยเพลิงสีแดงร้อนระอุ เสียงกรีดร้องโหยหวนพร้อมร่างที่เริ่มไหม้เกรียมอย่างรวดเร็ว มาพร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้ชวนสะอิดสะเอียน​

"ธาตุไฟ? ถึงกับรวบรวมพลังธาตุเฮือกสุดท้ายเพื่อเผาตัวเองทิ้งเลยงั้นเหรอคะ คิก นับว่าใจกล้าไม่เบา" น้ำเสียงชื่มชมเอ่ยอย่างประทับใจในความกล้าของอีกฝ่าย

จากนั้นอาเรียจึงปาอาวุธเล่มน้อยในมือใส่ร่างหงิกงอด้วยแววตาว่างเปล่า "แต่ฉันไม่ยอมให้คุณทำลายหลักฐานง่ายๆหรอกค่ะ....องค์กร​ของคุณนี่เก่งจริงๆถึงกับสร้างเครื่องจักรสังหารที่จงรักภักดี​ขนาดนี้ได้ด้วย" 

เศษกระเบื้องทะลุกลางอกปักเข้าใส่ลำต้นหนาขรุขระ พร้อมกับเสียงร้องที่เงียบหายไป

อาเรียมองร่างสูงใหญ่ไร้วิญญาณ​ทั้งสามร่างอย่างวิเคราะห์​ แม้จะพึ่งสังหารผู้คนไปหมาดๆ สีหน้าของเธอก็ไม่แปรเปลี่ยนแต่อย่างใด จากนั้นหยิบถุงมือยางขึ้นมาสวม เธอเริ่มเดินไปสำรวจร่างเกรียมไหม้เป็นรายแรก แม้สภาพศพตรงหน้าจะไม่น่ามอง ออกจะน่าหวาดหวั่นด้วยซ้ำ แต่อาเรียก็ยังคงค้นนู้นแตะนี่อย่างชำนาญ​ ยามนี้นอกจากร่างที่ดำเป็นตอตะโกแล้ว เธอก็ไม่พบอะไรน่าสงสัยอีก ร่างบางจึงย้ายไปตรวจสอบศพทั้งสองที่นอนไร่เรี่ยกันแทน พวกเขามีรอยและกลิ่นเหม็นไหม้เล็กน้อย เนื่องจากชายผู้มีธาตุไฟ คิดจะเผาศพทั้งหมดทิ้งเพื่อไม่ให้เหลือร่องรอยให้เด็กสาวสืบค้น 

คนแรกชายที่อาเรียปลิดชีพเขาในคราวเดียว มือบางปลดผ้าคลุมหน้า และถอดเสื้อสีดำของอีกฝ่ายออก สิ่งแรกที่เห็นคือรอยสักรูปอีกาหันข้างสีดำสนิทบนหัวไหล่ข้างซ้าย ของที่ติดตัวมีไม่มากนอกจากอาวุธประปราย ส่วนชายที่เหลือแขนเพียงข้างเดียวก็มีรอยสักเหมือนชายคนแรกเช่นกัน นอกจากนั้นแล้วอาเรียก็ไม่พบหลักฐาน​อะไรเพิ่มเติมอีก 

เด็กสาวถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ดวงตาสีเขียวสะท้อนมองสองร่างเล็กจ้อยที่ไม่สมควรจะจบชีวิตลงด้วยวัยเพียงเท่านี้ จากนั้นหากิ่งไม้ขนาดกำลังดีมาขุดหลุมลึกระดับหนึ่งในบริเวณที่คิดว่าสงบเหมาะกับเด็กชายที่สุด เธออุ้มสองร่างเย็นชืดไว้ในอ้อมอก แล้วบรรจงฝังร่างพวกเขาอย่างตั้งใจที่สุด อาเรียวางดอกเดซี่สีขาวกำหนึ่งลงบนหลุมที่มีแผ่นหินสลักว่า 'แด่เด็กน้อยทั้งสอง'​ แล้วยืนท่องบทสวดจากความทรงจำที่คุ้นเคยเสียงแผ่ว 

"ขอให้ไปสู่ภพภูมิที่ดีค่ะ คุณเด็กน้อยทั้งสอง" ร่างบางเอ่ยเป็นถ้อยคำสุดท้ายก่อนที่สายลมบางเบาจะพัดผ่านราวคำพูดของเธอมีผู้รับรู้แล้ว 

แม้ในใจจะหดหู่ไม่น้อย แต่ผู้คงอยู่ยังต้องใช้ชีวิตกันต่อไป อาเรียจึงหมุนตัวเดินกลับทางเดิม ทว่าเดินมาสักพักหูพลันได้ยินเสียงดังเพล้งเหมือนแก้วแตก ขาที่กำลังก้าวจึงหยุดชะงัก ทันใดนั้นบรรยากาศอบอุ่นของป่าสนในหน้าร้อนก็เปลี่ยนไป จู่ๆความหนาวยะเยือกก็เข้ามาแทนที่ 

อาเรียยกสองมือกอดอกลูบแขนตนเองเพื่อปรับอุณหภูมิ​ แต่เมื่อพบเห็นบางสิ่งผิดปกติ คิ้วบางพลันมุ่นลง ไม่ไกลนักมีคนผู้หนึ่งกำลังนั่งพิงต้นไม้ เขาเป็นชายหนุ่มในชุดนักเดินทางเรียบง่ายแต่ลักษณะ​การนั่งกลับดูแผ่กลิ่นอายสูงส่งแบบที่คนทั่วไปไม่มี เมื่อมองเห็นชัดเจนเธอพบว่าเขาดูอ่อนแรงมากและกำลังบาดเจ็บสาหัส หน้าท้องที่ขยับขึ้นลงแผ่วเบาชุ่มโชกไปด้วยเลือดจำนวนมาก 

เด็กสาวจึงคิดจะเข้าไปช่วยเหลือ ทว่าร่างกลับสูงขยับตัวหนีด้วยสีหน้าหวาดระแวง เธอจึงหยุดยืนอยู่ที่เดิม จากที่เธอคาดการณ์​ไว้ชายผู้นี้คงจะเป็นบุคคลที่นักฆ่ากลุ่มนั้นเอ่ยถึง 

"ใจเย็นๆหน่อยนะคะ ฉันแค่ผ่านทางมาและกำลังจะไป" อาเรียไม่อยากยุ่มย่าม​กับเรื่องของคนอื่นไปมากกว่านี้ แค่เรื่องเกี่ยวกับอดีตเจ้าของร่างนี้ เด็กสาวก็วุ่นวายจะแย่

ชายหนุ่มไม่ตอบ มีเพียงแววตาที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้อนรับเธอ

อาเรียมอบรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดให้อีกฝ่าย มือบางค้นหาอุปกรณ์​ปฐมพยาบาล​ และยาฟื้นฟูบาดแผลที่เธอผสมเองออจากช่องว่างมิติ เมื่อพบแล้วเธอจึงวางมันลงที่พื้นไม่ห่างจากตัวเองนัก ขณะเดียวกันก็แอบสังเกตชายหนุ่มไปด้วย 

โอ๊ะ เปล่งประกายสุดๆเลยค่ะ ดูเหมือนเขาจะไม่ใช่มนุษย์?

ความงดงามราวภูตเอลฟ์ของร่างที่ดูสูงส่งทำให้อาเรียตาพร่า เขามีเรือนผมสีเงินที่ดูนุ่มลื่นเหมือนเส้นไหม รูปลักษณ์​สงบและน่าหลงใหลในแบบที่เหล่าภูติมักจะเป็นทำให้เธอนึกถึงฟานฟานขึ้นมา คงจะเป็นความแตกต่างของเผ่าพันธุ์​สินะ 

ขณะเดียวกันนัยน์ตา​หวานซึ้งสีลูกพลับก็กำลังจ้องเธอตอบอย่างดูเชิง หากแต่สบตากันได้ไม่นานนัก อาวุธคมกริบจากเจ้าของดวงหน้าสวยหวานที่หยิบขึ้นมาอย่างฉับพลันถูกซัดเข้าหาร่างบางอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายเป็นศีรษะ​ของเธอ! 

ถึงอาวุธบางเฉียบจะพุ่งมาด้วยความเร็ว แต่สำหรับเด็กสาวนั้นไม่คณามือแต่อย่างใด ร่างบางเอนตัวหลบอย่างพริ้วไหวจนคมมีดน้ำแข็งแฉลบไปปักลงบนพื้นดินแทน

เพียงพริบตาอาเรีย วาบิลเล่รีบถีบตัวเข้าประชิดร่างที่นั่งตกตะลึงอยู่ใต้ต้นไม้ เด็กสาวยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าไม่แปรเปลี่ยน "คุณนี่ใจร้อนจริงๆ ชอบความรุนแรงก็ไม่บอกกันก่อน" 

ชายหนุ่มตาโต ร่างบาดเจ็บกระถดถอยหนีตามสัญชาตญาณ​ ถึงกระนั้นความสูงศักดิ์​ของเขาก็ยังไม่จางหาย

"ตอนนี้คุณกำลังสับสนสินะคะ" ดวงตาสีเขียวเหลือบมองทางที่พึ่งเดินผ่านมา "ให้ฉันเดา เสียงของแตกเมื่อกี้คงจะเป็นเขตอาคมเวทย์ที่คุณสร้างขึ้นมาเพื่อหลบซ่อนตัวเองจากนักฆ่าคนหนึ่ง" เด็กสาวเบนกลับมาสบดวงตาสีลูกพลับอีกครั้ง "คุณคงมั่นใจในอาณาเขต​เวทย์​มาก...เสียจนไม่คิดว่าจะมีใครทำลายมันได้"

"...เธอรู้ได้ยังไง?" สีหน้าของชายหนุ่มเผยความตึงเครียดอย่างปิดไม่มิด เด็กสาวคาดการณ์​ถูกเกือบหมดจนน่ากลัว 

อาเรียหัวเราะแผ่ว "นั่นสิน้า ฉันรู้ได้ยังไงกัน" น้ำเสียงหวานลากยาวอย่างยียวน 

ทางด้านเจ้าของใบหน้างดงามรีบฝืนตัวลุกขึ้น ดวงตาสีสวยดั่งอัญมณี​มองหาทางหนีทีไล่ แต่ฝ่ายเด็กสาวกลับกดบ่าชายหนุ่มลงเบาๆ แรงจากร่างนุ่มนิ่มถึงกับทำให้เขาทรุดกายลงอย่างง่ายดาย 

แขนบอบบางข้างหนึ่งดันร่างอ่อนเปลี้ย​ติดกับต้นไม้ มือบางอีกข้างเชยปลายคางเรียวขึ้นแล้วบีบเบาๆ "คุณกำลังหวาดกลัว ต่อให้พยายามปกปิดมากแค่ไหน ดวงตาของคุณก็ปกปิดความหวาดกลัวไม่มิดหรอกนะคะ" น้ำเสียงหวานหยอกล้ออีกฝ่าย 

"อึก" ชายหนุ่มหรี่ตาลงด้วยความเจ็บปวด เด็กสาวผู้นี้มีพลังมากขนาดไหนกัน? ถึงขั้นทำลายเขตอาคมของเขาภายในพริบตา แล้วยังมีเรี่ยวแรงมหาศาลถึงเพียงนี้อีก 

ขณะที่อาเรียกำลังคิดว่า แกล้งเท่านี้จะพอหรือยังนะ จู่ๆก็ได้ยินเสียงปริศนาของบุคคลที่สามไม่ใกล้ไม่ไกลนัก 

"นั่นๆ นางปิศาจราคะกำลังฝืนใจภูติเอลฟ์รูปงาม​ตนหนึ่ง ช่างชั่วร้ายสิ้นดี" เสียงแหลมเล็กดังขึ้นมาจากด้านซ้ายของป่า อาเรียหันขวับไปมองแทบจะทันที และพบว่ามีสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายกระรอกสองตัวกำลังมองมาทางพวกเธอ พร้อมซุบซิบนินทากันอย่างเมามันส์​

"ว้าย น่ากลัวๆ ดูดวงตาสีเขียวนั่นสิ นางคิดจะกำจัดพวกเราแล้ว หนีกันเถอะ!" สองร่างเล็กกระโจนข้ามต้นไม้ไปอีกฝั่งอย่างไว 

อาเรียยิ้มค้างแก้มกระตุก เมื่อหันมามองชายหนุ่มที่นั่งขมวดคิ้วไม่ชอบใจกับข้อความที่ได้ยินนัก เด็กสาวจึงเข้าใจสาเหตุโดยพลัน

อาเรียถอนหายใจ แล้วผละตัวออกเล็กน้อย อารมณ์​หงุดหงิดแกมหยอกที่คั่งค้างอยู่พลันสลายหายไปในทันที เมื่อดวงหน้างดงามของชายหนุ่มดันแสดงสีหน้าราวกับว่าเธอไปบังคับย่ำยีร่างกายของเขาอย่างชั่วร้าย

ไม่แปลกเลยที่กระรอกพวกนั้นจะกล่าวหาเธอ แต่ถึงขั้นบอกว่าเป็นปิศาจราคะก็ออกจะเกินจริงไปหน่อยนะคะ... 

เด็กสาวแอบเม้มปาก ร่างบางคุกเข่าลงอย่างไวจนชายหนุ่มเผลอสะดุ้ง มองอาเรียอย่างระแวง การกระทำนั้นทำให้เธอถลึงตา "เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วค่ะ พวกสัตว์อสูรเข้าใจผิดหมดแล้ว!" ให้ตายเถอะ ถ้าคนอื่นๆได้ยินเข้า จะมองเธอเป็นคนแบบไหนเนี่ย

"คิดจะทำอะไร" ภูตหนุ่มยังไม่ลดการป้องกันตัวลง กลับกันเขาใช้พลังที่หลงเหลืออยู่สร้างเกราะเวทมนตร์​หุ้มตัวทั่วร่างกาย 

"รักษาแผลไงคะ ฉันไม่ได้ใจดำถึงขนาดจะปล่อยให้คนบาดเจ็บตายต่อหน้าหรอกนะ" พูดจบอาเรียหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกมาอีกครั้ง มือบางเทขวดยาสีใสลงบนบาดแผลลึกยาวที่หน้าท้องแน่นตึงตรงๆ จนชายหนุ่มร้องโอ๊ยลั่นป่า สีหน้ายับย่น

"อุ๊ย ขอโทษค่ะ หยิบผิดขวด" อาเรียยิ้มหวานแล้วกุลีกุจอ​หยิบขวดสีฟ้าออกมาแทน แต่เจ้าของเรือนผมสีเงินมั่นใจแน่ๆว่าเธอจงใจ! 

แน่นอนว่าเด็กสาวเพียงแค่จะสั่งสอนเขาเล็กน้อยเท่านั้น จึงหยิบน้ำยาฟื้นฟูระดับล่างที่เธอปรุงเองเมื่อตอนที่ยังพึ่งเรียนแรกๆ ผลของมันแม้จะรักษาอาการบาดเจ็บได้เทียบเท่ากัน แต่ความเจ็บแสบยามเมื่อโดนแผลและความรวดเร็วในการฟื้นฟูนั้นต่างกันลิบลับ 

ขวดสีฟ้าเป็นน้ำยาฟื้นฟูระดับสูง มันถูกผสมยาชาในปริมาณ​หนึ่ง เวลาที่กำลังรักษาจึงไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างใดนอกจากความเย็นเล็กน้อย มือบางนำผ้าเช็ดหน้ากดลงบนเนื้อขาวที่ท่วมไปด้วยเลือด ไม่นานนักสีหน้าของเขาก็ดูดีขึ้น

ระหว่างนั้นอาเรียจึงเริ่มชวนอีกฝ่ายสนทนา​ "คุณชื่ออะไรคะ?" 

"....ลูค" ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายกว่าเดิม 

เด็กสาวจึงถามต่อ "แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่คะ?" ในขณะที่บาดแผลของอีกฝ่ายค่อยๆสมานติดกันอย่างรวดเร็ว

"เดินเล่น" ประโยคสั้นๆทำให้อาเรียแกล้งกดปากแผลของเขาลงเล็กน้อย ด้วยแรงที่เธอมี ลูคแทบจะกัดปากตัวเอง

"อย่าโกหกเลยค่ะ ตอนนี้เราควรเป็นมิตรกันนะคะ แต่ถ้าคุณยังไม่เชื่อใจฉัน งั้นฉันจะเล่าอะไรให้ฟังสักหน่อยแล้วกัน" 

ชายหนุ่มรูปงามสูดลมหายใจ แก้วตาเรียวสวยจ้องเขม็งมองอาเรียอย่างคาดโทษกลายๆ 

"ชื่อของฉันคืออาเรีย วาบิลเล่ ถูกพวกนักฆ่าไล่ต้อนจนต้องหนีเข้ามาในป่า ขณะที่กำลังป้องกันตัวอยู่ จู่ๆก็มีนักฆ่าอีกคนหนึ่งเข้ามาสบทบ ฉันมองเห็นร่างเล็กๆไร้ชีวิตสองร่างนอนไม่ห่างกันนัก และนักฆ่าที่เข้ามาใหม่ก็พูดถึงคุณ" ขณะพูด อาเรียสังเกตสีหน้าของลูคที่แสดงอาการตกใจตลอดเวลา ดวงตาสีลูกพลับเบิกกว้างและประหลาดใจราวไม่คาดคิดว่าเธอจะรู้เรื่องทั้งหมดและรอดจากคนพวกนั้นมาได้

"ฉันเลยจัดการพวกเขาและล้วงข้อมูลมาได้นิดหน่อยค่ะ และเพราะเหตุนั้นฉันถึงประทับใจในตัวคุณมาก ที่คุณพลาดท่าเพราะคอยปกป้องเด็กๆพวกนั้น" เด็กสาวมองชายหนุ่มที่เผยสีหน้าทำนองว่า'เธอรู้ทั้งหมด?'​ แล้วแย้มรอยยิ้มเจ้าเล่ห์​ "เป็นแบบที่คุณคิดไว้ค่ะ ฉันรู้เรื่องทั้งหมด"

"แล้วทำไม.." ลูคขมวดคิ้ว น้ำเสียงเจือกระแส​งุนงง

"​เพราะคุณโจมตีฉันก่อนไงคะ อย่างน้อยก็ควรเจรจากันก่อนหรือเปล่า? ฉันน่ะไม่ชอบการต้องเสียเปรียบ​อยู่ฝ่ายเดียวหรอกนะคะ" น้ำเสียงหวานบ่นอุบ เผยนิสัยเหมือนเด็กเอาแต่ใจออกมา ขณะที่มือก็ไม่หยุดรักษาแผลจุดอื่นๆบนร่างขาวผ่อง 

นั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มเบิกตากว้าง เพียงแค่เรื่องเล็กน้อยอย่างการที่เขาโจมตีเธอก่อน ถึงกับทำให้เด็กสาวพุ่งเข้ามากลั่นแกล้งให้เขาอับอายไม่หยุดหย่อนเลยเนี่ยนะ

"อย่าทำหน้าแบบนั้นสิคะ" อาเรียหน้ามุ่ย รีบแก้ตัวเล็กๆ "มันก็แค่นิสัยเสียที่ทุกคนก็มักจะมีอยู่ในตัวสักอย่างสองอย่างเท่านั้นเอง" 

ลูคพูดไม่ออก ชายหนุ่มไม่เคยเจอใครนิสัยแบบนี้มาก่อน เด็กสาวตรงหน้ามีหลายอารมณ์​จนเขาประหลาดใจ อีกทั้งยังแกร่งกล้าจนสามารถต่อกรกับนักฆ่ามากกว่าสองคนขึ้นไปได้อย่างสบายๆอีกด้วย ถึงตัวเขาเองจะสามาถจัดการคนพวกนั้นได้เช่นกัน แต่ต้องบอกว่ารอบนี้ค่อนข้างตึงมือไม่น้อย อีกทั้งยังมีเด็กน้อยสองคนมาป้วนเปี้ยน...และเขาก็ช่วยเด็กชายไว้ไม่ได้

ชายหนุ่มจึงหลบมาซ่อนตัวและรักษาบาดแผลภายใต้เขตอาคมระดับสูง มันยากมากที่มนุษย์​จะสามารถเดินเข้ามาและทำลายปราการห้องวงกตของเขาลงง่ายๆเช่นเธอ ขณะที่ชายหนุ่มกำลังทบทวนเรื่องราวทั้งหมด เสียงหวานก็ดังขึ้นจนลุคหลุดจากภวังค์​

"ตอนนี้คุณก็หายดีเป็นปกติแล้ว งั้นฉันคงต้องขอตัวก่อนนะคะ " อาเรียเห็นว่าลูคไม่ปริปากพูดอะไรสักที และตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว เด็กสาวต้องรีบกลับบ้านก่อนที่พี่ชายเธอจะโมโหไปมากกว่านี้ 

ถึงแม้ว่าเบาะแสที่ได้จะไม่มากเท่าไรนัก แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่อยากปริปากพูด เธอก็ไม่คิดจะบังคับ

ร่างบางลุกขึ้น เตรียมตัวเก็บของ ขณะเดียวกันฝ่ามือหนาก็จับหมับเข้าที่ข้อมือของอาเรีย เธอเหลือบมองแขนที่ถูกรั้งจากนั้นเบนกลับไปสบดวงตาอีกคู่แล้วยิ้มเป็นเชิงถาม "อะไรคะ?" 

"ท่านอาเรีย วาบิลเล่ โปรดรับผมเป็นผู้ติดตามด้วยเถอะครับ" จู่ๆลูคก็โพล่งขึ้น ร่างสูงในชุดขาดวิ่นเลอะไปด้วยคราบเลือดคุกเข่าลงข้างหนึ่งด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม​

อาเรียนิ่งค้างไปเมื่อเห็นการกระทำอีกอีกฝ่าย ไม่นานนักปากอิ่มจึงยกยิ้มอย่างยั่วเย้า "คุณเป็นพวกชอบความเจ็บปวดหรือคะ? "

_____________

ใครอยู่เรือลำนี้ต้องใช้ #พ่อบ้านมาโซกับคุณหนูซาดิสต์​ นะคะ ฮะๆ 

เพราะอาเรียจะแสดงความเอสแบบรุกๆกับพ่อบ้านคนนี้เป็นพิเศษ อารมณ์​แบบหมั่นไส้ที่อยู่ๆก็เข้ามาโจมตีไรทำนองนี้

ตอนต่อไปท่านพี่งอนแล้ว? ดูสิน้องสาวจะง้อยังไง ขอบคุณ​ที่ติดตามค่ะ 

คอมเมนท์​ = กำลังใจ ♥️

ความคิดเห็น