facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 7 : เสียงกระซิบ

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 7 : เสียงกระซิบ

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 20:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 7 : เสียงกระซิบ
แบบอักษร

ตัวละครเพิ่มเติม

ทินกร ​: เพื่อนพี่เมฆ

‘ดูแลตัวเองดี ๆ ล่ะ อีกสองสามวันพี่จะกลับมา’ มันเป็นคำพูดของผมที่พูดกับไผ่และสนก่อนจะขับรถเข้ากรุงเทพ ผมต้องกลับมาที่ร้านด้วยความเร่งรีบเพราะพนักงานในร้านดันส่งเมล็ดพันธุ์ให้ลูกค้าผิด งานนี้เลยมีโวยกันยกใหญ่ แล้วเรื่องวุ่นวายแบบนี้ใครล่ะจะเคลียร์ได้ล่ะ นอกจากผม

                ผมยืนถอนหายใจหลังจากลูกค้าเดินออกไปจากร้าน เขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดีใจที่ผมแถมเมล็ดพันธุ์ราคาแพงเป็นการขอโทษให้ถึงสองถุง เมล็ดดอกกุหลาบสีม่วงอ่อนกับสีส้มสด ราคาไม่ใช่ถูก ๆ เพราะที่แถมไปก็ล่อไปสี่ร้อยกว่าเกือบห้าร้อย ผมถอนหายใจอีกครั้งก่อนหันหน้ากลับไปมองพนักงานที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้

                “ครั้งนี้พี่ไม่หักเงินเรานะ แต่อย่าให้มีครั้งหน้าอีก”

                “ขอโทษค่ะพี่เมฆ ตอนนั้นร้านยุ่ง ๆ หนูเลยรีบไปหน่อย” เธอก้มหัวพนมมือไหว้ซ้ำ ๆ เป็นการขอโทษ ผมมองยิ้ม ๆ ไม่คิดดุหรือเสียงดังให้เสียความรู้สึก

                “ทีหลังพี่ขอช้า ๆ แต่ชัวดีกว่า งานช้าพี่ไม่ว่าแต่ถ้าทำงานพลาดพี่ไม่ชอบ”

                “ค่ะ เอ่อพี่เมฆคะ เมื่อกี้พี่กรโทรเข้ามาที่ร้าน หนูเป็นคนรับ เขาบอกว่าถ้าเสร็จธุระที่ร้านแล้วให้ออกไปหาเขาที่บ้านอะค่ะ” พนักงานผู้หญิงชี้ไปที่โทรศัพท์บ้านประจำร้าน ผมพยักหน้าเป็นการบอกว่ารับรู้ก่อนควงกุญแจรถออกมาจากร้าน

                “พี่ฝากร้านด้วยนะ อย่ามัวแต่เล่นกันแล้วไม่ต้อนรับลูกค้าล่ะ” ผมตะโกนบอก สองขาก้าวขึ้นไปนั่งบนรถคันโปรด และแล้วลูกชายอย่างวอลโว่ซีดานสีดำก็พุ่งทะยานไปบนท้องถนน ผมเปิดเพลงสากลคลอเบา ๆ ขณะขับเพราะมันทำให้ผมหยุดคิดเรื่องเครียด ๆ ได้บ้าง อย่างเรื่องของวสันต์ที่มีบ้างบางครั้งที่ยังคิดถึง

                เพลง Overload ของ John Legend บรรเลงไปเรื่อย ๆ พร้อมกับล้อรถที่หมุนอย่างช้า ๆ บนท้องถนนในวันที่จราจรติดขัด ผมเคาะนิ้วลงบนพวงมาลัยตามจังหวะครั้นอยู่ ๆ ก็นึกถึงสนกับไผ่ขึ้นมาซะงั้น สองพี่น้องที่หลัง ๆ มานี้ผมเอาแต่จ้องหน้าพวกเขาจนคิดว่าตัวเองเป็นพวกโรคจิตที่ชอบแอบมองคนอื่น

                จริงอยู่ที่ผมยังคงคิดถึงวสันต์ทั้งที่เริ่มหวั่นไหวกับสองพี่น้อง แต่ผมก็ตัดใจได้แล้วถึงแม้ไม่เด็ดขาดกับตัวเองมากนัก เว้นแต่จะมีใครสักคนมาแทนที่ มาปลุกให้ตื่นนอนตอนเช้า มาส่งเข้านอน มาเป็นคนที่พร้อมที่จะดูแลผมและให้ผมดูแล ถึงวันนั้นผมคงลืมวสันต์ได้จริง ๆ ถ้าฟ้าส่งคนคนนั้นมาให้ผมสักที

                ผมหลุดยิ้มออกมาเมื่อหักพวงมาลัยรถเข้าไปในรั้วบ้านของไอ้กร หรือทินกรเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก บ้านมันกับร้านดอกไม้ของผมไม่ไกลกันมากนัก จะไปมาหาสู่เลยค่อนข้างสะดวก มันเปิดประตูรั้วให้ก่อนขังสุนัขพันธุ์บางแก้วไว้ในกรง

                “โว๊ย ! กว่าจะกลับ ! กูโทรไปก็ไม่ค่อยรับ” ไอ้กรเอ็ดผมเสียงดัง

                “ก็กลับมาแล้วนี่ไง” ผมก้าวขาลงจากรถอุ้มตังเมลงบนพื้นแล้วถอดรองเท้าเตรียมเดินเข้าไปในบ้าน

                “ดีนะวันนี้กูหยุดงาน ไม่งั้นไม่ได้เจอกันแน่ แม่ง อกหักทีหายหน้าหายตานึกว่าจะไปฆ่าตัวตายเพราะช้ำใจ” มันแซวผม ผมเหลือบตามองมันอย่างยิ้ม ๆ ขณะที่มันมัวแต่ยืนขวางประตูบ้านไม่ให้ผมเข้าไปสักที และก่อนที่ผมจะเอ่ยปากสั่งให้มันหลบ จู่ ๆ สุนัขพันธุ์บางแก้วก็หอนขึ้นมาในเวลากลางวันแสก ๆ

                เจ้าดีม่อนหอนเสียงยาวฟังโหยหวนจนตังเมวิ่งมานั่งหากจุกตูดข้างขา ผมกับไอ้กรมองหน้ากันอย่างงง ๆ

                “ดีม่อน ! หยุด !” พูดจบมันก็เดินลงมาเอามือฟาดกรงสองครั้ง แต่ดีม่อนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหอนเลยสักนิดซ้ำยังเอาขาหน้าตะกุยตามซี่กรง

                “เมฆ มึงพาใครมาด้วยป้ะวะ ไอ้ดีม่อน ! หยุด !” ถึงจะแซวขำ ๆ พูดไปยิ้มไปแต่มันก็ทำให้ผมคิด แต่มันก็ไร้ซึ่งหลักฐานและเหตุผลที่พาให้ผมเชื่อ

                “โอ๊ย ! เรื่องของมึงแล้ว ไม่เหนื่อยก็หอนไปกูขี้เกียจห้าม ไอ้หมาบ้า” ว่าแล้วไอ้กรก็แลบลิ้นใส่หมา มันออกจะเป็นคนลั้ลลาเวลาอยู่กับผม เรียกได้ว่าแสดงธาตุแท้ออกมา ซึ่งนิสัยตลกโปกฮาของมันขัดกับหน้าตาโดยสิ้นเชิง

                “ป้ะ ป้ะ เข้าบ้าน ๆ” มันหันหน้ามากวักมือเรียก ผมอุ้มตั้งเมไว้ในอกแล้วเดินเข้าไปในตัวบ้าน ทันใดนั้นลมเย็นยะเยือกก็ผัดผ่านตัวผม ผมเบิกตากว้างขนลุกซู่ไปทั้งตัว เหมือนเพื่อนผมก็โดนด้วยเหมือนกันมันเลยหยุดเดินแล้วหันหน้ากลับมา

                “ไม่มีอะไรหรอก พอเปิดบ้านแล้วลมมันเลยพัดเข้ามา” ผมบอกเสียงเรียบแล้วปล่อยตังเมเดินเล่นกับพื้น เดิมทีมันเป็นพวกเชื่อเรื่องผีสางอยู่แล้วผมเลยไม่อยากชักจูงหรือมีท่าทีเห็นต้องตรงกันไม่งั้นมันคงเล่าเรื่องผีให้ฟังทั้งวัน

                “กูกำลังเปิดหนังผีพอดี ถึงฉากที่พระเอกบอกให้นางเอกเข้าบ้าน แล้วแม่งมีผีตัวหนึ่งมันตามนางเอกมาเว่ย จังหวะที่พระเอกอนุญาตให้นางเอกเข้าบ้านนี่แหละ ผีก็เดินเข้ามาด้วยเพราะเจ้าของบ้านบอกให้เข้ามาได้ แล้วนี่กูบอกให้มึงเข้าบ้าน ผีจะตามมึงมาแล้วเข้ามาในบ้านกูป้ะวะ” แค่พูดไม่พอมันยังเอามือลูบแขนซ้ำ ๆ

                “ไร้สาระ ห่าง ๆ บ้างก็ได้ไอ้เรื่องพวกนี้ หมกมุ่นมาก ๆ ระวังจิตจะหลอนเข้าสักวัน” เจอหน้ากันก็เอาแต่พูดถึงเรื่องผี ๆ ผมทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาแล้วเอนตัวนอนสองขาเหยียดยาวหลังจากขับรถมาทั้งวันก็เหนื่อยเต็มที

                “บ้านเย็นดีว่ะ” ผมบอกทั้งที่บ้านมันไม่ได้เปิดแอร์ แต่บรรยากาศแบบนี้แหละที่ผมชอบที่สุด

                “ไอ้กร ไอ้กร !” ผมเรียกเสียงดังเมื่ออยู่ ๆ ไอ้กรก็หายไปไหนไม่รู้ และแล้วมันก็เดินออกมาจากห้องพระพร้อมกับพระสร้อยพระหนึ่งเส้น

                “กูให้ ใส่ไว้ พระจะได้คุ้มครอง” มันสวมสร้อยเข้ามาในหัวผม

                “คุ้มครองจากอะไร” ผมถามพลางย่นคิ้วน้อย ๆ

                “ผีไง” มันพูดหน้านิ่ง

                “ผีที่ไหน” หลัง ๆ มานี้ไอ้กรดูหนังผีมากไปหน่อยเลยไม่ค่อยแยกแยะว่าอันไหนหนังอันไหนเรื่องจริง ถึงเซ้นส์มันจะแรงแต่ส่วนมากก็มโนไปเองทั้งนั้น

                “พอเลย พอเลย เอาคืนไป ไม่มีผีที่ไหนว่างพอที่จะเดินตามคนนู้นคนนี้หรอก เขาก็มีเวรมีกรรมที่ต้องคอยชดใช้มีธุระที่ต้องทำกันทั้งนั้น” ผมยัดสร้อยพระใส่มือมันแล้วจับคอเสื้อตัวเองใหม่ไม่ให้ยับ

                “มึงว่ามันไม่แปลกหน่อยหรอที่พอดีม่อนเห็นหน้ามึงแล้วหอน หมาอะไรหอนกลางวันแสก ๆ นอกจากเจอผี” มันพยายามหาเหตุผลมาอ้างให้ผมเชื่อ

                “หมามันหูดีกว่าคน พอได้ยินเสียงอะไรที่รบกวนมันมาก ๆ มันก็หอน” ผมบอกออกไปซึ่งวิทยาศาสตร์สามารถอ้างอิงได้ ผมถอนหายใจหนึ่งครั้งก่อนลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนโซฟา

                “กูคิดถึงวสันต์” ประเด็นนี้แหละที่จะทำให้มันเลิกพูดเรื่องผี ๆ ได้

                “ไหนว่าทำใจได้แล้วไง” มันถาม ปากก็เคี้ยวขนมเยลลี่ที่ถือติดมือมาด้วย

                “ทำใจได้ ดีใจที่เห็นเขามีความสุข แต่ก็มีบ้างที่คิดถึง เว้นแต่จะมีแฟนใหม่ แล้วจะไปหาแฟนใหม่จากที่ไหนดี” เป็นครั้งแรกที่ผมพูดเองเออเองพลางถอนหายใจใส่ไอ้กรเป็นครั้งที่สาม

                “เพิ่งเลิกไปหมาด ๆ ถ้ามึงมีแฟนใหม่ขึ้นมาเขาคงมองว่ามันไวไปหน่อยมั้ง พวกเจ๊เต๋าเพื่อนวสันต์แฟนเก่ามึงงี้ ไม่เอามึงไปเม้าท์จนน้ำลายแห้งเลยอ่อ”

                “ไม่เกี่ยวหรอกว่าช้าหรือไว ใครไม่เป็นกูไม่รู้หรอกว่าวสันต์เขาเคยทำให้กูมีความสุขมากแค่ไหน แล้วกูจะมีแฟนใหม่มันผิดมากรึไง”

                “ก็ไม่ผิด ตัวของมึงใจของมึงคนอื่นไม่มีสิทธิ์เสือก มึงไม่ได้ไปเอากับแฟนใหม่บนหัวใครนี่หว่า ฮ่า ๆ”

                “กูแค่อยากมีใครสักคนที่ทำให้กูมีความสุข กูไม่ได้จะเอาเขามาเป็นตัวแทนวสันต์นะ กูแค่อยากมีคนปลุกกูตอนตื่นนอน อยากมีคนส่งกูเข้านอน ก็แค่นั้น”

                “มึงเห็นใจคนอื่นมากเกินไป เป็นกูเพิ่งเลิกแล้วไง ถ้าเจอคนใหม่นะกูจัดเลย กูรู้ว่ามึงอยากมีใหม่แต่ยังกลัวว่าคนจะมองว่าไม่ดี มึงดูวสันต์นู่น ทุกวันนี้กลับไปคบกับแฟนเก่าตัวเองแล้ว ชื่ออะไรนะ สิระป้ะ”

                “อืม สิระ”

“คนรักปัจจุบันของวสันต์ที่เคยบอกเลิกวสันต์แล้วค่อยมาขอคืนดีตอนที่วสันต์มาคบกับมึง และพอวสันต์ไม่กลับไปคบมันก็เสียใจเลยมีอาการทางจิตบวกกับศูนย์เสียความทรงจำบางส่วน ทีนี้ถ่านไผเก่าก็ปะทุ สุดท้ายมึงกับวสันต์ก็เลิกกันด้วยเหตุผลที่ว่า วสันต์ยังห่วงแล้วก็รักสิระ นิยายวายไทยชัด ๆ น้ำเน่าฉิบหาย” เพื่อนผมล่ายยาวเป็นฉากบรรยายในนิยาย จริงอย่างที่มันพูด น้ำเน่าชะมัด ผมถอนหายใจครั้งที่สี่แล้วไม่พูดอะไร

                “คนดีจริง ๆ มึงเนี่ย” ไอ้กรพูดต่อหลังจากผมมัวแต่นึกถึงเรื่องในอดีต

                “ดีแล้วดีอีก ชีวิตไม่เห็นจะดีกับเขาบ้างเลย” น้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเป็นตัวบอกว่าผมเซ็งแซ่กับชีวิตเต็มที

                “แล้วนี่มึงมีคนที่ชอบแล้วยัง เด็กจัดดอกไม้ในร้านมึงก็น่ารักอยู่นะ ทั้งผู้ชายทั้งผู้หญิงเลย กูว่าหน้าตาพอไปวัดไปวาได้ว่ะ” พอพูดถึงคนที่ชอบ ในหัวผมก็ผุดภาพนายไผ่กับใบสนขึ้นมา สองพี่น้องฝาแฝดที่ทำให้ใจผมเต้นแรงได้ตลอดเวลา

                “…” ผมนิ่งเพียงพักยังไม่ได้พูดอะไรต่อ ไอ้กรเลยยื่นข้อเสนอขึ้นมา

                “เฮ้ยเมฆ เอางี้ ถ้ามึงเหงาเดี๋ยวกูติดต่อเด็กให้ แฟนเก่ามึงก็เคยซื้อพวกนี้อยู่ กูพอมีแหล่ง”

                “เด็ก ?”

                “พวกขายไง ขายอะ มึงซื้อมาเขาก็มานอนกับมึงเงี้ย ผู้หญิงผู้ชายมีหมด” ทันทีที่พูดจบ ผมยังไม่ทันปฏิเสธออกไปไฟในบ้านก็กะพริบถี่ มันริบหรี่เต็มทีเหมือนใกล้ดับแต่ไม่ดับ

                “อ้าว ไฟเป็นเหี้ยไรวะ” ไอ้กรสบถออกมาแล้วลุกขึ้นเดินไปกดเปิดปิดสวิตซ์ไฟซ้ำ ๆ มันถามผมเป็นครั้งที่สอง

                “ตกลงมึงจะเอามั้ยเด็กอะ เดี๋ยวกูซื้อให้” หลังจากนั้นสั้น ๆ หลอดไฟนีออนก็แตกกระจายกลายเป็นผงสีขาวร่วงหล่นเต็มพื้น ผมลุกขึ้นยืนรีบวิ่งไปหาเพื่อนแล้วผลักมันออกจากสถานที่ตรงนั้น เราสองคนล้มไปพร้อมกัน แขนผมกระแทกพื้นอย่างจัง เสียงกระดูกลั่นดังให้ได้ยิน

                “ซี๊ด…” ผมซี๊ดฟัน โชคดีที่แว่นไม่หัก ผมขยับแว่นใหม่ให้สามารถโฟกัสภาพตรงหน้าได้ชัดขึ้น ตัวไอ้กรมีแต่ผงฝุ่นขาว ๆ กับเศษแก้วจากหลอดไฟ

                “อะไรกันนักกันหนา โอ๊ย” มันบ่น ผมมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นพุ่มไม้ข้างนอกเอนลู่ไปตามลม ลมกระโชกแรงโหมกระหน่ำพร้อมกับเมฆฝนสีเทาเข้ม

                “ฝนก็มาอีก กูเพิ่งตากเสื้อผ้าเมื่อกี้เอง เมฆ ฝากมึงกวาดบ้านหน่อย เดี๋ยวกูไปเก็บผ้าก่อน” เพื่อนผมหัวเสียไม่น้อยที่ต้องออกไปเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้ทั้งที่ดูท่าจะไม่ทันแล้ว ราวตากผ้าล้มระเนระนาดแถมเสื้อผ้ายังเปื้อนไปหมด ผมมองเศษใบไม้ที่ถูกพัดเข้ามาในบ้าน มันแห้งเหี่ยวไม่รู้ลมไปหอบพัดมาจากที่ไหน

                ใช่ ผมยังไม่ได้ตอบคำถามเพื่อนลย ผมหยิบไม้กวาดกับที่โกยผงที่วางไว้ข้างกำแพงบ้านมาถือไว้ก่อนเดินไปหามันที่หน้าบ้าน

                “มึง ! ไม่ต้องซื้อเด็กให้กูนะ กูไม่เอา !”

                “ว่าไงนะ !” มันตะโกนตอบพลางก้มหยิบเสื้อผ้าที่อยู่บนพื้น ท้องฟ้ามืดครึ้มมีเมฆเทาก่อเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ ๆ วันนี้ลมแรงผิดปกติ แรงจนไอ้กรยืนแทบไม่ติดที่ และพอหันมาในบ้านไฟทุกหลอดในบ้านก็ดับลงพร้อมกันแต่ผมก็เลือกที่จะให้ความสนใจกับเพื่อนต่อ

                “บอกว่าไม่ต้องซื้อเด็กให้กู กูไม่เอา !” ผมบอกเป็นครั้งที่สอง และลมที่เคยพัดแรงก็นิ่งสนิททันที ผมเบิกตากว้างหันมองซ้ายขวา ไอ้กรรีบโกยผ้าบนพื้นมากอดไว้แล้ววิ่งอ้าวมาหาผม

                “โอ่ย ! ลมแม่งแรงจนก้าวขาแทบไม่ได้เลยมึง”

                “รีบเข้าบ้านเถอะ” ผมบอก สองมือผลักเพื่อนเข้าไปในตัวบ้านพร้อมกับไฟในบ้านที่กลับมาติดอีกครั้ง

                “ไอ้เมฆ ! มึงว่าอากาศแม่งแปลก ๆ ป้ะวะ” อีกคนถามหอบ

                “ไม่แปลกหรอก กรมอุตุบอกว่าสองสามวันนี้พายุเข้า ไม่ได้ดูข่าวรึไง”

                “ไม่ได้ดู กูดูหนังผีติดกันมาสามวันละ”

                “เพราะแบบนี้ไงถึงไม่รู้อะไรกับเขาเลย” ผมเตะขามันเบา ๆ ไล่ให้เข้าบ้าน จะว่าแปลกก็แปลกที่จู่ ๆ ท้องฟ้าก็กลับมาสดใสเหมือนเดิม แสงแดดสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาในตัวบ้านทั้งที่เมื่อกี้ยังมืดไปหมดทั่วทุกพื้นที่

                “ช่างเถอะ” ผมบอกกับตัวเองหลังจากพยายามโยงเรื่องทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้น หลายวันก่อนที่ไผ่โมโหไฟในห้างก็ดับ อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น แต่วันนี้ไม่เกี่ยวกับไผ่หรอก เพราะเขาไม่ได้มากับผม แต่แล้วก็มีเสียงเย็นยะเยียบกระซิบถามข้างหู ผมจำได้ดีว่าเป็นเสียงของไผ่กับสน

                “พี่เมฆเจ็บรึเปล่า” สองเสียงประสานกัน มันดังข้างหูซ้ายและขวา ผมมั่นใจว่าไม่ผิดแน่ เสียงแหบพร่าฟังทุ้มต่ำเป็นเสียงของพวกเขาจริง ๆ ผมกวาดสายตามองรอบ ๆ แต่ก็ไม่เห็นใครนอกจากเพื่อนผมที่กำลังเอาเสื้อผ้าใส่ลงไปในเครื่องซักผ้าเพื่อซักอีกครั้ง

                “ได้ยินมั้ย” ผมโพล่งพูดถามเพื่อนตัวเองเผื่ออีกคนจะได้ยินบ้าง

                “ห๊ะ ?” อีกคนขานรับแต่ยังคงยัดผ้าลงไปในถัง ผมส่ายหน้ากลับไปเป็นการตอบ เพราะไม่อยากให้มันโยงเรื่องทุกอย่างให้กลายเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างเรื่องผี


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง​"พี่เมฆเจ็บรึเปล่า"

------------------------------------

มาแล้ววววว ไม่สองพี่น้องเป็นผีพี่เมฆก็อกหักจนเป็นแบบสิระอะค่ ะ 55555555555555555

 ​15,03.18

1 ถูกใจ 1 ความคิดเห็น เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนได้เยอะเลยhttp://cdn-tunwalai.obapi.io/files/emotions/Cartoon00021.gif

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว