ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 12 สาวน้อยเที่ยวเล่น

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 สาวน้อยเที่ยวเล่น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มี.ค. 2561 13:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 สาวน้อยเที่ยวเล่น
แบบอักษร

ตอนที่ 12 สาวน้อยเที่ยวเล่น 

ภายในห้องทำงานโทนสีดำขาวที่เครื่องเรือนราคาแพงถูกจัดอย่างเป็นระเบียบเช่นเดียวกับนิสัยเจ้าของห้อง มีคนหนึ่งคนกำลังแผ่บรรยากาศ​เคร่งขรึมราวผู้พิพากษา​ น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยพร้อมที่จะปลิดชีวิตทุกคนที่ขวางทาง 

"แบทไฮด์ จงสืบหาตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังคำสาปของอาเรีย รวบรวมผู้ใช้มนต์ดำที่สามารถทำพิธีคำสาปร้อยหนาม รวมถึงคนที่มีการเคลื่อนไหวแปลกๆในช่วงห้าเดือนนี้ด้วย" กาเบรียล​ วาบิเล่ออกคำสั่งแก่ผู้ติดตามเงาด้วยสีหน้าเยือกเย็น นับตั้งแต่เขาแยกตัวจากน้องสาวต่างสายเลือด จนถึงเวลาค่ำคืน เด็กหนุ่มยังคงไม่ได้พักผ่อน ใบหน้าไร้อารมณ์​นิ่งเฉยแตกต่างจากตอนอยูกับอาเรียลิบลับ

"รับคำสั่งครับ" ชายที่ถูกเรียกว่าแบทไฮด์อยู่ในชุดพรางตัวสีดำปิดมิดชิดเหลือเพียงนัยต์ตาคมกริบสีเดียวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน เขาค้อมตัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จากนั้นเทเลพอร์ต​หายไปในชั่วพริบตา

กาเบรียล​คาดการณ์​เกี่ยวกับเรื่องราวนี้ได้บางส่วน นักฆ่าอิสระที่ต้องการตัวของไลล่า มอร์ดิเนีย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้อยู่เบื้องหลังคำสาปของอาเรีย เมื่อครู่แบทไฮด์ได้บอกข้อมูลที่เด็กหนุ่มเคยให้ไปสืบเรื่องเมื่อสองวันก่อน ในวันที่องค์รัชทายาทมาส่งน้องสาวเขาถึงที่ องครักษ์​รักษาการณ์​หน้าประตูมีการสับเปลี่ยนเวรยามที่ผิดแผกไปจากปกติ อีกทั้งคนขับรถม้าของอาเรียยังถูกสับเปลี่ยนตัวอีกด้วย แต่เนื่องจากองค์ชายเฮเดรียนเป็นฝ่ายเสด็จตามมาส่ง ดังนั้นจึงมีการเปลี่ยนเป็นขบวนรถม้าส่วนพระองค์ หากว่าเด็กสาวเดินทางกลับเพียงลำพังตามความตั้งใจแรก คาดว่าคนไม่เหลือแม้แต่ชีวิตกลับมาถึงบ้าน

...หึ...แล้วพวกมันจะได้รู้ปิศาจที่แท้จริงคือใคร...

วันถัดมา อาเรีย วาบิลเล่ผู้มีความผ่อนคลายยิ่งกว่าวันไหนๆ แต่งตัวทำธุระยามเช้าด้วยอารมณ์​ที่สดใสจนมิรินยังรู้สึกมีความสุขไปด้วย 

"คุณหนูอารมณ์ดี​เชียวนะคะ เมื่อวานมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นหรือคะ" สาวใช้คนสนิทของคุณหนูตระกูลวาบิลเล่ยิ้มถามขณะกำลังแปรงผมนุ่มสลวยสีชมพู

"คิกๆ ใช่แล้วค่ะ เมื่อวานมีเรื่องที่ดีมากๆเกิดขึ้น" คำสาปของเธอหายไปแล้ว! นั่นนับเป็นเรื่องดีที่เธอหวัง ส่วนเรื่องถัดไปที่เธอวางแผนไว้ คือการเข้าเมืองไปเลือกซื้อชุดน้ำชาแทนชุดเก่าที่แตกไป 

เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้ว ร่างบางหมุนตัวอย่างแช่มช้าหน้ากระจกเงา มิรินผู้มีรสนิยมในการเลือกเสื้อผ้าที่ดี จัดเตรียมชุดกระโปรงผ้าลินินแขนตุ๊กตาสีเหลืองอ่อนให้เธอ เนื่องจากวันนี้อากาศร้อนกว่าทุกวัน เธอจึงสวมหมวกปีกกว้างสีขาวทับผมลอนคลายที่สาวใช้คนสนิททำให้ด้วย

ใบหน้าที่เริ่มเต่งตึงขึ้นจากการบำรุงยิ้มบาง ดวงตาสีมรกตเหลือบมองคนข้างกาย เอ่ยชมเสียงหวาน "ขอบคุณนะคะ มิรินยังเก่งเหมือนเดิมเลย" 

ฝ่ายได้รับคำชมยิ้มขวยเขิน มอบรอยยิ้มกว้างกลับไป "เป็นหน้าที่ของมิรินอยู่แล้วค่ะ!" ก่อนจะรีบโถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดคนตัวเล็กกว่าเบาๆ เมื่ออีกฝ่ายอ้าแขนกว้างแล้วพยักหน้าเป็นนัยว่า'มากอดกันค่ะ'แบบที่ทำบ่อยๆ

ฮือ มิรินมีความสุขที่สุดเลย

ร่างบางเคาะประตูไม้โอ๊คสีดำสนิทสามครั้ง เมื่อได้ยินเสียง​ทุ้มกล่าวคำอนุญาติ​จึงเปิดประตูและก้าวเท้าเข้าไป

เด็กสาวเป็นผู้เปิดบทสนทนาก่อนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม "ท่านพี่ น้องว่าจะเข้าเมืองไปดูถ้วยน้ำชาสักหน่อย อยากจะได้อะไรไหมคะ" อาเรียเข้ามาพบกาเบรียลเพื่อการนี้ เธออยากให้ความสัมพันธ์​ของพวกเราสมเป็นครอบครัวมากขึ้น และการเอาใจใส่ก็นับเป็นสิ่งหนึ่งที่ควรทำ

"ไม่อนุญาต​ิ" ทว่าเสียงทุ้มกลับตอบปฎิเส​ธ​ทันควัน ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยขณะพิมพ์งานลงหน้าจอโฮโลแกรมที่คนนอกไม่สามารถมองเห็นตัวอักษรได้

อาเรียชะงักคิ้วมุ่นลงเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจ "....ทำไมล่ะคะ?"

"น้องไม่ได้สำนึกเลยใช่ไหมว่าเพิ่งเจอเหตุการณ์​อะไรมา" ดวงตาสีทองคมดุละจากงานมาจับจ้องร่างบาง ขณะที่สองมือยังคงขยับไม่หยุด 

อาเรียเผลอมุ่ยปาก นั่นไง สนิทกันได้ไม่นานเขาก็ทำตัวเหมือนอาจารย์ของเธอสุดๆ เจ้าระเบียบ​ ชอบออกคำสั่ง และมักทำเสียงดุใส่

"แต่ว่านะ พี่ก็เห็นนี่คะว่าน้องแข็งแรงแค่ไหน" อาเรียโน้มน้าวถึงเรื่องเมื่อวานที่เธอแสดงให้เด็กหนุ่มเห็นว่าโต๊ะพวกนั้นเปราะบางเพียงใดเมื่อเทียบกับพลังที่เธอมี

"น้องไม่เข้าใจ พลังธาตุโดยธรรมชาติกับเครื่องมือจากฝีมือมนุษย์​ มันต่างกัน'มาก'" พี่ชายของอาเรียเข้าใจในความหมายที่น้องสาวจะสื่อ และคิดว่าเธอยังอ่อนต่อโลกและไร้เดียงสาเกินไป ถึงเธอจะฉลาดและมีพลังในระดับหนึ่งจากเครื่องมือไฮเทคเหล่านั้น สุดท้ายก็ไม่อาจสู้คนที่มีพรสวรรค์​และประสบการณ์​ได้ 

ฝ่ายถูกห้ามได้ยินแล้วยิ้มกว้าง ที่แท้พวกเขายังคงเข้าใจว่าพลังของเธอเป็นเพียงอาวุธในรูปแบบกระทัดรัดที่ท่านพ่อให้มา ซึ่งถูกต้องแค่ส่วนหนึ่ง วิลเลียม วาบิลเล่ บิดาของเธอมอบอุปกรณ์​ป้องกันตัวที่อัดแน่นไปด้วยพลังธาตุมหาศาล​ผสานกับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ จนกลายมาเป็นอาวุธสังหารราคาแพง แต่ของพวกนั้นหรือจะเทียบพลังจริงๆของเด็กสาวได้ เธอปล่อยพวกมันไว้ในมิติช่องว่างไม่เคยแตะสักครั้ง

"จริงๆแล้วท่านพี่กำลังเข้าใจผิด" คำพูดชักจูงของน้องสาว ทำให้กาเบรียล​พักจากงานแล้วหันมาตั้งใจฟัง "พลังที่เห็นเมื่อวานไม่ใช่อุปกรณ์​ของท่านพ่อ แต่เป็นพลังแฝงของน้องเองค่ะ" 

ในระหว่างที่พักฟื้นตัว อาเรียได้เนียนรู้เกี่ยวกับพลังของโลกนี้และรู้สึกได้ว่ามีรายละเอียดที่ยิบย่อยกว่าตัวเกมที่เคยเล่นอยู่มาก ซึ่งบนโลกแห่งนี้ มนุษย์​ทุกคนล้วนมีพลังเวทมนตร์​และนำพลังที่มีมาใช้ประโยชน์​ในชีวิตประจำวันจนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญไปแล้ว ซึ่งพวกอุปกรณ์​เทคโนโลยี​จำพวกวิทยาศาสตร์​พึ่งจะมามีในยุคหลังๆมานี้ และยังคงมีการผสมผสานกับการใช้พลังเวทมนตร์​ ทำให้การทำงานหลายๆอย่างสะดวกมากขึ้น และยังช่วยให้เหล่าคนที่อ่อนแอสามารถป้องกันตัวเองได้มากขึ้นอีกด้วย

เมื่อยามแรกเกิดเด็กแต่ละคนจะยังไม่รู้พลังธาตุของตนเอง แต่จะถูกกระตุ้นให้ตื่นและมีการทดสอบที่โบสถ์​ประจำเมืองเมื่ออายุครบ 6 ปี แต่ละคนจะมีธาตุประจำตัวคนละ 1 ธาตุ ในส่วนของพลังธาตุถูกจำแนกออกเป็น 6 ธาตุ พลังธาตุพื้นฐานคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ พลังธาตุหายากคือ แสงสว่าง และความมืด ซึ่งในจำนวนมนุษย์มากกว่า 95% ล้วนเป็น 4 ธาตุหลัก ความสามารถของพลังขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและพรสวรรค์​ในของตัวแต่ละคน ถึงแม้จะมีธาตุเดียวกันแต่ระดับของพลังล้วนไม่เท่ากัน และมีความสามารถพิเศษแตกต่างกันไป

เช่นธาตุดิน เป็นธาตุที่เน้นการป้องกัน ส่วนใหญ่มีความแข็งแกร่งในด้านกายภาพมากกว่าผู้ใช้ธาตุประเภทอื่นๆ สามารถใช้ธาตุไม้เป็นธาตุเสริม ความสามารถ​เฉพาะตามแต่ตัวบุคคล เช่นทำให้ผืนดินสั่นสะเทือนไปจนถึงการแยกแผ่นดิน สร้างอุโมงค์​ทางเชื่อมใต้ดิน ควบคุมป่า ฟีโรโมน หรือมีความจำที่แม่นยำ 

ธาตุน้ำ สามารถควบคุมน้ำรวมไปถึงทะเล และแม่น้ำ จนถึงขั้นสร้างอุทกภัย​ขนาดใหญ่ได้เลยหากมีความสามารถมากพอ นอกจากนั้นยังสร้างหิมะ และน้ำแข็ง สามารถใช้พลังในการเยียวยาเป็นธาตุเสริม ส่วนความสามารถ​เฉพาะแล้วแต่บุคคล อย่างการพูดคุยกับสัตว์ทะเล เชื่อมการมองเห็นผ่านการสะท้อนของน้ำ 

ธาตุลม จัดว่าเป็นพลังทางธรรมชาติที่แข็งแกร่งกว่าสี่ธาตุพื้นฐาน สามารถควบคุมลม ก้อนเมฆ แปลงมวลอากาศให้กลายเป็นของแข็ง พลังธาตุเสริมคือสายฟ้า ความรุนแรงแล้วแต่บุคคล คนที่มีพลังมากสามารถควบคุมดินฟ้าอากาศได้ดั่งใจราวเทพเจ้า ความสามารถ​เฉพาะบุคคลคือการเทเลพอร์ท ลอยตัวกลางอากาศ พลางตัวโดยบิดเบือนการหักเหของแสงและอากาศ

ธาตุไฟ พลังงานหลักที่จำเป็นอีกหนึ่งคือไฟ นอกจากการดึงความร้อนจากธรรมชาติออกมาใช้ได้ ผู้ใช้ธาตุนี้ยังพัฒนาในด้านของการเล่นแร่แปรธาตุ​ และทักษะการสร้างอาวุธได้เร็วกว่าผู้ใช้ธาตุประเภทอื่น แม้จะไม่มีธาตุเสริมแต่สามารถผสานกับอุปกรณ์​สมัยใหม่ได้สะดวกกว่าธาตุชนิดอื่นๆ 

ส่วนอีกสองธาตุหายาก ผู้ใช้ธาตุแสงสว่างที่กล่าวกันว่ามีความสามารถในการรักษาผู้คน แม้จะปางตายแค่ไหนหากยังมีลมหายใจ โอกาสมีชีวิตรอดเท่ากับ 100% อีกทั้งยังลือกันว่าผู้ใช้ธาตุแสงที่มีพลังแกร่งกล้าสามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ด้วย สุดท้ายธาตุที่แสนลึกลับ ความมืด ธาตุที่ถูกผู้คนกล่าวอ้างว่าผู้ใช้ธาตุนี้แข็งแกร่งเทียบเท่าปิศาจ ส่วนใหญ่มีร่างกายเป็นอมตะ ความสามารถไม่แน่ชัด เนื่องจากผู้มีพลังธาตุความ​มืดล้วนน่ากลัวและมืดมน ยากมากที่จะง้างปากพวกเขาให้พูดถึงความสามารถที่ตนมี

และทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อมูลที่เธออ่านเจอ ยังมีพลังอีกมากมายให้เด็กสาวเรียนรู้เกี่ยวกับโลกนี้ เช่นพลังแฝงที่แตกต่างจากพลังธาตุและน้อยคนที่จะมี อย่างพลังกายที่มหาศาล ทักษะนักปรุงยาที่เก่งกาจ การเล่นแร่แปรธาตุ​ที่ล้ำหน้ากว่าคนทั่วไป 

ซึ่งระดับของนักเวทย์ไม่ได้วัดกันที่พลังธาตุอย่างเดียว แต่วัดกันที่ความสามารถ​ของตัวบุคคล ว่ามีพลังแฝงไหม สามารถใช้พลังเสริมได้เท่าไร จิตแกร่งขนาดไหน หากค่าพลังรวมทั้งหมดสูงก็จะวัดได้ระดับสูงเช่นเดียวกัน ซึ่งไม่รวมกับพลังทางกายภาพ และนั่นทำให้อาเรีย วาบิลเล่ผู้ไม่มีพลังธาตุ วัดระดับพลังเวทมนต์​ได้เท่ากับเด็กน้อยแรกเกิด 

กาเบรียล​เงียบไปราวกำลังใช้ความคิด จากนั้นเผยสีหน้าจริงจัง"ที่น้องบอกว่ามีบางอย่างพิเศษคือพลังแฝงที่ว่านี่? น้องแน่ใจได้ยังไง" 

"จริงๆท่านพี่คงพอจะทราบว่าน้องมีบางอย่างไม่เหมือนเดิม...และการที่ท่านพี่เห็นกับตาว่าคำสาปร้อยหนามทำอะไรน้องไม่ได้สักนิด คงจะพอพิสูจน์​ได้บ้าง จริงไหมคะ" อาเรียยิ้มหวาน กล่าวโป้ปดเป็นนัยว่าพลังที่ตื่นขึ้นมา คือพลังแฝงที่หาได้ยา

ร่างสูงถอนหายใจแผ่ว"ทำไมถึงได้ดื้อดึงแบบนี้" ถึงตอนนี้จะรู้แล้วว่าเด็กสาวแข็งแกร่งกว่าที่คิด แต่ความเป็นห่วงที่มียังไม่ลดแม้สักนิด 

"จะลองสู้กันดูก็...ได้...นะ..คะ.." หางเสียงแผ่วลงจนแทบไม่ได้ยิน เมื่อนัยต์ตาคมดุตวัดมองมาจนแทบทะลุผิวร่างบางได้อยู่แล้ว อา นั่นยิ่งทำให้ท่านพี่เหมือนอาจารย์ยามโมโหจนอยากเขกหัวเธอให้โนมากๆเลย

เด็กหนุ่มละอยากรู้นัก ในหัวเล็กๆนั่นมีความบ้าบิ่นระดับไหน ถึงคิดจะสู้กับเขาจริงๆ 

อาเรียกลั้นใจใช้ไม้ตายท่าสุดท้ายที่สามารถใช้ได้ผลกับคนข้างกาย คือการเงยหน้าขึ้นแล้วทำสีหน้าออดอ้อน "ได้โปรด​เถอนะคะท่านพี่ น้องอยากเดินดูของจริงๆ" ดวงตากลมกระจ่างใสเหมือนกระต่ายช้อนมองพี่ชายจนร่างสูงต้องปกป้องตัวเองด้วยการถอยหลังลงก้าวหนึ่ง นั่นทำให้เด็กสาวคิดว่าพี่ชายแพ้การอ้อนวอนของเธอแบบสิ้นท่า โดยไม่ได้รู้เลยว่าความจริงในใจอีกฝ่ายอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่แสดงออก 

... อีกแล้ว... ความรู้สึกแปลกๆจากเหมือนผีเสื้อบินวนในท้องมันกลับมาอีกแล้ว

กาเบรียล​เบือนหน้าหนีเพื่อ​หลบจากสายตาร่างบาง เขาไม่อยากให้น้องสาวรู้ว่าใบหน้านี้กำลังแสดงสีหน้าแบบไหนอยู่ เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ จนเมื่อดึงความเยือกเย็น​กลับมาได้ เสียงทุ้มนุ่มพูดช้าลง "ได้...ถ้าอยากไปจริงๆ พี่อนุญาต​ิ" 

อาเรียได้ยินถึงตรงนี้ รอยยิ้มพลันโค้งกว้าง น้ำเสียงหวานเตรียมบอกขอบคุณ ถ้าไม่ได้ยินประโยคถัดมาเสียก่อน

"แต่ต้องให้ผู้ติดตามของพี่ตามไปด้วย" พี่ชายของอาเรียว่าเสียงเรียบ เขาเองอยากจะตามอาเรียไปด้วยเช่นกัน หากไม่ติดงานสำคัญ "ฟอลคอน" เสียงทุ้มเรียกผู้ติดตามเงาอีกคนที่ประจำอยู่ข้างกายเขา

ร่างในชุดลำลองสุภาพโผล่ขึ้นมาจากหน้าต่างด้วยความเร็วดุจสายลม เพียงชั่วพริบตาผู้ที่ถูกเรียกว่าฟอลคอนก็คุกเข่าอยู่ตรงหน้ากาเบรียล วาบิลเล่แล้ว "มีคำสั่งอะไรให้รับใช้ครับ ท่านกาเบรียล​"

"ตามคุ้มครองอาเรียด้วย ดูแลอย่าให้คลาดสายตา" หางเสียงเน้นย้ำเป็นพิเศษ บ่งบอกชัดเจนว่าสำคัญ​มากเพียงใด

ฟอลคอนผงกหัวเล็กน้อย ขณะตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "รับคำสั่งครับ ผมจะดูแลท่านอาเรียให้ดีที่สุด"

อาเรียยิ้มแห้งมองเหตุการณ์​ตรงหน้าอย่างกระอักกระอ่วน​ เด็กสาวคิดว่าพี่ชายจะเข้าใจเสียอีกว่า การเลือกซื้อของพวกนี้ต้องมีแต่ผู้หญิงน่ะ แต่เมื่อคิดดูอีกที ท่านพี่ให้ชายคนนี้มาเป็นผู้ติดตามก็ไม่แย่นัก 

เด็กสาวโค้งรอยยิ้มสดใส เอ่ยทักทายชายหนุ่มอย่างเป็นกันเอง "ได้ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ คุณผู้ติดตาม" และเธอกำลังวางแผนบางอย่างที่จะต้องทำให้เพื่อนใหม่คนนี้ประทับใจแบบสุดๆ

"คุณเหยี่ยวเดินห่างจากฉันเกินไปหรือเปล่าคะ" ร่างบางมองผู้ติดตามที่อายุราวๆ 24-25 ด้วยสายตาขบขัน เมื่อชายหนุ่มเดินห่างจากเธอสามเมตรราวเกรงกลัวบางสิ่ง 

"ผมชื่อฟอลคอนครับ ท่านอาเรีย" 

"อยากให้ฉันเรียกชื่อ คุณเองก็เรียกฉันว่าคุณหนูแบบปกติเถอะค่ะ" 

ฟอลคอนเผยท่าทีลังเล แต่เมื่อเด็กสาวคะยั้นคะยอ​ เขาจึงทำตามคำขอของอีกฝ่ายอย่างไม่เรื่องมาก "เข้าใจแล้วครับ คุณหนู" 

เด็กสาวเริ่มพูดคุยกับผู้คุ้มครองคนใหม่ด้วยเรื่องสัพเพเหระ​ เนื่องจากอีกฝ่ายนั้นอัธยาศัย​ดีต่างจากเจ้านายลิบลับ ไม่นานนักพวกเขาก็สนิทสนมกันจนลดระยะห่างของคนที่พึ่งเจอกันครั้งแรกอย่างรวดเร็ว 

แม้ฟอลคอนจะมีความรู้สึกเบื่อเล็กน้อยที่ต้องมาติดตามเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เนื่องจากคุณหนูผู้นี้เป็นคนอารมณ์ดี​และเข้ากับคนง่าย เขาจึงไม่รู้สึกหนักใจเท่าไร แต่ก็ไม่คาดคิดว่าเด็กสาวคนนี้จะเป็นกันเองถึงขั้นเอ่ยปากพูดกับข้ารับใช้หนุ่มที่พึ่งพบกันว่าจะเข้าร้านชุดชั้นใน!

"งั้นผมรอข้างนอกนะครับ เชิญคุณหนูตามสบายเลย" ฟอลคอนคลี่ยิ้มอย่างมืออาชีพ แล้วหยุดยืนรอไม่ห่างจากร้านที่ผู้ชายส่วนใหญ่ควรจะกระอักกระอ่วน​ สายตาคมดุจเหยี่ยวจดจ้องแต่เพียงประตู เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ชายหนุ่มไม่สนใจว่าจะมีผู้หญิงคนไหนแอบชะเง้อมองเขาแล้วหัวเราะอย่างขบขัน เพราะการรอคอยและคุ้มครองเป็นหน้าที่ของเขา

หากเมื่อผ่านมาระยะเวลาหนึ่ง ชายหนุ่มก็เริ่มเอะใจถึงความผิดปกติ แม้ผู้หญิงส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการเลือกชุดนาน แต่เมื่อผ่านมาชั่วโมงกว่าแล้ว มันจะไม่นานไปหน่อยหรือ ทันทีที่คิดได้ ร่างสูงจึงกลั้นใจเดินเข้าร้านเสื้อผ้าที่มีแต่สาวๆหัวเราะคิกคัก ยามเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาเพียงลำพังด้วยความกระดากอายเล็กน้อย ดวงตาคมดุจเหยี่ยวสอดส่องไปทั่วร้าน ไม่พบร่างบางในชุดสีเหลืองนวลแม้สักที่ สุดท้ายจึงเดินไปถามพนักงาน

"คุณหนูคนนั้นออกจากร้านไปนานมากแล้วนะคะ" แม้พนักงานหญิงจะมองฟอลคอนด้วยสายตาแปลกๆ แต่เธอก็ตอบชายหนุ่มด้วยท่าทีสุภาพ​ สมเป็นพนักงานของแบรนด์ดัง 

ผู้ติดตามเงาตาโต หลุดอุทานเบาๆ "อะไรนะ! ออกจากร้าน แล้วไปทางไหน" เขายืนเฝ้าทางเข้าออกตลอดคุณหนูจะรอดพ้นสายตาของเขาไปได้อย่างไร

พนักงานสาวทำสีหน้าครุ่นคิด จากนั้นร้องอ๋อ ชี้ไปยังประตุอีกบาน "รู้สึกจะเป็นทางออกฉุกเฉินน่ะค่ะ เห็นว่าออกทางนั้นใกล้ร้านที่จะไปมากกว่าค่ะ" หญิงสาวตอบอย่างลื่นไหล เมื่อเด็กสาวที่ถูกถามถึงมีหน้าตาโดดเด่น และการกระทำแตกต่างจากลูกค้าคนอื่นๆ 

"แย่แล้ว... แย่แน่ๆ" คุณชายเล่นเขาปางตายแน่นอน ฟอลคอนหน้าซีด เมื่อรู้ตัวว่าถูกคุณหนูตระกูลวาบิลเล่จอมเจ้าเล่ห์​หลอกเข้าเต็มเปา 

ถ้าเด็กสาวกลับมาปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าเจอพวกนักฆ่าอีกล่ะก็ บรื๋อ ชายหนุ่มไม่อยากนึกภาพตอนตัวเองถูกอภิมหาสายฟ้าฟาดเปรี้ยงเหลือแต่ขี้เถ้าภายในเสี้ยววิแม้แต่น้อย แต่เพราะ​เหตุการณ์​ที่ว่าจะเกิดขึ้นแน่ๆถ้าเขาหาคุณหนูไม่เจอ ชายหนุ่มจึงรีบวิ่งตรงไปเส้นทางเดียวกันกับเด็กสาวด้วยสีหน้าซีดเผือก ในใจได้แต่บ่นปนภาวนา ขอแค่คุณหนูปลอดภัย​ก็พอแล้ว แต่ว่านะคุณหนู ทำไมถึงทำกับผมแบบนี้กัน ฮือ

อาเรีย วาบิลเล่สาวน้อยผู้ถูกบอดี้การ์ด​จำเป็นปรามาส​ในใจ เดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้อย่างสบายอารมณ์​ เธอได้ชุดถ้วยน้ำชามาแล้ว เด็กสาวเจอในร้านเก่าแก่ตรงตรอกที่เธอเดินทะลุออกมา มันเป็นชุดกระเบื้องเคลือบสีขาวมุก วาดด้วยเถาดอกไม้สีสวยล้อมรอบ เนื่องด้วยถูกชะตากับมันมาก และคนขายบอกว่ามีเพียงชุดเดียวเท่านั้น เด็กสาวจึงประคองถุงกระดาษ​ไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม​ และไม่ยอมเก็บเข้าช่องมิติเพราะยังเห่อของใหม่อยู่ 

ทว่าเดินเที่ยวเล่นได้ไม่นานนัก อาเรียก็สัมผัสได้ถึงจิตของคนสองคนที่จับตาดูเธอไม่ไกล และเพราะสัมผัสได้ถึงสอง เด็กสาวจึงทราบว่าไม่ใช่ฟอลคอน แต่อาจจะเป็นนักฆ่าที่ถูกส่งตัวมากำจัดคุณหนูตระกูลวาบิลเล่ก็ได้ เธอจึงไม่อยากพาพวกเขากลับบ้านไปด้วย และคิดจะจัดการที่นี่เสียเลย

ร่างบางแสร้งทำเป็นเดินแยกตัวออกมาจากผู้คน จนกระทั่งมาถึงป่าสนท้ายเมือง ขาเรียวเร่งก้าวไวขึ้นเล็กน้อย จนมาถึงสถานที่ที่คิดว่าเหมาะสม เด็กสาวจึงหยุดเดินดวงตาสีเขียวเหลือบมองด้านหลัง พลางเอ่ยเสียงหวาน "ออกมาเถอะค่ะ ฉันรู้ตัวตั้งนานแล้ว" 

เงาดำสองร่างกระโดดออกมาจากยอดไม้ลงมายืนอยู่หน้าอาเรีย  พวกเขาอยู่ในชุดสีดำพรางตัวปิดมิดชิดเหลือเพียงดวงตา คนหนึ่งดวงตาสีแดง อีกคนดวงตาสีเขียว ถึงแม้ในแววตาจะมีประกายแปลกใจที่เธอจับตัวตนของพวกเขาได้ แต่จิตสังหารที่กระจายตัวไม่มีแม้ความผ่อนปรน 

อาเรียแย้มยิ้ม ใบหน้าไม่มีร่องรอยความหวาดกลัว "เรามาเจรจากันหน่อย ดีไหมคะ" ถ้าการพูดคุยเป็นไปด้วยดี เธอจะได้ไม่ต้องเปลืองแรงสู้ เด็กสาวเป็นพวกรักสันติมากกว่าที่เห็นนัก 

หากแต่ชายสองคนกลับไม่ตอบรับ มีเพียงร่างกายที่แสดงถึงท่าทีคุกคาม และเตรียมจะสังหารร่างบางให้จบชีวิตลงในครั้งเดียว 

"โอ๊ะ พวกคุณนี่หยาบคายจริงเชียว ฉันถามดีๆแล้วนะคะ" หางเสียงบ่นอุบ เมื่อฝ่ายตรงข้ามดูจะไม่สนใจอะไรนอกจากการฆ่าฟัน เด็กสาวจึงมองหาก้อนหินเพื่อโต้ตอบกลับ 

คราวนี้เล็งกลางหน้าอกเลยดีไหมนะ จะได้ไม่เสียเวลาขณะกำลังคิดเช่นนั้น มีดบินเล่มหนึ่งก็พุ่งเข้าหาอาเรียอย่างรวดเร็วจากทางด้านหลัง แต่เธอเองก็ว่องไวไม่แพ้กัน รีบนำถุงกระดาษในมือมากันวิถีของอาวุธแทบจะทันที 

เพล้ง! 

ได้ยินเสียง เด็กสาวพลันรู้สึกตกใจ ไม่ต้องแกะถุงมาตรวจก็ทราบได้ว่าของข้างในคงแตกหักไม่เหลือสภาพ 

"แหม ใจร้ายกันจัง ชุดถ้วยชาชุดนี้เหลือชุดสุดท้ายแล้วด้วย" อาเรียพูดด้วยน้ำเสียงติดเสียดายนิดๆ ขณะมองชายหนุ่มในชุดแบบเดียวกับเพื่อนร่วมอาชีพ เขายืนข้างหลังเด็กสาวไม่ไกลนัก ดวงตาสีดำสนิทฉายแววแปลกใจที่เธอป้องกันอาวุธได้ทันท่วงที​

อ๊า~ ทำไมฉันถึงได้ใช้ชุดถ้วยน้ำชามาป้องกันได้นะ บ้า บ้า บ้า ที่สุดเลย ริริน

เด็กสาวประมาทเกินไปที่คิดว่าศัตรูมีเพียงสองคน ขณะที่กำลังด่าทอตัวเองในใจนั้น สายตาก็สะดุดเข้ากับร่างเล็กๆสองร่างที่นอนนิ่งอยู่ไม่ห่างจากปลายเท้าของนักฆ่าผู้มาใหม่นัก

"ภารกิจล่ะ" ชายผู้มีดวงตาสีแดงถามเพื่อนนักฆ่าที่ยืนข้างหลังร่างบางด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ถึงแม้พวกเขาจะแปลกใจนิดหน่อยกับการที่คุณหนูตระกูลวาบิลเล่พอจะมีความสามารถในระดับหนึ่ง แต่ว่าคุณหนูอ่อนแอผู้หนึ่ง อย่างไรก็ไม่อาจจะเอาชนะพวกเขาซึ่งอยู่ในวงการนักฆ่าอาชีพได้อยู่ดี ดังนั้นพวกเขาจึงลดการป้องกันลง และถามถึงความคืบหน้าของอีกภารกิจที่เพื่อนร่วมงานได้รับ

"มันหนีไปได้ คีธถูกฆ่า แต่โชคดีมันบาดเจ็บเพราะช่วยเด็กหลงทางพวกนั้น หึ โง่สิ้นดี" นักฆ่าผู้มีดวงตาสีดำเหลือบมองศพไร้ชีวิตด้านหลังราวกับมองกองขยะ "พวกนายจัดการตรงนี้ให้เสร็จเร็วๆ แล้วมาช่วยฉันต่อ" 

"อืม เข้าใจแล้ว" ร่างในชุดคลุมสีดำ ง้างมือปลดพลังธาตุหมายจะสังหารเหยื่อด้วยการโจมตีครั้งเดียว

"อั่ก!" แต่ไม่ทันจะขยับตัว ร่างสูงกำยำพลันร้องออกมาด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว จากนั้นล้มตึงแทบจะทันที

นักฆ่าที่เหลือหันมามองผู้ลงมือด้วยสายตาตกตะลึง

อาเรีย วาบิลเล่แผ่จิตสังหารทะมึนล้อมรอบ มือข้างขวาถือเศษถ้วยกระเบื้องที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เป็นหลักฐานว่าเมื่อครู่เธอพึ่งจะซัดอาวุธเข้ากลางหัวใจของชายผู้นั้น! 

"ทำได้ยังไง พวกคุณถึงกับทำลายชีวิตคนที่ไม่เกี่ยวข้องเพียงเพราะภารกิจ..." น้ำคำเยือกเย็นเปล่งเสียงเบา ทว่าดุดันและทรงพลังจนผู้ได้ยินถึงกับตัวสั่นอย่างไม่อาจควบคุม

นักฆ่าคนแรกเผยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาสีเขียวเบิกกว้าง จิตใจทั้งสับสนระคนงุนงง นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมขยับตัวไม่ได้ ขณะที่คิดเช่นนี้ ร่างบางในชุดเดรสสีเหลืองอ่อนพลันประชิดตัวชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว ใบหน้าหวานสวยแสยะยิ้มเย็น เสียงหัวเราะคิกคักบาดลึกกลางจิตใจของเขาจนกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง ทรุดเข่าลงอย่างน่าอนาถ 

"กลัวหรือคะ" เด็กสาวเอียงคอ มองเหยื่อตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย "คุณน่าจะกลัวตั้งแต่ครั้งที่เห็นฉันแล้วนะคะ" 

ฉัวะ! 

อาเรียกระชากแขนข้างขวาของอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย เพียงพริบตาเดียวท่อนแขนหนาพลันขาดออกจากร่างกำยำ เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูดราวน้ำพุ คลอเคล้ากับเสียงร้องน่าเวทนา​

"อ๊ากกกก!" 

สีหน้าของอาเรียไม่เปลี่ยนแม้สักนิด รอยยิ้มยังประดับบนใบหน้าสวยหวาน ความเลือดเย็นของเด็กสาวทำเอานักฆ่าผู้มาใหม่ช็อคจนไม่อาจขยับตัวได้แม้สักนิด 

เด็กสาวหลบไปอยู่ข้างหลังชายผู้เหลือแขนเพียงข้างเดียว จากนั้นนำเศษกระเบื้องที่ถืออยู่กดลึกลงบนลูกกระเดือกปูดนูน แล้วเฉือนออกด้วยความเร็ว! 

ฉัวะ! ร่างหนาไร้วิญญาณ​ล้มลงดังตึง ไม่เห็นแล้วเด็กสาวผู้บอบบาง เหลือเพียงมัจจุราชผู้​เลือดเย็นที่พร้อมปลิดชีวิตเหล่าศัตรูให้สิ้นซาก 

"เสียงร้องของคุณน่ารำคาญ​ค่ะ" เสียงหวานพูดอย่างแช่มช้า ดวงตาสีเขียวเหลือบมองชายคนสุดท้ายที่เธอเก็บไว้เพื่อทรมาน​และสืบข่าว เด็กสาวก้าวเข้าหาอีกฝ่ายไม่ช้าไม่เร็ว แววตาดั่งสิงโตล่าเหยื่อจับจ้องศัตรู​ที่เหลือรอดอย่างเล่นสนุก 

"คิก คุณควรจะรู้นะคะ ว่าฉันชอบเห็นสีหน้าแบบไหน" อาเรียดึงเชือกออกมาจากกลางอากาศ แล้วจัดการมัดร่างหนาที่อ่อนปวกเปียก​ติดกับต้นไม้ "ความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง ฮะๆ สีหน้าของคุณดูดีกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลยล่ะ" 

__________

อาเรียโหมดดาร์ก​ไซด์ //แอบมองห่างๆ

ตอนนี้ยาวมากค่ะ ไรต์ไม่ถนัดแต่งฉากแบบนี้เลย รู้สึกสำนวนงงงวยมาก 5555

ส่วนพ่อบ้านยังไม่ออก ค่าตัวแพง ยกไปตอนหน้าค่ะ :3


ความคิดเห็น