ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Paparazzi

คำค้น : กับดักหัวใจของยังแชทนโนวี่,นิยาย,นิยายรัก,นิยายตลก

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.4k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ย. 2560 17:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Paparazzi
แบบอักษร

Chapter 6

Paparazzi

หลายวันที่ผ่านมานี้ฉันเอาแต่ขลุกอยู่ในห้องสมุดทุกวันจนจะแทะหนังสือเป็นอาหารสามคาบอยู่แล้ว เพราะว่าอาจารย์ที่สอนในรายวิชาวิจัยสั่งให้นักศึกษารีบส่งเล่มวิจัยก่อนจะสอบปากเปล่า ฉันจึงเต้นเป็นลิงค่างบ่างชะนีหาข้อมูลในการทำวิจัยไม่ได้หลับไม่ได้นอน ยังไงฉันก็ต้องสู้เพราะฉันต้องได้เกรด A ในรายวิชานี้จงได้ เพราะเป็นรายวิชาที่มีหน่วยกิตเยอะที่สุดในเทอมนี้ ถ้าได้เกรด A มาครองไม่อยากจะคิดว่าเกรดเฉลี่ยฉันจะพุ่งพรวดเป็นจรวดขวดน้ำแค่ไหน ฮี่ๆ ^..^

ในช่วงพักเที่ยงหลังจากกินข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วฉันก็มานั่งย่อยอาหารที่มุมนั่งเล่นด้านล่างห้องสมุด กะว่าอ่านนั่นนี่นิดหน่อยแล้วค่อยขึ้นไปหาข้อมูลในการทำวิจัยต่อ ฉันเดินไปหยิบหนังสือพิมพ์มาสองฉบับ ฉบับแรกเป็นของ ‘ไดอารี่นิวส์’ และอีกฉบับเป็นหนังสือพิมพ์ของมหาลัยที่ฉันเรียนอยู่ ไหนมาดูสิว่าในช่วงนี้มีข่าวคราวอะไรให้ฉันอัพเดทให้สมองเพิ่มรอยหยักบ้าง

ฉันเริ่มไล่สายตาดูที่พาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ไดอารี่นิวส์เป็นอันดับแรก

‘ขสมก. แจ้งขึ้นราคารถปรับอากาศขั้นต่ำ 100 บาท ประชาชนโวยแพงไม่ว่า แต่ปรับอากาศตรงไหน แอร์เปิดตรงแต่หัวคนขับ’

เออนะ ก็จริงของมัน -_-+

‘เด็ก 14 ผูกคอตาย ประชดเข้าเว็บยูทูปไม่ได้’

ว้ายยย กับการเรียนหนูทุ่มเทแบบนี้มั้ยลูก O[]O

‘พ่อแม่ร่ำไห้ ลูกสาวเส้นเลือดสมองแตก เหตุเพราะตีความนิยายวัยรุ่นยากเกินไป ตำรวจเปิดดู เห็นแต่ตัวอีโมชั่นทั้งเล่ม’

กรี๊ดดด แบบนี้ก็เป็นข่าวหรอ อีหนูจ๋าไม่เห็นยากตรงไหนเลย ไม่เชื่อลงซื้อนิยายของ golffee มาอ่านดูสิ แล้วหนูจะรู้ว่าอ่านง่าย ถ่ายคล่อง โล่งท้อง จึ๋ย !!! ไม่ใช่ละ -.-^

ให้ตายสิ ทำไมข่าวในช่วงนี้ไม่มีเรื่องจรรโลงใจฉันเลยนะ มีแต่ข่าวอะไรไม่รู้ไร้สาระที่สุด ฉันวางหนังสือพิมพ์ไดอารี่นิวส์ลง แล้วหยิบเอาหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยขึ้นมาดูแทน หวังว่าในรั้วมหาวิทยาลัยของฉันคงไม่มีเรื่องดราม่าไร้สาระเหมือนหนังสือพิมพ์เล่มตะกี้หรอกนะ

ฉันเริ่มกวาดสายตาอ่านหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย

‘สาวงามหน้าคันง่ามจิมิ๊ ขอผู้ชายจากแฟน กลางร้านกาแฟดังในมหาลัย’

เอ่อ ฉันขมวดคิ้ว O_o พาดหัวข่าวได้เจ็บแสบไปถึงทรวงเลยเชียว ว่าแต่ยัยผู้หญิงคนไหนนะกล้าขอผู้ชายจากแฟนเค้าในร้านกาแฟนแบบนั้น ยัยนั่นคงงี่เง่ามากสินะ ไม่มีปัญญาหาแฟนเองหรือไง ว่าแล้วฉันก็ชักอยากเห็นยัยผู้หญิงหน้าด้านคนนั้นแล้วสิ ฉันจึงเลื่อนสายตาลงไปดูภาพในกรอบเล็กๆ ใต้พาดหัวข่าว

=_=

O_O

O[]O

นะ...นั่นมันฉันนี่นา !!! อ๊ายยยย ในรูปเป็นภาพที่ฉันกำลังคว้าข้อแขนนายพาสต้าออกมาจากยัยบิวตี้ และในภาพนั้นยัยบิวตี้ก็กำลังยืนน้ำตาปริ่มประหนึ่งว่าโดนฉันจิกหัวตบกลางร้านกาแฟนพวงแสดอย่างนั้นแหละ มะ...ไม่จริ๊งงง ภาพบ้านี่สื่อความหมายผิดชัดๆ จงใจเข้าข้างยัยบิวตี้โดยเฉพาะ และดูพาดหัวข่าวสิ ‘สาวงามหน้าคันจิมิ๊’ >_< น่าเกลียดที่สุด ใครเป็นคนเขียนข่าวบ้านี้ขึ้นมาเนี่ย

แถมเอาไปเขียนแบบผิดๆ ซะด้วย !!!

ฉันลุกพรวดขึ้นเตรียมจะเดินไปเอาเรื่องที่คณะวารสารศาสตร์ทันที แต่เสียงซุบซิบที่ดังมาจากข้างตัวทำให้ฉันต้องหันไปมองโดยฉับพลัน

“ยัยไม่สวยนั้นหรือเปล่าที่หน้าด้านแย่งแฟนบิวตี้น่ะ”

ที่มุมหนึ่งของห้องสมุด ยัยหน้าปลาบู่คนหนึ่งกำลังทำปากขมุบขมิบกับเพื่อนของหล่อนพลางมองมาที่ฉัน เมื่อเห็นฉันตวัดสายตากลับไปมองอย่างจะเขมือบหล่อน หล่อนก็รีบหลบสายตาฉันทันที

“น่าจะใช่นะ ดูที่รูปในหนังสือพิมพ์สิ เคาะกันมาเด๊ะเลย”

“สงสัยหล่อนคงไม่มีปัญญาหาแฟนเองสินะ”

“ก็คงจะใช่ หน้าตาขี้เหร่แบบนั้นคงไม่มีคนเอา”

“ว่าไปนะเธอ แต่ฉันสงสัยว่านางคันง่ามจิมิ๊จริงๆ หรือเปล่า”

“ไม่รู้สิ นางอาจจะเป็นผื่นในนั้นก็ได้นะ”

“ลองถามนางดูมั้ย”

“จะดีหรอ”

“ดีสิ !!! มีอะไรจะถามฉันหรอ !!!”

ฉันเดินมากระชากหนังสือพิมพ์ออกจากมือยัยหน้าปลาบู่ชนเขื่อนที่กำลังนินทาฉันกับเพื่อนของหล่อน หนอย นินทาในระยะเผาขนเลยนะคะ แล้วนี่อะไร มาสงสัยเรื่องจิมิ๊ฉันทำไมไม่ทราบ ไม่อยากจะบอกเลยว่าฉันใช้แลคตาซอย (เป็นญาติกับแลคตาสิด) ล้างจุดซ่อนเร้นประจำนะยะ ฉะนั้นเรื่องสกปรกพรรค์นั้นไม่เกิดขึ้นกับฉันอยู่แล้ว ถ้าพวกหล่อนไม่เชื่อฉันจะเปิดให้ดูเดี๋ยวนี้เลย เอามั้ยห๊ะ

“เอ่อ นี่พี่เป็นใครหรอคะ” ยัยหน้าปลาบู่ทำแววตาไร้เดียงสา

อย่ามาแอ๊บ ก็ฉันเนี่ยแหละที่หล่อนนินทาเมื่อกี้

“พี่มีอะไรกับพวกเราหรอคะ” เพื่อนของยัยปลาบู่กะพริบตาปริบๆ

“พวกหล่อนน่ะแหละมีปัญหาอะไรกับจิมิ๊ของฉัน !!! >[]<”

ฉันชักจะหมดความอดทนกับพวกหล่อนแล้วนะ

“พี่อย่าเสียงดังสิคะ พวกหนูกลัว ฮึกๆ...”

ยัยปลาบู่หันไปสบสายตากับเพื่อน พลางบีบน้ำตาให้ปริ่มๆ ไหลออกมาเพื่อเรียกคะแนนสงสาร

“นี่ ไม่ต้องมามารยาเลยนะ” ฉันโยนหนังสือพิมพ์ลงตรงหน้าพวกหล่อนอย่างแรง “ไอ้เนื้อข่าวที่พวกหล่อนอ่านแล้วนินทาเมื่อกี้น่ะ มันไม่จริง”

“ไม่จริงตรงไหนคะ ในรูปน่ะมันพี่ชัดๆ “ยัยปลาบู่พูดพลางซับน้ำตา

“ใช่ค่ะ ทำไมพี่เป็นคนแบบนี้คะ แก่ปูนนี้แล้วหาความสงบสุขไม่ได้อยู่หรอ ทำไมต้องทำนิสัยเสียแย่งแฟนชาวบ้าน ให้คนเค้าสมเพชทั่วมหาลัยด้วย” เพื่อนยัยปลาบู่สนับสนุน

“นี่พวกเธอ...!!!” ฉันเถียงไม่ออก รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้าเหมือนโดนตบ

“พาสต้ากับบิวตี้น่ะ ใครเค้าก็เห็นว่าเหมาะสมกัน พี่มีสิทธิ์อะไรไปทำร้ายความรักเค้า คิดว่าตัวเองสวยมากหรอ สวยก็ไม่สวย แถมยังทำตัวน่ารังเกียจอีก” ยัยหน้าปลาบู่พูดต่อ

“ใช่ ตอนนี้คนทั้งมหาลัยเค้ารังเกียจพี่กันหมดแล้ว ยัยพี่ไม่สวย” เพื่อนหล่อนสนับสนุน

O_O

ฉันยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นไปพักหนึ่ง จู่ๆ น้ำตาก็เริ้มรื้นออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ฉันยิ้มอ่อยๆ ให้พวกนั้นก่อนจะตัดสินใจเดินจากออกมาอย่างเงียบๆ เดินออกมาจากห้องสมุด...ตรงไปที่รถมอเตอร์ไซค์ แล้วตัดสินใจขับกลับหอพักโดยเร็ว

ฉันพยายาม...พยายามที่จะกลั้นน้ำตาให้ถึงที่สุด...

กลั้นน้ำตาให้กับเรื่องที่ไม่จริงพวกนั้น

เมื่อถึงหอพัก ฉันก็รีบตรงไปที่ห้อง มือไม้สั่นเทาไปหมดระหว่างที่หยิบกุญแจเสียบเพื่อเปิดประตู จนกระทั่งกุญแจหล่นแล้วมีมือมีหนาของใครหนึ่งมาคว้ามันไปจากฉัน ผู้ชายห้องฝั่งตรงข้ามนั่นเอง

“ทำไมทำกุญแจหล่นครับ เป็นอะไรหรือปะ...”

“ฮึกๆ ฮือ...”

ฉันไม่รอให้เขานายกันดั้มพูดจบ ฉันโผเข้ากอดร่างหน้าตรงหน้าพร้อมกับปล่อยน้ำตาที่พยายามกลั้นมานานให้ไหลพรากออกมา ฉันไม่ทนแล้ว ฉันทนไม่ไหวแล้ว...ทำไมหรอ ทำไมคนพวกนั้นถึงพูดกับฉันแบบนั้น สิ่งที่ฉันทำไปทั้งหมด ฉันทำเพื่อช่วยนายพาสต้านะ ทำไมคนที่เห็นเพียงผิวเผินถึงเอาไปพูดปากต่อปากอย่างเสียหายแบบนั้น ฉันไม่ได้แย่งแฟนใครนะ ฉันไม่ได้แย่งแฟนใคร ฮือ...

“ไม่เป็นไรนะครับ”

ฝ่ามือมือนุ่มของผู้ชายตรงหน้าลูบลงบนหัวฉันเบาๆ ฉันยิ่งร้องไห้หนักเมื่อเขาทำแบบนั้นกับฉัน รู้มั้ยว่าคำพูดของยับปลาบู่ชนเขื่อนกับเพื่อนทำให้ฉันเสียเซลฟ์ไปหมด พวกมันบอกว่าคนทั้งมหาวิทยาลัยเกลียดฉันหมดแล้ว...เกลียดการกระทำของฉัน นายจะไม่เกลียดฉันแบบนั้นใช่มั้ย นายกันดั้ม

“มันเกิดอะไรขึ้นครับ เล่าให้ผมฟังได้มั้ย”

“ฮึกๆ ฮือ...พรืดดดดด” ฉันสั่งน้ำมูกออกมาขณะที่ซบอยู่บนอกแล้ว

“อ้าว...เปื้อนหมดเลย ฮ่าๆ แต่ไม่เป็นไรครับ อะไรที่คุณทำแล้วสบายใจ ผมก็จะยอมให้คุณทำ”

ประโยคนั้นทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขา ใบหน้าของเขาตอนนี้เหลื่อมซ้อนกันเป็นหลายหน้าเพราะน้ำตาฉันเกรอะกรังบังไว้หมด

จู่ๆ เขาก็ยกนิ้วโป้งขึ้นมาปาดน้ำตาที่แก้มฉันอย่างนุ่มนวล

“อย่าร้องไห้นะครับ ร้องไห้แบบนี้ไม่สวยเลยรู้มั้ย”

“ฉันมันไม่สวยอยู่แล้ว” พูดมาแล้วก็จะร้องไห้ น้ำตาเริ่มไหลปริ่มๆ อีกครั้ง

“โอ๋ๆ ใครบอกว่าคุณไม่สวย” นายกันดั้มยิ้มน้อยๆ “คุณเป็นผู้หญิงที่สวยมาก...สวยที่สุดสำหรับผม และก็เป็นผู้หญิงที่ผมอยากอยู่ดูแลเวลามีเรื่องไม่สบายใจด้วย”

“...”

“ว่าแต่ใครทำอะไรคุณมา เล่าให้ผมฟังได้มั้ย?”

ที่ห้องพักของนายกันดั้ม

ตั้งแต่เกิดมาฉันก็ไม่เคยเข้ามาในห้องของผู้ชายมาก่อน เคยได้ยินมาว่าห้องผู้ชายมักจะรกสกปรกเหมือนรังหนู แต่เหมือนว่าผู้ชายอย่างนายกันดั้มจะได้รับการยกเว้น ห้องของเขาสะอาดมาก เผลอๆ อาจจะสะอาดกว่าห้องฉัน -_-+ ฉันถูกนายกันดั้มพามานั่งที่โต๊ะนั่งเล่นริมระเบียง เห็นแบบนี้ก็คิดไปถึงริมระเบียงตัวเอง ที่ห้องฉันนั้นริมระเบียงมีหน้าที่ไว้ตากผ้า -*-  สงสัยกลับห้องไปฉันควรไปเปลี่ยนฮวงจุ้ยห้องใหม่แล้วล่ะ เอาแบบสวยๆ เหมือนห้องนายกันดั้มดีกว่า

นายกันดั้มวางแก้มน้ำที่มีสีเขียวๆ กลิ่นหอมน่าดื่มลงตรงหน้าฉัน ก่อนที่เขาจะนั่งลงตาม

“ดื่มก่อนสิ น้ำใบเตยเย็นๆ แม่ผมเอามาฝากจากบ้าน ดื่มแล้วคุณจะได้สดชื่นขึ้นไง”

“ขอบใจนะ”

ฉันรับมาลองจิบดู แต่พอปลายลิ้นได้รับรสชาติหวานหอมเท่านั้นแหละ ฉันก็รีบดื่มเอือกๆ ลงไปจนค่อนแก้ว

“อร่อยเป็นบ้า ฝากบอกแม่คุณด้วยนะว่า ฝีมือสุโค่ยมากเลย” ฉันยกนิ้วโป้งให้

“แม่ผมจะเข้าใจศัพท์คุณมั้ยนั่น ฮ่าๆ”

นายกันดั้มหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ทำให้อารมณ์เศร้าของฉันเริ่มจางหายไปเกือบหมด

“เรื่องที่คุณเล่ามาก่อนที่จะเข้าห้องน่ะ ผมเข้าใจคุณนะครับ”

ฉันยิ้มให้เขาน้อยๆ รู้สึกอายที่เล่าเรื่องตัวเองให้เขาฟังว่าฉันไปขอนายพาสต้าจากแฟนเพื่อช่วยเค้า จนกระทั่งเป็นข่าวลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย แน่อนว่าเขามีดีกรีเป็นถึงเดือนมหาวิทยาลัยก็ย่อมถูกจับตามองเป็นธรรมดาอยู่แล้ว เพียงแต่ทำไมต้องมีฉันเข้าไปเอี่ยวด้วย เอี่ยวแบบผิดๆ ด้วยสิ จนคนทั้งมหาวิทยาลัยเข้าใจฉันผิดหมดแล้ว

“จริงๆ ก็ได้อ่านข่าวของคุณแล้วเหมือนกัน”

“ห๊า !!!” ขนาดนายยังรู้เลย -O-;

“แต่ผมไม่เชื่อหรอก ผมมั่นใจว่าคุณไม่ใช่คนแบบนั้น จนกระทั่งคุณมาเล่าเรื่องจริงให้ผมฟังอีกรอบ ผมยิ่งรู้สึกว่า...ผมมองคนไม่ผิด”

ประโยคหลังเขาหันมายิ้มกรุ้มกริ่มให้ฉัน

บ้าจริง นายกำลังทำให้ฉันเขินนะรู้มั้ย -///-

“ส่วนเรื่องคนอื่น ผมว่าคุณอย่าไปใส่ใจคำพูดคนพวกนั้นเลย ในเมื่อเรื่องคุณกับนายพาสอะไรนั่นไม่ได้มีอะไรซะหน่อย อย่าไปสนใจดีกว่า เป็นธรรมดาที่เรื่องราวที่เล่าต่อกันมา ย่อมถูกใส่สีตีไข่เกินจริง จากคนแล้วคนเล่า จากเรื่องที่เป็นผ้าขาว พอถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็กลายเป็นผ้าเลอะ ผมว่าคุณไม่ควรคิดมากนะครับ เพราะมันเป็นธรรมดาของโลก ขอให้เรารู้ว่าเรื่องจริงคืออะไร คนที่เราใส่ใจรู้ว่าเรื่องจริงคืออะไร แค่นั้นก็พอแล้ว”

ให้ตายสิ ฟังแล้วรู้สึกสบายใจขึ้นเป็นบ้า

“ขอบใจคุณมากๆ นะคะที่ให้กำลังใจฉัน”

“ผมพูดความจริงต่างหากครับ ^^”

ฉันยิ้มบางๆ แล้วมองไปยังผู้ชายเครางามตรงหน้าอย่างรู้สึกอบอุ่นใจ ทำไมเขาถึงได้ดีกับฉันขนาดนี้นะ นี่แหละนะที่เค้าว่าผู้ชายดีๆ มักจะมีแฟนแล้ว และนายก็คือหนึ่งในนั้น แต่ไม่เป็นไร ถึงไม่ได้เป็นแฟนเราก็เป็นเพื่อนกันได้ ฉันคงไม่งี่เง่าตัดใจเลิกคบกับนายเพียงเพราะนายมีแฟนหรอก คบแบบเพื่อนก็ได้นี่นา

“ว่าแต่แฟนนายไม่ว่าหรอ ถ้าเห็นฉันมานั่งด้านในนี้”

ฉันแซวเขาขำๆ แต่ฝ่ายตรงข้ามกับรีบโบกไม้โบกมือไปมา

“ไม่มีครับ ผมยังไม่มีแฟน”

ห๊า...!!!

มะ...หมายความว่าไง?

“ทำไมถึงคิดว่าผมมีแฟนแล้วล่ะครับ ฮ่าๆ เจอกันไม่ทันไรก็จะหาแฟนให้ผมซะแล้ว”

“^^;”

ฉันฝืนยิ้มไปงั้นๆ แต่ในใจนี่เต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมานอกอก มือไม้เริ่มเย็บเฉียบไปหมด ไหนนายเคยบอกว่าถ้าว่างจะชวนฉันมากินข้าวแล้วมีอะไรให้ฉันดูไง ไม่ใช่แฟนนายหรอกเหรอ ระ...หรือว่า...ฉันคิดเองเออเอง =_=+ ให้ตายสิ ทำไมฉันถึงถนัดงานแบบนี้นักนะ

งั้นก็แปลว่าเขาโสด ฉันก็มีสิทธิ์น่ะสิ ฮิ้วๆ ^o^//

“คุณนี่คิดเอง เออเองเก่งจริงๆ”

นั่นสินะ เข้าใจผิดได้ตั้งนาน ^__________________________^

“ว่าแต่ตอนเย็นนี้คุณว่างมั้ยครับ ผมจะชวนมากินข้าวเย็นด้วยกัน อยากโชว์ฝีมือทำกับข้าวซะหน่อย”

“ว่างค่ะ ว่าง ^-^” เอ๊ะ ตอบเร็วไปมั้ยฟระ “เอ่อ..แต่ก็ไม่แน่ใจนะคะ กลับไปนี่ฉันว่าจะทำวิจัยต่อให้เสร็จ อาจจะทำเพลินจนลืมเวลานัดทานข้าวกับคุณก็ได้”

ฮี่ๆ ขอวางฟอร์มก่อน จะได้แลดูเป็นผู้หญิงมีค่านิดนุง ^.^

“ไม่เป็นไรครับ งั้นทำเสร็จเดี๋ยวผมไปเคาะห้องเอง”

“เอาแบบนั้นหรอคะ เกรงใจจัง”

“เกรงใจทำไมละครับ เราคนกันเองนะ” เขาพูดพร้อมรอยยิ้มอิ่มละไมที่ทำเอาฉันเคลิ้ม “ผมยังจำได้เลยว่า จะมีอะไรเซอร์ไพส์คุณด้วย เดี๋ยวเย็นนี้ได้เห็นแน่ๆ ครับ”

อ๊ายยยย หวังว่าคงไม่ขอฉันแต่งงานหรอกนะ เพราะว่ามันเร็วเกินไป >_<

“งั้นฉันขอไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนดีกว่า”

“ครับ เดี๋ยวผมไปส่งที่หน้าห้อง อ้อ ไม่คิดมากแล้วนะเรื่องข่าว”

“ไม่คิดแล้วค่ะ ^-^” แค่มีนายข้างๆ ฉันก็ไม่คิดอะไรอีกแล้ว ว้ายๆ พูดเองเขินเอง ฮี่ฮี่

จากนั้นฉันและนายกันดั้มก็เดินออกมานอกห้อง เขาเดินมาส่งฉันที่หน้าประตู แต่ฉันรู้สึกเหมือนไม่อยากจะกลับห้องเลยแฮะ อยากอยู่ในนั้นต่อ ^..^ แต่ไม่เป็นไร กลับไปอาบน้ำแต่งตัวสวยๆ แล้วรอเค้ามาเคาะห้องดีกว่า โอ๊ยย รู้สึกใจเต้นแรง มีความหวัง จิ้น ฟิน ลั้ลลา แฮปปี้ !!! v(^O^)v

ฉันกลับเข้าห้องแล้วจัดการอาบน้ำอาบท่า ก่อนจะเปิดดูตู้เสื้อผ้าเพื่อเลือกดูว่าจะใส่เสื้อและกางเกงตัวไหนดี แต่เมื่อเห็นเสื้อผ้าในตู้แล้ว ฉันก็ถอนหายใจอย่างปลงกับชีวิต =..= มีแต่ชุดโบราณเก่ากึกสมัยพระเจ้าเหาที่เก้า เพราะฉันไม่ค่อยได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ แต่ส่วนมากก็มีแต่เสื้อแขนยาว กางเกงยีนต์ ไม่ค่อยมีเสื้อผ้าที่มันวับๆ แวมๆ ชวนยั่วยวนสายตาผู้ชายเลย บ้าจริง ออกไปซื้อตอนนี้ทันมั้ยนะ

แต่ด้วยความสวยและฉลาด ^..^ ฉันจึงตัดสินใจนำเสื้อแขนยาวลายสก็อตมาใส่ แล้วปลดกระดุมสามเม็ดแรกโชว์ร่องอกเอิบอิ่มเล็กน้อย ก่อนจะผูกชายเสื้อเป็นโบว์ไว้ใต้หน้าอก โชว์สะดือและสะโพกผายอันได้สัดส่วน ส่วนกางเกงนั้นฉันเอายีนต์ขายาวมาตัดให้สั้นแค่คืบ โชว์เรียวขาขาวจั๊วะที่ฉันไม่เคยให้ชายใดเชยชมมาก่อน นายกันดั้มจะเป็นคนแรกเชียวนะ กรี๊ดดด แค่คิดก็เขิน >///<

จากนั้นฉันหันไปเปิดพัดลม แล้วเอาหัวไปจ่อใส่เพื่อให้ผมปลิวสยายเซ็กซี่ เท่าที่ฉันเคยอ่านหนังสือ ‘วิธีจับผู้ชายหล่อๆ ให้อยู่หมัด’ ที่ห้องยัยลูกปัด เค้าเขียนไว้ว่าผู้ชายชอบผู้หญิงที่เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมชาติแบบตื่นนอนใหม่นี่ผู้ชายจะยิ่งมองว่าเซ็กซี่ ฉันเลยคิดว่าการเอาหัวไปจ่อพัดลมให้ผมฟูนิดๆ อาจะช่วยได้ ส่วนหน้านั้นไม่ต้องแต่งหรอก หน้าสดนี่แหละ ก็ในหนังสือเค้าบอกว่าผู้ชายชอบแบบตื่นนอนใหม่นี่นา ตอนตื่นนอนฉันก็ไม่ได้แต่งหน้านะ หน้าจะซีดๆ ตาปรือๆ แถมยังมีคราบน้ำลายเกรอะกรังที่มุมปากด้วย แต่เอ๊ะ ฉันต้องหาอะไรมาทำคราบน้ำลายที่มุมปากมั้ยนะ เพื่อจะได้ให้เหมือนตอนตื่นนอนใหม่ที่สุด ^.^

ว้ายตาย เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ปาไปเกือบห้าโมงเย็นแล้ว ทำไมนายกันดั้มไม่มาเคาะห้องฉันอีก หรือว่าเค้าจะลืมนัด O_o โอ้วไม่นะ ฉันควรจะไปเคาะห้องเค้าก่อนมั้ย อืม...ไม่ดีกว่า จะดูน่าเกลียดไป รออีกซักหน่อยดีกว่า

ฉะนั้นระหว่างที่รอ ฉันจึงคว้าเอาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คมาเปิดเข้าเฟสบุ๊คฆ่าเวลา ไล่อ่านสเตตัสของเพื่อนไปเรื่อยๆ

ตึ้ง !!!

จู่ๆ ก็มีข้อความเด้งขึ้นมา O_O

M - Pasta : เงียบหายไปหลายวันเลยนะครับ

ฉันชะงักเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าเป็นนายพาสต้าตัวปลอมนั่นเองที่ทักมา

นั่นสินะ ฉันไม่เข้ามาดูเฟสบุ๊คหลายวันเลย แต่เค้าพูดแบบนี้หมายความว่าไง คิดถึงฉันหรอ? ฮี่ฮี่ หยอดเค้าไปเล่นๆ ดีกว่า

Look - Golf : คิดถึงฉันหรอคะ ถ้ารู้ว่ามีคนคิดถึงแบบนี้ ต่อไปเข้ามาออนบ่อยๆ ดีกว่า

M - Pasta : ผมนึกว่าที่หายไปหลายวัน หายไปกับแฟนซะอีก

Look - Golf : โถ่ แฟนที่ไหนคะ ไม่มีหรอก พอดีว่าช่วงนี้มีอะไรให้ทำและคิดเยอะ เลยไม่ค่อยได้เข้ามาเล่น

M - Pasta : ทำเยอะนี่ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ แต่คิดเยอะนี่คืออะไร คิดเรื่องข่าวหรือเปล่าครับ

ฉํนเบิกตากว้าง ห๊ะ !!! ข่าวฉันดังมากขนาดนายยังรู้เลยหรอ O_O

นี่เค้าคงมองฉันเป็นยัยบ้าผู้ชายเหมือนคนอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยไปหมดแล้วสิ คิดได้ดังนั้นฉันจึงรีบรัวนิ้วใส่แป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วเพื่อแก้ตัว

Look - Golf : ฉันไม่ได้แย่งแฟนใครเหมือนในข่าวนะคะ ข่าวมันมั่ว

M - Pasta : ผมเชื่อครับว่าคุณไม่ได้มีนิสัยแบบนั้น อย่าคิดมากนะ

ฉันชะงักเล็กน้อย ทำไมคำพูดเค้าฟังดูคุ้นๆ จัง ฉันนิ่งงันไปพักนึงเพื่อคิดว่าได้ยินมาจากไหน

OoO อ้อ นายกันดั้มนั่นเอง เค้าก็ปลอบใจฉันแบบนี้เหมือนที่นายพาสต้าตัวปลอมปลอบเลย

Look - Golf : คำพูดคุณเหมือนคนๆ นึงที่ปลอบใจฉันวันนี้เลย

M - Pasta : ใครอ่ะครับ เหมือนเค้าจะสำคัญมากเลยนะคุณถึงจำคำพูดเค้าได้

Look - Golf : เพื่อนค่ะ

M - Pasta : เพื่อนผู้ชายหรือผู้หญิงครับ ถ้าเป็นผู้ชายเนี่ย...?

คำว่า ‘ถ้าเป็นผู้ชายเนี่ย....?’ ของเค้าทำให้ฉันสงสัย เหมือนเค้าจะพิมพ์อะไรต่อ แต่รอให้ฉันถามก่อน

สนองศรัทธาซะหน่อย ฉันจึงพิมพ์ถามกลับไปว่า

Look - Golf : ผู้ชายเนี่ย...? คืออะไรอ่ะ

M - Pasta : ก็ผมไม่อยากให้เป็นเพื่อนผู้ชายปลอบคุณนี่ครับ

Look - Golf : ทำไมหรอ

M - Pasta : ผมหวงคุณ

ความคิดเห็น