facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 6 : ข่าวลือและคำพูด

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 6 : ข่าวลือและคำพูด

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.2k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 20:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 6 : ข่าวลือและคำพูด
แบบอักษร

                ผ่านไปเดือนกว่า ๆ เราสามคนสนิทกันมากขึ้น ถึงจะมีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นบ้างแต่ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร วันนี้เป็นหนึ่งวันที่พวกเราออกมายังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แต่โชคไม่ดีที่สนเมารถจนเดินไม่ไหว ผมกับไผ่เลยมาเดินซื้อของกันแค่สองคน ผมเริ่มจดรายชื่อของที่ต้องการซื้อเข้าบ้าน เอาจริง ๆ ไม่มีอะไรมากนักหรอกก็แค่เนื้อสัตว์และผักใบเขียวที่เอาไว้ใช้ทำอาหาร

                “ทำไมพี่เมฆไม่จดตั้งแต่ตอนอยู่บ้านล่ะ” ไผ่พูดแล้วยื่นหน้ามาดูแผ่นกระดาษที่ผมถือไว้ในมือ

                “ก็เราสองคนเร้าให้พี่ออกจากบ้านไว ๆ แล้วจะเอาเวลาไหนไปจดล่ะครับ”

                “เออเนอะ ก็ไผ่ไม่ค่อยได้มาเที่ยวห้างนี่นา พอรู้ว่าจะได้มาเดินตากแอร์แล้วมันตื่นเต้นยังไงไม่รู้”

                “ฮ่า ๆ ว่าง ๆ ไปเที่ยวห้างที่กรุงเทพกับพี่มั้ย ใหญ่กว่าที่นี่ตั้งเยอะ”

“ไป !!!” ไผ่ตอบ ผมปล่อยให้ไผ่สนุกกับการเข็นรถเข็นอย่างฉวัดเฉวียนเลี้ยวไปทางซ้ายทีขวาที ทันใดนั้นคำพูดของไผ่ก็แว๊บเข้ามาในหัว คำพูดที่ไผ่เคยบอกว่าชาวบ้านหาว่าเขากับสนเป็นผี ถึงจะพูดเล่น ๆ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ชวนสงสัยว่าผีที่ไหนจะออกมาข้างนอกได้ในตอนกลางวันแสก ๆ แถมยังหยิบจับวัตถุทุกอย่างได้ปกติไม่ต่างกับมนุษย์

                “พี่เมฆ เนี่ย ไผ่ชอบกินอันนี้ ซีเรียลรูปดาวรสน้ำผึ้ง” ไผ่หยิบกล่องซีเรียลมาเขย่าเบา ๆ ผมหลุดยิ้มออกมาขณะกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด

                “ครับ เดี๋ยวพี่จ่ายให้” ผมบอกยิ้ม

                “ไม่เอา ไผ่จ่ายเอง ไผ่มีเงิน” ไผ่ตบกระเป๋าเสื้อให้ดู ผมไล่สายตามองไผ่ตั้งแต่หัวจรดเท้า วันนี้ไผ่ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวตัวใหญ่สีฟ้าคู่กับกางเกงยีนสีซีดและรองเท้าผ้าใบ แต่ที่สะดุดตาที่สุดคงเป็นต่างหูข้างซ้ายรูปโซ่ยาวระย้า

                “ก็ได้ครับ” สุดท้ายผมก็ตามใจไผ่จนได้

                “โอเค งั้น… ต่อไป… เราต้องไปซื้อผักกับหมูใช่มั้ย”

                “ใช่ครับ ผักกับหมู”

โซนผักและผลไม้

                “พี่เมฆดูดิ ไผ่มัดจุกน้ำพุ” เสียงไผ่เรียกผม ขณะที่กำลังเลือกผักผมก็หันหน้าไปมองไผ่เอาต้นหอมกำใหญ่มาชูไว้เหนือหัวพลางส่ายหัวไปมาให้เหมือนเด็กผู้หญิงที่มัดผมแกะสองข้าง

                “ฮ่า ๆ คนมองหมดแล้ว”

                “มองก็มองไปดิ ไผ่ไม่ได้ทำให้ใครดูสักหน่อยไผ่ทำให้พี่ดูคนเดียว” แค่นั้นไม่พอไผ่ยังทำตาเหล่ให้ตาดำสองข้างมาชนกัน

                “สวัสดี ผมคือโรบอทจากนอกโลก ผมมาจากดาวอังคาร ผมมาอย่างเป็นมิตร แต่ตอนนี้เหมือนเครื่องจะรวน ตาผมเลยเหล่นิดหน่อย” ไผ่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ พร้อมกับเอามือบีบจมูกตัวเองเพื่อเลียนแบบเสียงหุ่นยนต์

                “ฮ่า ๆ เล่นเป็นเด็กไปได้” ผมหลุดขำออกมาอย่างเสียมารยาท แต่ไผ่ก็ไม่ได้ว่าอะไรหนำซ้ำยังแลบลิ้นปลิ้นตาชนิดที่ว่าไม่อายสักนิดที่ทำให้ผมได้เห็นหน้าตลก ๆ ของเขา แต่อยู่ ๆ ก็มีฝ่ามือของใครบางคนมาจับเข้าที่แขนของผมก่อนกระชากอย่างแรงให้ผมหันหน้าไปหา

                “ครับ !” ผมตกใจเล็กน้อยมองเจ้าของมือเหี่ยวย่น

                “ป้าศร” คนคนนั้นคือป้าศร คนที่ขายบ้านไม้ใต้ถุนสูงให้กับผม

                “ป้าบอกแล้วใช่มั้ย ว่าอย่าไปยุ่งกับไอ้บ้านหลังข้าง ๆ” บ้านหลังข้าง ๆ ที่ว่าก็คือบ้านของไผ่ แล้วเขาพูดออกมาได้ยังไงทั้งที่ไผ่นั้นยืนอยู่กับผม

                “คือ ป้าครับ ถ้าจะพูดเรื่องนี้ตอนนี้ผมว่าอย่าดีกว่าครับ” ผมสะบัดมือออกเบา ๆ ก่อนยกมือขึ้นห้ามปรามป้าศร แต่เธอก็ไม่มีทีท่าจะหยุด

                “เชื่อป้าเถอะนะพ่อหนุ่ม อย่าไปยุ่งกับมัน” เสียงป้าศรสั่นเครือแต่ยังทำใจดีสู้เสือเพื่อพูดเรื่องนี้

                “ไม่ทันแล้วล่ะครับป้า วันดีคืนดีผมก็ไปนอนค้างบ้านไผ่ ไม่เห็นมีอะไรเลย”

                “มี ! มันมีมากกว่านั้น เชื่อป้าเถอะ ป้าหวังดีกับเรานะพ่อหนุ่ม”

                “ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะครับ แต่ผมกับไผ่เราเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน มีอะไรก็แบ่งกันกิน”

                “อย่าไปยุ่งกับมัน มันเป็น !” พูดไม่ทันจบไผ่ก็โพล่งพูดขึ้นมาทันที

                “เป็นอะไรหรอครับ…” แววตาดำขลับฉายแววราวโรจน์โกรธจัด ไผ่กำมือแน่น น้ำตาแห่งความรู้สึกขุ่นเคืองเอ่อคลออยู่รอบดวงตาที่เคยสดใส

                หญิงสูงวัยอ้าปากค้างเบิกตากว้างยกมือขึ้นทาบอก ปากที่เคยพ่นเรื่องไม่เป็นเรื่องเปลี่ยนเป็นพูดไม่ออกอย่างกับคนเป็นใบ้ทั้งที่ไผ่ยังไม่ทันทำอะไรนอกจากยืนกัดฟันกรอดส่งสายตามองด้วยดวงตากร้าวกระด้างเพื่อรอฟังคำตอบ แต่เพื่อไม่ให้ทุกอย่างแย่ไปมากกว่านี้ ผมจึงรีบปรี่เข้ามายืนกั้นตรงกลางระหว่างคนสองคน

                “พอเถอะไผ่” ผมดันอกไผ่เพื่อให้เดินถอยหลังออกจากอีกฝ่าย

                “ไม่ ไผ่ไม่ไปไหนจนกว่ามันจะพูดว่าไผ่เป็นอะไร” ดวงตาคู่นั้นยังคงจดจ้องมองไปที่ป้าศรอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ

                “ไผ่ พี่บอกให้พอได้แล้ว” เมื่อไผ่ชักเสียงแข็งใส่ผม ผมจึงแค่นเสียงใส่เขาบ้าง และในเวลาที่ผมกำลังเกลี้ยกล่อมให้ไผ่ออกไปจากที่นี่ อยู่ ๆ ป้าศรก็โพล่งขึ้นมา

“ไอ้ไผ่มันเป็นผี !!!” สิ้นสุดคำพูดไร้ซึ่งหลักฐานการยืนยันทุกคนก็ส่งเสียงฮือและมองมาที่เราสามคนด้วยท่าทางเลิ่กลั่กคล้ายสงสัยว่ามีปัญหาอะไรกันรึเปล่า ไผ่กวาดสายตามองทุกคนในที่นี้ กระทั่งได้หันหน้ากลับมาทางป้าศรแล้วพูดสั่งเสียด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบ

                 “มึงกับกูได้เจอกันแน่ อีศร” บรรยากาศโดยรอบเงียบสนิทไม่มีใครพูดกับใคร ดวงตาคู่นั้นแสดงออกถึงความเกรี้ยวโกรธอย่างหนักก่อนที่ไผ่จะตัดสินใจปลีกตัวออกไปทันที

“ไผ่ เดี๋ยวก่อน รอพี่ด้วย” ผมได้แต่ท้วงขึ้นมาดัง ๆ แล้ววิ่งตาม และทันใดนั้นเองหลอดไฟนีออนในห้างก็ดับพึ่บพร้อมกันเป็นทางยาว พร้อมกับเสียงฮือของผู้คนที่แหงนหน้ามองไปยังหลอดไฟของห้างดังที่กำลังดับ ๆ ติด ๆ ไม่ผิดกับชิงช้าสวรรค์ที่เรานั่งด้วยกันในคืนนั้นหลังจากที่ไผ่กับสนโดยคนขายตั๋วโวยใส่

“ไผ่โมโหทีไรไฟดับทุกที” ผมพูดไปตามเหตุการ์ณที่มันเกิดขึ้น

“มันก็แค่เรื่องบังเอิญน่ะพี่ ไม่เกี่ยวกับไผ่หรอก เว้นแต่ว่าจะมีคนบางคนโยงให้มันเกี่ยว” จากนั้นสั้น ๆ ไผ่ก็หยุดยืนอยู่กับที่แล้วหันหน้าไปมองป้าศรที่กำลังป้องปากซุบซิบกับคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถ้าให้เดาว่ากำลังคุยอะไรกันผมขอตอบว่าต้องเป็นเรื่องของไผ่แน่นอน

“อย่าไปสนใจเลยไผ่ กลับบ้านเราดีกว่า”

นายไผ่ Part.

“อย่าไปสนใจเลยไผ่ กลับบ้านเราดีกว่า” พี่เมฆจับมือผมไว้พร้อมออกแรงฉุดดึงเบา ๆ ผมพยักหน้าหนึ่งครั้งเป็นการบอกว่ายอมทำตามที่บอก แต่ทั้งหมดเป็นเพียงกลอุบายที่สร้างขึ้นมา เพราะสุดท้ายหลังจากเดินตามเขาไปได้ไม่กี่ก้าวผมก็ชักมือออกแล้วเดินย้อนมายังกลุ่มป้า ๆ ที่ป่านนี้ยังคงป้องปากกระซิบกันไม่หยุด

“ไผ่ !” พี่เมฆเรียกผมแล้ววิ่งมาดักหน้า เขาผลักอกผมอย่างแรงให้ผมเดินกลับไปที่เดิม

“พี่เมฆอย่าห้ามไผ่ !” ผมปัดมือพี่เมฆออกเสียงดังเพียะ เสียงวี๊ดว๊ายดังมาจากกลุ่มคนพวกนั้นเมื่อผมกำลังจะเข้าไปถึงตัว และพอผมก้าวเท้าเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ พี่เมฆก็เดินมาขวางอีก

“ไผ่ เราปล่อยพวกเขาไปเถอะ”

“ไม่ !”

“ไผ่ อย่าขึ้นเสียงกับพี่”

“งั้นพี่ก็อย่าห้ามไผ่ !” จังหวะที่ผมส่งเสียงตะโกนลั่นหลอดไฟนีออนก็ดับเพิ่มอีกแถว มันดับทีละดวงเรียงกันไปเรื่อย ๆ เหมือนมีคนมากดปิดสวิตซ์ เจ้าหน้าที่วิ่งกันจ้าละหวั่นเพื่อเคลียร์ระบบไฟฟ้า ทุกอย่างวุ่นวายพอ ๆ กับความรู้สึกที่ฝังลึกอยู่ในใจผม

“พี่เมฆหลบไป ไผ่จะไปคุยกับพวกมัน”

“ไม่ต้องคุย” ข้อมือผมรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาเมื่อพี่เมฆกระชากมือผมไปจับแล้วลากให้เดินตาม

                “ไผ่ไม่กลับ ! ไผ่จะไปคุยกับมันให้รู้เรื่อง !” ผมยื่นคำขาดสะบัดแขนออกอย่างแรง พี่เมฆเองก็ไวทันกันคราวนี้เขาจับไหล่ผมไว้ทั้งสองข้างก่อนออกแรงเขย่าตัวผมซ้ำ ๆ

                “ไผ่ !!! เราไม่มีทางเจรจากับคนที่อคติคิดลบกับเราได้หรอก !!!” ใจผมกระตุกตกไปอยู่ตาตุ่มเมื่อพี่เมฆเหวี่ยงตัวให้ผมกลับไปยื่นที่เดิม เขาไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนซ้ำยังไม่เคยตะโกนใส่ผมเสียงดังลั่นหน้าแดงจัดด้วยความโมโห

                “ต่อให้ไผ่อธิบายหรือคุยให้ตายยังไงพวกเขาก็ไม่เปลี่ยนความคิด !!! เขาไม่เปลี่ยนก็เพราะเขามีอคติ เข้าใจรึยัง !!!” ข้อมือหนาคว้าจับไหล่ผมแล้วออกแรงเขย่าอีกครั้งก่อนจะหันหน้าไปพูดกับยายศรด้วยเสียงเน้นถ้อยเน้นคำ

                “ขอบคุณนะครับ สำหรับความหวังดี” ผมถูกพี่เมฆลากแขนให้เดินตามออกจากวงล้อมของผู้คนที่กำลังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายวิดีโอว่าผมไปมีเรื่องกับผู้ใหญ่ ใช่ และมันก็ทำให้พี่เมฆฉุนขาดจนถึงขั้นต้องเดินเข้าไปถาม

                “ถ่ายอะไรกันหรอครับ”

                “ไอ้ไผ่เป็นผี ไอ้ไผ่เป็นผี ! มันจมน้ำตายใครรู้บ้าง !” จังหวะเดียวกันเจ้าของบ้านที่ขายบ้านให้พี่เมฆก็ตะโกนขึ้น ถึงจะไม่ดังมากแต่ก็สร้างความสนใจให้คนมองมาที่ผม แต่ก่อนที่ผมจะบันดาลโทสะออกไป พี่เมฆก็เดินมายืนบังตัวผมไว้แล้วพูด

                “คราวหน้าคราวหลังผมขอดูใบมรณะบัตรของไผ่ด้วยนะครับ ลำพังแค่คำพูดมันไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่” พี่เมฆพาผมออกไปจากที่นี่อีกครั้ง ผมเดินก้มหน้าลงพื้นรู้สึกปวดรอบกระบอกตาเหมือนจะร้องไห้แต่ก็ต้องเก็บอารมณ์เอาไว้ มันเป็นอารมณ์โมโหปนน้อยใจ น้อยใจที่ทำไมใครต่อใครต้องเข้ามาระรานกับชีวิตของผมกับน้อง และโมโหที่ครั้งนี้ทำอะไรไม่ได้

                “ไม่ต้องกลัว พี่ไม่เชื่อคำพูดคนพวกนั้นหรอก” พี่เมฆโอบไหล่ผมไว้ เขายื่นหน้ามาหาแล้วยิ้มให้จนผมรู้สึกเบาใจขึ้นมาทันทีที่อย่างน้อยก็มีพี่เมฆที่ไม่หูเบาเชื่อคนพวกนั้น

                “น่ารักแบบนี้ จะเป็นผีได้ไง” ฝ่ามือหนาเชยคางให้ผมเงยหน้าขึ้นมองอย่างช้า ๆ ผมทำได้แค่ยิ้มจาง ๆ พลางหลบเลี่ยงสายตาครั้นพี่เมฆก็กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นซึ่งแสดงออกว่าเขาพยายามปลอบให้ผมรู้สึกดี

                “ผีที่ไหนจะออกมาเดินห้างแบบนี้ได้ ไร้สาระชะมัด” เขาพูดยิ้มพร้อมขยับแว่นที่สวมใส่แล้วพูดต่อ

                “ไม่ต้องเศร้า ยังไงซะเราก็ไม่ใช่ผี อีกอย่าง พี่ไม่เชื่อคำพูดพวกนั้นหรอก จนกว่าไผ่จะมาแลบลิ้นปลิ้นตาทำหน้าเละให้พี่ดู พี่ถึงเชื่อ” ทุกคำพูดที่พูดออกมาพี่เมฆยิ้มแล้วยิ้มอีก แถมยังทำให้ใจผมสั่นระรัวหน้าร้อนจัดเหมือนตกหลุมรักให้กับความใจดีของเขา

                “แล้วถ้าไผ่เป็นผีจริง ๆ พี่เมฆจะกลัวมั้ย” ใช่ แล้วถ้าเกิดว่าผมเป็นผีขึ้นมาจริง ๆ เขาจะกลัวมั้ย

                “มาน่ารัก ๆ พี่ก็ไม่กลัว แต่ถ้าทำหน้าซีด ๆ แล้วร้องไห้เป็นเลือดก็ไม่แน่”

                “แต่ถ้าไผ่เป็นผีจริง ๆ ไผ่ไม่หลอกผีพี่แน่นอน ไผ่ไม่อยากทำให้พี่เมฆกลัว”

                “ไร้สาระหาแก่นสารไม่ได้ ไผ่จะเป็นผีได้ไง พี่หงุดหงิดกับคนพวกนั้นมามากแล้ว พูดจาอะไรไร้เหตุผล หลักฐานก็ไม่มี พี่ว่าอย่าพูดเรื่องนี้ให้หงุดหงิดอีกเลย”

                “เออนี่พี่เมฆ” ผมเรียกเขาขณะที่เขากำลังเดินทอดน่องอย่างสบายใจ

                “ครับ” พี่เมฆขานรับ

                “ไผ่อยากไปกรุงเทพ วันไหนกลับกรุงเทพพี่พาไผ่กับสนไปด้วยได้มั้ย”

                “ได้สิครับ พาไปพรุ่งนี้ยังได้เลย”

                “ไว้พี่อยากกลับไปเมื่อไหร่แล้วค่อยพาไผ่ไปดีกว่า ไผ่รอได้”

                นายไผ่ Part End.

-----------------------------------

มาแล้ววววววววววว ป้าศรคะ ระวังจะไม่แก่ตาย 5555555555555555555

11.3.18

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว