facebook-icon

ภาคลูกคือ 'ของเล่นในรังโจร' กับ 'สะใภ้เจ้า' นะคะ

ตอนที่ 29 : รอยยิ้มของท่านซีค [100%] 💛

ชื่อตอน : ตอนที่ 29 : รอยยิ้มของท่านซีค [100%] 💛

คำค้น : ซีค, วีนัส, บ่วงรักเจ้าทะเลทราย, เจ้าชาย, ทะเลทราย, jungkook, bts, bts fic

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 28.8k

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ย. 2561 15:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 29 : รอยยิ้มของท่านซีค [100%] 💛
แบบอักษร

ยังไม่ได้ตรวจคำผิดนะคะ ไรท์ต้องไปธุระแต่ไม่อยากผิดนัดเลยลงให้ก่อน ชอบตอนนี้มาก แต่งไปยิ้มไป ท่านซีคมีความสุขสักที 

ปล. รูปถ่ายรูปคู่ของท่านกับน้องหน้าโบสถ์คาทอลิก ไรท์จะมอบให้ทุกคนที่ซื้อเล่มฟิคบ่วงรักเป็นของขอบคุณจากไรท์นะคะ 


​​

เกาหลีใต้

                ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่าผมกับซีคมาเที่ยวเกาหลีใต้ในช่วงที่ผมท้องได้หกเดือนกว่า แต่มันไม่เป็นปัญหาหรอกเพราะซีคหาเสื้อตัวใหญ่ ๆ มาให้ใส่คนจะได้ไม่เห็นว่าผมท้องโตเป็นคนท้องทั้งที่เป็นผู้ชายแท้ ๆ บวกกับตอนนี้เข้าหน้าหนาวพอดี ใคร ๆ ก็ใส่เสื้อตัวใหญ่กันทั้งนั้นเลยไม่เป็นที่สังเกตเท่าไหร่

                เราสองคนเดินอยู่บนถนน สองข้างทางขนาบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มันผลัดใบเหลือแต่กิ่งก้านเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดจนกว่าจะพ้นหน้าหนาวนี้ไป ซีคสวมเสื้อตัวนอกสีดำทับเสื้อแขนยาวสีเทา เขาพันผ้าพันคอสีดำอีกทีเพื่อช่วยสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย อากาศที่นี่หนาวจัดอุณหภูมิเหลือเพียงห้าองศา ซีคหายใจออกมาเป็นควันสีขาว สันจมูกเขาแดงไปถึงใบหู ผมเองก็เช่นกันที่ตอนนี้หนาวจนหูชาไปหมดแล้ว

                ผมเดินควงแขนซีคอย่างไม่อายเพราะยังไงซะเราก็เป็นคู่รักกัน คู่รักธรรมดาที่ซีคไม่มียศถาบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าชายและผมก็ไม่ได้เมียแต่งที่เวลาเดินไปไหนต้องมีคนรับใช้เดินตามเป็นโขยง เว้นแต่วันนี้มีสการ์กับเจ๊ส้มตามมาด้วย เพราะซีคก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดีที่ต้องไปไหนมาไหนสองต่อสองในที่ต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้

                “ท่าน หนาวเนอะ” ผมซี๊ดฟันเงยหน้าถามเขายิ้ม ๆ

                “อืม แล้วเจ้าชอบมั้ย” ซีคก้มหน้ามาถาม ผมพยักหน้าตอบ

                “ชอบ ข้าอยากมาที่นี่ตั้งนานแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้มาสักที นี่ท่านดูสิ อีกไม่นานก็จะถึงหอนาฬิกาแล้วนะ” ผมชี้นิ้วไปที่หอนาฬิกา ผมอยากไปถ่ายรูปกับซีคที่นั่น มันไม่ไกลมากแต่คิดไปคิดมาก็เหนื่อยเหมือนกันที่ต้องเดินแบกท้องหนัก ๆ ไปด้วย

                “ที่นั่นมีอะไรดี ทำไมเจ้าถึงอยากไปนัก” ซีคถามต่อ

                “ก็มีหอนาฬิกาสวย ๆ ไง แล้วก็มีคู่รักมาถ่ายรูปคู่กับหอนาฬิกา”

                “ถ่ายรูปคู่กับหอนาฬิกางั้นรึ มันน่าถ่ายตรงไหน”

                “พอถึงเดี๋ยวก็รู้เองแหละน่า” ผมลากแขนซีคให้เดินตามไว ๆ ซีคก็มัวแต่เดินทอดน่องอย่างสบายใจทั้งที่ผมอดทนรอแทบไม่ไหว

                “เร็วเข้า ไวอีก ไวอีก” ผมกระชากแขนซีคอีกครั้งแต่ซีคดันหยุดยืนอยู่กับที่

                “เดี๋ยวก็ล้มเอาหรอก” เขาขมวดคิ้วหนาทำสีหน้าหงุดหงิด ไม่สิ เขาไม่ได้หงุดหงิดแต่แค่ไม่พอใจที่ผมเซ้าซี้เร่งให้รีบเดินไปถึงหอนาฬิกาไว ๆ ต่างหาก

                “ก็ข้าอยากไปถ่ายรูปไว ๆ นี่นา ฟ้ากำลังสวยเลยท่านเห็นมั้ย” ท้องฟ้าสีครามเป็นตัวบอกว่าวันนี้อากาศสดใส ผมชี้นิ้วไปบนฟ้า ซีคเงยหน้ามองตาม

                “ข้ารู้ว่าฟ้าสวย แต่ถ้าเจ้าล้มขึ้นมาจะทำยังไง พื้นมันลื่น เจ้าก็รู้” คุณพ่อจอมหวงลูกเอาเท้าขยี้กับพื้นซ้ำ ๆ เพราะอากาศที่เย็นจัดทำให้พื้นขึ้นเป็นฝ้าน้ำแข็งบาง ๆ จริงอยู่ที่มันลื่น แต่ก็ไม่ได้ลื่นจนถึงขั้นจะล้มกันง่าย ๆ สักหน่อย

                “เอาล่ะ เลิกทำหน้างอได้แล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าอยากถ่ายรูปไว ๆ แต่เจ้าก็ควรจะห่วงตัวเองกับลูกบ้าง” พูดจบซีคก็เอื้อมแขนมาโอบไหล่ผม เขาออกตัวเดินนำหน้า เขารู้ดีว่าผมกำลังเอาแต่ใจแต่ก็พยายามข่มอารมณ์ตัวเองไว้

                “ข้าไม่ซุ่มซ่ามจนล้มหรอกน่า” สองขาก้าวตามอย่างช้า ๆ

                “อย่าทำเสียงกระเง้ากระงอดใส่ข้า วีนัส”

                “แล้วจะให้ข้าทำอะไรเล่า ! พอรีบเดินท่านก็ดุ พอพูดก็ไม่ให้พูด”

                “ข้าไม่ได้ไม่ให้พูด ข้าแค่บอกว่าอย่าทำเสียงกระเง้ากระงอดใส่ข้า”

                “ถ้างั้นข้าจะเดินเฉย ๆ ข้าไม่คุยกับท่านแล้ว”

                “ตามใจเจ้าสิ” เขาเมินหน้าไปทางอื่น สายตาคมกริบคู่นั้นมัวแต่มองวิวข้างทางที่เป็นต้นไม้ใหญ่โดยไม่สนใจผมสักนิดทั้งที่ผมกำลังโกรธเขาอยู่

                เราสองคนเดินไปเรื่อย ๆ ซีคคงไม่เมื่อยหรอกเพราะชีวิตเขาเดินมาแต่ไหนแต่ไร ผิดกับผมที่เป็นนักเขียนนิยายที่วัน ๆ นั่งอยู่แต่หน้าคอมไม่ค่อยลุกไปไหน พอเดินนาน ๆ เข้าก็ปวดขาบ้างเมื่อยบ้าง บวกกับท้องโย้ ๆ ยิ่งทำให้ผมปวดหนักขึ้นไปอีก ผมซี๊ดฟันออกมาลดจังหวะการก้าวให้ช้าลง ซีคสังเกตท่าทีของผมที่เปลี่ยนไป เขาหยุดเดินทันทีแล้วรีบจับผมให้นั่งลงบนเก้าอี้แถวนั้น

                “เป็นอะไรรึเปล่า !” สมแล้วที่เป็นซีค เขาสังเกตได้แม้ว่าผมพยายามปิดบัง

                “ข้าปวดขา แล้วก็เจ็บชายโครงนิดหน่อย รองเท้ากัดด้วย” ความจริงเป็นทุกอย่างแหละ หัวก็ปวดแต่ไม่บอกกลัวว่าเขาจะห่วง

                “ข้าบอกแล้วว่าให้นั่งรถ เจ้าก็จะเดินท่าเดียว” เสียงเขาฟังขึ้นจมูก ซีคนั่งยอง ๆ กับพื้น เขาถอดรองเท้าผมออกก่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา ผมไม่รู้ว่าเขาเอามันออกมาทำไม จังหวะเดียวกันพอสการ์กับเจ๊ส้มเห็นว่าผมไม่โอเคนักก็รีบวิ่งมาหา

                “ท่านวีนัสเป็นอะไรไปขอรับ” สการ์ถามหน้าตาตื่น ส่วนเจ๊ส้มยืนมองตาปริบ ๆ แกรู้ว่าผมไม่ได้เป็นอะไรมาก

                “วีนัสถูกรองเท้ากัด” สองมือซีคพับผ้าเช็ดหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม เขาเอามันมาพันรอบข้อเท้าผมแล้วผูกเป็นปมให้หลวม ๆ

                “พันไว้ รองเท้าได้ไม่กัด” เขาบอก ผมมองหน้าซีคพลางรู้สึกผิดที่ขี้หงุดหงิดมากไปแถมยังเอาแต่ใจแบบนี้

                “ไงยัยหนู เดินนาน ๆ ชักปวดขากับเจ็บชายโครงขึ้นมาแล้วสิ หื้ม” เจ๊ส้มยืนกอดอกเชิดหน้าถามผม ผมพยักหน้าตอบ เจ๊นี่รู้ดียิ่งกว่าท้องแทนผมเสียอีก

                “ไม่ต้องดงไม่ต้องเดินมันแล้ว โบกแท็กซี่เอาแล้วกัน” ว่าแล้วเจ๊ส้มก็มัดมือชกด้วยการเดินไปโบกรถหน้าถนน รถแท็กซี่คันสีส้มจอดทันที

                “ไปหอนาฬิกาหน่อยนะลุง ขับดี ๆ ล่ะ น้องหนูไม่สบาย” ทันทีที่จบบทสนทนาผมก็รีบใส่รองเท้า เจ๊ส้มกับสการ์พยุงให้ผมขึ้นไปนั่งในรถอย่างทุลักทุเล

                “ข้าไม่คิดเลยว่าต้องมานั่งอะไรที่มันมีหลังคาค้ำหัวข้าแบบนี้” ซีคบ่น เขาเหลือบตามองหลังคารถ

                “หยุดบ่นแล้วให้ข้าพิงไหล่ท่านเถอะ” ผมหยิบยาดมมาดมแล้วเอนหัวพิงไหล่ซีค คนอะไรถือยศถือศักดิ์เป็นบ้า แค่หลังคารถก็ค้ำหัวไม่ได้

                “อีกนานมั้ยวีนัส กว่าจะถึงหอนาฬิกา” ปากก็ถาม คิ้วหนาก็ขมวด มือก็กุมมือผมแน่นไม่ยอมปล่อย

                “เลยโค้งหน้าไปก็ถึงแล้ว” ผมกอดแขนซีคแน่นปรือตามองหอนาฬิกาบนทางข้างหน้า และรถแท็กซี่ก็จอดอยู่กับที่ ไม่แปลกหรอกที่จะถึงไวขนาดนี้ มันไม่ได้ไกลกันมากแต่เจ๊ส่มตีตัวไปก่อนไข้อะไรก็ห่วงผมไปหมด

                เราสองคนเดินลงจากรถ สายลมเย็นพัดผ่านกายทำให้รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ขนผมลุกซู่จนต้องกอดแขนซีคเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย มันเป็นพื้นที่โล่งกว้างมองเห็นคู่รักหลายคู่เดินจูงมือกันเพื่อมาถ่ายรูปคู่กับหอนาฬิกา ผมเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า หอนาฬิกาที่ผมอยากมาถ่ายรูปกับมันมาแต่ไหนแต่ไรทำให้ผมหลุดยิ้มออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว

                “สวยจัง ไปถ่ายรูปกันเถอะท่าน !” ความดีใจทำให้ผมลืมไปเลยว่ากำลังปวดขากับมีอาการมึนหัวนิด ๆ ผมรีบลากแขนซีคให้เดินตาม เขาไม่ขัดใจผมแม้แต่น้อยเพราะยังไงซะเราก็มาถึงที่นี่แล้ว

                “เจ๊ส้ม ! ถ่ายรูปให้หนูหน่อย” ผมโบกมือหยอย ๆ ให้เจ๊ส้มที่กำลังยืนถ่ายรูปคู่กับสการ์ชนิดที่ว่าเอาหน้าเข้าไปใกล้จนแทบจะกลืนสการ์ไปทั้งตัว

                “โอเค ๆ จะเอากี่รูปล่ะ” เจ๊ส้มหันมาทำปากคว่ำ ดูท่าจะหมั่นไส้ที่เห็นผมสดใสจนลืมไปว่าร่างกายตัวเองไม่เต็มร้อยเท่าไหร่

                “หลาย ๆ รูปเลย” ผมบอก ซีคยืนตัวแข็งทื่อ ปกติเวลาถ่ายรูปเขาก็ดีแต่ยืนตัวตรงทำหน้านิ่งถือดาบดามากัสไว้ข้างเอวตลอด

                “ท่านยิ้มหน่อยสิ” ผมเขย่งขาป้องปากกระซิบข้างหู

                “ทำไมต้องยิ้ม” ซีคนิ่วหน้าน้อย ๆ เขาคงไม่เคยถ่ายรูปเล่นสินะนอกจากถ่ายเอาไว้แสดงยศไม่ก็เนื่องในโอกาสสำคัญ

                “ยิ้มเถอะน่า… ถ้าท่านไม่ยิ้มเจ๊ส้มจะไม่ถ่ายรูปให้นะ ดูสิ เรามัวแต่คุยกันเห็นมั้ยว่าเจ๊ส้มหน้าบึ้งหน้าบูดเป็นตูดลิงแล้ว”

                “ตูดลิง ! ฮ่า ๆ เจ้าเคยเห็นด้วยรึว่าตูดลิงเป็นยังไง”

                “เคยเห็น ก็เป็นแบบหน้าเจ๊ส้มนั่นไง” เพราะต้องการให้ซีคยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติผมเลยชี้นิ้วไปทางเจ๊ส้ม เจ๊ส้มตวัดตามองค้อนเราสองคนไม่พอยังแยกเขี้ยวใส่และไม่ทันไรก็สบถคำหยาบออกมา

                “โอ๊ยไอ้คู่เวรคู่กรรมคู่นี้นี่ ! ใช้คนแก่ถ่ายรูปแล้วยังมัวยืนคุยกันอยู่ได้ เดี๋ยวแม่ศอกใส่หน้าซะหรอก ถ่ายได้แล้ว !” เสียงตะโกนของเจ๊ส้มทำให้ซีคหัวเราะออกมา

                “ฮ่า ๆ วีนัส ลิงโมโหใหญ่แล้ว” จังหวะที่ซีคหัวเราะเต็มที่ยิ้มจนตาปิด เจ๊ส้มก็รัวกดชัตเตอร์หลายภาพต่อกัน ผมเงยหน้ามองซีคบ้าง กลับมามองกล้องบ้าง แต่ที่แน่ ๆ คือผมไม่ปล่อยแขนออกจากแขนซีคแน่นอน

                ต่อให้พื้นที่โดยรอบมีผู้คนมากมายกำลังเดินผ่าน ต่อให้เจ๊ส้มเอ็ดเสียงดังให้เราเปลี่ยนท่ายืน ต่อให้คู่รักคู่อื่น ๆ กำลังยืนถ่ายรูป แต่ผมก็รู้สึกว่าในสายตาตอนนี้มีเพียงซีคคนเดียวเท่านั้น ซีคที่หัวเราะไม่หยุดใบหน้าบ่งบอกว่ามีความสุขโดยแท้จริง 

                “โอยวีนัส ข้าหัวเราะจนปวดท้องไปหมดแล้ว” เจ้าชายที่ขึ้นชื่อว่าโมโหร้ายกว่าใครในเมืองเอิร์กกำลังยืนก้มหน้าเอามือกุมท้องหัวเราะไม่ยอมหยุด

                “ฮ่า ๆ ท่านเก็บอาการหน่อยสิ เดี๋ยวเจ๊ส้มก็รู้หรอกว่าเราว่าเขาหน้าบูดเป็นตูดลิง เจี๊ยก ๆ ค่อก ๆ เจี๊ยก ๆ” ผมเลียนเสียงลิงแล้วเอามือเกาหัวกับเกาคางตัวเองเลียนแบบพฤติกรรมของลิง ซีคเงยหน้ามามอง เขาล้มลงนั่งขำกับพื้น

                “ฮ่า ๆ สการ์ เมียข้าเป็นลิง วีนัสเป็นลิงที่หน้าตาอัปลักษณ์ที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมาเลย” แค่หัวเราะไม่พอยังชี้ให้สการ์ดูผมทำท่าตลก ๆ อีกต่างหาก

                “ถ้าท่านวีนัสเป็นลิง พวกเราก็คงเป็นลิงด้วยกันทั้งหมดนี่แหละขอรับ เจี๊ยก ค่อก ๆ” สการ์ทำแก้มป่องตาเหล่ให้ซีคดู ซีคหัวเราะลั่นเอามือตบพื้นป้าบ ๆ โชคดีที่ไม่มีใครสนใจเรามากนัก

                “โอย ฮ่า ๆ พอแล้ว ๆ ขืนพี่ท่านรู้ว่าข้าหัวเราะปากกว้างนั่งเหยียดแข้งเหยียดขาบนพื้นข้าโดนฟาดด้วยไม้เรียวแน่”

“ไม่มีใครกล้าฟาดพญาลิงแห่งเมืองเอิร์กหรอก นี่ท่าน ถ้าข้าเป็นพญาลิงเจ๊จะเป็นนางสนมหน้าลิงให้ดู” เจ๊ส้มพูดเสริมพร้อมกางขาออกกว้างเอามือมาตบกันเหมือนลิงตีฉาบ ซีคขำหนักกว่าเก่า เขาเหนี่ยวแขนผมไว้แล้วลุกขึ้นยืนก่อนเดินไปนั่งที่ขั้นบันไดหน้าหอนาฬิกา

                “เลิกทำหน้าตาอัปลักษณ์ได้แล้ว รู้มั้ยว่าการทำแบบนี้ต่อหน้าข้ามันเป็นการ เป็นการ ฮ่า ๆ ๆ” พูดไม่ทันจบซีคก็ระเบิดหัวเราะออกมาอีกครั้ง

                “เป็นการอะไรหรอ อู๊ ก่า ๆ อู๊ก่า ๆ ข้าให้ท่านเป็นหัวหน้าเผ่าลิงดีกว่า” ผมเอามือยีผมซีคจนยุ่ง สองมือเกาหัวซีคซ้ำ ๆ แล้วทำท่าหยิบเหมือนหยิบเหามากิน

                “โอ๊ ท่านมีเหาด้วย นี่ท่านรู้มั้ยว่าถ้าเป็นลิงต้องกินเหา”

                “เจ้าจะบ้ารึไง ! ข้าไม่มีเหา เมียอัปลักษณ์ เจ้าต่างหากที่มีเหา” เขาทำตามบ้าง ซีคเอามือมาหยิบผมผมแล้วทำท่าหยิบอะไรบางอย่างเข้าปาก

                “ฮ่า ๆ ท่านก็เป็นลิงเหมือนกันนี่” ผมชี้หน้าซีค เราสองคนต่างหัวเราะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่รู้ตัวอีกทีเจ๊ส้มก็ถือโทรศัพท์อัดวิดีโอพวกเราเอาไว้ตั้งหลายนาที

                “นี่เจ้าแอบถ่ายข้ารึส้มจี๊ด” ซีคชี้นิ้วถาม

                “เปล่าจ้าเจ้าชาย เปล่าเลย เจ๊ถ่ายหอนาฬิกาต่างหาก” เจ๊ส้มเชิดกล้องโทรศัพท์ให้สูงขึ้น แต่แล้วสการ์ก็ท้วงขึ้น

                “เอ่อ… เจ๊ส้มขอรับ มันไม่ใช่หอนาฬิกานะขอรับ” สการ์บอกหน้านิ่งทำตาปริบ ๆ ผมกับซีคหันหน้าไปมองสิ่งที่สการ์บอกว่าไม่ใช่หอนาฬิกาพร้อมกัน

                “แล้วมันคืออะไร” ซีคพูด

                “ต้องใช่หอนาฬิกาสิ เราหาข้อมูลมาหมดแล้วนะสการ์ ที่นี่แหละหอนาฬิกาของประเทศเกาหลี”

                “แต่เดี๋ยวนะวีนัส ข้าเพิ่งเห็นว่า… มันไม่มีนาฬิหาสักเรือน แล้วมันจะเป็นหอนาฬิกาได้ยังไง” ซีคบอก เขาขมวดคิ้วหนาเหมือนกำลังครุ่นคิด และสิ่งที่ซีคคิดกับสการ์ก็ตรงกันเมื่อทั้งสองตะโกนออกมาพร้อมกันว่า

                “โบสถ์คาทอลิก !”

                “ใช่ ! โบสถ์คาทอลิก นี่ไง ๆ ในนี้ก็บอกไว้ !” เจ๊ส้มกวักมือให้พวกเราไปดูภาพในหน้าจอโทรศัพท์ ซีคลุกไปหาแล้วชะโงกหน้ามองดูคู่กับสการ์ ส่วนผมปวดหลังไม่อยากลุกไปเท่าไหร่เลยนั่งแช่อยู่ที่เดิม

                “นังโง่ !” เจ๊ส้มโพล่งขึ้นแล้วชี้นิ้วมาทางผม

                “หอนาฬิกาบ้าบออะไรมีไม้กางเขนอยู่บนหลังคา ห๊ะ !” เจ๊ส้มเท้าเอวพูดต่อ

                “เอ้า ! ก็หนูเห็นว่ามันสูง ก็นึกว่าเป็นหอนาฬิกาของเกาหลี หนูผิดตรงไหน” ผมท้วงขึ้นมา ผมคิดว่าคนไม่รู้ย่อมไม่ผิด

                “ผิดสิ แกบอกว่าเป็นหอนาฬิกาเจ๊ก็นึกว่าเป็นหอนาฬิกาบ้างเลยบอกแท็กซี่ไปว่าพาน้องฉันไปหอนาฬิกาหน่อยจ้าลุง ป่านนี้ลุงหัวเราะจนฟันปลอมหลุดหมดปากแล้วมั้ง ดีนะที่ตอนบอกไม่ได้บอกปากเปล่า ความฉลาดของฉันมันท่วมท้นเลยชี้ให้ดูด้วยว่าจะมาที่นี่ ไม่งั้นแท็กซี่เอาแกกับท่านไปส่งที่หอนาฬิกาไหนแล้วก็ไม่รู้” อยู่ดี ๆ เจ๊ส้มก็สวดใส่ชุดใหญ่ ถ้าเป็นตอนปกติผมคงเถียงฉอด ๆ กลับไปแล้ว แต่ตอนนี้ผมท้อง ผมมีน้อง ผมมีลูกน้อยอยู่ในท้อง ผมเลย… ผมเลย…

                “ฮึก ! ก็หนูไม่รู้… หนูผิดมากหรอเจ๊ที่คิดว่ามันเป็นหอนาฬิกา… ฮือ…” ผมร้องไห้ออกมาต่อหน้าผู้คนมากมาย น้ำตาสีใสไหลพรากอาบแก้มอย่างกลั้นไม่ไหว มันเจ็บปวดในอกเมื่อได้ยินเจ๊ส้มตะโกนใส่ไม่เว้นให้ผมได้พักหายใจ

                “ฮือ… หนูไม่ได้โง่สักหน่อย หนูแค่ไม่รู้ว่ามันเป็นโบสถ์…” ซีครีบมาดึงผมให้ลุกขึ้นยืน เขากอดผมไว้ในอก ฝ่ามือหนาลูบหัวผมซ้ำ ๆ เป็นการปลอบประโลม

                “ฮือ… ข้าอยากกลับโรงแรม ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่ ข้าอายเขา เขารู้หมดแล้วว่าข้าคิดว่าที่นี่เป็นหอนาฬิกา…”

                “ไม่มีใครรู้หรอกวีนัส คนเกาหลีเขาฟังภาษาเอิร์กไม่ออก” ซีคบอก มือข้างหนึ่งกอดผมไว้ อีกข้างลูบหัวผมไม่หยุด

“ถึงไม่มีใครรู้ข้าก็อาย ฮือ… ข้าอยากกลับบ้าน กลับบ้านเรากันเถอะ ท่านพาข้ากลับเอิร์กตอนนี้เลยได้มั้ย” ใบหน้าเปื้อนน้ำตาซุกอยู่กับแผงอกกว้าง ซีคตบหลังผมเบา ๆ ตาผมฟางไปหมดมองไม่เห็นอะไรรู้แต่ว่าเจ๊ส้มกำลังกล่าวคำขอโทษ

“โอ๋ ๆ ยัยหนู เจ๊ขอโทษ เจ๊มันโง่เองที่คิดว่ายัยหนูเป็นคนผิด แหม คนไม่รู้ก็คือไม่รู้อะเนอะจะผิดได้ไง เจ๊นี่โง่จริง ๆ สรุปแล้วเจ๊โง่เองน้า เจ๊โง่เอง” เจ๊ส้มยื่นหน้ามาหาเอามือยืดแก้มผมเบา ๆ

“อื้อ ! ไม่ต้องมายุ่ง” ผมพูดอู้อี้สะบัดหน้าหนี คราวนี้เจ๊ส้มเลยเล่นไม้เดิมด้วยการเอาเงินไม่ก็ข้าวของราคาแพงมาฟาดหัวผม

“เอางี้ ถ้าหายโกรธเจ๊ คลอดลูกเมื่อไหร่เจ๊จะทำทองให้หลานใส่ สักห้าบาทดีมั้ย ไม่ก็… รับขวัญด้วยเงินสักก้อน…”

“หนูไม่ได้เห็นแก่เงินสักหน่อย ฮึก !” ผมสูดน้ำมูกแล้วเอาหน้าซบอกซีค สองมือกอดซีคแน่นไม่ยอมปล่อยก่อนส่งสายตามองเจ๊ส้มค้อน ๆ

“งั้นถ้าให้เจ๊กอด จบจากเที่ยวเกาหลีเราไปเที่ยวญี่ปุ่นกันต่อ ทุกอย่างเจ๊ออกเอง เอามั้ย” นั่นไง ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผมอยากไปรองจากเกาหลี ผมไม่รีรอผลักซีคออกแล้วโผลกอดเจ๊ส้มทันที

“ซื้อขนมให้หนูกินเยอะ ๆ ด้วยนะ” ผมบอกอย่างอ้อน ๆ เจ๊ส้มกอดผมแน่น

“ฮิ ! อยากกินอะไรขอให้บอก เจ๊เลี้ยงเอง” เจ๊ส้มตบกระเป๋ากางเกงตัวเองดังปุ๊ ๆ ดูก็รู้ว่าพกเงินมาเยอะแค่ไหน ไหนจะที่เก็บไว้ในบัตรเอทีเอ็มอีก

“หนูรักเจ๊ที่สุดเลย ต่อไปนี้ห้ามว่าหนูว่าโง่อีกนะ”

“โอ๊ย ๆ ไม่ว่าแล้ว แหมเจ๊มันปากเสียต้องตบปากตัวเองเพียะ ๆ เลย” เสียงเล็กเสียงน้อยของเจ๊ทำให้ผมยิ้มออกมาทั้งที่กำลังร้องไห้ ผมสับสนไปหมดไม่รู้ว่าจะร้องหรือหัวเราะดี และซีคก็ยิ้มตามเมื่อเห็นว่าผมทำตัวบ๊อง ๆ อารมณ์เปลี่ยนไวยิ่งกว่าผู้หญิงเปลี่ยนชุดชั้นใน

“ตกลงเจ้าจะร้องไห้หรือหัวเราะกันแน่ วีนัส” ซีคแซวยิ้ม

“จะยิ้มหรือหัวเราะมันก็เรื่องของข้าน่า !” ผมกลับไปกอดซีคอีกครั้ง อายก็อายเพราะทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสการ์เอาโทรศัพท์เจ๊ส้มไปถ่ายวิดีโอเก็บไว้ตลอด

“พอได้แล้วสการ์ เลิกถ่ายวีนัสได้แล้ว หน้าตาอัปลักษณ์เปื้อนน้ำตาแบบนี้ข้าอยากเก็บไว้ดูคนเดียว” ซีคไม่พูดเปล่า เขาใช้สองมือประคองหน้าผมไว้แล้วออกแรงบีบจนปากผมจู๋แก้มก็กองเป็นปลาทองแก้มป่อง

“ข้าไม่อัปลักษณ์สักหน่อย” ผมพูดอู้อี้เพราะซีคยังคงบีบแก้มผมอยู่

“อัปลักษณ์ที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาเลยล่ะ !”



-----------------------------------------

แก มันดีต่อใจ ฮือออออออออ ท่านยิ้มแบบ น่ารัก ท่านมีความสุขสักที การเห็นตัวละครของเรามีความสุขมันสุขตามไปด้วยยยยย ฮือออออออออออออออออออออออ

10.3.18

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว