facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 5 : ภาพซ้อนภาพ ใครคือใคร

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 5 : ภาพซ้อนภาพ ใครคือใคร

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 20:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 5 : ภาพซ้อนภาพ ใครคือใคร
แบบอักษร

​​​

                ผมลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งหลังจากสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวและรวยรินบริเวณซอกคอทั้งสองข้าง ผมสะบัดหัวเบา ๆ ปรือตามองนาฬิกาบนฝาผนัง มันเป็นเวลาตีหนึ่งกว่า ๆ ที่ไผ่และสนยังคงหลับสนิทเพราะพิษไข้ ใช่ ทั้งสองไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลยสักนิดแถมยังไข้ขึ้นกลางดึกอีกต่างหากโดยสังเกตได้จากอุณหภูมิร่างกายที่ร้อนไม่ต่างกับเอามือไปแตะแก้วเซรามิกที่เพิ่งเทน้ำเดือดลงไป

                “อือ…” ไอร้อนถูกพ่นออกมาจากลำคอพร้อมกับเสียงครางของไผ่

                “อือ…” คนน้องครางออกมาบ้าง สนเบียดตัวเข้าหาผมน้อย ๆ ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกาย

                ผมค่อย ๆ ขยับตัวอย่างช้า ๆ แล้วหันหน้ามาทางไผ่พลางใช้ฝ่ามือตบหน้าไผ่เบา ๆ เป็นการเรียกสติเพื่อปลุกให้กินยา

                “ไผ่ ไผ่”

                “…” อีกคนไม่ตอบ

                “ไผ่ ตื่นกินยาก่อน” ผมเรียกซ้ำเมื่อไผ่ไม่ตอบสนอง ผมตบหน้าไผ่ซ้ำสองครั้งและออกแรงตบหนักขึ้น

                “อือ…” สำเร็จ อีกฝ่ายปรือตามองผม ริมฝีปากแดงจัดสันจมูกมีเม็ดเหงื่อซึมให้เห็น ดวงตาสีน้ำตาลเข้มรื้นไปด้วยตาเหมือนกำลังจะร้องไห้

                “พี่เมฆ ไผ่ปวดหัว” ไผ่งอแงไม่ต่างจากเด็ก ๆ สองมือดึงตัวผมไปกอดแน่นแล้วเอาหน้าซุกอกพลางใช้จมูกปัด ๆ ไปมาบ้างใช้แก้มถูอกผมเบา ๆ

                “ครับ ๆ ถ้างั้นลุกก่อนนะ จะได้กินยา” ผมผลักไผ่ออก ไผ่ยอมคลายอ้อมกอดออกและทันทีที่ไผ่เงยหน้าขึ้นมาริมฝีปากร้อนผ่าวก็พ่นลมหายใจร้อนรดใบหน้าอย่างจัง ผมมองริมฝีปากกระจับดั่งต้องมนต์เมื่อมันสั่นระริกจากพิษไข้

                “ไผ่ไม่อยากกินยา” น้ำเสียงออดอ้อนร้องบอกอีกครั้ง

“ยังไงก็ต้องกิน” ผมจับไผ่นอนหงายแล้วเอื้อมมือไปหยิบแว่นมาสวม ผมยังรู้สึกงัวเงียอยู่บ้างแต่พออยู่ใกล้แฝดคู่นี้ทีไรหัวใจมันเต้นไม่เป็นจังหวะทุกทีจึงเลือกที่จะขยับตัวออกมาเพื่อรักษาระยะห่าง แต่ไผ่กลับขยับตัวมาใกล้อีกครั้งแล้วใช้ใบหน้าซุกข้างซอกคอ สองมือโอบกอดต้นคอผมไว้ทั้งที่ผมอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน

“ไผ่ พี่บอกว่าให้ลุกกินยา” ผมเริ่มเอ็ดเสียงดุ

“ไผ่ไม่อยากลุก กินยาไปยังไงก็ไม่หายหรอก” ทันทีที่พูดจบไผ่ก็เลื่อนใบหน้าออกมาทำให้ปลายจมูกเราสองคนแทบชนกัน

                ผมกับไผ่สบตามองกันโดยอัตโนมัติเหมือนดั่งมนต์สะกด ผมเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้และขอยอมรับอย่างลูกผู้ชายว่าหลังจากที่ฝันลามกในคืนนั้นผมก็คิดไม่ซื่อกับสองพี่น้องมาตลอด ผมชอบทุกอย่างในตัวพวกเขาไม่ว่าจะเป็นคิ้วหนา แววตา และจมูกโด่ง ๆ ไปจนถึงริมฝีปากที่มีรอยยิ้มที่สดใสให้ผมได้เห็นในทุก ๆ วัน

                ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ผมสอดมือเข้าไปในตัวเสื้อที่ไผ่สวมใส่แล้วโน้มหน้าลงไปประกบปากจูบริมฝีปากร้อนผ่าวก่อนออกแรงดูดเม้มเบา ๆ ไผ่ไม่รีรอรีบเผยอปากออกเพื่อรอให้ผมสอดลิ้นเข้าไปคว้านควานช่วงชิงสัมผัสดูดดื่ม

                “อืม…” ไผ่เบียดตัวเข้าหาพลางส่งเสียงออกมาจากลำคอ สองลิ้นร้อนคลุกเคล้ากันไปมา มันเกี่ยวพันกันอยู่ในปากอย่างไม่หยุดพักจนไผ่ชักหายใจไม่ทัน บุคคลใต้ร่างดิ้นเล่า ๆ ทั้งที่มันเพิ่งจะเริ่มต้นด้วยซ้ำ

                “อือ…” คราวนี้ผมครางออกมาบ้าง ไผ่ไม่ยอมให้ผมได้ช่วงชิงอยู่ฝ่ายเดียวเมื่อไผ่เริ่มออกแรงดูดเม้มปลายลิ้นผมเล่น ๆ เด็กคนนี้ต้องมีอะไรบางหย่างแน่ ๆ เขาทำให้ผมโงหัวไม่ขึ้นรู้สึกมึนเมาอยู่ในกามและตัณหาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

                “อื้อ…” ผมเอียงหน้าไปท้างซ้ายและน้อยส่วนไผ่เอียงไปทางขวา ขณะที่เรายังคงจูบกันอยู่นั้นไผ่ก็ชันขาขึ้นให้ผมได้แทรกกายเข้าไปกลางลำตัว ผมล้วงมือเข้าไปในชุดนอนชุ่มเหงื่อก่อนจะเล้าโลมลูบไล้ด้วยความชำนาญ

                ไอร้อนพ่นออกจากปากซ้ำ ๆ ผมดูดคลึงลิ้นเล็กอย่างอร่อยปาก ยิ่งไผ่เป็นไข้ด้วยแล้วยิ่งทำให้น่าตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ ผมถอนริมฝีปากออก ไผ่ส่งสายตาฉ่ำปรือมองมาพลางยิ้มจางก่อนที่ผมจะโน้มหน้าลงไปอีกครั้งแล้วใช้จมูกไล่ดมตามซอกคอสีน้ำผึ้งเพื่อช่วงชิงกลิ่นกายของคนไม่สบาย กลิ่นหอมจาง ๆ ปนกับกลิ่นเหงื่อทำให้ผมไม่เหลือความอดทนอีกต่อไป

                ผมใช้ริมฝีปากดูดเม้มข้างซอกคอด้วยความต้องการกลืนกินคนตรงหน้าซะให้สิ้นเสียก่อนจะลากลิ้นเลียละเลงเล่นจนไผ่ต้องเอียงคอรับเพื่อให้ผมได้ส่งสัมผัสได้ถนัดขึ้น สองมือของไผ่จิกไหล่ผมไว้ทั้งสองข้างอย่างไม่มีท่าทางขัดขืน

                “พี่เมฆ เดี๋ยวพี่ไผ่ตื่นมาเห็น” เสียงพร่าร้องบอก ผมฉงนนิด ๆ กับสิ่งที่ไผ่พูด ผมตัดสินใจเท้ามือกับพื้นแล้วเงยหน้าขึ้นมา ทันใดนั้นก็ต้องเบิกตาออกกว้างเมื่อคนที่อยู่เบื่องล่างนั้นคือสนแต่ไม่ใช่ไผ่อย่างที่ผมเข้าใจมาตลอด

                ผมนิ่งเพียงพักหายใจหอบพยายามเพ่งสายตามองคนตรงหน้าให้ชัด ๆ เผื่อจะตาฝาด แต่คนตรงหน้าก็เป็นสนจริง ๆ ไม่ใช่ไผ่แต่อย่างใดทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังเป็นไผ่อยู่เลย ใช่ ผมจำไม่ผิดแน่ ไผ่ผมยาวกว่าเจาะหูสองข้างและทำผมสีบลอนทอง แต่ตอนนี้ทำไมไผ่คนนั้นถึงได้กลายเป็นสนไปได้ล่ะ สนที่ผมสั้นกว่าแถมใบหน้ายังแฝงไปด้วยความเขินอาย

                “พี่ขอโทษ” พูดจบผมก็ดึงชายเสื้อสนลงให้หลังจากมันถูกถกเลิกไปอยู่บนอกเผยเห็นเม็ดตุ่มใตที่อีกไม่นานอาจถูกผมช่วงชิมและลิ้มลองอย่างอร่อยปาก

                “ครับ…” สนเม้มปากน้อย ๆ รีบพลิกตัวหนีนอนตะแคงข้างแล้วดึงผ้ามาห่ม ปล่อยให้ผมนั่งอยู่คนเดียวกลางที่นอน ผมเหลียวมองไผ่ที่นอนหันหลังให้ ไผ่กำลังหลับสนิท ดวงตาทั้งสองข้างหลับพริ้มไม่มีทีท่าอาการของคนเป็นไข้สักนิด

                เพื่อความแน่ใจผมจึงเอื้อมมือไปแตะหน้าผากไผ่ อุณหภูมิร่างกายไผ่เป็นปกติไม่ได้ร้อนเหมือนก่อนหน้านี้ที่พูดพร่ำไม่หยุดว่าตนปวดหัวแค่ไหน

‘ต้องเป็นไผ่สิ ไม่ผิดแน่’ ผมบอกตัวเองหลังจากทิ้งตัวลงนอน ผมดึงผ้าห่มมาห่ม มันอดคิดไม่ได้จริง ๆ เพราะคนที่ทำให้สติผมเตลิดเปิดเปิงได้เพียงนี้ก็มีไผ่คนเดียวเท่านั้น ไผ่ที่นอนหันหลังอยู่และไม่รู้ว่าผมกับสนทำอะไรกัน

            ‘แต่ก่อนหน้านี้เราจูบกับไผ่’ ทุกคำถามและความสงสัยวนอยู่ในหัว ผมนอนเอามือก่ายหน้าผากพลางหันมองไผ่กับสนสลับกัน ผมมั่นใจว่าผมไม่ได้ฝันและมั่นใจว่าไผ่นี่แหละเป็นคนดึงให้ผมไปนอนทับตัวเขาเอง แล้วอยู่ ๆ ทำไมคนข้างล่างตัวผมถึงได้กลายเป็นสนไปได้

                ท่ามกลางห้องนอนเงียบสนิทมีเพียงแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในบานหน้าต่างกับสองพี่น้องที่กำลังหลับสนิท  ในนี้มีคนบ้าหนึ่งคน คนบ้าที่ไม่รู้ว่าตกลงตัวเองจูบกับคนไหนกันแน่ ผมตัดสินใจดึงผ้าห่มขึ้นคลุมเหนือหัวแล้วพลิกตัวนอนคว่ำสะกดจิตตัวเองให้หลับยาวไปเลยยันเช้า

                และผมก็หลับยาวยันเช้าจริง ๆ ผมตื่นขึ้นอีกครั้งเพราะเสียงไก่ขันที่ดังมาจากบ้านหลังอื่นและเสียงรถที่กำลังวิ่งอยู่บนถนน

                “อื้อ…” ผมงัวเงียลุกขึ้นนั่ง ทันใดนั้นเสียงแจ้งเตือนข้อความที่ถูกส่งผ่านไลน์แอพพลิเคชั่นก็ดังขึ้นซ้ำ ๆ

                ผมหยิบมันมาเปิดอ่าน ขณะที่กำลังพิมพ์ตอบนั้นอยู่ ๆ ทั้งไผ่และสนก็พรวดพราดเข้ามาในห้อง

                “พี่เมฆ ตังเมไปเล่นโคลนในนามา ! ขนเลอะหมดเลย !” ไผ่พูดแล้วชี้นิ้วไปที่ตังเมซึ่งสนเป็นคนอุ้มอยู่ น้องหมาขนปุยตัวมีแต่โคลนทำให้ผมต้องถอนหายใจแต่เช้าด้วยความละเหี่ยใจ

                “ทำไมชอบเล่นอะไรสกปรก ๆ อยู่เรื่อยเลยล่ะครับ หืม” พูดจบผมก็ควานมือหยิบแว่นมาสวมแล้วทำท่าจะลุกขึ้นยืนแต่แล้วก็ต้องทรุดลงนั่งกับพื้นทันที

                “โอย…” ในหัวปวดจี๊ดเหมือนมีอะไรกดขมับแรง ๆ ผมแถบลืมตาไม่ขึ้น ในเวลาเดียวกันเมื่อไผ่เห็นว่าผมอาการจึงรีบเดินมานั่งข้าง ๆ

                “พี่เมฆเป็นอะไร” ไผ่ถามพลางเขย่าตัวผมเบา ๆ

                “พี่ปวดหัว” ผมล้มตัวนอนลงบนที่นอนทันที ตอนนี้เวียนหัวจนแทบอ้วก พวกสองพี่น้องฝาแฝดนั่งมองผมตาแป๋ว ๆ คล้ายว่าทำอะไรไม่ถูก และผมก็นึกได้ว่าไผ่กับสนเองก็ไม่สบายเหมือนกันจึงถามออกไป

                “เราสองคนหายปวดหัวแล้วหรอ” ไผ่และสนพยักหน้าตอบพร้อมกัน แปลก พอสองคนหายผมก็ดันมาเป็นแทนซะงั้นแถมยังเป็นหนักอีกต่างหาก

                “พี่เมฆติดไข้เราแน่ ๆ เลย” สนพูดตาใส ๆ แล้วชี้นิ้วมาที่ผมก่อนหันหน้าไปมองไผ่

                “งั้นเดี๋ยวไผ่ออกไปเอายามาให้พี่กินนะ กินของไผ่ก็ได้ ตอนนี้ไผ่หายแล้ว” พูดจบไผ่ก็เดินออกไปจากห้องทันทีด้วยท่าทางยิ้มแย้ม ไผ่เดินแกว่งแขนสบายใจพลางฮัมเพลง ผิดกับผมที่แค่ลืมตายังทำแทบไม่ได้

                “สน เรื่องเมื่อคืนพี่ขอโทษนะ” จังหวะที่ไผ่ไม่อยู่ผมจึงใช้โอกาสนี้ในการขอโทษสนสำหรับเรื่องที่ผ่านมา

                “เรื่องอะไร…” สนทำตาปริบ ๆ ผมไม่อยากพูดว่าเรื่องอะไรเพราะสนเองก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว และสนก็พูดออกมา

                “อ๋อ เรื่องที่พี่เมฆกลิ่งมาโดนตัวสนน่ะหรอ ไม่ต้องขอโทษก็ได้ ปกตินอนกับพี่ไผ่พี่ไผ่นอนดิ้นกว่านี้อีก” แต่เรื่องที่สนพูดดันเป็นคนละเรื่องที่ผมต้องการจะสื่อ

                “เมื่อคืน… พี่ไม่ได้ทำอะไรเราใช่มั้ย” ผมถามซ้ำเผื่อเราสองคนจะเข้าใจตรงกัน แต่สนก็ส่ายหัวอย่างยิ้ม ๆ

                “แน่ใจนะสน” ผมแค่นเสียงถาม สนพยักหน้าตอบสองมือกอดตังเมไว้แน่น

                “อ่อ… ครับ” ผมคิดว่าที่สนตอบออกมาแบบนี้อาจเป็นเพราะบางทีคนที่ผมจูบอาจจะเป็นไผ่ก็ได้

                “สนขอไปอาบน้ำให้ตังเมนะ” เมื่อสนเห็นว่าผมไม่พูดอะไรต่อจึงขอไปอาบน้ำให้ตังเม สนลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปจากห้องทันที ผมขยี้หัวตัวเองรัว ๆ ในหัวสับสนไปหมดว่าตกลงใครเป็นใครกันแน่ และทันใดนั้นไผ่ก็เข้ามาในห้อง ไผ่เดินสวนกับสน พี่น้องสองคนยิ้มให้กันผ่านรอยยิ้มซึ่งดูมีเลศนัย

                ไผ่ยกยิ้มให้สนพร้อมยักไหล่น้อย ๆ สนคลี่ยิ้มที่มุมปาก แววตาฉายความสะใจอยู่ลึก ๆ มันเป็นรอยยิ้มของสองพี่น้องที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

                มันเป็นภาพที่ฝังอยู่ในหัว ผมลุกขึ้นนั่งอีกครั้งและเชื่อว่าผมไม่มีทางลืมมันแน่นอน ขณะที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดผมก็ต้องสะดุ้งตัวโยนเมื่อไผ่นั่งลงตรงหน้าแล้วส่งยิ้มพร้อมกับโบกมือหยอย ๆ ไผ่เรียกผมเสียงดังไม่พอยังฉีกยิ้มยื่นหน้ามาใกล้ ๆ

                “พี่เมฆ !” สองมือตบพื้นกระดานเสียงดังป้าบ

                “ครับ !” ผมตอบพร้อมสะดุ้งจนแทบจะหงายหลัง

                “ทำหน้าตาอย่างกับเห็นผีแหนะ”

                “ไม่ครับ พี่แค่คิดอะไรนิดหน่อย”

                “เออใช่ ไผ่ลืมไปว่าพี่ยังไม่ได้กินข้าว เอาเป็นว่ากินข้าวก่อนแล้วค่อยกินยา ได้ไม่แสบท้อง” ไผ่บอกยิ้ม แววตาสดใสคู่นั้นต่างจากตอนที่ส่งยิ้มให้สน

                “ไผ่ เรื่องเมื่อคืนพี่ขอโทษ” ผมโพล่งพูดออกมาอย่างไม่ทันคิด ไผ่เงยหน้ามามองแต่ไม่ได้พูดอะไรเหมือนรอให้ผมพูดต่อ

                “คือพี่ พี่รู้ว่าพี่ทำไม่ดีกับเรา แต่ตอนนั้นพี่ควบคุมตัวเองไม่ได้จริง ๆ” สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อคือเรื่องที่ผมชิงจูบไผ่ตอนกำลังไข้ขึ้น ไผ่ดีดนิ้วหนึ่งครั้งนั่งขัดสมาธิบนที่นอน สองมือเอาเท้าคางไว้ ไผ่ส่งยิ้มมาให้ผมแล้วพูดเสียงใส

                “ตอนหลับใครเขาควบคุมตัวเองได้ที่ไหนกันล่ะพี่ พี่เมฆแค่ดิ้นมาโดนไผ่เอง เรื่องแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก ปกติไผ่ดิ้นทุกคืน ถีบท้องไอ้สนประจำ” ผมถึงกับตะลึงงันอ้าปากค้างกะพริบตาถี่หายใจได้ไม่ทั่วท้อง ในเมื่อไผ่กับสนพูดออกมาเหมือนกันอย่างกับว่าคืนที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากผมนอนดิ้น

                “พี่ไม่ได้ทำอะไรเราใช่มั้ย” คำถามไร้สาระที่อยากได้คำตอบถูกเอ่ยออกไป

                “ไม่นะ พี่ไม่ได้ทำอะไรไผ่ พี่เมฆหลับเป็นตายเลยต่างหาก” ริมฝีปากชมพูระเรื่อที่ผมมั่นใจว่าผมเพิ่งช่วงชิงและปดป้อนจูบอันดูดดื่มไปเมื่อคืนพูดออกมาหน้าตาเฉย

                “ครับ ไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำ” มันงงไปหมด ผมสะบัดหัวตัวเองซ้ำ ๆ ครั้นไผ่ก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีก

                “หรือว่าพี่เมฆโดนผีหลอก…” น้ำเสียงที่เคยสดใสเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก นัยน์ตาไผ่เปลี่ยนไป สายตาที่จดจ้องมองมาทางผมอย่างต้องการคำตอบ

                “ผีหรอครับ ไม่นะ เมื่อคืนพี่ไม่ได้เจออะไร”

                “นึกว่าเจอผีซะอีก นี่พี่เมฆ พี่รู้มั้ยว่าชาวบ้านเค้าลือว่าไผ่กับสนเป็นผี”

                “ตลกน่า ไผ่กับสนจะเป็นผีได้ไง” ผมพูดปนขำ ถึงแม้ภายในใจจะมีเรื่องที่ทำให้ผมสงสัยหลังจากมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้น ซึ่งนั่นก็คือเรื่องที่ผมจูบกับพวกเขา ไม่คนไหนก็คนหนึ่ง

                “ตลกเนอะ นั่นสิ ไผ่กับสนจะเป็นผีได้ไง แต่… ถ้าไผ่กับสนเป็นผีจริง ๆ ล่ะ พี่เมฆจะรับได้มั้ย” แววตาไผ่เปลี่ยนไปอีกแล้ว คราวนี้มันฉายออกมาซึ่งความรู้สึกเศร้าปนน้อยใจ คงจะน้อยใจที่ใคร ๆ ก็กล่าวหาว่าเป็นผี ผมว่ามันไร้สาระ ไร้สาระจนไม่น่าเก็บมาใส่ใจด้วยซ้ำ

                “รับได้ไม่ได้มันสำคัญด้วยรึไง ก็ไผ่กับสนไม่ได้เป็นผีสักหน่อย” ผมบอกยิ้ม ไผ่ยิ้มตอบ เด็กคนนี้เปลี่ยนอารมณ์ไวดี หลังจากที่ผมให้คำตอบ ใบหน้าไผ่ก็เผยให้เห็นรอยยิ้มจาง ๆ แต่เปรี่ยมไปด้วยความสุข

                “ไผ่ไปทำข้าวต้มหมูให้พี่กินก่อนดีกว่า พี่ได้กินยา”

                “ครับ เราสองคนคงไม่ต้องกินยาแล้วล่ะ เพราะว่าพี่เป็นไข้แทนแล้ว ฮ่า ๆ” ความน่ารักน่าเอ็นดูทำให้ผมเผลอเงื้อมือขึ้นไปยีผมไผ่เบา ๆ ถ้าเป็นสนคงอายจนแทบม้วนหน้าลงดินไปแล้ว แต่นี่เป็นไผ่ พอเห็นผมใจดีด้วยหยอกด้วยก็ได้ใจใหญ่ ไผ่จับมือผมเลื่อนลงมาแค่แก้มแล้วใช้แก้มถูกับฝ่ามือผมซ้ำ ๆ

                “มีพี่เมฆอยู่ด้วย ไผ่กับน้องไม่เหงาเลย”

                “พี่ก็ไม่เหงา เอาล่ะ อย่าหาว่างู้นงี้เลย ไปหาข้าวให้พี่กินทีไป จะได้กินยาซะทีจะได้หาย ๆ”

                “งั้นวันนี้ไผ่เข้าครัวเองนะ สนมันอาบน้ำให้ตังเมอยู่” ไผ่ชี้นิ้วมั่ว ๆ

                “ครับ ฝากท้องอีกวันนึงนะ” 

---------------------------------------------

มาแล้ววววววววววววววว อิอิ ตกลงพี่เมฆจูบกับใครกันแน่ ฮุ ฮุ ฮุ

9.3.18

1 ถูกใจ 1 ความคิดเห็น เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนได้เยอะเลยhttp://cdn-tunwalai.obapi.io/files/emotions/Cartoon00021.gif

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว