facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สืบรัก彡คดีที่2

ชื่อตอน : สืบรัก彡คดีที่2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 09 มี.ค. 2561 20:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สืบรัก彡คดีที่2
แบบอักษร

สืบรัก彡คดีที่2




เมื่อมีภารกิจหรือคดีเข้ามาหน่วยสืบสวนพิเศษจะเลือกคนที่มีความสามารถเหมาะสมเพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นต์ในการเคลียร์ภารกิจ ส่วนมากจึงต้องทำงานกันเป็นทีม 2 คนแต่ก็มีไม่น้อยที่ทำงานคนเดียว อย่างตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ชอบทำงานคนเดียว


ด้วยพลังพิเศษที่มีนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะป่าวประกาศให้ใครรู้ได้ง่ายๆ และไม่เพียงแค่ผมแต่ครอบครัวของผมแทบทุกคนมีพลังเป็นของตัวเอง ดูเหมือนว่าพลังนี้จะสืบทอดมาจากฝ่ายแม่เพราะคุณตาเองก็มีพลังเช่นกัน


พลังของผมคือการแปลงร่างเป็นสัตว์ ไม่เพียงแค่สุนัขแต่ได้ทุกชนิดทว่าพลังนี้กลับมีข้อกำจัดหลายๆอย่างหนึ่งในนั้นคือต้องสัมผัสสัตว์ที่ต้องการเปลี่ยนร่าง5วินาทีหากน้อยกว่านี้จะไม่มีผลอะไร ในครั้งแรกที่รับรู้ถึงพลังของตัวเองผมตกใจ สบสนและกังวลอยู่นานมาก


แต่พอเวลาผ่านไปผมเริ่มชินและเรียนรู้ในการใช้พลังนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ไม่ใช่เพียงผมแต่รวมถึงมีประโยชน์ต่อคนอื่นๆจนได้มาทำงานในหน่วยสืบสวนพิเศษนี้


คนร้ายที่ฉลาดและเชี่ยวชาญส่วนมากจะไม่เหลือหลักฐานทิ้งไว้ การจะตามรอยหรือหาตัวจึงเป็นเรื่องยาก ทว่าหากใช้พลังผมเข้าไปช่วยในการสืบสวน แม้จะทำความสะอาดดียังไงกลิ่นในที่เกิดเหตุก็ยังคงหลงเหลืออยู่แค่กลายร่างเป็นสุนัขก็สามารถระบุตัวคนร้ายได้ไม่ยาก หลังจากนั้นค่อยตามหาหลักฐานที่หลังก็ยังไม่สาย


กลับเข้ามาเรื่องของหน่วยสืบสวนพิเศษ เมื่อมีคดีที่ต้องการให้จัดการจะมีเอกสารส่งส่งมายังหน่วยสืบสวนพิเศษแต่หากเป็นคดีฉุกเฉินหรือคดีพิเศษหัวหน้าจะสั่งการลงมาว่าจะให้ใครไปทำโดยตรง คนถูกเลือกต้องเตรียมตัวไปยังสถานที่เกิดเหตุส่วนคนที่เหลือสามารถทำอะไรก็ได้ในช่วงเวลานั้น 


ยังไงพวกเราก็ไม่มีเอกสารบนโต๊ะให้จัดการเหมือนเจ้าหน้าตำรวจหรือทหารปกติอยู่แล้ว มีแค่เขียนรายงานหลังจบคดีได้เท่านั้น ยามว่างของแต่ละคนจะหมดไปกับกิจกรรมที่ไม่เหมือนกันอย่างจูน สาวห้าวประจำหน่วยเป็นหนึ่งในคนที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถเรื่องระเบิด ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการทำระเบิดไปจนถึงการกู้ระเบิด มีหลายคดีเลยที่ทางการเรียกจูนไปช่วยในการกู้ระเบิด


ส่วนตัวผมเวลาว่างแบบนี้ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสงบ ภายในสวนจะมีต้นไม้ใหญ่คอยให้ร่มเงาอยู่5ต้น หนึ่งในนั้นเป็นต้นไม้ประจำที่ผมมักจะนั่งพิงลำต้นอันแข็งแกร่งพร้อมกับหลับตาลงปล่อยสติให้ไหลไปตามส่วนต่างๆของร่างกายตั้งแต่หัว คอ ขาจนถึงเท้าแล้วไล่กลับจากเท้า ขา คอไปยังหัว ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อฝึกสมาธิ


การจะควบคุมพลังการแปลงร่างของตัวเองต้องใช้สมาธิและพลังมาก ซึ่งไม่ใช่ตอนกลายร่างแต่เป็นตอนกลับร่างเป็นมนุษย์  หากสติหลุด รนหรือไม่มีสมาธิการกลับร่างจะไม่เสถียร


ประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อนชื้นที่มีฤดูร้อนเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงค่ำก็ยังร้อนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้เวลานั่งสมาธิในช่วงพระอาทิตย์อยู่เหนือศีรษะแม้จะอยู่ในร่มได้เหงื่อก็ยังคงไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง


บางคนพูดกันว่าหากเข้าสู่สมาธิจริงๆจะไม่รู้สึกร้อนหรือหนาว 


ผมยังไม่ถึงขั้นนั้นแค่ฝึกเพื่อช่วยในการคุมพลังเท่านั้น


“ไธม์!”เสียงตะโกนเรียกประสานกันเรียกความสนใจให้ผมหันไปมอง ต้นเสียงมาจากทางตึกทำงานของหน่วยซึ่งหน้าต่างบานใหญ่ถูกเปิดอ้าออกโดยมีคนในหน่วย4คนโบกไม้โบกมือพลางส่งเสียงเรียกผมอีกรอบ


“อ่า...จะไปเดี๋ยวนี้”ผมลุกขึ้นก่อนเดินไปหาทั้ง4คน คนแรกที่ส่งยิ้มมาให้คือจิว เขาเป็นคนเดียวที่อยู่ห้องทำงานมากที่สุด คนต่อมาคืออาร์ม ชายสูงร่างกำยำมีทักษะในการต่อสู้เป็นยอดทั้วงมวยปล้ำ มวยหรือคาราเต้ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นการต่อสู้โดยอาศัยร่างกายเป็นหลัก


ถ้าเป็นด้านพลังไม่มีใครสู้อาร์มได้หรอก


คนที่สามคือสกาย สาวหน้าหวานผู้มีเสน่ห์พิชิตใหญ่หนุ่มๆที่พบเห็นด้วยภาพลักษณ์ราวกับนางฟ้า ทั้งผิวสีขาวหรือแม้แต่เส้นผมยาวสีดำบวกกับรอยยิ้มสดใส แต่ใครจะรู้ว่าจริงๆแล้วเธอเชี่ยวชาญด้านการแฝงตัวและเป็นนกต่อ


ไม่รู้มีกี่ร้อยคนที่ติดกับดักแสนหอมหวานของเธอ


คนสุดท้ายคือแม็ก เคยพูดถึงไปแล้วว่ามีนิสัยขี้หลีสุดๆ แต่ในยามคับขันก็สามารถเชื่อใจได้


ผมกระโดดเข้าไปด้านในจากทางหน้าต่างที่ทุกคนเปิดไว้ บนโต๊ะทำงานผม ไม่สิ บนโต๊ะทำงานของผมและจิวซึ่งอยู่ติดกันมีกล่องพิซซ่า3ถาดวางเบียดกัน ไม่เพียงแค่นั้นทั้งขนมปังกระเทียมและปีกไก่ก็วางอยู่ใกล้ๆ


“มากินกันเถอะ กว่าจะมารอจนท้องร้องแล้ว”แม็กเปิดการสนทนาพลางลูบท้องตัวเอง


“นั่นสิ วันนี้โชคดีที่จิวบอกข่าวเรื่องโปรพิเศษซื้อ3ถาดจ่ายเงินแค่ครึ่งเดียวแถมยังได้เครื่องเคียงอีก”สกายพูดชมจิว


“แฮะๆ ไม่ขนาดนั้นหรอก”จิวที่ถูกชมถึงกับเกาหัวแก้เขิน


“...หิว”อาร์มไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากจ้องไปยังถาดพิซซ่าคล้ายกำลังกินทางสายตา


“ซื้อมาเผื่อผม?”ผมถามทุกคน นึกว่ามีเรื่องอะไรถึงเรียกมาไม่คิดว่าจะชวนกิน


“ใช่เลย พิซซ่าต้องแย่งกันกินสิถึงจะอร่อย”สกายตอบผม


“แต่ผม...”


“ไม่กินเนื้อสัตว์ พวกเรารู้น่า”จิวพูดดักทันทีที่รู้ว่าผมจะเอ่ยอะไร


“แล้ว...”


“มีถาดนึงเป็นเวจจี้ ผักล้วนคงไม่เป็นไรใช่ไหมล่ะ”ยังไม่ทันได้ถามจบประโยคแม็กกลับพูดเสริมก่อนเปิดกล่องพิซซ่าตรงหน้าผมออก ผักชนิดต่างๆถูกใช้แทนเนื้อสัตว์วางบนหน้าแป้งโดยมีซอสมะเขือเทศทารองไว้


ทุกคนในหน่วยต่างรู้ดีว่าผมไม่กินเนื้อสัตว์ ความจริงไม่ใช่ว่าไม่กินแต่กินไม่ได้ต่างหาก ตั้งแต่จำความได้แล้วที่ร่างกายไม่รับเนื้อสัตว์ไม่ว่าจะเป็นปลา หมู วัว ไก่หรือแม้แต่ไข่ ผมก็ไม่สามารถกินได้ทั้งนั้น หากฝืนกินเข้าไปผลที่ได้คือจะอาเจียนออกมาไม่หยุด พ่อกับแม่เองตกใจถึงขนาดพาไปหาหมอแต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติจนมารู้ถึงพลังที่ผมมีทุกอย่างจึงประกอบเข้าด้วยกัน ผมสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้จึงมีข้อจำกัดใหญ่คือเรื่องอาหารคือไม่สามารถกินสัตว์ได้


คงคล้ายๆกับการไม่กินพวกเดียวกันเอง อย่างมนุษย์ก็ยังไม่กินเนื้อมนุษย์ด้วยกัน


แต่เพราะผมไม่ได้กลายร่างเจาะจงจึงจำต้องไม่กินมันซะทุกอย่าง


จะว่าไม่ดีก็ไม่ใช่


จะว่าดีก็ไม่เชิง


“ขอบคุณ”ผมบอกกับทุกคน ปกติผมไม่ค่อยไปกินข้าวกับใครเนื่องด้วยข้อจำกัดนี้


คนที่ไม่สามารถกินเนื้อสัตว์ได้จะสร้างความลำบากและรำคาญให้กับคนอื่น


ผมจึงไม่ค่อยไปกินข้าวกับใคร


คนในหน่วยเองก็รู้จึงไม่ค่อยมีใครชวนผมไปไหนนักแต่ใช่ว่าจะไม่มีใครชวน


อย่างครั้งนี้ ทั้งที่พวกเขาจะสั่งมากินโดยไม่บอกหรือชวนผมก็ได้แต่ยังอุตส่าห์นึกถึงแล้วสั่งพิซ่าแบบไม่มีเนื้อสัตว์ให้อีก


ผมว่าตัวเองคิดถูกที่เรื่องทำงานในหน่วยสืบสวนพิเศษนี้


หลังจากมื้อเที่ยงผ่านพ้นพวกเราแต่ละคนต่างแยกย้ายไปทำสิ่งต่างๆ บางคนก็ออกไปทำคดีที่ถูกส่งมาหลังพิซซ่าชิ้นสุดท้ายหมดถาด วันนี้หัวหน้าไม่อยู่อำนาจในการตัดสินใจจึงกลายเป็นของผมไปโดยปริยาย และต่อให้อยู่หัวหน้าก็ให้ผมเป็นคนจัดการอยู่ดี ซึ่งจากข้อมูลของคดีผลได้ส่งให้สกายและแม็กออกไปทำคดีร่วมกัน ส่วนคนอื่นที่ไม่มีงานอะไรก็ออกไปข้างนอกบ้าง นั่งเลยบ้างสลับกันไป


สำหรับผมช่วงบ่ายมักจะใช้เวลาหมดไปกับโลกอินเตอร์เน็ต ในปัจจุบันเรารับรู้ข้อมูลไม่ได้ผ่านกระดาษเพียงอย่างเดียวทางหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์เองกลายเป็นแหล่งศึกษาข้อมูลชั้นยอดได้แถมยังอัพเดทกว่าพวกหนังสืออีก


ครืดดด ครืดดด


แรงสั่นจากเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋ากางเกงเรียกเจ้าของอย่างผมให้หยิบขึ้นมากดรับสายโดยไม่ได้ดูรายชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ


“ครับ”


(ไธม์) น้ำเสียงร้อนรนจากปลายสายทำเอาผมเริ่มขมวดคิ้วแน่น


“หัวหน้า?เกิดอะไรขึ้นครับ”ไม่บ่อยนักที่หัวหน้าจะใช้โทรศัพท์ติดต่อมาโดยตรงหากไม่ใช่เรื่องด่วนหรือมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น


(เปิดคอมอยู่รึเปล่า)


“ครับ”


(เข้าไปในเพจนี้เดี๋ยวนี้เลย) ระหว่างคุยหัวหน้าก็ส่งบางหน้ามาให้ทางข้อความเฟสบุ๊ก เมื่อคลิ๊กลิ้งหน้าเพจหนึ่งก็ปรากฏขึ้น เป็นเพจเกี่ยวกับการแฮกข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ตด้วยวิธีง่ายๆ


พอลองเลื่อนลงไปโพสล่าสุดของเพจก็พบกับการไลฟ์สดโดยมีภาพของหน้าจอคอมพิวเตอร์อันเต็มไปด้วยโค้ดมากมายที่ไม่สามารถบอกได้ว่าคืออะไร มองคร่าวๆดูเหมือนจะเป็นโค้ดของเว็บบางเว็บ


“...กำลังแฮ็กเว็บอยู่”ผมพึมพำเสียงเบา ความรู้ด้านนี้ผมไม่มีจึงไม่รู้ว่าในไลฟ์สดนี่กำลังทำอะไรอยู่แต่ถ้าให้เดาคงไม่พ้นการแฮ็กเว็บหรอก


(จะว่าเป็นเว็บก็ใช่ พวกเขากำลังแฮ็กเข้าฐานข้อมูลกลางของตำรวจ)


“ฐานข้อมูลกลาง? เป็นไปไม่ได้...ระบบของทางตำรวจไม่น่าหละหลวมแบบนั้น”ต่อให้มีฝีมือแต่การจะแฮ็กเข้าฐานข้อมูลกลางที่ใช้เป็นฐานในการเก็บและกระจายข้อมูลของทางตำรวจไม่ใช่เรื่องงาย


แถมนี่ยังทำโชว์อีก


(ฉันได้รับการติดต่อจากทางนั้นมาโดยตรงดูเหมือนว่าแฮกเกอร์นั่นจะเก่งพอดู คนที่ดูแลระบบตอนนี้พากันไปพักร้อนอยู่ต่างประเทศเหลือผู้ช่วยอยู่ก็จริงแต่ยังใหม่อยู่ มีความเป็นไปได้ว่าจะสกัดไว้ไม่ได้)คำอธิบายเหล่านั้นทำให้ผมคิดหนักว่าจะทำยังไงต่อไป


ไม่มีทางที่หัวหน้าจะให้ผมหรือคนในหน่วยที่เหลือไปช่วยเสริมจัดการกับแฮ็กเกอร์แน่ๆเพราะพวกเราอาจใช้คอมพิวเตอร์ได้แต่ใช่ว่าจะสามารถสกัดแฮ็กเกอร์ที่บุกเข้ามาทางเน็ตเวิคได้


นั่นหมายความว่าต้องมีอย่างอื่น


อะไรบางอย่างที่ผมสามารถช่วยเพื่อจัดการเรื่องนี้ได้


เดี๋ยวนะ...แฮ็กเกอร์เหรอ


“...จะให้ผมไปหาเมเกอร์?”ผมพึมพำเสียงเบาหวิว


เพียงแค่นึกถึงความกวนประสาทของผู้ต้องหาในคุกกลางที่3เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนผมก็อยากถอนหายใจออกมาดังๆสัก10รอบ


(สมกับเป็นเธอ เข้าใจเรื่องได้เร็วจริงๆ อย่างที่รู้ว่าฉันกำลังติดงานด่วนเลยอยากให้เธอไปกล่อมเมเกอร์ให้ช่วยจัดการที แต่ต่อให้ฉันไปคงกล่อมไม่สำเร็จอยู่ดี)


“ต่อให้เป็นผมก็ใช่ว่าจะสำเร็จนะครับ”ผมไม่มีความมั่นใจว่าจะทำสำเร็จเลยสักนิด


(ดูเขาสนใจไธม์นี่ ช่วยหน่อยละกัน)


“...ครับ”พูดมาขนาดนี้ผมจะตอบอะไรกลับไปได้อีกล่ะ


วางสายจากหัวหน้าเสร็จเสียงถอนหายใจแรงๆของผมก็ดังขึ้นทำเอาคนรอบๆถึงกับหันมามองเป็นตาเดียว ทว่าผมไม่มีเวลาแม้แต่จะอธิบายอะไร สถานการณ์ตอนนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนผมจึงรีบขับมอเตอร์ไซค์คันสีดำของตัวเองตรงไปยังเรือนจำกลางพิเศษที่3ทันที


การมาเยือนครั้งนี้ไม่มีการนัดหรือติดต่อล่วงหน้าทางเรือนจำจึงจะให้ผมทำเอกสารขอยื่นคำร้องให้เรียบร้อย แน่นอนว่าผมไม่มีเวลาจะมาทำอะไรเป็นขั้นตอนยืดเยื้อแบบนั้นเลยตัดสินใจยื่นตราประจำตัวไปตรงหน้า


ตราสัญลักษณ์รูปนกสองตัวเป็นที่รู้กันดีในแวดวงว่าหมายถึงหน่วยสืบสวนพิเศษ แล้วสีน้ำเงินด้านบนผ้าพันคอนอกนั่นบ่งบอกถึงระดับรองหัวหน้าซึ่งมีอำนาจทัดเทียบกับตำรวจระดับสูง ถ้าเป็นสีขาวจะทัดเทียบกับผู้นำบัญชาการของทั้งทหารและตำรวจ เป็นสีของหัวหน้า


ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ถ้าหัวหน้ามาเองคงใช้หน้าตาแทนบัตรผ่านเพราะมีใบหน้าลงอยู่ในหนังสือพิมพ์หรือตามโทรทัศน์บ่อยๆ ส่วนคนอื่นๆจะเป็นสีเหลือง ถึงจะเป็นสีเหลืองแต่ก็มีอำนาจมากพอในการออกคำสั่งคนอื่นๆได้ เพราะยังไงพวกเราก็เป็นหน่วยงานพิเศษที่ใครๆต่างยอมรับในฝีมือ แม้จะมีถูกไม่ชอบหน้าบ้างก็ตาม พอผู้คุมเห็นตราประจำตัวผมก็ถึงกับเบิกตากว้างรีบเปิดทางให้ผ่านไปโดยดี ชั้นใต้ดินนี้ผมมาเยือนเป็นครั้งที่2แล้ว


“ขอโทษนะครับคือตอนนี้ห้องสำหรับพบผู้ต้องหากำลังถูกใช้อยู่ ถ้ายังไงรบกวนรอ...”


“ผมรอไม่ได้ เรื่องนี้ด่วนมาก”ผมไม่รอให้ผู้คุมที่วิ่งตามมาพูดจบรีบจัดการตอบกลับพร้อมก้าวขาเร็วๆตรงไปตามทาง 


จะให้รอจนห้องว่างพวกนั้นคงแฮ็กระบบเข้าไปได้พอดี


“ถ้างั้นจะทำยังไง”


“เปิดห้องขัง”


“แต่นั่นมันผิดกฎแล้วถ้าเขาหนี...”


“ถ้ามีอะไรเกิดผมรับผิดชอบเอง เมเกอร์อยู่ห้องไหน”ผมตัดบทก่อนถามกลับ แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มาแต่ก็ไม่ได้รู้ว่าห้องขังของเมเกอร์อยู่ไหน


“...ห้องด้านในสุดครับ”


“กุญแจล่ะ”ผมถามต่อ


“นี่ครับ”


“ขอบคุณ”พูดจบผมก็เร่งความเร็วขึ้นโดยไม่รอผู้คุมที่ชะลอความเร็วลงจนมาถึงยังประตูบานใหญ่ด้านในสุด 


ริมผนังด้านข้างประตูมีปุ่มไฟสำหรับใช้เปิดปิดไฟภายในห้องขังอยู่ประมาณ5ดวงซึ่งมีเขียนติดเลขห้องไว้ ผมไม่รอช้าเปิดไฟในห้องซึ่งเป็นป้าหมายก่อนจะไขกุญแจแล้วเปิดประตูเข้าไปโดยไม่มีการเคาะ


ด้านในห้องขังไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายนอกจากเตียงเก่าๆและห้องน้ำโทรมๆด้านข้าง เจ้าของห้องขังหรือเมเกอร์กำลังนอนหงายยกขากระดิกไปมาอย่างสบายอารมณ์ราวกับกำลังอยู่ในช่วงทัวร์ท่องเที่ยวไม่ใช่ในคุกที่แทบไม่มีแสงสว่างให้ เพราะเสียงเปิดประตูและไฟด้านบนที่สว่างขึ้นอย่างกะทันหันเรียกคนบนเตียงให้หันมามอง และพอเห็นว่าเป็นผมดวงตาสีเขียวนิ่งๆกลับทอประกายพร้อมรอยยิ้มมุมปาก


“มาหาผมถึงห้องแบบนี้คิดจะทำอะไรผมล่ะครับ”เมเกอร์ลุกขึ้นจากเตียงเดินตรงเข้ามาหาผม


แค่ประโยคแรกก็ทำเอาผมอยากหันหลังปิดประตูใส่ใบหน้ากวนๆนั่นซะเดี๋ยวนี้เลย 


“ขอผมคุยกับเขาเป็นการส่วนตัวได้ไหม”ผมหันไปบอกผู้คุมซึ่งกำลังยืนหอบจากการวิ่งตามมา


“ได้ครับ”อีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆก่อนจะถอยออกไป


ประตูเหล็กถูกปิดโดยในห้องยังมีแสงสว่างจากหลอดไฟดวงเล็กๆด้านบน แม้จะมืดไปบ้างแต่ก็ไม่ได้มากจนไม่สามารถพูดคุยได้ ผมพยายามมองไปรอบห้องเพื่อหาที่นั่งแต่ไม่นานก็ต้องเลิกคิด


นี่ไม่ใช่เวลามาหาที่นั่ง


“เมเกอร์...”


“น้ำเสียงร้อนรนพอดูเลยนะ ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรจะคุยแต่คงต้องปฏิเสธ”ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรออกไปก็ถูกปฏิเสธซะแล้ว เขาคงอ่านท่าทีและน้ำเสียงที่แสดงออกของผมได้ว่ากำลังมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้น


“เรื่องนี้เป็นเหตุฉุกเฉิน ตอนนี้มีแฮ็กเกอร์พยายามแฮ็กเข้าไปในฐานข้อมูลกลางของตำรวจ และพวกเราต้องรีบหยุดพวกเขา”ผมอธิบายรัวๆ


“ไม่ใช่พวกเราแต่เป็นคุณต่างหาก อย่าเหมารวมว่าผมต้องไปช่วยตำรวจพวกนั้นสิ”


“ถ้าสกัดพวกนั้นไม่ได้ข้อมูลมากมายต้องรั่วไหลออกไปข้างนอกแน่”


“แล้วยังไงล่ะ ไม่เกี่ยวกับผมนี่ ดีซะอีกเรื่องการยักยอกเงินหรือยัดเงินใต้โต๊ะจะได้ถูกเปิดเผยซะบ้าง อีกอย่างมันไม่เกี่ยวกับคุณด้วยนี่”เมเกอร์จอบพลางยักไหล่อย่างไม่แยแสก่อนดวงตาสีเขียวนั่นจะหันมาสบตรงๆ


“ไม่เกี่ยวยังไง”ผมถามกลับ


“ก็คุณไม่ใช่ตำรวจสักหน่อยไม่เห็นต้องร้อนรนจัดการแทนเลย”


“ทำไมถึงรู้”ผมหรี่ตาจับจ้องไปยังคนตรงหน้าด้วยความสงสัย จริงอยู่ที่หน่วยสืบสวนคดีพิเศษไม่ได้เป็นหน่วยลับแต่หน่วยของเราก็ไม่ได้เปิดเผยตัวต่อสาธารณะนัก เวลาจัดการคดีได้ก็จะให้ทางเจ้าของคดีเป็นคนจัดการต่อ


“ตราสัญลักษณ์บนเสื้อครั้งก่อนที่มาก็คิดอยู่ว่าคุ้นๆ พึ่งนึกออกไม่กี่วันมานี่เองว่าเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยสืบสวนพิเศษ”คำอธิบายทำเอาผมตกใจอยู่ไม่น้อย


สัญลักษณ์บนเสื้อที่ว่าเป็นเพียงเข็มกลัดลายนกสองตัวที่มีขนาดเล็กประมาณเหรียญ5บาท ขนาดผู้คุมด้านนอกยังไม่สังเกตเห็นจนผมต้องยื่นตราประจำตัวให้ แต่กลับเมเกอร์ได้เห็นเพียงครั้งเดียวกลับสามารถสังเกตและจำได้


ไม่ธรรมดาจริงๆ


“ถ้ารู้ว่าผมเป็นใครก็น่าจะรู้ว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวกับหน่วยสืบสวนพิเศษยังไง”


จริงอยู่ว่าเรื่องภายในของตำรวจไม่เกี่ยวกับหน่วยอื่น แต่อย่างที่เคยบอกไปว่าหน่วยสืบสวนพิเศษไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยกลางที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือเวลาถูกติดต่อมาไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือทหารก็ตาม


“ผมไม่ได้อยู่ในหน่วยด้วย”อีกฝ่ายตอบกลับทันทีราวกับแปลความหมายของประโยคก่อนหน้าได้ในเวลาอันรวดเร็ว


“ในเมื่อคุณมีความสามารถเหล่านั้นอยู่กับตัว ทำไมถึงไม่คิดใช่มันเพื่อช่วยคนอื่นบ้างล่ะ”


“เพราะผมไม่ได้มีจิตอาสาที่จะช่วยใครไปทั่ว”


“ประโยคนั้นแปลว่าไม่ได้ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง”ผมพูดต่อ คำว่าไม่ได้ช่วยใครไปทั่วแปลได้อีกความหมายคือสามารถช่วยได้หากอยู่เขตหรือขอบเขตที่กำหนด


“...คุณนี่แปลกคน”เมเกอร์นิ่งไปสักพักก่อนจะพูด


“ผมจะถือว่าเป็นคำชมละกัน”


“แถมยังคิดเข้าข้างตัวเองอีก”


“...”ผมเลือกที่จะใช้ความเงียบแทนคำตอบ ดวงตาสีน้ำตาลของผมจับจ้องไปยังอีกฝ่ายนิ่งๆ


“ก็ได้ ผมจะช่วยเพียงแต่มี2ข้อที่คุณต้องทำก่อน”เมเกอร์ตอบพร้อมชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว


“2ข้อ?”ผมชักรู้สึกหวั่นๆกับสิ่งที่จะต้องทำแล้วสิ


ไม่รู้ว่าจะมาไม้ไหน


“ข้อแรกเมเกอร์เป็นฉายาไม่ใช่ชื่อผม ข้อสองผมต้องการให้คุณทายถึงเครื่องดื่มที่ผมอยากกิน ถ้าทายถูกก็ต้องเอามาให้ด้วย ง่ายๆใช่ไหมล่ะ”ทั้งสองข้อถูกเอ่ยออกมาตามลำดับ


คิ้วสองข้างของผมขมวดเข้าหากันแน่นเพื่อคิด วิเคราะห์คำพูดของเมเกอร์ และเพียงไม่กี่อึดใจผมก็สามารถเข้าใจความหมายทุกอย่างได้


“ได้เบซิล”ผมเรียกชื่ออีกฝ่าย ไม่ใช่ฉายาแต่เป็นชื่อจริงๆ


ตั้งแต่ครั้งก่อนที่เจอกันผมได้ลองสืบหาข้อมูลของเขาไว้บ้าง หนึ่งในข้อมูลที่รู้มาคือชื่อเล่นจริงๆของเมเกอร์คือเบซิล เขาเป็นลูกครึ่งอิตาลี่ มีแม่เป็นคนไทยและมีพ่อเป็นคนอิตาลี่ รวมถึงข้อมูลที่ครอบครัวได้จากไปหมดแล้วตั้งแต่ยังวัยรุ่น


“...คุณนี่น่าสนใจจริงๆ รู้ด้วยเหรอว่าผมต้องการอะไร”เบซิลดูเหมือนจะอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินผมเรียกชื่อ


“ไม่เห็นยากในเมื่อฉายาไม่ใช่ชื่อความหมายเดียวก็คือต้องการให้เรียกชื่อไม่ใช่เหรอ”ไม่ใช่เรื่องที่ยากสักนิดแค่ค่อยๆทำความเข้าใจประโยคเหล่านั้นก็พอแล้ว


“คนอื่นมีแต่จะทำหน้างง ตอบก็ไม่ถูก”


“ในเมื่อผมตอบถูก ช่วยจัดการพวกแฮ็กเกอร์ให้หน่อย”ผมไม่รอช้าเปิดซิปกระเป้าเป้ซึ่งสะพายออกมาจากที่ทำงาน โน้ตบุกสีดำถูกหยิบออกมายื่นให้อีกฝ่ายทว่าเขากลับยื่นนิ่งๆไม่รับไป


“อีกข้อล่ะ”เบซิลทวงอีกข้อ


“ช่วยผมก่อน”ผมพยายามต่อรอง


ตอนนี้แทบจะไม่เหลือเวลาแล้ว


โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็สั่นไม่หยุด ผมรู้เลยว่าใครโทรเข้ามา


แทนที่จะรับผมอยากพูดกล่อมเบซิลให้สำเร็จก่อน


“คุณมีสิทธิ์ต่อรอง?”


“ไม่มีหรอก แต่ผมต้องการความสามารถของคุณจริงๆ” ถ้าผมทำได้คงทำไปแล้วแต่คนธรรมดาไม่ได้มีพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์มากขนาดจะแฮ็กหรือป้องกันการแฮ็กระบบได้


ถ้าเป็นเบซิลจัดการได้อยู่แล้ว แฮ็กเข้าระบบที่ยากกว่านี้ยังทำมาแล้วเลย


“รู้ไหมว่าข้อสองของผมหมายถึงอะไร”เบซิลถามต่อ


“นม”


“ทำไมถึงเป็นนม”


“เพราะผมชอบ”เป็นคำตอบง่ายๆ ผมไม่ได้รู้ว่าอีกฝ่ายชอบอะไรแถมไม่มีเวลาคิดเลยจำต้องตอบสิ่งที่ผุดเข้ามาในหัวเป็นอย่างแรก


ผมไม่กินพวกเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างกาแฟ ถ้าเป็นชาก็ยังกินบ้างแต่จะให้ดีต้องเป็นนม ยิ่งเป็นนมสดที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ยิ่งมีรสชาติอร่อย


“...หึ น่าสนใจจริงๆด้วย แต่ผมบอกแล้วนี่ว่าต้องการแค่ทายถูกไม่ได้แปลว่าจะจบแค่นั้นนะ”


“ช่วยจัดการแฮ็กเกอร์ก่อนแล้วผมจะให้คุณได้กินนมที่อร่อยที่สุด”


“ฮืม...อร่อยที่สุด? ผมไม่ได้หลงเชื่อใครง่ายๆหรอกนะ”อีกฝ่ายตอบกลับ


“เพราะเอาแต่หลอกคนอื่นเลยกลัวถูกหลอกกลับรึไง”


“ใช่ ยังไงการหลอกก็ทำได้ง่ายๆอยู่แล้ว แค่คำพูดปากเปล่ามันไม่มีความน่าเชื่อถือสักนิด”คำพูดของเขาทำให้ผมรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะเชื่อใจใคร ไม่สิ ไม่ใช่ไม่เชื่อแต่อาจจะไม่กล้าเชื่อก็เป็นได้


“นี่คือบัตรประจำตัวผมที่ต้องมีติดตัวอยู่ตลอด เวลาจะไปทำคดีจำเป็นต้องยื่นเพื่อยืนยันตัวตน”ผมพูดพลางหยิบบัตรประจำตัวหรือตราที่เคยยื่นให้ผู้คุมก่อนหน้านี้ขึ้นมา


“แล้ว?”เบซิลดูจะไม่เข้าใจว่าผมอธิบายทำไม


“ผมฝากไว้ที่คุณ ถ้าวันนี้ไม่ได้กินนมอร่อยๆก็ไม่ต้องคืน”


“...”ครั้งนี้เป็นฝ่ายเบซิลนิ่งไปบ้าง เขามองใบหน้าผมสลับกับบัตรประจำตัวที่ถูกยื่นไปตรงหน้า


ผมไม่สามารถทำให้คนที่ไม่รู้จักการเชื่อใจไว้ใจได้ง่ายๆจึงคิดได้แต่วิธีการแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียมเพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของผม


มันอาจดูเว่อร์ที่ต้องใช้บัตรประจำตัวแลกเปลี่ยนแต่ถ้าเป็นอย่างอื่นคงไม่มีความหมายเท่า


“ถ้าสัญญาว่าจะทำ ผมก็จะทำให้ได้...ไม่ผิดสัญญาแน่นอน”ผมพูดย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง 


คำสัญญาไม่ใช่สิ่งที่ผมจะเอ่ยไปเล่นๆ ถ้าสัญญาแล้วว่าจะทำผมก็จะทำมันให้สำเร็จ


ดวงตาสีเขียวของเบซิลประสานเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลของผมสักพักก่อนจะเอื้อมมือมารับบัตรจำตัวและโน้ตบุกของผมไปกางนั่งบนเตียงพร้อมเปิดหน้าจอโน้ตบุกขึ้นมา ผมเองเดินตามไปดูเพื่อศึกษาวิธีการจัดการทว่าหน้าจออันเต็มไปด้วยรหัสนับพันๆแถวปรากฏขยับเลื่อนตามการใช้เมาส์ พอถึงบริเวณที่ต้องการเบซิลพิมพ์อะไรบางอย่างเข้าไปหน้าจอที่เต็มไปด้วยรหัสกลับเปลี่ยนเป็นหน้าจอหลักสีน้ำตาลแดงและมีตราของตำรวจแสดงอยู่กลางจอ


รหัสที่ล๊อคไว้ถูกแฮ็กอย่างรวดเร็วจนผมยังต้องเบิกตากว้าง ไม่เพียงแค่นั้นนิ้วมือที่คีย์โค้ดนับสิบยังหน้าต่างด้านข้างช่างเร็วจนมองตามแทบไม่ทันรู้ตัวอีกทีปุ่มเอนเทอร์ก็ถูกกดพร้อมหน้าเว็บไซต์ที่ถูกปิดลง


“เสร็จแล้ว”เบซิลบอกพลางเงยหน้ามองผมซึ่งกำลังอึ้งกับภาพอันน่าตกใจเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน


“...เสร็จแล้ว?”ผมถามอย่างไม่แน่ใจ


ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อในฝีมือแต่นี่มันเร็วไป


ถ้าจับเวลายังไม่ถึง5นาทีเลยด้วยซ้ำ


จะบอกว่าสามารถแฮ็กเข้าระบบฐานข้อมูลกลางของตำรวจและจัดการพวกแฮ็กเกอร์อีกฝั่งสำเร็จได้ด้วยเวลาแค่5นาทีเนี่ยนะ ต่อให้เป็นเจ้าของระบบผมยังไม่คิดว่าจะทำได้ในเวลาแค่นี้เลยด้วยซ้ำ


“อืม อย่าลืมสัญญาล่ะ ตัวประกันอยู่นี่นะ”ไม่พูดเปล่าเบซิลชูบัตรประจำตัวผมขึ้นมาโชว์


“รู้แล้วน่า เดี๋ยวกลับมาฝากโน้ตบุกก่อนละกัน”พูดจบผมจึงเดินออกไปจากห้องขัง


ระหว่างขับเมอร์เตอร์ไซต์ไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งผมได้ติดต่อกับหัวหน้าและรายงานเรื่องทั้งหมดไปว่าสามารถจัดการเรื่องแฮ็กเกอร์ได้แล้ว คำชมที่ได้รับช่วยให้ความเหนื่อยคลายออกไปได้บ้าง


ร้านอาหารโทนสีขาวมีสวนขนาดเล็กล้อมรอบโดยมีทั้งโซนนั่งด้านนอกและในร้านตามความต้องการของผู้มาเยือน โต๊ะไม้สีน้ำตาลอ่อนตัดกับผนังสีขาวและเข้ากันได้ดีกับของประดับสีชมพูไม่ว่าจะเป็นแจกันดอกไม้เล็กๆบนโต๊ะ พรมด้านหน้าประตูหรือแม้แต่ผ้าม่านก็ล้วนเป็นสีชมพู 


มอเตอร์ไซค์คันสีดำเลี้ยวไปจอดบริเวณหลังร้านก่อนจะเปิดประตูเข้าไปทางประตูหนังสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เดินมาไม่นานก็เจอเข้ากับทางแยกสามทาง แยกแรกเป็นห้องครัว ฝั่งตรงข้ามเป็นทางไปหน้าร้านและถ้าตรงไปจะเป็นห้องพักและห้องเก็บของ  ผมเลือกที่จะเดินออกไปยังหน้าร้าน ตอนนี้เป็นช่วงเวลาประมาณบ่าย3แถมยังไม่ใช่วันหยุดจึงไม่มีลูกค้ามาก มีเพียง3โต๊ะเท่านั้น มองผ่านกลุ่มลูกค้าไปด้านข้างก็เจอเข้ากับโต๊ะไม้ที่ถูกปูทับด้วยผ้าสีชมพูนุ่มๆโดยมีร่างของชายรูปร่างท้วมนิดๆฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะ 


“กระวาน”ผมเรียกพลางเดินเข้าไปหาน้องชายคนรองของตัวเอง ครอบครัวผมมีพี่น้อง4คนซึ่งผมเป็นคนโต และกระวานเป็นน้องคนแรกของผม


อย่างที่เคยบอกไปว่าครอบครัวของผมค่อนข้างพิเศษ สายเลือดจากทางฝั่งแม่ทำให้พวกเราทุกคนมีพลังพิเศษแตกต่างกันไป แม่ผมเองก็สามารถมองเห็นวิญญาณได้ ส่วนน้องชายคนนี้สามารถได้ยินเสียงในใจของคนอื่น...แต่จะได้ยินเฉพาะเรื่องลามก  เพราะเป็นพลังที่ไม่เสถียรแถมยังได้ยินตลอดจึงมักจะใส่หูฟังกันเสียงเหล่านั้นไว้ตลอด 


เป็นพลังที่สร้างภาระให้การดำเนินชีวิตประจำวันพอสมควร 


การใส่หูฟังช่วยกันเสียงได้ซึ่งก็ดีแต่เวลาจะเรียกก็ลำบากเหมือนกัน


“กระวาน”ครั้งนี้ผมเรียกพร้อมเขย่าร่างนั้นเบาๆก่อนดวงตาสีน้ำตาลเช่นเดียวกับผมจะค่อยๆปรือขึ้น พอเห็นว่าเป็นผมกระวานก็เงยหน้าขึ้นมามองผมงงๆ


“พะ...พี่ไธม์?”น้ำเสียงคล้ายเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อว่าเป็นผมจริงๆ


“มานอนตรงนี้เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก แอร์มันลงหัวพอดี”บอกเสร็จผมจึงใช้สายตาบอกให้กระวานลุกขึ้นแล้วทำการเลื่อนโต๊ะไปด้านข้างอีกหน่อย


“โหย ห่วงเกินไปแล้วพี่”


“ก็เลิกทำตัวให้ห่วงสิ”ต่อให้น้องจะโตอายุเกิน20แล้วยังไงคนเป็นพี่ก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี


“ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย นึกว่าฝันซะอีกไหง๋พี่มาร้านได้ล่ะ”น้ำเสียงกึ่งกวนโอ้ยนั่นทำเอาผมคลี่ยิ้มบางๆกลับไป


“มีเรื่องนิดหน่อย”


“เรื่อง? ให้ผมไปเรียกโป๊ยกั๊กมาช่วยดีไหม ขานั้นแข็งแรงจะตาย เผื่อครอบครัวเราจะได้ออกไปปล่อยหมัดกัน”ระหว่างพูดกระวานทำท่าปล่อยหมดซ้ายขวาด้วยใบหน้าจริงจังจนหูฟังข้างนึงหลุดลงมา


“ให้โป๊ยกั๊กเรียนไปเถอะช่วงนี้ใกล้สอบแล้วด้วย”โป๊ยกั๊กที่พูดถึงคือน้องชายคนที่2ของผมเอง ซึ่งนอกจากจะมีความสามารถด้านกีฬาเป็นยอดแล้วยังมีเซนส์ในการต่อสู้ดีด้วย เวลาผมกลับบ้านมักจะพากันไปซ้อมต่อสู้บ่อยๆ อีกทั้งด้วยนิสัยที่ค่อนข้างใจร้อนทำให้ผมค่อนข้างเป็นห่วง ช่วงนี้กำลังยุ่งเพราะใกล้ช่วงเตรียมสอบเข้ามหาลัยด้วย


“ชิ หมดเวลาสนุกแล้วสิ”


“พูดถึงแต่คนอื่นแล้วเราล่ะไม่เป็นไรนะ”กับกระวานเองผมก็ห่วงไม่แพ้กันหรอก เสียงในใจที่ได้ยินมันส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตมาก ยิ่งอยู่กับคนเยอะๆความคิดของคนเหล่านั้นจะหลั่งไหลเข้ามาจนสร้างภาระหนักให้ร่างกาย


“เป็นสิ เป็นน้องพี่ไง”พูดไปหัวเราะไปนี่แหละน้องชายผม ร่าเริงดีจริงๆ


“เลิกกวนได้แล้ว”ผมขยี้เส้นผมดำนั่นด้วยความเอ็นดู


“ฮิ ผมไม่เป็นไรหรอกน่า ชินกับมันแล้วล่ะ พี่เถอะทำงานอันตรายน่าเป็นห่วงกว่าอีก”กระวานตอบกลับ


“นั่นคำพูดของโป๊ยกั๊กนี่”ผมจำได้ว่าเคยถูกน้องชายคนเล็กพูดประโยคนั้นมาหลายรอบแล้ว


“ยังไม่จดลิขสิทธิ์สักหน่อย ขอใช้หน่อยคงไม่ขี้หวงหรอก”


“ครับๆ ขอตัวไปหาพ่อก่อนล่ะ”ผมตัดบทแล้วเตรียมจะเดินกลับไปทางห้องครัว


“ตอนนี้พ่อไม่อยู่ไปรับเพกาน่ะ”กระวานพูดต่อ


“อ้อ...จริงด้วยเวลาเลิกเรียนนี่นา”เพกาคือน้องสาวเพียงคนเดียวของผม เธอยังอยู่ชั้นมัธยมต้นคุณพ่อเลยอาสาขับรถไปรับส่งเป็นบางครั้ง หากวันไหนโป๊ยกั๊กไม่ติดเข้าชมรมหรือมีธุระก็จะให้เพกากลับด้วย ทั้งคู่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน


“อยู่รอไหมจะได้ช่วยผมรับออร์เดอร์ด้วย”


“ไม่ล่ะ ฝากบอกพ่อด้วยว่าขอนมสักครึ่งโหล”


“เอาไปทั้งโหลเลยก็ได้”


“ไว้จะมาเอาใหม่น่า”


“ให้โป๊ยกั๊กไปส่งถึงห้องก็ได้นะ”


“ใช้น้องอีกแล้ว”ผมส่ายหัวอย่างปลงๆ กระวานกับโป๊ยกั๊กสนิทกันมากกว่าผมอาจเพราะนอนห้องเดียวกันมาตลอดก็เป็นได้


“น้องไม่ยอมให้ใช้ง่ายๆสักหน่อย แต่ถ้าบอกให้เอานมไปให้พี่คงรีบไปส่งเลยมั้ง”


“ก็อย่ากวนน้องให้มากนัก พี่ไปก่อนล่ะ แล้วเจอกัน”ผมหยิบหูฟังที่ตกใส่เข้ายังหูของกระวานก่อนจะเดินกลับไปทางห้องครัว ในห้องครัวแบ่งเป็นส่วนของงานครัวและตู้เย็นขนาดใหญ่ หน้าตู้จะมีเขียนป้ายชี้บ่งไว้ว่าตู้นี้เป็นเนื้อสัตว์หรือผัก เนื่องจากบางทีคุพ่อก็โก๊ะเปิดผิดประจำ ตู้ที่ผมต้องการอยู่ทางริมสุดเป็นพวกนม ชีสและพวกแยมเรียงรายอยู่ด้านใน


นมวัวในขวดแก้วสีใสมีให้เลือกหลากหลายรสชาติ ผมหยิบมาเกือบทุกรสโดยเน้นรสจืดซึ่งผมชอบมากเป็นพิเศษให้เยอะหน่อย พอได้ของเสร็จผมก็ขับมอเอตร์ไซค์กลับไปยังเรือนจำกลางพิเศษที่3 ห้องด้านในสุดของทางเดินทางชั้นใต้ดินถูกไขอีกครั้ง เบซิลนอนตะแคงเอามือข้างนึงหนุนหัวส่วนอีกข้างก็กำลังคีย์อะไรบางอย่างลงในโน้ตบุกผม ดวงตาสีเขียวนั้นจับจ้องไปยังหน้าจอก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผม


เจ้าของข้อหามากมายนับ10หน้ากระดาษเอสี่ยกมือขึ้นแล้วแบออกตรงหน้าผมคล้ายจะบอกว่าให้เอาของนั่นมาเดี๋ยวนี้


“ผมไม่ใช่คนใช้คุณ ถ้าจะเอาก็ลุกขึ้นมาดีๆ”ผมบอกเสียงนิ่ง


“พอใช้ผมเสร็จก็ทำตัวเหนือกว่าเลยนะ อย่าลืมสิว่าผมมีเครื่องมือนี่อยู่ในมือจะทำลายระบบการป้องกันของสักที่เป็นเรื่องง่ายๆ”อีกฝ่ายเองไม่มีทีท่าจะยอมดีๆเช่นกัน


“เบซิล”


“คุณสั่งผมไม่ได้ แต่ครั้งนี้ยอมทำตามละกัน”พูดจบเขาจึงปิดหน้าจอโน้ตบุกแล้วลุกขึ้นมานั่งบนเตียงดีๆ


ท่าทางของเบซิลราวกับสัตว์ป่าที่ไม่ยอมสิโรราบให้แก่มนุษย์ เพียงแค่ยอมเพื่อประโยชน์เท่านั้น


การจะสร้างความไว้ใจไม่ใช่เรื่องง่าย


แต่ยังไงก็ไม่ไม่เกี่ยวกับผม เพราะไม่คิดจะสร้างสัมพันธ์อะไรมากไปกว่านี้


“เอารสอะไร”ผมกางถุงในมือเพื่อให้อีกฝ่ายได้เห็นนมด้านใน


“ทุกรส”


“จะกินให้จุกรึไง”


“แล้วคุณจะเก็บไว้เองให้เน่ารึไงล่ะ”พอถูกกวนไปเบซิลก็กวนกลับมาแทบจะทันที


“พอดีในห้องมีตู้เย็น”


“ผมก็กินหมดได้พอดีเหมือนกัน”


“...”เถียงกันไปไม่เคยจะชนะเลยสิน่า


จะว่าสมกับฉายาหรือนิสัยดีล่ะ


“เอารสหวานก่อน”


“เอาไปให้หมดเลย”ผมบอกพลางวางถุงไว้บนเตียงๆข้างตัวเบซิลโดยหยิบรสจืดออกมาแกะขวดนึง


ผมอาจไม่สามารถกินเนื้อสัตว์ได้แต่สามารถกินนมวัวได้ ยังไงนมไม่ก็ไม่ถือว่าเป็นการกินเนื้อแต่ถ้าเป็นไข่ ไม่ว่าจะเป็นไข่เป็ดหรือไข่ไก่ก็ไม่สามารถกินได้ทั้งนั้น


โปรตีนที่ผมสามารถกินได้เลยมีแค่นมและถั่ว


เบซิลหยิบนมออกมาเรียงกัน5ขวดก่อนจะเลือกแกะรสช็อกโกแล็ตแล้วกระดกดื่มทีเดียวหมดขวด ในขณะที่ผมค่อยๆยกขวดดื่มทีละนิดเพื่อลิ้มรสชาติของนม


“...ไปเอานี่มาจากไหน”ดื่มหมดขวดแล้วเบซินจึงถาม 


นี่ที่ว่าคงหมายถึงนมละมั้ง


แววตาของเขาทอประกายขึ้นเล็กน้อยคล้ายกำลังบอกว่านมในมือมีรสชาติอร่อย


“ทำไม? อร่อยใช่ไหมล่ะ”ผมบอกแล้วว่าเป็นนมที่อร่อยที่สุด


คุณตาผมทำอาชีพเชฟ ก่อนหน้านี้เคยตะเวนไปทำอาหารรอบโลกก่อนจะกลับมาเปิดร้านเล็กๆเป็นของตัวเองทำให้รู้จักกับคนหลากหลายประเทศ และการรู้จักนั่นทำให้ได้แหล่งวัตถุดิบชั้นเลิศมาด้วย


ผมเองจะกินนมก็ต้องของร้าน อร่อยกว่าหลายเท่าเชียวล่ะ


“อืม อร่อย”


“...”ผมถึงกับเงียบที่เห็นคำพูดตรงๆไม่ใช่การกวนโอ้ยเหมือนอย่างทุกที


สงสัยคงจะชอบนม


เบซิลไม่มีญาติเลยไม่มีใครมาเยี่ยม แน่นอนว่าทางเรือนจำคงไม่ใจดีขนาดหาของที่นักโทษต้องการให้


“ไม่เคยกินนมอร่อยแบบนี้มาก่อน อยากกินอีก”เบซิลพูดพลางแกะนมรสหวานต่อ


“กินเยอะไปแล้วมั้ง”นี่มันขวดที่4แล้วนะ


“จะกิน”


“ไม่ใช่แค่จุกนะเดี๋ยวเกิดมวลท้องขึ้นมาจะทำยังไง”นมอาจมีประโยชน์และข้อดีมากมายแต่ใช่การกินในปริมาณมากจะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย


“ช่างสิ”


“บอกให้พอไง”ผมก้าวเข้าไปใกล้คว้านมรสหวานในมือของเบซิลและถุงนมที่เหลืออีกเพียงขวดเดียวมาไว้ในมือตัวเอง


“เอาคืนมา”อีกฝ่ายเริ่มมองมาเขม็ง


“ไม่”ผมเองก็ไม่ใช่พวกโดนจ้องแล้วจะยอมแพ้ง่ายๆ


“คุณบอกเองว่าให้ผมทั้งหมด”


“ใช่ ผมไม่ได้จะแย่ง กินเข้าไปเยอะๆจะทำให้ท้องเสียได้ เดี๋ยวผมจะไปฝากผู้คุมแช่ไว้แล้วพรุ่งนี้ค่อยกินที่เหลือ”ตอนแรกกะจะแบ่งเอากลับไปกินห้องสักสองขวดแต่เอาเถอะ


เห็นทำหน้าอร่อยแบบนั้นคนให้ก็พลอยดีใจไปด้วย


“...ห่วงผม?”อีกฝ่ายนิ่งไปสักพักราวกับกำลังคิดหลายๆอย่างภายในหัว


“เปล่า”ผมพูดเต็มเสียง


ไม่ได้ห่วงสักนิด


“คำพูดของคุณมันสื่อว่าห่วงผมชัดๆ”


“บอกว่าไม่ได้ห่วงไง”


“ห่วงสิ”


“ไม่ได้ห่วง”


“ห่วง”


“ไม่...”


“ใบไธม์”


กึก


“...ทำไม”ถึงรู้ได้ 


ปากที่เตรียมจะสวนกลับถึงกับชะงักยามถูกเรียกชื่อเล่นเต็มๆ คนในหน่วยอาจรู้จักชื่อเล่นผมแต่เป็นไธม์ไม่ใช่ใบไธม์ หลายคนยังคิดว่าชื่อผมคือไทม์ที่แปลว่าเวลาด้วยซ้ำ


แต่คนที่พึ่งเจอกัน2ครั้งกลับรู้ชื่อเล่นจริงๆของผม


“แค่หาอะไรทำระหว่างรอคุณกลับมาแค่นั้นเอง”


“คุณหาข้อมูลผม?”นี่เป็นสิ่งเดียวที่คิดได้ 


ผมทิ้งโน้ตบุกไว้กับเขา คงอาศัยจังหวะนั้นหาข้อมูลแน่ๆ


ที่น่าตกใจคือสามารถหาข้อมูลส่วนตัวผมจากข้อมูลง่ายๆเพียงชื่อไธม์กับสังกัดหน่วยสืบสวนพิเศษได้ในเวลาไม่นาน หน่วยสืบสวนพิเศษไม่ได้มีแผนภูมิองค์กรหรือหน้าเว็บให้เข้าไปหาข้อมูลได้ เรื่องของพวกเราอาจไม่ได้ลับแต่ถ้าจะสืบหาก็ยากพอดู ไม่คิดว่าจะหาได้ในเวลาแค่นี้


ตั้งแต่ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ก่อนหน้านี้แล้ว


เบซิลไม่ใช่คนระดับธรรมดา


ที่ว่าไอคิวกับอีคิวสูงกว่าปกติท่าจะจริง


“ก็มันว่าง”ข้อแก้ตัวอะไรสิ้นคิดชะมัด


“ทำอย่างอื่นไปสิ”


“อยากรู้เรื่องของคุณนี่นา”คำพูดพร้อมรอยยิ้มมุมปากนั่นถ้าเป็นสาวๆคงจะหน้าแดงกลายเป็นไอแต่สำหรับผมมันน่าโมโหสุดๆ


“ท่าจะว่างนะ”


“อืม ว่างมากด้วย ถ้าไงมาหาผมอีกนะ”


“จะเข้าร่วมกับทางการรึไง”ผมถามย้อน


“ไม่”เบซิลตอบทันที


“งั้นก็ไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องมาเจอคุณอีก”ผมตัดบทแล้วเก็บโน้ตบุ๊กเข้ากระเป๋า


“จะกล่อมผมไม่ใช่?”


“แต่ดูเหมือนคุณจะไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครกล่อมได้นี่”ถ้ากล่อมได้คงไม่ต้องมาถึงมือของหน่วยสืบสวนพิเศษแบบนี้หรอก


“พูดถูก”


“แต่ทางการคงไม่ยอมลามือง่ายๆ”อีกไม่นานต้องมีคนใหม่มาทำหน้าที่กล่อมแน่


ทั้งทักษะ ฝีมือและความสามารถระดับนี้น่าเสียดายเกินไปที่จะให้นอนเล่นอยู่แต่ในคุก


“จะส่งมากี่คนผลก็ไม่เปลี่ยน ผมไม่คิดจะคุยกับใครอีก...ถ้าไม่ใช่ใบไธม์”น้ำเสียงยียวนบวกกับรอยยิ้มนั่นทำเอาผมอยากเขวี้ยงขวดนมในมือใส่หัวอีกฝ่ายจังๆสักที


“งั้นก็ไม่ต้องเปิดปากอีกตลอดการเลย!”

.................................................................

สวัสดีค่า

เราพึ่งสอบเสร็จวันนี้เลยมาอัพแทนการฉลองสักหน่อย555

เปิดตัวพระเอกอย่างเป็นทางการซึ่งชื่อเบซิลนี่ตั้งได้ตอนหาชื่อชื่อสมุนไพรอย่างใบไธม์พอดี ชื่อทั้งสองคนเลยเป็นสมุนไพรเหมือนกันทั้งคู่

ในช่วงแรกอาจยังไม่มีเนื้อหาอะไรนัก แต่จะค่อยๆ เข้มข้นขึ้นทีละนิดนะคะ

หวังว่าทุกคนจะสนุกไปกับการอ่านเรื่องนี้

ขอฝากตัวกับผลงานใหม่ด้วยนะ

ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจที่มีให้นะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น