ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 เป้าหมายที่ผิดพลาด

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 เป้าหมายที่ผิดพลาด

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 328

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มี.ค. 2561 20:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 เป้าหมายที่ผิดพลาด
แบบอักษร

ตอนที่ 5

ในที่สุดรถยนต์ของเอกพลก็จอดเทียบริมฟุตบาทภายในรั้วมหาวิทยาลัยของคนเป็นน้อง แม้ไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับอนุญาตให้สามารถนำรถยนต์เข้ามาได้ หากแต่เมื่อแสดงบัตรข้าราชการตำรวจกับ รปภ.แล้ว นั่นก็เท่ากับเป็นใบเบิกทางให้เขาผ่านสะดวก อาจดูเหมือนเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ทว่าชายหนุ่มก็รู้ดีแก่ใจว่าจนทำเช่นนี้เพื่อจุดประสงค์ใด

“ที่จริงพี่เอกไม่ต้องเข้ามาส่งอ้อถึงในนี้ก็ได้ค่ะ คนอื่นเขาจะมองไม่ดีเอาได้นะคะ”

แม้แต่อริศราเองก็ยังรู้สึกไม่ดีนักกับการที่พี่ชายทำราวกับเธอและเขาเป็นลูกท่านหลานเธอ ซึ่งไม่สามารถเผชิญแสงแดดหรือมลภาวะต่างๆ รอบตัวได้ จนต้องมีราชรถมาเกยตรงฟุตบาทด้านหน้าอาคารเรียนเช่นนี้

“ไม่เป็นไรหรอกน่า พี่ก็ไม่ได้ทำทุกวันเสียหน่อย อย่าคิดมากสิ” เอกพลยิ้มกลบเกลื่อนพฤติกรรมแปลกๆ ที่ตนไม่เคยทำมาก่อน เพราะไม่อยากให้น้องสาวนึกสงสัยไปมากกว่านี้

...การถูกอีกฝ่ายเข้าใจผิดๆ เป็นผลร้ายน้อยกว่าความลับที่รั่วไหลออกไป ซึ่งอาจถึงขั้นที่ทำให้กลุ่มคนร้ายไหวตัวทัน กระทั่งไม่สามารถจับกุมตัวคนผิดมาดำเนินคดีได้

“ค่าๆ ถ้าอย่างนั้นอ้อไปหาหวานก่อนนะคะ คงจะรออยู่บนห้องเรียนแล้ว” อริศรายิ้มตอบพี่ชาย แล้วกระวีกระวาดเดินเร็วขึ้นบันไดอาคารเรียนไปทันที โดยไม่รู้ว่ามีสายตาแสดงความกังวลเป็นห่วงของคนเป็นพี่มองตามไล่หลังไปด้วย

“เฮ้อ! ให้รู้ก็ไม่ได้ ไม่ให้รู้ก็ห่วง... น้องนูอยู่ไหนฟะเนี่ย!?” ผู้กองหนุ่มมือดีจากกองปราบปรามบ่นงึมงำกับตัวเอง แล้วล้วงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมากดปุ่มโทรออกไปยังเบอร์โทรศัพท์ล่าสุด

“ครับพี่เอก” ปลายสายกรอกเสียงตอบกลับมาแทบจะในทันทีที่รับโทรศัพท์ เสมือนกำลังรอคอยการติดต่ออยู่ก่อนนานแล้ว โดยมีเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจเป็นแบคกราวนด์ที่บอกให้เอกพลรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังอยู่ที่ไหน

“น้องนูมาถึงมหาวิทยาลัยแล้วเหรอ?” ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ เพราะไม่คิดว่าสายสืบหนุ่มรุ่นน้องจะบึ่งมอเตอร์ไซค์มาถึงที่หมายได้รวดเร็วเช่นนี้

“ครับ พอพี่เอกโทรบอก ผมก็รีบคาบขนมปังออกมาเลย” ธนูบรรยายถึงความตั้งใจของตัวเองเสียจนคนฟังเห็นภาพชนิดทะลุปรุโปร่ง ดุจท้องฟ้าในคืนที่มีแสงจันทร์นวลกระจ่างส่องสว่างตรงกลางดวงใจ

“ยะ... อย่างนั้นเหรอ ขอบใจมากนะ พี่... รบกวนน้องนูอย่างนั้นสิเนี่ย” เอกพลยิ้มเจื่อนๆ ให้กับสิ่งที่ได้ยิน เขาลืมคิดไปเสียสนิทว่าเวลานั้นอีกฝ่ายคงกำลังจัดการกับมื้อเช้าของตัวเองอยู่ที่บ้าน และถ้าคิดออกเสียก่อนจะได้จับโทรศัพท์ล่ะก็ เขาคงไม่รบกวนชายหนุ่มรุ่นน้องเช่นนั้น

“ไม่หรอกครับพี่เอก ผมเต็มใจอยู่แล้ว ว่าแต่... มีเรื่องคดีให้ผมช่วยไหมครับ ถ้าเป็นข้อมูลในนี้ผมอาจจะพอช่วยอะไรพี่เอกได้บ้าง” สายสืบหนุ่มรุ่นน้องขันอาสาแข็งขัน ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าตนยังมีอีกหนึ่งคดีที่ต้องสะสางอยู่

“ถ้ามีอะไรให้ช่วยแล้วพี่จะบอกนะ ขอบใจมาก ถ้าอย่างนั้นพี่ไม่รบกวนแล้วล่ะ ยัยอ้อขึ้นไปถึงบนห้องหรือยัง?” เอกพลมิวายปิดท้ายประโยคด้วยคำถามถึงบุคคลที่ 3 ซึ่งดูจะน่าเป็นห่วงที่สุด จากการที่โชคชะตาบ้าบอมักนำพาให้เธอต้องเข้าไปพัวพันกับคนร้ายหรือผู้ต้องสงสัยเสียแทบทุกครั้ง

“พึ่งจะถึงนี่แหละครับ กำลังเดินหน้าบานคุยกับน้ำหวาน ท่าทางคงยังไม่เห็นผม พี่เอกไม่อยากให้อ้อรู้ใช่ไหมล่ะครับว่าส่งผมมาเฝ้า ถ้าอย่างนั้นแค่นี้ก่อนนะครับ” ธนูพูดขึ้นอย่างรู้งาน ก่อนที่สองหนุ่มจะตัดการติดต่อกับอีกฝ่าย และทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

“ตายล่ะ! วันนี้ต้องมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นครั้งใหญ่แน่ๆ เลย มีคนบางคนมาเรียนแต่เช้าขนาดนี้” น้ำหวานจีบปากจีบคอขึ้นทันทีที่เห็นหน้าธนู ขณะที่อริศราเองก็นึกแปลกใจไม่น้อย ในเมื่อผ่านวัยนักศึกษามาร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นเพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็กคนนี้ นั่งทำหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อก่อนที่เธอจะมาถึงห้องเรียนเลยสักครั้ง

“ฉันก็แค่อยากทำอะไรที่ไม่เคยทำดูบ้าง ผิดหรือไงยัยจิตหลอน?”

คำพูดกับใบหน้ากวนๆ ของธนู ยั่วให้น้ำหวานแทบจะเอากระเป๋าสะพายของตัวเองปาหน้าอีกฝ่ายให้หงายหลังตกเก้าอี้ไปเสีย ถ้าไม่รู้สึกเสียดายเงินที่อุตสาหะเก็บสะสมนานเป็นปีเพื่อสอยมันมาไว้ในครอบครองล่ะก็

“ตาบ้า! นายน่ะสิจิตหลอน ยืนมองดูคนตายอยู่ได้ทุกคดีหน้าตาเฉย” น้ำหวานตอบโต้ด้วยวาจาแทนการใช้กำลัง

“ถึงจะยืนหน้าตาเฉย แต่ก็ใช่ว่าฉันจะต้องไม่รู้สึกอะไรนี่”

คราวนี้คำพูดของธนูทำให้ทั้งอริศราและน้ำหวานถึงกับชะงักไป มันไม่ใช่เพราะคำตอบที่เขาใช้ตอบกลับคำต่อว่าต่อขานนั้น หากแต่เป็นสีหน้าจริงจัง รวมไปถึงดวงตาที่ปรากฏร่องรอยความเศร้าขึ้นมาวูบหนึ่ง

“ธนู...” อริศราเรียกชื่อเขาเบาๆ และพลอยยืนสีหน้าสลดไปด้วย เธอคิดว่าเธอเข้าใจความรู้สึกของเขากับการที่ต้องเห็นเหยื่อคนแล้วคนเล่าในคดีล่าสุดที่เสียชีวิตจากน้ำมือของฆาตกรใจอำมหิต โดยที่ตัวเองก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะหาข้อมูลหลักฐานมาเป็นเครื่องมือในการจับกุม

...ถึงแม้ว่าทั้งเขาและพี่ชายของเธอจะยังคงคว้าน้ำเหลวมาจนถึงวันนี้ก็ตาม

“แต่ถ้าเป็นเธอล่ะก็ ฉันคงยืนไว้อาลัยให้เป็นปีเลยล่ะ”

คำพูดของธนูทำเอาสองสาวชะงักไปอีก และทันทีที่ผู้ถูกพาดพิงถึงได้สติ...

“ตาบ้า! นายน่ะสิ ถ้านายตายล่ะก็นะ ฉันจะสวดแผ่เมตตาให้ทุกวันเลย จะได้ไปเกิดไกลๆ ฉัน” น้ำหวานตวาดแว้ดเสียงดัง จนเพื่อนทั้งห้องหันมามองคู่กรณีหนุ่มสาวกันเป็นตาเดียว

“เธอคิดว่าฉันอยากเกิดเป็นเด็กทารกแถวบ้านเธอหรือไง ยัยจิตหลอน!?” ธนูมิวายเรียกน้ำหวานด้วยฉายาเดิม จนอีกฝ่ายเกือบจะสติแตกขว้างปาข้าวของใกล้มือใส่เจ้าของคำพูดกวนประสาท

“งั้นก็ไปเกิดไกลๆ เลยนะยะ ตาบ้า! ไปเกิดไกลๆ อ้อด้วย คนอย่างนายน่ะมันต้องไปเกิดเป็นแมลงวันหัวเขียวถึงจะดี” น้ำหวานดึงเพื่อนสาวของเธอให้ออกห่างจากธนู แต่ธนูกลับคว้ามืออริศราดึงกลับมาหาตัวเอง

“ไม่ได้ๆ จะปล่อยให้อ้ออยู่กับแมลงวันหัวแดงได้ยังไง”

คำตอบโต้ยอกย้อนกวนๆ ของธนู ทำเอาน้ำหวานอดรนทนไม่ได้ที่จะปากระเป๋าสะพายแบรนด์เนมราคาสูงลิบของเธอใส่หน้าชายหนุ่ม ด้วยหวังจะสั่งสอนเขาให้รู้จักคำว่าปากมากปากจะมีสีเสียบ้าง แต่การณ์กลับตาลปัตรเมื่อธนูรับกระเป๋าสะพายของเธอได้อย่างแม่นยำ ซ้ำยังเปิดเอากระเป๋าสตางค์ของเธอไปหน้าตาเฉย ก่อนจะโยนกลับคืนไปให้เจ้าของอย่างเดิม

“ตาบ้า!! เอากระเป๋าตังค์ของฉันมานะยะ” น้ำหวานกระโจนเข้าไปหาธนู แต่อีกฝ่ายก็กลับหลบทันแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

“จำไว้! อย่าโยนกระเป๋าให้ใครง่ายๆ ไม่ใช่แค่เงิน แต่บัตรประชาชน บัตรเอทีเอ็ม แล้วก็สารพัดบัตรของเธอมันตามอายัดแล้วก็แจ้งความไม่ได้ทันทีหรอกนะ กว่าจะอายัดครบโจรมันก็เอาไปทำอะไรต่อมิอะไรแล้วก็ไม่รู้”

คำสอนสั่งของธนู ทำเอาแม่สาวที่กำลังเอ็ดตะโรโวยวายเสียงลั่นถึงกับนิ่งเงียบไปในบัดดล เพราะไม่คาดคิดว่าแผนการของเขาจะนำไปสู่การอบรมสั่งสอนเช่นนี้

“ฉะ... ฉันรู้หรอกย่ะ เรื่องแค่นี้เด็กอนุบาลยังรู้เลย นายไม่ต้องมาเทศนาฉันหรอก!” น้ำหวานแก้ตัวตะกุกตะกัก แม้จะพูดได้ไม่เต็มปากนัก แต่เสียงของเธอก็ยังคงดังแปดหลอดเรียกบรรดาเพื่อนร่วมห้องเรียนให้หันมามองกันเป็นตาเดียวเหมือนเดิม

“รู้แต่เธอก็ยังทำไม่ใช่หรือไง?” ธนูยอกย้อนด้วยคำถามที่ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับสะอึกไปหลายวินาที

“กะ... ก็นายกวนประสาทฉันนี่ ละ... แล้วฉันก็เห็นว่าเป็นนายไง หรือนายคิดจะเอากระเป๋าเงินฉันไปจริงๆ!?” น้ำหวานย้อนถามตะกุกตะกัก พลางจ้องมองกระเป๋าเงินแบรนด์เนมของตัวเองที่ยังคงอยู่ในมือของอีกฝ่าย

“ถึงจะเป็นคนใกล้ตัว เธอก็ไม่จำเป็นต้องไว้ใจขนาดยกกระเป๋าเงินให้เขา ต่อให้เป็นอ้อก็เถอะ”

คราวนี้คำอบรมของชายหนุ่ม พลอยทำให้อริศราอ้าปากค้างไปด้วย

“เกี่ยวอะไรกับฉันกันล่ะยะ!?” เธอสวนกลับด้วยคำถามทันทีที่ตั้งสติได้

“ใช่! ขนาดแฟนตัวเอง นายยังไม่ไว้ใจอีกเหรอ บ้าหรือเปล่า นายมันขี้ระแวงเกินไปแล้ว อ้อน่ะเป็นเพื่อนของฉันแล้วก็ของนายมาตั้งแต่เด็กๆ เลยนะยะ” น้ำหวานเป็นแกนนำผสมโรงต่อว่าต่อขานธนูแทนผู้ถูกพาดพิงถึงอย่างอริศรา

“แล้วถ้ามีโจรมาปล้นกระเป๋าเงินของเธอไปจากอ้อ เธอจะโทษใคร?”

คำถามของธนูทำเอาสองสาวยืนนิ่งอึ้งไปพักใหญ่

“ก็... กะ... ก็ต้องโทษตัวเองอยู่แล้วน่ะสิ!” น้ำหวานมิวายตอบคำถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักอีก

“เธอตอบไม่เต็มเสียงเลยนะ แถมยังหยุดคิดด้วย แปลว่าไม่มั่นใจ” ธนูดักคอกลับเสียจนน้ำหวานยืนใบ้สนิท เป็นโอกาสให้เขาพูดต่อไปอีก “ถึงจะบอกว่าโทษตัวเอง แต่มันก็ต้องตะขิดตะขวงใจกันอยู่แล้ว ทั้งเธอแล้วก็อ้อด้วย อ้อเองก็ต้องรู้สึกผิด หลังจากนั้นก็มองหน้ากันไม่ติด ขนาดเธอถือไว้เองแล้วมันถูกขโมยเธอยังโทษโจรเลย ไม่มีทางโทษตัวเองหรอก หรือฉันพูดอะไรผิด”

ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ คำพูดของธนูก็ยิ่งแทงใจดำและทำให้น้ำหวานยืนนิ่งอึ้งมากขึ้นเท่านั้น เธอไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้จะเถียงเขาด้วยคำไหน และไม่รู้จะยกเหตุผลใดๆ มาแก้ต่างให้กับตัวเอง ในเมื่อ... มันคือความจริงที่คงจะเกิดขึ้นกับเธอในเวลานั้นทั้งสิ้น น้ำหวานยอมรับ อริศราเองก็ยอมรับ

“เอ้า! เอากระเป๋าเธอคืนไป” ธนูเอากระเป๋าสตางค์ในมือใส่คืนลงไปในกระเป๋าสะพาย แล้วส่งมันคืนให้กับน้ำหวานซึ่งยังคงพูดอะไรไม่ออกเช่นเดิม นอกจากคำว่า...

“ขอบใจ...”

เสียงแปดหลอดเงียบไปสักพักแล้ว และเกือบทุกคนในห้องก็ต่างหันกลับไปสนใจกับเรื่องของตัวเอง ยกเว้นก็แต่ใครคนหนึ่งที่ยังคงนั่งมองสองสาวเพื่อนซี้พลางคุยโทรศัพท์มือถือไปด้วย

“เออ! ข้าเจอเหยื่อคนใหม่แล้วเว้ย เอาไว้ลองยานั่นไง รับรองเด็ด ถ้าเอ็งไม่เชื่อเดี๋ยวข้าถ่ายรูปส่งไปให้ดูก็ได้”

ไม่พูดเปล่า แต่โทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มหน้าเข้มถูกเปิดโหมดถ่ายรูป โดยที่หน้าจอปรากฏภาพใบหน้าของอริศรา ก่อนที่มันจะถูกบันทึกและส่งไปให้คนทางปลายสายอย่างรวดเร็วทันใจสมกับที่ได้พูดพล่ามทำเพลงไว้

“เด็ดจริงว่ะ! แต่วันนี้ยาข้าหมด เอ็งรอดูลาดเลาไปก่อนแล้วกัน วันไหนเหมาะๆ ค่อยบอกข้า ข้าจะได้เอายาไปให้”

เสียงตอบกลับมาทำเอาคนฟังชักสีหน้าไม่พอใจนัก

“พูดแบบนี้เอ็งหวังแอ้มคนเดียวนี่หว่า พรุ่งนี้เอ็งเอายามาให้ข้าสิ สบโอกาสเมื่อไหร่ข้าจะลงมือ แล้วค่อยโทรเรียกเอ็ง รับรองข้าไม่เบี้ยวหรอกน่า” มันยื่นคำขาดแล้วตัดสายทิ้งทันที เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต่อรองอะไรอีก โดยที่สายตาคู่หื่นยังคงจับจ้องไปที่อริศราและไม่มีทีท่าว่าจะเบนไปหาสิ่งอื่น แม้แต่เพื่อนสาวคนสนิทของ ‘เหยื่อ’ ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กัน

เวลาเดียวกัน...

“ไอ้นี่เอาแต่ใจชะมัด!” ไอ้ตี๋ทางปลายสายอีกฝั่งบ่นอุบกับการกระทำของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ชั่วๆ แม้ว่ามันจะค่อนข้างพอใจกับคำสรุปที่ได้ยินก็ตาม

“เอ่อ... น้องครับ ขอโทษที พี่ถามอะไรนิดนึง”

เสียงเรียกที่ดังขึ้นด้านหลัง ทำให้มันรีบหันขวับไปหาเจ้าของเสียงซึ่งยืนยิ้มเผล่ผิดไปจากบุคลิกของทุกที พลางเก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าหลังของกางเกงเอวต่ำโชว์บ็อกเซอร์สีสดลายพร้อยที่สวมอยู่ เหมือนไม่อยากให้เห็นอะไรบางอย่างบนหน้าจอ แม้ว่าอีกฝ่ายจะแอบชำเลืองมองอยู่แล้วเพื่อเก็บข้อมูล

“พี่อยากได้ไอ้นี่น่ะ น้องพอจะรู้จักคนขายไหม?” เอกพลส่งกระดาษแผ่นเล็กในมือให้เป้าหมายของเขา ซึ่งถูกเขียนด้วยลายมือยุกยิกไว้ว่า...

...ยาส่าย...

มันทำให้ไอ้หน้าตี๋ยิ้มมุมปากระหว่างเงยหน้าขึ้นมองเขา

“พี่มาถูกที่แล้ว แต่วันนี้ของผมหมด ไว้พรุ่งนี้ได้ไหมล่ะพี่ หรือพี่จะรอของใหม่ ไม่นานหรอก สักอาทิตย์นึง แต่รับประกันความเด็ด”

คำโฆษณาชวนเชื่อของมันทำเอาเอกพลหูผึ่งกับข้อมูลใหม่สดๆ ร้อนๆ ที่ได้รับจากปากเอเย่นต์ยาเสียสาวรายย่อยประจำมหาวิทยาลัย อันเป็น 1 ในบุคคลที่ชายหนุ่มได้รับข้อมูลมาจากสายสืบนอกราชการของท่านนายพลผู้เป็นบิดาของธนู

“งั้นพี่รอของใหม่ก็ได้ รู้ราคาหรือเปล่า อาทิตย์หน้าแน่ใช่ไหม?” เอกพลปั้นสีหน้าอยากรู้อยากเห็นเต็มที่ โชคดีที่เขามีความสามารถในการแสดงติดตัวมาบ้าง จึงไม่เหลือบ่ากว่าแรงนักหากจะต้องตบตาอีกฝ่ายด้วยท่าทีหื่นกามให้สมกับบทบาทใหม่ที่ได้รับ

...นี่ถ้าให้ภูผามารับบทนี้แทนเขาล่ะก็ หมอนั่นต้องตกม้าตายตั้งแต่เริ่มต้นแน่ๆ!

“ราคาขออุบไว้ก่อนพี่ ลูกพี่ยังไม่ได้บอกมา แต่น่าจะมากกว่าตัวนี้ เพราะของมันเด็ดกว่า อาทิตย์นึงชัวร์ พี่เอาหรือเปล่าล่ะ ช้าหมดก็อดนะ คนรอกันเยอะ” มันกอดอกโอ้อวดสรรพคุณด้วยท่าทีเป็นต่อ

“เอาสิ เก็บไว้ให้พี่ด้วย เดี๋ยวพี่ให้เบอร์ติดต่อไว้ละกัน” เอกพลตอบสวนทันควัน แต่ครั้นจะจดเบอร์โทรศัพท์ให้ตามที่บอก

“ไม่ต้องหรอกพี่ อาทิตย์หน้าพี่มาหาผมที่นี่แล้วกัน ผมจะเก็บไว้ให้ แต่ถ้าช้าก็หมด” มันพูดกำกวมอย่างคนได้ทีขี่แพะไล่อีก

“พี่จะให้พิเศษ เก็บไว้ให้พี่หน่อย” เอกพลยื่นเงื่อนไขแบบทุ่มสุดตัว แน่นอน! แม้จะยังไม่รู้ว่ายานั่นจะถูกนำไปทดลองกับ ‘เหยื่อ’ ในความดูแลของตัวเองก็ตาม

“พิเศษของพี่นี่คือเท่าไหร่ล่ะพี่ คนอื่นเขาก็มีพิเศษนะ” มันยิ้มมุมปากเตรียมพร้อมโก่งราคาเต็มที่

“สองเท่าของราคาเป็นไง?” เอกพลยื่นข้อเสนอใหม่แบบทุ่มสุดตัวยิ่งกว่าทุกครั้ง ไม่ว่ามันจะเป็นค่าใช้จ่ายที่สามารถเบิกจ่ายได้หรือไม่ก็ตาม แต่หากมันทำให้เขาสามารถจับกุมคนร้ายได้แล้วล่ะก็ เอกพลก็ไม่ถือว่านั่นเป็นการกระทำที่สูญเปล่า

“พี่สู้ราคาแน่นะ ผมจะได้เก็บไว้ให้?” มันถามย้ำ พลางมองเหยื่อตรงหน้ายิ้มๆ ในใจลิงโลดกับจำนวนเงินที่ประมาณการณ์ได้ว่าจะเข้ากระเป๋าแบบเหนาะๆ

“แน่สิ! เอามัดจำไปก่อนก็ได้ ถ้าไม่ไว้ใจพี่ เพราะเราพึ่งเจอกันนี่” เอกพลตั้งท่าจะล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาจ่ายค่ามัดจำจริงๆ หากไม่ถูกมันร้องห้ามเสียก่อน

“ไม่ต้องหรอกพี่ ผมเชื่อแล้ว เดี๋ยวลูกพี่ผมจะด่าเอา ไปรับเงินลูกค้ามาก่อนแบบนี้ไม่ใช่นโยบายพวกเรา” มันแกล้งตีหน้าซื่อมือสะอาดเป็นคนดีมีคุณธรรมนำจิตใจ จนเอกพลนึกอยากกระชากหน้ากากมันออกมาเสียตอนนี้ หากแต่จำต้องปิดปากเงียบไว้

“ขอบคุณมากที่ไว้ใจ ถ้าอย่างนั้นอีก 1 อาทิตย์พี่จะมาใหม่ก็แล้วกัน” เอกพลยิ้มให้ไอ้หนุ่มหน้าตี๋เอเย่นต์ค้ายาเสียสาว ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้รับการหมายหัวไว้สำหรับสาวข้อมูลไปถึงตัวการใหญ่

“ได้เลยพี่ แล้วเจอกันคร้าบบบบ” มันโค้งให้ชายหนุ่ม แล้วยืนมองเขาเดินห่างออกไป มือล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดๆ จิ้มๆ รายงานลูกพี่ทางห้องแชทส่วนตัว

นั่นเองที่ทำให้เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของมันดังขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา...

“เหยื่อสวยดีนี่!”

เสียงจากทางปลายสายดังตอบกลับมาเป็นประโยคแรก พร้อมเสียงหัวเราะชอบใจในตัวเหยื่อคนที่ว่า

“ดีใจที่ชอบครับ ผมน่ะตาแหลมบอกแล้ว” ไอ้หน้าตี๋ยืดอกอวดด้วยความภาคภูมิในความเลวของตัวเอง ที่ไม่มีใครทัดเทียมเกินหน้าเกินตาอีกแล้วในละแวกบ้าน หรือแม้แต่ในห้องเรียนประจำ ทั้งที่มันไม่ใช่ต้นคิดแท้ๆ

“จะจัดการเมื่อไหร่ล่ะ?” ปลายสายถามต่อไปอีกอย่างอารมณ์ดี

“ว่าสัปดาห์นั่นแหละครับ หรือลูกพี่อยากให้จัดสัปดาห์นี้ล่ะครับ?” มันนอบน้อมเสียจนคนเป็นลูกพี่หัวเราะร่วน ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะไม่ล่วงรู้ถึงเหตุผล

“รอยาตัวใหม่มาก่อนแล้วจัดได้เลย”

คำตอบนั้นทำเอามันยิ้มแฉ่ง แข่งกับพระอาทิตย์ที่สาดแสงจากท้องฟ้าลงมากระทบทรงผมเกรียนๆ เปิดหัวเหม่งๆ

“ได้เลยครับลูกพี่ ไม่มีปัญหา แต่ผมขอร่วมด้วยนะครับ” มันเลียบๆ เคียงๆ เกริ่นนำถึงบทบาทของตัวเองในวันที่ทั้งตนและอีกฝ่ายคงจะตั้งหน้าตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ

“ได้! ฉันไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แกอุตส่าห์หาเหยื่อสวยๆ มาให้ทั้งทีนี่ แต่... อย่าทำพลาดก็แล้วกัน!”

เสียงพูดในประโยคสุดท้ายแปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบและเย็นเยือกชวนให้คนฟังเสียวสันหลังเล่น

“มือระดับนี้แล้ว ไม่ทำให้ลูกพี่ผิดหวังแน่นอนครับ ลูกพี่ก็น่าจะรู้ว่าคนอย่างผมไม่เคยพลาด” มันโอ้อวดตัวเองอีกรอบ ทั้งที่เหยื่อของมันยังมีไม่ถึง 5 คนด้วยซ้ำ ในช่วงเวลาเกือบ 1 ปีที่มันร่วมหอลงโลงกับขบวนการค้ายาเสียสาวในมหาวิทยาลัยแห่งนี้

“งานนี้อย่าให้พลาดก็แล้วกัน!” ปลายสายกำชับเสียงเข้ม ก่อนจะตัดสายไปทันทีโดยไม่รอคำตอบรับหรือโอ้อวดใดๆ ที่คงจะดังขึ้นอีก หากแม้นตนไม่ฉวยโอกาสนี้ไว้

“แน่นอนสิครับลูกพี่ ผมจะพลาดได้ไง” มันพึมพำอยู่คนเดียว ระหว่างที่ยังคงจ้องมองรูปภาพของเหยื่อที่เพื่อนร่วมวงการส่งมาให้ หากแต่มันกลับเอาดีใส่ตัวเสียได้

...แน่ล่ะ! สวยๆ แบบนี้ ใครจะยอมยกให้คนอื่นง่ายๆ ต่อให้เป็นลูกพี่ก็เถอะ นั่นคือเสียงที่ดังอยู่ในหัวสมองของมัน

แผนการล่อซื้อไปได้สวย ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องรอเวลาตามที่พวกมันนัดหมายไว้ ด้วยเหตุนี้เอกพลจึงเกิดอาการว่างงานขึ้นมาอีก แน่นอนว่าผู้กองหนุ่มมือดีแห่งกองปราบปรามย่อมไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองหายใจทิ้งไปวันๆ และตั้งใจจะกลับไปสะสางกับอีก 1 คดีที่ตนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบ

...ใช่แล้ว! คดีทำร้ายร่างกายต่อเนื่องที่คร่าเหยื่อบนท้องถนนมานักต่อนัก ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนด้วยฝีมือของผู้ที่คาดว่าน่าจะเป็นคนร้ายคนเดียวกัน

“ทางนายสืบคดีถึงไหนแล้วภูผา?” ชายหนุ่มโทรศัพท์ถามเพื่อนร่วมชะตากรรม ซึ่งเป็น 1 ในผู้รับผิดชอบคดีร่วมกัน โดยไม่ได้เอะใจว่ามีใครบางคนแอบฟังอยู่ด้วย

“ตอนนี้ได้เบาะแสรถมอเตอร์ไซค์ของคนร้ายแล้ว นายจะมาด้วยกันหรือเปล่า?” ภูผาบอกข่าวดี และย้อนถามในสิ่งที่เขาเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว

“ไปสิ! ที่ไหนล่ะ?” เอกพลมีสีหน้ากระตือรือร้น พลอยให้ใครอีกคนที่ซ่อนตัวอยู่รู้สึกยินดีปรีดาไปด้วย

“ตามรถคันนั้นไปเลยค่ะ อย่าให้คลาดกันนะคะ”

และนั่นเองคือสาเหตุที่ทำให้รถยนต์คันเก่งของชายหนุ่มถูกสะกดรอยตาม โดยแท็กซี่กลางเก่ากลางใหม่ที่มีคนคนนั้นนั่งอยู่ภายในรถด้วย

“พี่คะ เลี้ยวซ้ายแล้วค่ะ!!... นั่นๆ เลี้ยวไปแล้วค่ะ!!... เลี้ยวขวาที่แยกหน้าแล้วค่ะพี่!!”

เสียงดังโหวกเหวกภายในรถแท็กซี่บังเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเส้นทางที่โชเฟอร์ถูกขอร้องแกมบังคับให้ติดตามรถยนต์คันข้างหน้าไปอย่างไม่ให้คลาดสายตา โดยที่ชายลงพุงวัยกลางคนผู้น่าสงสารไม่มีทางรู้ชะตากรรมของตัวเองเลยว่า ผู้ที่ตนกำลังขับรถเช่ารายวันไล่ตามเหมือนอีกฝ่ายเป็นคนร้ายในคดีฆาตกรรมข่มขืนต่อเนื่องร้อยศพนั้น แท้จริงแล้วเป็นนายตำรวจมือดีจากกองปราบปราม

“จอดตรงนี้แหละค่ะลุง ขอบคุณมากๆ นะคะ ค่ารถเท่าไหร่คะ?”

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป การไล่ล่าและการถูกล่าก็สิ้นสุดลง เอกพลขับรถเข้าไปจอดบริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่งภายในหมู่บ้านจัดสรรขนาดกลางย่านชานเมือง ขณะที่ลุงโชเฟอร์ก็ได้รับคำสั่งให้จอดรถเช่นเดียวกัน

“ทั้งหมด... ครับ”

คำพูดในช่องว่างซึ่งเป็นจำนวนเงินหลักพัน ทำเอาหญิงสาวเจ้าของคำถามเมื่อครู่ถึงกับเหงื่อตก แต่ครั้นจะต่อรองให้เป็นไปตามกลไกราคาอันสมควร ก็อาจทำให้เธอเสียโอกาสทองที่ได้รับไป ด้วยเหตุนี้เธอจึงยอมตัดใจจากธนบัตรสีเทาหลายใบในกระเป๋าสตางค์สีชมพูหวานแหวว เพื่อให้ได้รับสิ่งที่ดีกว่า ใช่แล้ว! หญิงสาวหวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้น

บรืนนนนน...

รถแท็กซี่กลางเก่ากลางใหม่แล่นออกไปแล้ว คงเหลือแต่เพียงหญิงสาวในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ซึ่งแลดูทะมัดทะแมง และช่างไม่เข้ากันกับบุคลิกรวมไปถึงใบหน้าหวานๆ ที่ยืนละล้าละลังอยู่ตรงมุมเสาไฟฟ้าด้านหน้ารั้วบ้านหลังที่เอกพลพึ่งเดินเข้าไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ในช่วงที่หญิงสาวกำลังจ่ายเงินค่ารถแท็กซี่

“เอาไงดีนะเรา คิดสิยัยมุก!” เธอพึมพำกับตัวเอง พร้อมกับชะโงกหน้ามองเข้าไปในรั้วบ้านชั้นเดียวสภาพคล้ายไม่ได้รับการดูแล ซึ่งเกือบจะถูกบดบังด้วยสนามหญ้ารกๆ กับต้นไม้ใหญ่ซึ่งถูกราวกับปลูกไว้เพื่อบดบังทัศนียภาพและทัศนวิสัยอันดี หากแต่เพื่อคุณประโยชน์ใดไม่มีใครทราบได้

“อ้าว! เอก มานานแล้วเหรอ?”

เสียงร้องทักของใครคนหนึ่งซึ่งเดินสำรวจภายในรั้วบ้านอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ทั้งเจ้าของชื่อและหญิงสาวที่แอบฟังอยู่ด้านนอกพลอยชะงักกันไปทั้งคู่

“พึ่งมานี่แหละ แล้ว... เป็นไงบ้าง ได้เรื่องอะไรมั่ง?” เอกพลถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เบาลงเรื่อยๆ จนแทบไม่ได้ยินบางส่วนของประโยค ยิ่งทำให้ใครคนหนึ่งด้านนอกร้อนใจเสียจนอยากจะเข้าไปยืนฟังด้วยอีกคนเสียเดี๋ยวนี้

“คุยอะไรกันนะ ไม่ได้ยินเลย” เธอบ่นพึมพำงึมงำอยู่คนเดียว และด้วยเหตุนี้ จากอากัปกิริยาหลักที่เคยยืนหลบมุมฟัง อิริยาบถการแอบฟังจึงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นนั่งยอง และพัฒนาไปสู่การคลานเข่าเข้าใกล้เป้าหมายในที่สุด

“มีพลเมืองดีเคยเห็นรถมอเตอร์ไซค์หมายเลขทะเบียน รุ่นรถ สีรถตรงตามที่น้องธนูบอก พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ นี่ฉันก็โทรศัพท์เรียกเจ้าของบ้านมาพบแล้วล่ะ เห็นเขาบอกว่าอีกหนึ่งชั่วโมงน่าจะมาถึง” ภูผาตอบคำถามของเอกพล พลางมองสำรวจไปรอบๆ เป็นรอบที่เท่าไหร่ชายหนุ่มเองก็จำไม่ได้ และมันคงจะเป็นเช่นนี้ไปจนกว่าเจ้าของบ้านจะมาถึง

“แปลว่าเขาเคยให้คนร้ายเช่าบ้านอย่างนั้นเหรอ?” เอกพลนิ่วหน้าถามเพื่อน เพราะแม้จะเริ่มมีแสงสว่างเลือนรางปรากฏขึ้นในการสืบสวนสอบสวน หากแต่หลายต่อหลายครั้งเหลือเกินที่แสงสว่างที่ว่า กลับยิ่งทำให้หนทางของการสืบสวนสอบสวนมืดมนลงเรื่อยๆ

“ใช่! แล้วก็ไม่เคยถามหรือสืบประวัติด้วยว่าคนที่เช่าบ้านทำงานทำการอะไร” ภูผาพยักหน้าพร้อมกับถอนหายใจหนักๆ ให้กับบางสิ่งและบางคนที่กำลังพูดถึง

“ส่วนใหญ่ผู้ให้เช่าสมัยนี้ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละ พอเกิดปัญหาขึ้นมาเลยพลอยติดร่างแหไปด้วย” เอกพลถอนหายใจหนักๆ ตามไปด้วยอีกคน และดูเหมือนจะยังไม่มีใครรู้ว่ามีใครอีกคนลอบถอนหายใจตามเช่นกัน

“แล้วนี่เจ้าของบ้านเขาอยู่ถึงไหน หรือเขาทำงานอยู่เลยนัดเราอีกชั่วโมง?” เอกพลตั้งคำถามต่อไปอีก คล้ายจะเป็นการทำลายความเงียบฆ่าเวลา

“เขาทำงานอยู่ ลาที่ทำงานมาไม่ได้น่ะ ฉันก็เข้าใจ ยังดีที่เขาฝากกุญแจรั้วไว้กับข้างบ้าน เผื่อมีคนมาหาดูบ้านเช่า” ภูผาตอบคำถาม ตายังคงมองสำรวจไปทั่ว ก่อนจะไปสะดุดตาเข้ากับอะไรบางอย่าง

“ที่จริงตัดหญ้ารกๆ พวกนี้ออก ก็น่าจะทำให้ดูน่าเช่ามากขึ้นอีกเป็นกองเลยนะ” เอกพลเผลอตัววิพากษ์วิจารณ์สภาพป่ารกชัฏตรงหน้า ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าจะมีงูหรือสิงสาราสัตว์ต่างๆ เดินขบวนกันออกมาโชว์ตัวกันเป็นทิวแถว

“เอก...” ภูผาเรียกเพื่อนเสียงเบา พลางพยักพเยิดหน้าไปทางด้านนอกรั้วบ้าน ที่ซึ่งมีศีรษะของใครคนหนึ่งโผล่พ้นรั้วเตี้ยๆ ขึ้นมาให้พอเห็นวับๆ แวมๆ ชวนให้ตื่นเต้นเล่น

“ใคร?” เอกพลมองเจ้าของศีรษะกลมๆ ที่ผมขึ้นอยู่เต็ม แล้วหันมามองหน้าภูผา คิ้วขมวดเสียแทบจะผูกกันเป็นปมเงื่อนตายได้ ก่อนจะเดินเร็วออกไป โดยที่เจ้าของศีรษะยังคงนั่งคุดคู้อย่างไม่รู้ชะตากรรม มีภูผาเดินตามไปติดๆ เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าใครที่กล้ามาล้วงความลับของคดีจากตำรวจกองปราบอย่างพวกเขา

“มุก!!”

เสียงเรียกของเอกพลทำเอาเจ้าของชื่อถึงกับสะดุ้งเฮือกสุดตัว และละล่ำละลักตะกุกตะกักขานรับ โดยไม่ยอมหันไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงเรียก

“ขะ... ขะ... ขะ... คะ ผะ... ผะ... ผู้กองเอกพล?”

น้ำเสียงของเธอสั่นเสียจนฟังดูน่าขบขัน แต่สำหนับเอกพลแล้ว เวลานี้ต่อให้มีตลกสัก 10 คาเฟ่มาแสดงตรงหน้า เขาก็คงหัวเราะไม่ออก

“มาทำอะไรที่นี่ งานการไม่มีทำหรือวันนี้ ผมบอกคุณว่ายังไง?” ชายหนุ่มย้อนถามเสียงเครียด ยิ่งทำให้อีกฝ่ายเหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้าคล้ายกำลังรอการตัดสินโทษประหารเร็วๆ นี้

“คะ... คะ... คือ... ฉัน... แค่อยากรู้ว่าคดีคืบหน้าไปถึงไหนแล้วน่ะค่ะ!!” เธอหลับหูหลับตารัวลิ้นรวดเร็วในประโยคสุดท้าย และยังคงหลีกเลี่ยงที่จะสบตากับเขาเหมือนเดิม

“ไปถามผมที่กองปราบฯ ก็ได้ ไม่ใช่มาแอบสะกดรอยตามดูแบบนี้”

น้ำเสียงของเอกพลเคร่งเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ชนิดที่ภูผาเองก็ยังไม่เคยพบเจอ ทั้งที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

“เอก... คุณเขากลัวจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว”

และมิวายจำต้องเอ่ยปากเตือนเพื่อนถึงอากัปกิริยาที่แสดงออกมา แม้ยังไม่รู้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคนนี้เป็นใคร

“เขาไม่กลัวจริงๆ หรอก ถ้าเขากลัวเขาคงไม่กล้าทำแบบนี้” เอกพลแย้งความคิดของเพื่อน สีหน้ายังคงเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ถึงอย่างนั้น...

“ฉันกลัวค่ะ แต่เพราะอยากช่วยให้เพื่อนนอนตายตาหลับ แล้วก็เพราะว่าผู้กองไม่ยอมให้ฉันช่วยสืบคดีด้วย ฉันก็เลย... ต้องเรียกความกล้าของตัวเองออกมา”

ในที่สุดหญิงสาวก็สามารถเรียกความกล้าของตัวเองออกมา และหันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มได้เช่นเดียวกันกับในตอนที่ตัดสินใจสะกดรอยตามเขามา หากแต่สำหรับเอกพลแล้ว...

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว