facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 4 : แปลกใจในความรู้สึก

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 4 : แปลกใจในความรู้สึก

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ฟิคแฟนผี, ผี, SM, นิยายY, BTS, รักต่างภพคนกับผี,y อ่านฟรี, นิ้วกลาง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 20:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 4 : แปลกใจในความรู้สึก
แบบอักษร

                หลังจากวันนั้นที่พวกเราสามคนตากฝนกันอยู่บนชิงช้าสวรรค์นี่ก็ผ่านไปสี่วันแล้วแต่ไผ่กับสนยังไม่มีทีท่าว่าจะหายไข้เลยสักนิดทั้งที่ความจริงผมน่าจะเป็นคนป่วยแท้ ๆ เพราะผมโดนฝนเต็ม ๆ เลยน่ะสิแต่คนที่ป่วยดันเป็นสองแฝดซะงั้น ใช่ ทั้งสองดื้อพอ ๆ กันไม่รู้จะดื้อไปเพื่ออะไร รู้แต่ว่าพอผมจัดยาให้กินก็แอบโยนยาลงใต้ถุนบ้าน และหลักฐานทั้งหมดก็คือยาแก้ไข้ที่อยู่ในมือผม

                ผมเดินขึ้นมาบนบ้านเห็นสองคนนอนอยู่กลางบ้านเอาตัวเบียดกันสองมือกอดตุ๊กตาที่ผมปาโป่งได้มาจากงานวัด

                “กินยารึยัง” ผมถามพร้อมนั่งลงข้าง ๆ ที่ไผ่นอนอยู่

                “กินแล้ว…” ไผ่เป็นคนตอบ

                “แล้วสนล่ะ กินรึยัง” หลังจากถามยิ้ม ๆ สนก็พยักหน้าตอบ ก่อนที่ผมจะแบมือให้ทั้งสองคนดู

                “แล้วนี่อะไร” ไผ่กับสนมองหน้ากัน ขณะที่กำลังนอนห่มผ้าอยู่นั้น จู่ ๆ สองพี่น้องก็ลุกขึ้นพรวดทันที

                “ยาที่พี่ให้กินใช่มั้ย” ผมแกล้งถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว

                “ไม่ใช่ !” ไผ่โกหกทั้งที่ผมจับได้คาหนังคาเขา

                “ไผ่ พี่ไม่ชอบคนโกหก สนก็ด้วย ถ้าไม่ยอมรับพี่จะไม่ให้เล่นกับตังเม” พูดจบผมก็เอามือดันหัวตังเมขณะที่ตังเมกำลังวิ่งมาหาสน และเพราะเอาตังเมมาล่อสนเลยยอมเปิดปากพูด

                “สนกับพี่ไผ่โยนยาทิ้ง” แต่ดูท่าไผ่จะยังเป็นผู้ร้ายปากแข็งเลยโพล่งพุดขึ้นมาเสียงสั่น ๆ ท่าทางมีพิรุธ

                “ไม่ ไม่ คือ… ไม่ใช่ยาพี่สักหน่อย ยาที่พี่ให้มากิน ไผ่ ไผ่กินไปแล้ว”

                “สนก็พูดอยู่ว่าเราสองคนเอายาทิ้ง แล้วจะยังโกหกพี่อีกนะ”

                “ก็ไผ่กลัวว่าถ้าบอกความจริงแล้วพี่จะดุ” ไผ่ยู่ปากทำหน้อย่างกับว่าผมจะเป็นยักษ์เป็นมารมาจากไหน

                “แล้วพี่ดุรึยัง”

                “ยัง… ก็ยามันขม ไผ่ไม่อยากกิน” คนพี่ทำเสียงอู้อี้ขึ้นจมุก

                “มียาที่ไหนหวานบ้างนอกจากยาน้ำของเด็ก อาบน้ำแต่งตัวใหม่ซะ พี่จะพาไปหาหมอที่คลินิก”

                “รำคาญพี่รึเปล่า” ผมถามเพื่อความสบายใจเมื่อเห็นไผ่ทำหน้าบึ้ง

                “เปล่า…” คนเป็นพี่ตอบพร้อมกับแฝดน้องที่นั่งกอดตุ๊กตาผีตาโบ๋พลางส่ายหน้าไปมา เมื่อได้รับคำตอบที่ชัดเจนผมจึงมัดมือชกจัดการเอาตุ๊กตาผีที่ทั้งสองกอดมาวางกองรวมกันแล้วกระชากผ้าห่มมาพับเป็นการไล่ให้สองพี่น้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวไปหาหมอได้แล้ว

                1 ชั่วโมงผ่านไป

                พวกเรามาถึงคลินิกในตัวจังหวัดทันเวลาบ่ายโมงหลังจากหมอพักเที่ยงพอดีเป๊ะ ผมจอดรถไว้ในลานก่อนจะพาสองคนเดินมายังอาคารเล็ก ๆ ซึ่งชั้นล่างถูกทำเป็นคลีนิคสำหรับตรวจและรักษาโรคทั่วไป ไผ่กับสนห่มผ้าผืนใหญ่ลากพื้นปากสั่นหงึก ๆ อย่างกับตากฝนมาทั้งที่อากาศร้อนอบอ้าว

                “คนไข้มีประวัติการรักษาที่นี่รึเปล่าคะ” พยาบาลหน้าเคาน์เตอร์ถาม ผมเลยหันหน้าไปถามกับเจ้าตัว

                “เคยมารักษาที่นี่รึยัง” ทันทีที่พูดจบ ไผ่กับสนก็เงยหน้าขึ้นมาส่ายหัว

                เพล้ง ! เสียงแก้วแตกดังทำเอาผมตกใจจึงหันหน้ากลับมาที่เคาน์เตอร์ นางพยาบาลทำหน้าเหวอเหงื่อแตกเต็มหน้าผากก้มลงหยิบเศษแก้วด้วสีหน้าไม่สู้ดีนัก ไม่รู้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอตกอกตกใจได้ขนาดนี้

                “ขอ ขอชื่อกับยาที่คนไข้แพ้ด้วยค่ะ” เธอพูดเสียงสั่นหยิบปากกากับกระดาษยื่นมาให้ผม สีหน้าคล้ายคนดูหนังสยองขวัญแล้วตกใจสุดขีด

                ผมเดินกลับมานั่งระหว่างกลางไผ่กับสนแล้วจดชื่อทั้งสองคนใส่แผ่นกระดาษก่อนนำไปยื่นให้นางพยาบาลพลางคิดว่าทำไมที่นี่ถึงได้มีแต่คนนิสัยแปลก ๆ ตั้งแต่เจ้าของร้านปาโป่งที่แค่ผมปาโดนก็ทำหน้าตกใจอย่างกับ… ให้ตายสิ ผมไม่อยากพูดซ้ำเลยว่าพวกเขาทำหน้าอย่างกับเห็นผี

                “หลายคิวมั้ยครับ” ผมถามยิ้ม

                “วันนี้คิวไม่เยอะค่ะ” เธอบอก ผมพยักหน้าตอบแล้วกลับมานั่งอีกครั้ง จังหวะนั้นสองพี่น้องก็เอนตัวนั่งเอาหัวพิงไหล่ผมพร้อมกัน

                “ไผ่ปวดหัว…” ไผ่พูดเสียงเอื่อย

                “สนก็ปวด…” สนพูดเสียงเบาฟังแทบไม่รู้เรื่อง ผมเงื้อมือขึ้นมาแตะหัวสองพี่น้องพร้อมกันมันร้อนอย่างกับกาต้มน้ำซ้ำแล้วริมฝีปากไผ่กับสนยังแดงก่ำ

                “เดี๋ยวหมอก็เรียกนะ ทนหน่อย”

                “ไผ่อยากกลับบ้าน…” ไผ่บอกอ้อน ๆ

                “เดี๋ยวก็ได้กลับครับ” ผมพยายามเอาอกเอาใจเมื่อเห็นว่าไผ่เริ่มงอแงไม่ต่างกับเด็ก ๆ และสนก็พูดต่อเสียงเบา ๆ ฟังแทบไม่ได้ยิน

                “สนอยากกินข้าวต้มหมูสับ พี่เมฆทำให้สนกินได้มั้ย” ปกติสนไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว แต่พอไม่สบายดันทั้งอ้อนทั้ง… น่ารักน่ากอดยังไงไม่รู้ ยอมรับว่าตอนนี้ผมมองสองพี่น้องไม่ต่างจากลูกแมวที่ยังไม่หย่านมเลยจริง ๆ ขณะที่กำลังนั่งอมยิ้มเพราะมีเด็กผู้ชายน่ารัก ๆ มานั่งพิงไหล่ไผ่ก็พูดต่อ

                “ค่ารักษาเดี๋ยวไผ่หามาคืนพี่นะ” ไผ่พูดแล้วเอาแก้มถูไหล่ผมเบา ๆ

                “ไม่เป็นไร พี่เต็มใจจ่ายให้” เพราะรู้ว่ายังไงซะทั้งสองก็ต้องปฏิเสธผมเลยเสนอข้อตกลงแกมบังคับ

                “ถ้าไม่ยอมให้จ่ายให้เราสองคนก็อดข้าวต้มหมูสับ” ผมทำเป็นเสียงแข็งแล้วสองพี่น้องก็พยักหน้าพร้อมกันเพราะเห็นแก่ข้าวต้มหมูสับ

ผมเอนหลังนั่งพิงเก้าอี้พลางถอนหายใจออกมาอย่างลืมตัว แต่แล้วอยู่ ๆ ในหัวของผมก็ผุดภาพของคนรักเก่าขึ้นมาซะงั้น ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชั่นไลน์แล้วเข้าไปอ่านบทสนทนาของผมกับแฟนเก่าที่ยังได้ลบ

                ทุกประโยคสนทนายังคงเป็นเหตุการณ์ที่ผมอยากให้มันกลับมาเกิดขึ้นกับผมอีกครั้ง ผมหลุดยิ้มทันทีที่ได้นึกถึงทั้งใบหน้า น้ำเสียง รวมถึงคำพูดของวสันต์และเสียงเตือนจากข้อความที่ถูกส่งมาในเวลาเจ็ดโมงเช้า เขามักเป็นคนไลน์มาปลุกผมเสมอจนบางทีเวลาเพื่อนไลน์มาตอนเช้า ๆ ผมก็คิดว่าเป็นเขา

            ‘ทุกอย่างเป็นอดีตไปแล้ว’ ผมบอกตัวเองเพื่อไล่ความรู้สึกสับสนเหล่านี้ออกไป ผมหันหน้ามามองไผ่กับสนสลับกันก็อดหวั่นไหวไม่ได้ทั้งที่ลึก ๆ ในใจยังลืมวสันต์ไม่ได้เช่นกัน

                เพราะมัวแต่คิดนู่นคิดนี่พอแหงนหน้ามองนาฬิกาอีกทีก็ปาไปเกือบยี่สิบกว่านาทีแล้วแต่ไผ่กับสนก็ยังไม่ได้เข้าตรวจ แต่คนอื่นที่มาทีหลังดันได้รับยาจนกลับบ้านไปแล้วหลายคนก็มีทั้งที่คนพวกนี้ก็ไม่จองคิวไว้ก่อน

                “พี่เมฆ ไผ่หนาว ไผ่อยากกลับบ้าน” เสียงไผ่สั่น ฟันไผ่กระทบกันดัง กึก ๆ

                “สนก็หนาว…” ดูท่าอาการของทั้งสองจะแย่ลงเรื่อย ๆ คนน้องหน้าซีดเป็นไก่ต้มเส้นผมมีแต่เหงื่อ

ผมหันมองผู้คนเดินเข้าออกคลินิกกันจ้าล่ะหวั่นแต่ทำไมไผ่กับสนถึงยังไม่ได้ตรวจ ผมค่อย ๆ ผละทั้งสองที่นั่งพิงไหล่อยู่ออกอย่างช้า ๆ แล้วลุกขึ้นเดินไปยังหน้าเค้าน์เตอร์เพื่อสอบถาม

                “อีกนานรึเปล่าครับกว่านายไผ่กับใบสนจะได้ตรวจ คือน้องเริ่มไม่ไหวแล้ว” และทันใดนั้นผมก็เห็นกระดาษจดชื่อของไผ่กับสนที่ผมเป็นคนเขียนเองถูกขยำทิ้งอยู่ในถังขยะ ไม่พอแค่นั้น สมุดจดรายชื่อสำหรับเรียกคนไข้เข้าตรวจยังไม่มีชื่อของสองคนด้วย

                “อ๋อ ไม่นานค่ะ พอดี ลืม ลืมเขียนชื่อให้เลยไม่ได้เรียก ถ้างั้นเดี๋ยวคิวต่อไปจะเรียกให้เลยนะคะ” เธอตอบกุกกักซึ่งดูก็รู้ว่าตั้งใจโกหก

                “ลืมหรือตั้งใจไม่เขียน” ผมปรายตามองไปในถังขยะที่วางไว้หลังเก้าอี้นั่ง แค่นั้นพยาบาลขานชื่อก็ลนลานจดชื่อไผ่กับสนลงสมุดด้วยลายมือขยุกขยุย

                เสียงไผ่ไอแค่ก ๆ ดังมาจากด้านหลังพร้อมกับเสียงสนที่เอ่ยปากถามพี่ชายว่าไหวรึเปล่าอย่างแผ่วเบาเหมือนกำลังฝืนเปล่งเสียงออกมาจากลำคอ ผมมองหน้าพยาบาลคนนั้น เธอก็มองผมกลับมาเช่นกัน จนคุณหมอในห้องตรวจกดกิ่งเป็นสัญญาณบอกให้ขานชื่อคนไข้รายต่อไปเพื่อเข้าตรวจ ซึ่งน่าจะเป็นไผ่ที่โดนคนอื่นลัดคิวไปแล้วสิบกว่าคนจนไผ่เริ่มทรงตัวนั่งไม่ไหวเพราะพิษไข้ รวมทั้งสนด้วย

                “ไม่เป็นไรครับ ผมขอตัวกลับบ้านก่อนแล้วกัน !” ผมหวดมือกับเคาน์เตอร์เสียงดังป้าบ บวกกับกุญแจรถที่ถือไว้ในมือทำให้เสียงฟาดมือกับแผ่นไม้ดังลั่นคลินิก ทุกคนหันมามองเป็นตาเดียวกัน ลูกเด็กเล็กตกใจกันใหญ่ว่าทำไมจู่ ๆ ผมถึงได้โพล่งออกมาเสียงดัง แต่คนที่ตกใจที่สุดคงจะเป็นนางพยาบาลที่หน้าถอดสีซีดไปหมด

                ผมพาไผ่กับสนออกจากคลินิกแล้วกลับมาขึ้นรถอีกครั้ง มันเป็นความผิดผมเองที่ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองจนเป็นเหตุให้ป่านนี้ทั้งสองยังไม่ได้พบหมอเลยสักคน เพราะความรู้สึกผิดผมจึงส่งสายตามองผ่านกระจกเพื่อคุยกับไผ่และสนที่นั่งซบกันอยู่บนเบาะหลัง

                “พี่ขอโทษ แต่ตอนนั้นพี่คุมอารมณ์ตัวเองไม่ไหวจริง ๆ เอางี้มั้ย ทนอีกหน่อยเดี๋ยวพี่พาไปโรงบาลในตัวจังหวัด” ว่าแล้วผมก็เตรียมตัวหักพวงมาลัยเพื่อเลี้ยวออกจากหน้าคลินิก

                “เป็นไผ่ไผ่ก็คุมไม่ไหว ไผ่เห็นพยาบาลขยำชื่อไผ่กับสนทิ้งตั้งแต่แรกแล้ว”

                “โถ่ แล้วทำไมไผ่ไม่บอกพี่ล่ะครับ”

                “ไผ่ไม่แน่ใจว่าตอนที่เขาทิ้งเขาจดชื่อไผ่ลงสมุดไปรึยัง… ไผ่เลยรอ” ไผ่เงียบไป และสนก็พูดต่อ

                “และเขาก็ไม่ได้เขียนชื่อพวกเรา”

                “นี่พี่เมฆ ไม่ต้องพาเราไปหาหมอหรอก ซื้อยากินเอาเดี๋ยวก็แล้ว ทีนี้ไผ่กับน้องสัญญาเลยว่าจะกินยาให้ครบ” ไผ่ต่อรองพร้อมโงหัวขึ้นมาพูดอย่างฝืน ๆ

                “และต้องกินให้พี่เห็นด้วย ตกลงมั้ย” พอผมพูดจบทั้งสองพยักหน้า

                หลังจากมั่นใจว่าเด็กดื้อจะกินยาให้เห็นต่อหน้า ผมก็แวะซื้อยาแก้ไข้เป็นชุดสำหรับผู้ใหญ่ที่ร้านยาใกล้ ๆ และพาพวกเขากลับบ้านทันที ไผ่นั่งเอนหลังเอาหัวพิงหน้าต่างรถส่วนสนก็เอาหัวพิงไหล่ไผ่ไว้ ถึงในเวลาปกติจะชอบทะเลาะกันแต่พอดูแบบนี้แล้วก็รักกันดี ผมคิด

                1 ชั่วโมงผ่านไป

                “ไผ่ สน ตื่นได้แล้ว” ผมเอี้ยวตัวไปปลุกสองพี่น้องที่กำลังหลับ ไผ่และสนสะดุ้งตื่นพร้อมกันอย่างงัวเงีย ๆ แล้วรีบกระชับผ้าห่มผืนหนาก่อนก้าวขาลงจากรถแล้วเดินขึ้นตัวบ้านไป

                พอเดินขึ้นบ้านมาติด ๆ ผมก็ปล่อยตังเมออกจากกรงแล้วรีบเดินนำหน้าเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมทำข้าวต้มหมูสับหลังจากที่ทั้งสองทิ้งตัวลงนอนกลางบ้านไม่พูดไม่จากันสักคำ แต่จะว่าไปปล่อยให้ไข้ขึ้นนาน ๆ แบบนี้ไม่ดีแน่ ผมเลยเดินย้อนกลับมาอีกครั้งพร้อมกับผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาดสองผืน ผมนั่งลงกับพื้นแล้วปลดกระดุมเสื้อไผ่กับสนก่อนใช้ผืนผ้าเช็ดไปตามตัวเพื่อไล่ไอความร้อนออกจากร่างกาย

                “ฮื่อ ! หนาว” ไผ่พลิกตัวหนีแถมยังตีมือผมดังเพียะ

                “ไม่เอา !” สนเองก็เช่นกัน สนดึงผ้ามาห่มทั้งที่ตัวกำลังร้อนจัด

                “เช็ดตัวก่อน ไข้จะได้ลด” พูดจบผมก็เช็ดตัวให้สองพี่น้องทั่วทั้งอกลงมาถึงหน้าท้องก่อนจะเลื่อนมือมาเช็ดให้ข้างซอกคอแล้วค่อยเช็ดที่แผ่นหลัง

                ผมวิ่งเข้าครัวเอาผ้าไปซักทำความสะอาดเพื่อไล่ความร้อนออก เพราะขนาดผ้าที่ใช้เช็ดตัวยังร้อนขนาดนี้แล้วตัวของสองคนนั้นล่ะจะร้อนขนาดไหน พอกลับมาผมก็จัดการเอาผ้าชุบน้ำวางไปบนหน้าผากของไผ่และสนทันที

                เป็นครั้งแรกที่ผมนั่งไม่ติดที่ ทั้งทำกับข้าวทั้งออกมาดูแลทั้งคู่เป็นพัก ๆ จนกระทั่งข้าวต้มหมูร้อน ๆ ก็พร้อมทาน ต้นหอมและผักชีหั่นฝอยถูกหั่นซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ และโรยไปบนน้ำซุปร้อน ๆ ผมถือถ้วยข้าวต้มหอมกรุ่นออกมาจากครัวและวางไว้ข้างตัวสน สนทำจมูกฟุดฟิดหรี่ตาขึ้นมอง โงหัวนิดหน่อยแล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง

                “พี่ไผ่ ข้าวต้มเสร็จแล้ว” สนเขย่าตัวไผ่เบา ๆ

“หอมจัง พี่เมฆใส่หมูสับเยอะมั้ย” ไผ่ลุกขึ้นนั่งพลางขยี้ตาซ้ำ ๆ

“ใส่ให้เยอะเท่ากันเลย กินให้หมดล่ะได้กินยา” เรียกว่าดูแลคนไข้งานปะเหลาะเอาใจต้องมา ผมใช้ช้อนคนข้าวต้มในถ้วยให้ดูว่ามีหมูสับเยอะแค่ไหน แต่แทนที่คนไข้จะดึงถ้วยข้าวต้มไปและตักกินเองดันอ้าปากหวอแล้วบอกพร้อมกันว่า

“ป้อน”

“จะให้พี่ป้อนหรอ” ผมถามหน้าเหวอ ๆ ไผ่กับสนพยักหน้าตอบพร้อมกัน

“ถ้าไม่ป้อนไม่กิน” สมกับที่เป็นแฝดกันจริง ๆ เพราะคราวนี้ก็พูดพร้อมกัน

“ก็ได้ครับ” หมูสับชิ้นโตถูกตักใส่ช้อนแล้วป้อนเข้าปากสนไปก่อน

“หมูไผ่ หมูไผ่ ไผ่เอาหมูด้วย” ไผ้อ้าปากกว้าง ผมสลับมาถือชามข้าวต้มของไผ่แล้วตักชิ้นหมูสับเข้าปากไผ่บ้าง

“กินดี ๆ เลอะปากหมดแล้ว” ผมเอื้อมมือไปเช็ดปากให้ไผ่ สนมองผมตาปริบ ๆ ท่าทางอยากกินคำที่สองหลังจากเคี้ยวหมดปากแล้วแต่ไม่กล้าบอก

“อะ อันนี้ของสน” ผมตักข้าวต้มพอดีคำแล้วป้อนเข้าปากสนอีกครั้ง ความจริงไม่สบายบ่อย ๆ ก็ดี สองคนนี้ได้ไม่ต้องเถียงกันให้ผมฟังเหมือนตอนไปงานวัด

“ไผ่จะเอาอีก เอาอีก” ไผ่ท้วงขึ้น ผมรีบป้อนไผ่อีกคำแล้วกลับมาป้อนสน คนน้องก็รอเงียบ ๆ อย่างเดียวคนพี่ก็เล้าจะกินเอา ๆ นี่ตกลงผมมีเพื่อนบ้านหรือมีลูกกันแน่นะ แถมยังเป็นลูกแฝดด้วยสิ

                ไผ่เคี้ยวแก้มตุ่ยเอามือลูบท้องตัวเองหลังจากผมป้อนข้าวต้มอยู่นานสองนาน สนหยิบแก้วน้ำมาดื่มแล้วทำท่าจะลุกขึ้นยืนสองมือหยิบถ้วยเพื่อนำไปล้าง ผมฉุดมือห้ามไว้เพราะยังไงคนไข้ก็ต้องพักผ่อนไม่ใช่มาทำงานบ้านแบบนี้

                “พี่ทำเองครับ” ผมบอกพลางละมือมาแกะซองยาเพื่อจัดยาให้ทั้งสอง

                “เรื่องงานบ้านวันนี้พี่จะทำให้ก่อน เราสองคนนอนไปเถอะ”

                “แฮ่ ดีจัง พี่เมฆจะกางมุ้งให้เราด้วยมั้ย” ไผ่ยิ้มแป้นท่าทางดีอกดีใจที่มีคนอาสาทำทุกอย่างให้ตอนไม่สบาย ผิดกับสนที่อะไรก็เกรงใจไปซะหมด แถมยังเกรงใจเกินเหตุ ว่าแล้วสนก็แย้งขึ้นมาว่าจะทำเอง

                “หายดีแล้วหรอ” ผมถาม สนส่ายหน้าเป็นการตอบ

                “ถ้ายังไม่หายก็นอนไปเลยทั้งพี่ทั้งน้อง แล้วถ้าใครเอายาโยนลงใต้ถุนบ้านอีก… คงไม่ต้องบอกนะว่าพี่จะทำยังไง” ถึงจะพูดอย่างยิ้ม ๆ แต่มั่นใจว่ารังสีอำมหิตแผ่เต็มที่แน่นอนเพราะขนาดตังเมยังทำหน้าหงอหมอบตัวนอนกับพื้น

                “แฮ่ ไม่หย่อนแล้ว” ไผ่ไม่พูดเปล่ารีบกรอกยาห้าเม็ดเข้าปากตัวเองแล้วกระดกน้ำตามเพื่อกลืนยาลงคอทันที สนเองก็รีบกินยาเหมือนกัน ถ้าเดาไม่ผิดสองคนคงเซ้นส์ดีไม่ต่างกับตังเมสินะ

                “เอาล่ะ พี่จะไปล้างจานให้ แล้วก็กางมุ้งปูที่นอนให้ เราก็ล้างหน้าแปรงฟันพอน้ำไม่ต้องอาบเดี๋ยวคืนนี้ไข้ขึ้น” ผมยกถ้วยชามแล้วลุกขึ้นยืน แต่แล้วสองขาก็แทบทรุดเมื่ออยู่ ๆ สองพี่น้องก็ถอดเสื้อออกพร้อมกันแล้วพูดเสียงเอื่อย ๆ ว่า

                “ปูที่นอนเสร็จแล้วพี่เมฆเช็ดตัวให้พวกเราได้มั้ย”              แถมยังพูดพร้อมกันอีก สนนั่งบิดท่าทีกระมิดกระเมี้ยนเอี้ยวตัวน้อย ๆ สองมือบรรจงพับเสื้อตัวเองที่ถอดออกก่อนเอามันมาวางกับพื้น ใบหน้าเรียบนิ่งส่งสายตาปรือ ๆ แก้มสองข้างออกสีแดงจาง ๆ เพราะพิษไข้ หน้าอกขาวเนียนยุบยวบไปตามแรงหอบหายใจจนพาให้ผมหายใจหอบตามไปด้วย

                “ได้มั้ย” ตัดภาพมาที่ไผ่ที่ถามผมซ้ำครั้งที่สอง ไผ่ช้อนตามองมาพลางส่งสายตาออดอ้อนทำเป็นพูดขอร้องอย่างกระเง้ากระหงอด แพขนตาหนากะพริบอย่างช้า ๆ ดวงตาหยาดเยิ้มฉายความอ้อนวอนอย่างเต็มเปี่ยม ไผ่เผยอริมฝีปากสีแดงจัดทั้งยังหายใจแรงจนผมได้ยินเสียงผ่อนลมหายใจเข้าออก หน้าอกของทั้งสองแดงพร่านเหมือนเลือดกำลังสูบ ฉีดยิ่งไปกว่านั้นคำขอร้องที่สองก็ถูกเอ่ยออกมา

                “แล้วก็นอนเป็นเพื่อนไผ่กับน้องได้ม้ย”

                เคล้ง ! สิ้นสุดคำถามผมถึงขั้นทำถ้วยเข้าต้มตกพื้น สองขายืนแทบไม่อยู่ รู้สึกตัวเองกำลังคิดอกุศลยังไงไม่รู้ครับ เอาเป็นว่าผมก็ไม่ใช่คนดีอะไรนักหนาหรอก อยากจะบอกไผ่กับสนว่าอย่าไว้ใจผมนักเลยครับแต่ก็ทำได้แค่ตอบไปว่า…

-------------------------------------

มาแล้วววววววววววววววว อ่านเลย ๆ อิอิ ช่วงนยี้ลงฟิคช้าหน่อย ปั่นเล่ม #บ่วงรักเจ้าทะเลทรายมาด้วย

3.3.18

1 ถูกใจ 1 ความคิดเห็น เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนได้เยอะเลยhttp://cdn-tunwalai.obapi.io/files/emotions/Cartoon00021.gif

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว