ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บาปสุดท้าย ชีวิตนี้ข้าบาปหนานัก

ชื่อตอน : บาปสุดท้าย ชีวิตนี้ข้าบาปหนานัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 333

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มี.ค. 2561 18:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บาปสุดท้าย ชีวิตนี้ข้าบาปหนานัก
แบบอักษร

บาปสุดท้าย ชีวิตนี้ข้าบาปหนานัก


เมื่อ ‘สิ่งไม่พึงประสงค์’ ถูกคนรับใช้แบกไปทิ้งแล้ว คนใหญ่คนโตทั้งหลายจึงพากันส่งสายตาคาดโทษไปให้ฮาเร็มนางเอกที่เหลืออยู่!


บรรดาหนุ่มหน้าตาดีทั้งหลายที่พ่นคำว่าร้ายสตรีที่สำคัญที่สุดในอาณาจักรไป ได้แต่ทำปากพะงาบๆเป็นปลาขาดอากาศ พ่อแม่พวกมันก็มองดูบุตรผู้โง่งมทั้งหลายด้วยความละเหี่ยใจ ขนาดส่งมันมาเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุดในอาณาจักรยังออกมาโง่ถึงเพียงนี้! การสืบสายเลือดมันไร้สาระไปแล้วจริงๆ รู้อย่างนี้ไปหาเด็กกำพร้าฉลาดๆมาชุบเลี้ยงเผื่อไว้คงดี!


นับว่าหนุ่มในสังกัดของนางเอกยังโชคดีอยู่บ้างที่ไม่มีใครบังอาจแตะต้องนางฟ้าตัวน้อย ไม่เช่นนั้นพวกมันคงร่วมชะตากรรมกับสองหนุ่มสาวไปด้วย! อย่างมากพวกเขาคงแค่ถูกลงโทษตักเตือนเล็กๆน้อยๆ เช่นการส่งไปขุดเจาะเหมืองสักสิบยี่สิบปีเพียงเท่านั้น!


ทางด้านอดีตจอมยุทธที่งงงวยกับสถาณการณ์ก็ถูกสองราชวงศ์รีบกระวีกระวายพาไปรักษารอยถลอกที่ศรีษะ!


ท่านหัวหน้าแพทย์หลวงรีบใช้มนตร์รักษาขั้นสูงสุดมารักษาไม่ให้เหลือแม้ริ้วรอยใด ในใจก็หมายหัวเจ้าลูกชายตัวดีที่หลงหญิงจนลากให้พ่อมันเสียวสันหลังเล่นไปด้วย! ถ้ามันติดโรคใดมา อย่ามาร้องไห้ให้เขารักษา! จะหัวเราะเยาะให้ฟันหักแล้วตัดดุ้นมันไปบวงสรวงเทพเจ้า!



หลังความวุ่นวายเสียงดนตรีเคลื่องสายก็ถูกบรรเลงมาอีกครั้ง ขับกล่อมแขกผู้ร่วมงานที่ต้องอารมณ์เสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่องให้สงบลง และด้วยฤทธิไวน์ชั้นเลิศ งานเลี้ยงจึงกลับมาครื้นเครงดั่งที่ควรจะเป็น


ท่านเคานต์จูงลูกน้อยไปทำความรู้จักกับผู้มีอำนาจทั้งหลายของอาณาจักรที่แทบอัดอั้นความปิติของตนไว้ไม่อยู่ แต่ยังต้องคงทีท่าไว้ไม่เข้าใกล้ท่านผู้กล้าเกินไปนัก เนื่องจากมีสองสายตาที่ยังจับจ้องดรุณีน้อยไม่ให้มดไรมาไต่ตอม


เด็กหญิงยื่นมือซ้ายจับทักทายคนหลายต่อหลายคนในขณะที่มือขวาประคองแก้วไวน์อย่างเก้กัง


แขนข้างใหม่นี้เป็นของขวัญที่ท่านมหาปราชญ์คิดค้นขึ้น โดยสร้างจากไม้กับกระเบื้องเคลือบและผสานผลึกเวทไว้ภายในเพื่อให้นางสามารถใช้สอยได้โดยไม่ต้องร่างมนตร์ ต่างจากแขนโลหะที่นางใช้ฆ่าฟันในสงคราม


เทียบแล้วของใหม่นี้ใช้งานสะดวกขึ้นมาก หากนางยังไม่คุ้นชินมันเท่าใดนัก


นางค่อยๆยกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก กลิ่นรันจวรใจที่ห่างหายไปนานเข้ากระตุ้นต่อมรับกลิ่นจนทำให้น้ำลายสอ...จะว่าไปชีวิตนี้นางยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสของมึนเมา อยากรู้นักว่ามันจะมีรสชาติเป็นอย่างไร


ว่าแล้วหญิงสาวก็กระดกไวน์จนหมดแก้วในอึกเดียว




“...ท่านหญิง...ท่านไม่สบายหรือเปล่า?”


          “เป็นอะไรหรือไม่!? ท่านหน้าแดงแจ๋เชียว!”


                    “ว้าย!!! ท่านผู้กล้าล้ม!”


                              “หมอ!! ใครก็ได้ไปตามหมอมาเร็ว!”


                                         “ทำใจดีๆไว้ท่าน!!!”


                                                   “ท่านผู้กล้า!!!”


                                                             “ท่าาาานนนนนผู้กล้าาาาาาาาาา!!!!!”



และแล้วเรื่องราวของจอมยุทธผู้กลับชาติมาเกิดเป็นนางร้ายก็จบลงด้วยประการฉะนี้แล...



เอวัง


***



เมื่อตื่นขึ้น สิ่งเดียวที่ข้าเห็นคือโลกอันมืดมิด

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีข้าก็ยังไม่คุ้นชินกับมันเสียที

ข้ารู้สึกถึงหัวที่หนักอึ้งเหมือนมีใครเอาก้อนหินมาทับสมอง ภายลำคอขมฝาดเปรี้ยว

ข้าพยายามใช้ยันกายขึ้นนั้งอย่างยากลำบากแต่กลับมีสี่มืออบอุ่นมาช่วยพยุงกายข้าขึ้น แม้ข้าจะมองไม่เห็น แต่ข้าก็รู้ว่าสี่มือนั้นเป็นของผู้ใด


“ตื่นแล้วหรือคนเก่ง ท่านทำพวกเราใจหายใจคว่ำไปหมดเลยรู้ไหม?”



“...ขออภัยที่หนูทำให้พระองค์ต้องว้าวุ่นเจ้าค่ะ”

“ใครมันกล้ามอมเหล้าท่าน! บอกมาฉันจะไปจับมันถ่วงบ่อโคลน!”



“ไม่มีเจ้าค่ะ! หนูผิดเองที่ประเมินตัวเองสูงไปเท่านั้น!”

“ไม่หรอก! เป็นไวน์ต่างหากที่ไม่ดี! เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะสูงส่งเกินท่านอีกแล้ว”



“แต่ว่า!-”


“ไม่มีสิ่งใดที่จะเก่งกาจเกินท่านอีกแล้ว”


“นั่นมิใช่!-”


“ไม่มีสิ่งใดจะบริสุทธิ์เกินท่านอีกแล้ว”



“...หนูไม่คิดว่า...”


“ไม่มีสิ่งใดที่จะงดงามเกินท่านอีกแล้ว”



“…ท่านหมายถึง...”



“ไม่มีสิ่งใดจะอ่อนโยนเกินท่านอีกแล้ว”



“…พวกท่าน...”


“ไม่มีสิ่งใดที่จะเฉิดฉายเกินท่านอีกแล้ว”



“...องค์ราชินี...”


“ท่านจึงไม่มีวันทำสิ่งใดผิดไปได้”



“...องค์ราชา...”


“ท่านจึงไม่มีวันต้องขอโทษใคร”



“...”



“ท่านจึงไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใคร ไม่ว่าพวกเราหรือใครก็ตาม!”



“...”


“ดังนั้นบอกฉันได้ไหมนางฟ้าเอ๋ย...เหตุใดท่านจึงน้อมรับความผิดที่ท่านมิได้ก่อ”



“...”


“...หรือท่านคิดว่าเราจะมีวันทรยศท่านไปได้?”



“...”


“...มีวันทำให้ท่านต้องเจ็บปวดโศกา?”



“…”


“หรือตลอดเวลาที่ผ่านมานี้...ท่านไม่เคยเชื่อใจพวกเราเลยหรือ?”



“…”


“…มิใช่พวกท่านดอกเจ้าค่ะ...”

“...เป็นหนูเองที่...”

“…”

“…หนูมีเรื่องบางอย่างที่ต้องเล่าให้พวกท่านฟัง...”

“...มันเป็นเรื่องราวของ...”


“...ชายบาปหนาผู้หนึ่ง”



เรื่องราวมากมายพลั่งพรูออกจากปากดรุณีน้อยไม่หยุดหย่อน ทั้งเรื่องของชายจองหองกับหญิงชรา นักบาปเฒ่ากับลูกชาย ความผิดทุกอย่างที่นางก่อในชาติก่อนเท่าที่นางจะจดจำมันได้


แท่งเทียนที่ส่องสว่างค่อยๆหดสั้นลงตามเวลาที่ไหลผ่าน ดวงเดือนเคลื่อนย้ายผ้านท้องนภาสีหมึก


องค์ราชาและราชินีเพียงฟังเรื่องราวที่ธิดาเคานต์เล่าอย่างตั้งใจ พวกท่านไม่ตั้งคำถาม พวกท่านไม่สงสัย เพียงนั่งฟังเสียงหวานดั่งกระดิ่งสวรรค์เอ่ยสิ่งที่ต้องการจนนางหมดคำที่จะพูดต่อ



“...ท่านคงคิดว่าสิ่งที่ข้ากล่าวมาเป็นเพียงความฝันเฟื่องของเด็กน้อย”


“...ไม่เลย ข้าเชื่อทุกสิ่งที่ท่านกล่าวมา...แต่ข้าคิดว่าท่านคงเข้าใจบางสิ่งผิดไป”



“ท่านหมายความว่าอย่างไร!?”


“ฉันคิดว่าชายผู้นั้นคงมิใช่คนบาป แต่เป็นวีรชนดั่งที่ท่านเป็นในยามนี้”



“...เหตุใด...ท่านจึงคิดเช่นนั้น?”


“ท่านว่าลูกชายที่ปริดชีพชายชราร่ำไห้ออกมา”



“...ไม่มีบุตรคนใดที่อยาก...”


“และท่านเล่าว่าหญิงชราไว้ชีวิตชายจองหองที่หันคมดาบใส่นาง”



“...นางเพียงไม่คิดว่าความผิดของเขา...มากพอทีจะลงโทษด้วยความตาย!?”


“ท่านว่าชายหนุ่มจดจำหินทุกก่อนที่เขาวางบนหลุมศพของชาวบ้านผู้น่าสงสาร”



“มันเป็นเพียงเรื่องที่สมควรกระทำ!”


“ท่านคิดว่าคนบาปจะมีจิตอารีเช่นท่านทุกคนเลยหรือ?”



“นั่นมิใช่หลักฐาน!!”


“ถูกต้องมันมิใช่หลักฐาน แต่จากทุกสิ่งที่ท่านเล่ามาทำให้เรารู้ว่าไม่ว่าชีวิตนี้หรือชีวิตก่อน...”



“…”


“...ท่านก็มิได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย”



“…”


“ในเมื่อชีวิตนี้ท่านเป็นนางฟ้า...”



“…”


“…ย่อมเท่ากับว่าชีวิตก่อนท่านเป็นเทพบุตรเช่นกัน”



“เหตุใดพวกท่านจึงเชื่อมั่นในตัวข้าถึงเพียงนั้น?”


“…”



“…”



“ราชินีที่รัก”



“เพคะองค์ราชา?”



“ข้าได้ยินมาว่าเมื่อหลายปีก่อนดวงตาของท่านผู้กล้าเป็นสีเขียว หาใช่สีฟ้าเช่นในยามนี้”



“เพคะ หม่อมฉันได้มีโอกาสเห็นนัยน์ตางดงามคู่นั้นอยู่ครั้งหนึ่ง”



“มันคงงดงามยิ่งใช่หรือไม่?”



“เขียวเกินกว่ามรกต ลึกล้ำยิ่งกว่าอ่างมณี”



“มันคงใสกระจ่างยิ่งใช่หรือไม่?”



“บริสุทธิ์เกินกว่าแก้วเจียรนัย เจิดจรัสยิ่งกว่าดวงจันทรา”



“มันคงอ่อนโยนยิ่งใช่หรือไม่?”



“เมตตาเกินกว่าแม่กวางลูกอ่อน อบอุ่นยิ่งกว่าเตาเพลิง”



“น่าเสียดายที่ข้าไม่มีโอกาศได้เห็นมัน...ราชินีที่รัก...เจ้าช่วยข้าจินตนาการหน่อยได้หรือไม่?”



[!!!]


“แน่นอนเพคะ! ยินดียิ่งเพคะ!”



ในวัยเยาว์ท่านอาจารย์ได้สอนบุตรีเคานต์ไว้ว่ามนตรานั้นไร้ซึ่งขีดจำกัด พลังของมันขึ้นอยู่กับจินตนาการและความสามารถของผู้ร่าย ไม่ว่าจะควบคุมจิตใจ สั่งการฟ้าดิน หรือรักษาบาดแผล ทุกสิ่งย่อมเป็นไปได้...


ขอเพียงมีจินตนาการ ทุกสิ่งย่อมเป็นไปได้



ข้ารู้สึกถึงบางอย่างที่กระทบดวงตา ความรู้สึกนั้นเสมือนแปลกใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ช่างคุ้นเคย

สิ่งนั้นทำให้ดวงตาของข้าแสบร้อนจนต้องรีบใช้ฝ่ามือปิดบังใบหน้าไม่ให้มันแทงทะลุเข้ามา!

แต่ในความตื่นตะหนกนั้นกลับมือสี่มืออบอุ่นที่เอื้อมมาปลอบประโลมข้า สองมือคู่นั้นทำใจข้าสงบลงอย่างช้าๆ เหมือนมันกระซิบบอกข้าว่า ‘ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว เจ้ามิต้องอยู่อย่างลำพังบนเขาลูกนั้นอีกต่อไปแล้ว’

สี่มือนั้นค่อยๆ จับฝ่ามือข้าออกจากใบหน้าและนำผ้าปิดตาผืนบางออกอย่างแผ่วเบา

ข้าสัมผัสถึงสิ่งที่กระทบดวงตาได้ชัดเจนขึ้น แต่น่าแปลกที่มันไม่ทำให้รู้สึกแสบร้อนอีกต่อไป

ข้าค่อยๆง้างเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า

เปิดรับแสงสว่างให้เข้ามาได้โดยไม่มีสิ่งใดบดบัง


ภาพที่ข้าเห็น

สิ่งที่สะท้อนเข้าดวงตา

คือสองใบหน้าที่งดงามเกินกว่าสิ่งใดที่ข้าเคยเห็นในสองภพสองชาติ

สี่มืออบอุ่นที่จับกุมข้าไว้ดั่งกลัวแตกสลาย

สองรอยยิ้มบริสุทธิ์จากใจไร้สิ่งใดเจือปน

และนัยน์ตาสองคู่ที่จับจ้อง

นัยน์ตาสองคู่ที่สะท้อนเพียงภาพดรุณีที่โชคดีเกินใคร

นัยน์ตาสองคู่ที่มีเพียงความรักมอบให้


***



ชีวิตก่อนข้าท่องยุทธภพ ฆ่าคนเป็นผักปลา ก่อกรรมทำบาปไว้หนักหนา ชีวิตนี้ข้าตั้งใจจะทำตัวเป็นบุตรีที่ดีของบุพการี เป็นภรรยาที่ดีของคนรัก เป็นมารดาที่ดีของบุตร

และดูเหมือนว่า...


ชีวิตนี้ข้ายังมีโอกาสทำให้ความตั้งใจเหล่านั้นเป็นจริง

ความคิดเห็น