ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บาปที่ ๑๒ ข้าน้อยน้อมรับทุกข้อกล่าวหา

ชื่อตอน : บาปที่ ๑๒ ข้าน้อยน้อมรับทุกข้อกล่าวหา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 210

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มี.ค. 2561 19:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บาปที่ ๑๒ ข้าน้อยน้อมรับทุกข้อกล่าวหา
แบบอักษร

บาปที่ ๑๒ ข้าน้อยน้อมรับทุกข้อกล่าวหา




กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในปีเดียวกันกับที่บุตรีเคานต์ผู้ร้องไห้ไม่ยุดยั้งเกิดมา ยังมีทารกหญิงอีกคนหนึ่งถือกำเนิดในหมู่บ้านหลังเขาอันห่างไกล


มารดาของนางเป็นเพียงหญิงทำงานเย็บปักธรรมดา ในขณะที่บิดาของนางเป็นขุนนางระดับล่างที่นอกใจภรรยามาสมสู่กับหญิงเย็บปักจนบังเกิดเป็นทารกคลอดออกมา


ภายนอกเด็กหญิงมีหน้าตางดงามดั่งเทพธิดาจุติ ใครเห็นเป็นต้องหลงรัก -- จนกระทั่งนางเริ่มอ้าปากพูด


[ฮ่าๆๆ] “ดูไว้ซะเจ้าพวกตัวประกอบ! ฉันนี่แหละนางเอกของเกมนี้! สักวันฉันจะได้แต่งงานกับท่านเจ้าชายอันดับสองสุดฮอต! ไม่ต้องมาเดินคลุกน้ำโคลนสกปรกเหมือนพวกแก!”


ไม่ว่าใครที่ได้พูดคุยกับเด็กน้อยเกินครึ่งคำล้วนอยากหาขี้เถ้ามายัดรูจมูกนางเพื่อตัดรำคาญไปเสีย! หรืออย่างน้อยก็หาเข็มกับด้ายมาเย็บปากไม่ให้มันอ้าออกมาก็ยังดี


กระทั่งแม่มันยังอยากเอาเด็กน้อยไปโยนลงหน้าผาทิ้งแต่สุดท้ายก็ได้แต่ทำใจเลี้ยงมันจนเติบใหญ่ หวังให้มันรีบได้ผัวรวยและออกจากบ้านไปเร็วๆ



วันเวลาผันผ่านจนกระทั่งเด็กน่าตายเติบใหญ่เป็นวัยรุ่นน่าตบ คุณนางเอกคนงามเริ่มหัดใช้พลังเวทรักษาขั้นต่ำได้ หญิงเย็บปักเห็นดังนั้นจึงรีบถีบหัวส่งมันไปฝากฝังให้วิหารหลวงดูแล และสัญญากับตนว่าคราวหน้าจะต้องคัดเลือกพ่อพันธุ์ดีๆ ไม่ให้มีเชื้อบ้าติดมาด้วย!


ดรุณีที่มีความทรงจำจากชาติปางก่อนจึงได้กลายเป็นภาระของวิหารหลวงไป จะปฏิเสธนางก็ไม่ได้เพราะมีน้อยคนนักที่มีพรสวรรค์ใช้เวทรักษาได้โดยไม่มีอาจารย์สอนสั่ง...แม้มันเป็นเพียงระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่ทำได้เพียงสมานแผลเท่ามีดบาดก็ตาม...


แต่ไม่ว่าเหล่าบาทหลวงจะพยายามยัดเยียดพระธรรมคำสอนเข้าหัวนางเสียเพียงไร มันก็เหมือนขนกองทรายไปถมเหวไร้ก้นบึ้ง วันๆนางได้แต่เพ้อรำพึงถึงบรรดาบุตรชายตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงไปวันๆ แผนการที่จะทำให้หญิงสาวกลายเป็นแพทย์รักษาคนจึงต้องถูกขยำทิ้งไป เหล่านักบุญรู้แล้วว่าเหตุใดแม่มันจึงโยนก้อนขี้นี้มาให้พวกเขาโดยไม่เหลียวแลกลับมา...นี่มันเอาขี้หมามาขายเป็นมูลช้างชัดๆ!


วันหนึ่งหญิงสาวสั่งท่านบาทหลวงให้ส่งตนไปเรียนที่โรงเรียนหลวงนอร์ทฟอเรส


ถูกแล้ว ‘สั่ง’ ไม่ใช่ ‘ขอ’


แต่ท่านบาทหลวงก็ไม่คิดท้วงติงอะไรมัน 


รีบไปได้เร็วเท่าไรเป็นดี! กะอีแค่ค่าเล่าเรียนไม่กี่เหรียญพวกเขายอมจ่าย ตราบใดที่เขาไม่ต้องทนอยู่ใกล้ก้อนขี้นี้อีกต่อไป! ให้มันไปเป็นปัญหาของคนอื่นแทนเถิด!



***



ชีวิตในรั้วการศึกษานั้นแทบไม่ต่างไปจากเกมจีบหนุ่มที่คุณนางเอกคนงามเล่นในชาติก่อน บรรดาคนใหญ่คนโตในอาณาจักรเกิด ‘บังเอิญ’ มีลูกชายอายุเท่ากันหมด ตั้งแต่พระอนุชาของพระราชา องค์ชายอันดับสองในกษัตริย์องค์ก่อน, ลูกชายของท่านหัวหน้ากองอัสวินราชองครักษ์ที่หนึ่ง, ลูกชายหัวหน้าแพทย์หลวง, ลูกชายท่านเอกราชทูต และคนหนุ่มหน้าตาดีอีกมากมายในระดับที่เหล่ารุ่นพี่ปีสูงยังสงสัยว่าพวกมันผุดขึ้นมาจากไหนกัน? เยอะยิ่งกว่าดอกเห็ดในฤดูน้ำหลาก!


แล้วทำไมพวกมันถึงไปรุมล้อมผู้หญิงคนเดียวเหมือนแมลงวันตอมปฏิกูล?


‘เพลาๆลงหน่อยก็ได้ม้าาางงงสาวน้อย...เจ้ากลัวท้องไม่ป่องทันเรียนจบหรือเยี่ยงไร?’


‘โลกภายนอกเขามีสงครามใหญ่โตจะฆ่ากันตายห่าหมดแล้ว! พวกเจ้าได้ติดตามข่าวสารอะไรกับเขาบ้างไหม!? วันๆเอาแต่จัดงานเลี้ยงน้ำชากันอยู่นั่นแหละ!!’



ไม่ว่าศิษย์น้องไม่ได้เรื่องรุ่นนี้จะทำให้เหล่ารุ่นพี่และคณาจารย์แห่งโรงเรียนหลวงปวดใจเสียเพียงไร สุดท้ายแล้ววันเวลาก็ผันผ่านไม่คอยใครจนกระทั่งถึงวันสำเร็จการศึกษา


วันที่คุณนางเอกคนงามรอคอยมาเนิ่นนาน เนื่องจากเป็นฉากสำคัญของเกมที่องค์ชายอันดับสองถอนหมั้นกับนางร้ายที่คอยราวีเธอมาตลอดหกปี...



ธิดาท่านเคานต์แห่งเวสต์เมานต์เทน


แต่น่าแปลกที่จนถึงบัดนี้นางยังไม่เห็นหน้ายัยนางร้ายที่น่ารังเกียจคนนั้น การกลั่นแกล้งที่นางควรได้รับก็ไม่เคยมี...มีเพียงสายตาร้อนแรงจิกกัดของบรรดานักเรียนหญิงร่วมรุ่นเพียงเท่านั้น


‘อิจฉาใช่ไหมเล่าเจ้าพวกตัวประกอบ! จงกล่าวโทษชะตากรรมซะที่พวกแกไม่ได้เกิดเป็นนางเอกเหมือนฉัน!’


‘ช่างเถอะ! นางร้ายจะโผล่มาเล่นตามบทหรือไม่ก็ไม่ต่างกัน จบอีเวนต์นี้แล้วมันย่อมถูกประหารอยู่ดี...ส่วนฉันก็จะได้แฮปปี้เอนดิ้ง มีชีวิตสุขสบายห้อมล้อมไปด้วยคนรักไปชั่วนิรันดร์!’



***



เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล

เมื่อหมดสิ้นภยันอันตรายจากภายนอกแล้ว ผู้นำที่ชาญฉลาดมักหันคมดาบเข้าใส่มิตรข้างกาย

ตัวตนของข้าคงเป็นเสี้ยนหนามในสายตาของเมืองหลวงที่ต้องการบ่งออกโดยไว

การที่ดรุณีวัยไม่ประสาสามารถสร้างผลงานมากมายในสนามรบนั้นคงทำให้บรรดาขุนนางนายทหารชั้นสูงทั้งหลายอยากกระอักเลือดด้วยความแค้นใจ

ข้าเข้าใจดี เพราะในชีวิตก่อนข้าก็เคยอยู่ในรองเท้าของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาหวังกระทำกับข้าในยามนี้...ข้าเคยกระทำกับคนหนุ่มอาณาคตไกลนับไม่ถ้วนมาแล้ว

หากถีบตนเองให้สูงขึ้นไปมิได้ จงฉุดผู้อื่นลงสู่โคลนตมและเหยียบย่ำพวกเขาขึ้นไป ข้าได้แต่หวังว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะไม่แปดเปื้อนไปด้วยเพราะการกระทำไม่คิดหน้าคิดหลังของข้า


หลังจากศึกครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลงตัวข้าสลบหลับไหลไปร่วมสัปดาห์ ท่านหมอบอกว่าเป็นเพราะข้าฝืนดันทุรังใช้ร่างจนเกินขีดจำกัดไปมาก

หึ! ช่างน่าสมเพชนัก เพียงการประมือไม่กี่ชั่วอึดใจกลับทำให้ข้าไร้เรี่ยวแรงเสมือนรบราเกินวัน รู้ถึงไหนอายถึงนั่นจริงๆ

บาดแผลที่ได้รับมาจำต้องใช้เวลายาวนานในการรักษา ข้าจึงถูกส่งมารักษาตัวในเขตเมืองหลวงเพื่อให้สะดวกต่อการเฝ้าดูอาการ

แต่คำว่า ‘ยาวนาน’ ในมาตรฐานของพิภพแห่งเวทมนตร์นี้นั้นช่างแตกต่างจากที่ที่ข้าจากมา ในยุทธภพนั้นการใช้เวลาแรมปีเพื่อรักษาแผลคคมดาบนั้นเป็นเรื่องธรรมดา คนที่เกิดโรคแทรกซ้อนจนตายไปก่อนนั้นมีมากเหลือคณา

เพียงไม่กี่เดือนข้าก็สามารถกลับมาเดินเหินได้อีกครั้ง...หากมีบางสิ่งที่แตกต่าง...


พลังเวทของข้าล้วนสูญสลายไปหมดสิ้น


ข้าควรรู้สึกเสียดายมัน...แต่ช่างเถิด

ข้าไม่อาจใช้เวทสัมผัสสิ่งรอบกายได้อีกต่อไป ทำให้ข้าไม่อาจคลำทางในโลกอันมืดมิด...ช่างมันเถิด

ข้าแย่งชิงพลังจากผู้อื่นมาได้ สวรรค์จึ่งสามารถช่วงชิงพลังกลับคืนไปได้เช่นกัน ดังนั้นข้าจึงไม่รู้สึกเสียดายมันแม้แต่น้อย...โดยเฉพาะเมื่อมีมือของผู้อื่นมาช่วยจับจูงข้าก้าวเดิน

ท่านพ่อ, ท่านแม่, ท่านลุง, ท่านป้า, ท่านเซียน, ท่านอาจารย์ใหญ่, ท่านองครักษ์ทั้งสาม, ท่านหมอ,...


องค์ราชินี, องค์ราชา


และคนอีกมากเหลือคณานับที่ข้าไม่อาจมองเห็นใบหน้าของพวกเขาได้

ข้ามีคนมากมายถึงเพียงนี้อยู่ล้อมรอบตั้งแต่เมื่อไรกัน? คนบาปเฉกข้าน่ะหรือจะมีคนเมตตาเหล่านี้มาหยิบยื่นไมตรีคอยประคบประหงม?

หากชีวิตนี้เป็นเพียงความฝันเพ้อเจ้อของชายบาปใกล้ตาย...ขอข้าอย่าได้ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งเลย


คืนนี้ข้าถูกเชิญไปร่วมงานเลี้ยงจบการศึกษาของนักเรียนแห่งนอร์ทฟอเรส

อันที่จริงแล้วงานสังสรรค์นี้ควรมีเพียงบรรดานักเรียนและผู้ปกครองเท่านั้นที่เข้าร่วม แต่ในเมื่อคนเชื้อเชิญคือท่านอาจารย์ใหญ่แสนแปลกประหลาดคนนั้น คาดว่าคงไม่มีใครคัดค้าน


“ทำตัวเป็นนีทติดบ้านไปได้! หัดเข้าสังคมซะบ้างก่อนรากจะงอกออกจากก้น!”


“…เอ่อ...คุณหนู...ข้าคิดว่าสิ่งที่หญิงสติไม่ดีคนนี้จะบอกคือพวกเราอยากให้ท่านได้มีโอกาสไปร่วมละเล่นพูดคุยกับหนุ่มสาววัยเดียวกันบ้าง...ในเมื่อท่านไม่เคยได้รับโอกาสนั้นมาก่อน...”



ปรกติแล้วข้านิยมคลุมกายด้วยเสื้อผ้าทึบแสง เพื่อมิให้รอยแผลเป็นของข้าเป็นที่อุจาดตาของบรรดาท่านหญิงชั้นสูงในเมืองหลวงที่ท่านแม่ชอบชวนไปพบปะในงานเลี้ยงน้ำชา แต่ข้าได้ยินมาว่าการใส่สีหม่นทึบในงานสังสรรค์นั้นถือเป็นการสาปแช่งเจ้าภาพ ดรุณีวัยเยาว์ทั้งหลายจึงนิยมห่มกายด้วยผ้าสีอ่อนสดใสแทน

โดยเฉพาะในเมื่องานนี้มีองค์ราชาและองค์ราชินีที่ไปรบรามาเนิ่นนานเข้าร่วมเพื่อเป็นเกียรติแด่องค์ชายลำดับสอง

บัดนี้ข้าจึงถูกท่านแม่จับลองชุดกระโปรงมากมายดั่งเป็นตัวตุ๊กตุ่นตุ๊กตา


“สีชมพูเชยไปแล้ว เธอลองไปหยิบตัวนั้นมาลองซิ”


          “มาแล้วค่ะ!”


“ไม่ใช่ตัวนี้! สีเขียวอ่อนต้องห้ามลืมไปแล้วหรือ!?”


          “ข-ขอโทษค่ะท่านหญิง! สีเหลืองใช้ไหมคะ?”


“หนูว่าไงจ๊ะลูก? สีเหลืองหรือสีม่วงอ่อน?”


“ท่านแม่ว่าอันใดดีก็เลือกตัวนั้นเถิดเจ้าค่ะ สำหรับหนูล้วนไม่ต่างกัน”

“หนูลองดูสิว่าขอบสีไหน--!”


ท่านเคานเตสรีบชะงักลิ้นที่ตนเผลอไผลพูดโดยไม่ยังคิดในทันที...นางลืมไปได้อย่างไร!


“แม่ขอโ-”


“ท่านแม่โปรดอย่าค้อมเศียร ท่านมิได้ทำสิ่งใดผิด เป็นหนูที่ทำให้ท่านต้องทุกข์ใจ”

ท่านเคานเตสมองลูกน้อยของนางที่กระแทกเข่าไปกับพื้นไม้แข็งด้วยความไม่รู้ว่าจะเอ่ยสิ่งใดตอบ เหล่าคนใช้ที่เห็นบรรยากาศกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกนั้นจึงต้องรีบหาคิดวิธีคลายความกดดัน


          “ขออณุญาติขอรับท่านหญิง คุณหนูขอรับมีพัศดุส่งมาจากวังหลวงให้ท่าน”


สมแล้วที่เป็็นบัตเลอร์ชราผู้มากประสบการณ์ จะมีใครกะจังหวะเวลาได้ดีกว่าเขาอีกคงไม่มีแล้ว!


ท่านหญิงจึงหลุดจากห้วงภวังค์และใช้มือประคองลูกสาวให้ยืนขึ้น ก่อนให้หญิงรับใช้ไปนำพัสดุมาเปิดดู ภายในกล่องคือชุดราตรีที่สองผู้ครองบัลลังค์สั่งช่างมือหนึ่งตัดขึ้นเพื่อให้หญิงสาวสวมใส่


          “...ท่านหญิงคะ...สีนี้...”


“...ไม่มีสิ่งใดที่จะเหมาะสมไปกว่าสิ่งที่กษัตริย์มอบให้อีกแล้ว...หรือเจ้าว่าไม่จริง?”


          “จริงเจ้าค่ะ! เหมาะสมยิ่งเจ้าค่ะ!”


“ถูกต้องแล้ว...เหมาะสมยิ่ง”


ท่านหญิงมองผ้าสีแดงฉานดุจเลือดด้วยแววตาประกายระยับ



สีแดงที่แปลว่าสงคราม


สีแดงที่แปลว่าอันตราย


สีแดงที่แปลว่าสิ่งต้องห้าม


สีแดงที่แปลว่า...



ความรัก


ท่านเคานเตสอดกลั้วหัวเราะออกมามิได้ ยังจะมีแม่คนใดอีกที่ได้ทั้งลูกเขยและลูกสะใภ้ที่สูงอาจเอื้อมในเวลาเดียวกัน!



***



แขกมากหน้าหลายตาเดินทางไปยังนอร์ทฟอเรส เขตปกครองพิเศษอันอยู่ใต้การปกครองของท่านอาร์คดัชเชสผู้ควบตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แห่งโรงเรียนหลวงและสตรีวิปลาสหมายเลขหนึ่งของมหาปราชญ์


เหล่านักเรียนตัวแทนได้ทำการจัดเตรียมตอนรับบรรดาคนสำคัญเป็นอย่างดี เพราะไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปีพวกเขาอาจจะมีโอกาสทำงานให้กับพวกคุณๆท่านๆทั้งหลาย


ปีนี้มีคนสำคัญของอาณาจักรมาเข้าร่วมมากกว่าปีก่อนๆที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นท่านหัวหน้านักบุญ, หัวหน้าราชองครักษ์, หัวหน้าแพทย์หลวง นายทหารระดับสูงต่างๆ 


กระทั่งพระราชาและพระราชินี


และเหนืออื่นใด เทพีแห่งชัยชนะ ท่านผู้กล้าผู้พิชิตจอมมาร!


เหล่านักเรียนรุ่นน้องที่มาช่วยจัดงานไม่รู้ว่านังครูใหญ่ไปหว่านตะลอมท่านมาได้อย่างไร แต่พวกเขาอยากกระโดดหอมแก้มขอบคุณ! ขุนนางน้อยใหญ่ทั้งหลายที่ไม่เคยได้เห็นผู้กล้าอย่างใกล้ชิดรู้สึกว่าหัวใจตนเต้นแรงจนจะทะลุทรวงอกออกมา! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคณาจารย์แห่งโรงเรียนหลวงที่ภูมิใจเสียจนอยากเอาตัวเองไปเป็นพรมให้นางฟ้าเหยียบย่ำ!


จะมีก็แต่คุณนางเอกและหนุ่มในอาณัติของหล่อนเท่านั้นที่ไม่ฮู้คิงฮู้ฮากับเขาบ้างเลย...



[เปาะๆๆ]


วาทยากรใช้ไม้เคาะแท่นวางบทประพันธ์และเริ่มวาดมือให้วงดนตรีบรรเลงเพลง เป็นการเริ่มงานรื่นเริงอย่างเป็นทางการ


ผู้ใหญ่ชั้นสูงทยอยเดินผ่านประตูบานกวางเข้าสู่โถงใหญ่ นำโดยองค์ราชาที่เดินเคียงกับราชินีคู่ฟ้า ทุกคนในงานยืนตรงสองข้างทางเพื่อต้อนรับ


ลำดับถัดมาคือขุนนางชั้นสูงต่างๆเรียงตามลำดับขั้นศักดินา


อาร์คดัชเชสและคนรัก


          เจ้าชายอันดับสอง


                    ดยุก


                              มาเควส


                                        ท่านเคานต์และ...บุตรสาว


งานเลี้ยงหยุดหายใจเมื่อร่างเล็กสวมใส่ชุดสีชาดก้าวผ่านบานประตู ศรีษะจรดปลายเท้าถูกปกคลุมด้วยเนื้อผ้าถักทอวิจิตรงดงามที่มีมูลค่ามหาศาลกว่าทองคำขาว ผมยาวสลวยตกแต่งด้วยอัญมณีเป็นประกายระยิบระยับดั่งดวงดาราบนฟากฟ้า ผ้าผืนบางปิดบังดวงตาเห็นเพียงใบหน้าส่วนล่างที่ประดับด้วยรอยยิ้มอารี


ท่านเคานต์ใช้แขนจูงธิดาเดินลงขั้นบันไดอย่างระมัดระวังและคอยกระซิบบรรยายลักษณะโดยรอบแก่หญิงสาว


[ตึก ตึก ตึก ตึก]


เสียงรองเท้าคู่น้อยกระทบพื้นหินอ่อนดังสอดประสานจังหวะหัวใจของคณะท่านที่จ้องมอง ไม่ใช่ทุกวันที่พวกเขาจะได้้มีบุญหายใจอากาศเดียวกับตำนานที่มีชีวิต!


ท่านหัวหน้าบาทหลวงพยายามฝืนใจไม่ให้ทิ้งศักดิ์ศรีก้มลงไปจูบทางเดินที่นางฟ้าก้าวผ่าน!


อาจารย์ผู้เปี่ยมความรู้นึกเสียดายที่ธิดาเคานต์ไม่ได้มาเข้าเรียนดั่งที่วางกำหนดการไว้ ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะได้คุยโวโอ้อวดไปทั่วว่าเป็นครูของท่านผู้กล้า!


ทุกสายตาที่จับจ้องมีเพียงความชื่นชมสรรเสริญ


แต่ก็อย่างที่เขาว่ากัน ‘คนเขลาแทรกตัวอยู่ในทุกที่’



“กล้ามากนะที่สะเออะหน้ามาน่ะนังตัวดี!”


“ห่มกายแดงไม่ต่างจากโสเภณี! อย่างน้อยก็ยังพอรู้ตัวนี่อีดอก!”


“ไม่หรอก!! มันคงอยากได้ผัวจนตัวสั่นมากกว่า! กล้ามากนะที่นำกลิ่นเหม็นโฉ่ของมึงมากทำให้งานของพวกกูต้องแปดเปื้อน!”


“ขยะแขยงสิ้นดี!!”


“ไปตายซะอีห่าราก!!!”


“ตาย!!!” “ตาย!!!” “ตาย!!!” “ตาย!!!”


เสียงสบถด่าดังมาจากเหล่าบุรุษหน้าตาดีมากมายที่ห้อมล้อมหญิงสาวเพียงคนเดียวเอาไว้! พวกเขากรูเขามาขวางทางเดินของสองพ่อลูกและมองสตรีพิการดุจนางเป็นสิ่งเน่าเหม็น!



เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล


“เจ้าชายเพคะ! ท่านอย่าให้นางทำร้ายข้าได้อีกนะเพคะ!”


“เจ้าเป็นของข้า สุดหล้าฟ้านี้ยังมีอะไรที่ต้องกลัว! -- ส่วนแก! บังอาจมากที่กล้าหมายชีวิตคนในอาณัติของเชื้อพระวงศ์! ส่งคนมาผลักผู้หญิงของข้าตกบันได!”



ได้โปรดเถิด อย่าให้คนรอบกายข้าต้องแปดเปื้อนไปด้วยเลย


“องค์ชาย! ท่านคงเข้าใจอะไรผิดไป!! โปรดหลีกทางด้วย!” ท่านเคานต์ตวาดลั่นด้วยน้ำเสียงแข็งกร่าว! ในวัยหนุ่มเขาเองก็ได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษสงคราม ไม่ใช่ใครที่จะยอมให้คนอื่นมาดูหมิ่นได้!


“สามหาว!!! บังอาจพูดขัดข้า! มึงต้องตายด้วยกันทั้งพ่อทั้งลูกแผ่นดินจะได้สูงขึ้น!”


ธิดาเคานต์ได้ยินดังนั้นจึงรีบประสานมือและกระแทกเข่าลงกับพื้นดั่งไม่รู้เจ็บและใช้หน้าผากมนกระแทกไปกับผิวหินแข็ง!


 “ความผิดทั้งมวลเป็นของข้าน้อยแต่เพียงผู้เดียวหาได้เกี่ยวของกับบิดาไม่! นายท่านโปรดเมตตา! ลงโทษข้าน้อยแต่เพียงผู้เดียวเถิดเจ้าค่ะ!...ข้าน้อยน้อมรับทุกข้อกล่าวหา!


“ดี! ความผิดฐานล่วงเกินบัลลังค์...ประหารเจ็ดชั่วโคตร!!! ทหาร! จับตัวเสนียดจัญไรพวกนี้ไ-!”



[กร็อบ!]

สั้น ง่าย ได้ใจความ


พระศอของเจ้าชายอันดับสองถูกพระเชษฐาที่มาปรากฏกายตรงหน้าใช้พระกรหักผิดองศาดั่งกิ่งไม่แห้ง แล้วโยนร่างทิ้งไปกับพื้นเหมือนตุ๊กตาสายป่านขาด


[ห๊ะ!?] ส่วนคุณนางเอกคนงามที่สมองยังไม่ทันได้ประมวลผลเหตุการณ์ตรงหน้าก็หลุดคำอุทานออกมาด้วยความตกใจระคนสงสัย


[ฉึก!]

คุณนางเอกรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ทรวงอก เมื่อมองลงไป หล่อนเห็นก้อนเนื้อสีชมพูที่เคยเต้นในอกไปอยู่ในพระกรขององค์ราชินีที่มองด้วยสายตาหยามเหยียด


‘เกิดอะไรขึ้น!? เธอเป็นนางเอกนะ...ทำ...ไ...ม...’


หล่อนเบิกตาโพร่งแล้วล้มตึ่งลงไปเคียงคู่กับชายรัก จบนิทานชีวิตของเด็กสาวที่กลับชาติมาเกิดในโลกแห่งเกมแต่เพียงเท่านี้...



เอวัง

ความคิดเห็น