ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บาปที่ ๑๐ ข้าเป็นที่เดียจฉันท์

ชื่อตอน : บาปที่ ๑๐ ข้าเป็นที่เดียจฉันท์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 152

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มี.ค. 2561 19:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บาปที่ ๑๐ ข้าเป็นที่เดียจฉันท์
แบบอักษร

บาปที่ ๑๐ ข้าเป็นที่เดียจฉันท์


องค์ชายรัชทายาทรู้สึกว่าพระองค์ช่างโชคร้ายนัก


นับตั้งแต่โศกนาฏกรรมในงานฉลองพระชนมายุ ๓ พรรษา ขุนนางน้อยใหญ่ต่างโยนความผิดทั้งหมดให้พระองค์ตกเป็นแพะรับบาปแทนพระบิดาผู้นิยมเมามายน้ำจันทร์ที่พลั้งมือสังหารท่านหญิงสูงศักดิ์ผู้อยู่ผิดที่ผิดเวลา


ภายในเวลาไม่นานชื่อเสียงของบุตรกษัตริย์ต้องถูกฉุดให้คลุกน้ำโคลนด้วยฝีปากชาววังที่เสริมเติมแต่งให้เรื่องราวให้ฉาวโฉเกินความเป็นจริง จนกระทั่งขอทานข้างถนนยังถุยน้ำลายรดพื้นทุกครั้งที่ได้ยินพระนามว่าที่เจ้าแผ่นดิน


‘องค์ชายลูกเจี๊ยบ’ คือนามที่ทั่วอาณาจักรเรียกขานเพื่อเหยียดหยามดูหมิ่น


เพียงลมปากเจ้าชายองค์น้อยทรงรับไหว


แต่คมมีดนักฆ่าที่ส่งมาแทบไม่เว้นวันนี่ก็เกินไป!



[อ๊าก!!! ตุบ!]


เสียงศรีษะมือสังหารร่างยักษ์ขาดสะบั้นจากลำคอและตกกระดอนกับพื้นหินอ่อนด้วยคมดาบขององค์ชายวัยเก้าพรรษา!


[เฮ้อ~]


บาดแผลยาวบนแขนที่นักฆ่าร่างใหญ่ฝากไว้ก่อนตายทำให้เด็กชายเชื้อพระวงศ์ต้องถอนลมหายใจเฮือกใหญ่แล้วถ่อสังขารไปตามหาแพทย์หลวงมารักษาดั่งที่ทำเป็นกิจวัตรทุกค่ำคืน


บรรดาราชองครักษ์ประจำพระองค์ต่างเหน็จเหนื่อยกับเหล่านักฆ่าที่ผุดขึ้นมาดังดอกเห็ดไม่หยุดหย่อนจนทยอยตายหายหรือลาออกไปกันหมด ทิ้งให้เจ้าชายวัยไม่ประสาต้องปกปักษ์พระชนชีพเพียงลำพัง เหล่าทหารข้ารับใช้ประจำพระราชวังทั้งหลายต่างปิดหูปิดตาไม่สนว่าเด็กน้อยจะเป็นตายร้ายดีไปอย่างไร


เจ้าชายวัย ๙ พรรษา ผู้ไม่เหลือใครให้พึ่งพิงต้องขังตัวในห้องสมุดไม่เว้นวันเพื่อศึกษาตำราเวทมนตร์และฝึกฝนวิชาการต่อสู้จนสายตัวแทบขาดเพื่อให้ตนมีชีวิตรอดไปได้อีกหนึ่งราตรี


องค์ชายรักพระชนชีพตนยิ่งกว่าสิ่งใด ต่อให้เป็นพระชนกหรือพระชนนีที่หันคมดาบเข้าใส่...พระองค์ก็จะทำการปิตุฆาต มาตุฆาตโดยไม่ลังเล!


เสียงย่ำรองเท้าดังก้องกังวาลในโถงทางเดินมืดมิด เชิงเทียนนับร้อยประดับสองผนังล้วนดับสิ้นไปเมื่อชั่วยามก่อนเหลือเพียงน้ำตาเทียนแห้งกรังไร้แสงส่องทาง เพลานี้ดึกดื่นเกินกว่าที่จะมีขุนนางนั่งดื่มสังสรรค์และเช้าเกินกว่าที่ข้ารับใช้จะตื่นขึ้นจัดเตรียมสำรับอาหาร


แต่ไฉนจึงมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังสอดประสานพระองค์ได้!


[ควับ! ชิ้ง!]


ดาบยาวสีอำพันถูกชักขึ้นปะทะกับคมมีดเงินยวงพุ่งหมายชีวิต! เกิดเป็นประกายไฟส่องสว่างให้เห็นโฉมหน้าของมือสังหารคนที่สองในคืนนี้!


องค์ชายน้อยต้องเบิกพระเนตรกว้างเมื่อเห็นว่าผู้ลงมีดเป็นเพียงเด็กหญิงวัยขบเผาะ! วัยของนางคงไม่ห่างจากพระองค์นักกลับริหาญกล้าหมายคอเชื้อพระวงศ์!


ได้! หากเจ้าไม่กลัวตายเช่นนั้นจงอย่าหาว่าเขาทารุณ!


สองร่างเล็กแลกคมอาวุธแก่กันในเงามืดของรัตติกาล ประกายจากคมอาวุธเต้นเริงระบำภายใต้แสงจันทร์ดั่งการแสดงปาหี่งดงามที่มีสองชีวิตเป็นเดิมพัน! อสรพิษน้อยร่ายเพลงมีดอย่างรวดเร็วในระดับที่อัสวินมากประสบการณ์ยังมองตามไม่ทัน! หากคลาดสายตาเพียงชั่ววินาทีหมายถึงความตาย!


แต่ไฉนแขนขามนุษย์จักเคลื่อนไหวเร็วกว่าพลังธรรมชาติ!


[เปรี้ยง!]


ประกายสายฟ้าถูกส่งออกมาจากดาบอำพันพุ่งเขาร่างดรุณีผู้อาจหาญ! ร่างเล็กพยายามกัดฟันเข้าสู้ หากไม่อาจต่อต้านเพลิงจากฟากฟ้าที่แทรกตัวเข้าทุกอณูขนได้!


[ฟุบ!]


เจ้าชายรีบใช้แขนพยุงร่างเด็กหญิงที่หมดสติก่อนที่ร่างน้อยจะกระแทกพื้น [เฮ้อ~] สุดท้ายแล้วพระองค์ก็ไม่อาจทำใจปริดชีพนางได้จึงออมแรงไปมากโข


จะเอาอย่างไรล่ะทีนี้? หากปล่อยตัวไป งูเห่าย่อมไม่สำนึกและย้อนศรกลับมาอีกครั้งเป็นแน่ 


เพียงประดาบได้ไม่นานพระองค์สามารถรับรู้ได้ว่าเด็กหญิงมีพรสวรรค์ที่ฆ่าคนได้แม้ใช้มือเปล่า ยังโชคดีที่นางไม่รู้วิชาเวท ไม่เช่นนั้นผลการต่อสู้จะออกมาเช่นไรคงบอกได้ยาก


จะว่าไป ดูๆแล้วหน้าตาเด็กหญิงก็ไม่ขี้ริ้วนัก หากจับขัดสีฉวีวันสักหน่อยสอนมารยาทเสียนิด - บิงโก!!!


ในเมื่อชนชั้นสูงคนอื่นยังส่ง ‘สัตว์ร้าย’ มาหมายคอพระองค์ได้ การที่พระองค์จะเลี้ยง ‘อสรพิษ’ ไว้ป้องกันตัวบ้างคงไม่ผิด!


ไม่ต้องเป็นห่วงไปแม่งูน้อย มาทำงานให้พระองค์รับรองว่างานสบาย เงินดี มีกินมีใช้ตลอดชาติ...ตราบได้ที่เจ้าไม่รีบชิงตายไปเสียก่อนนะ!


***



เป็นเวลากว่าห้าปีแล้วที่สงครามระหว่างมนุษย์กับอสูรดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง


ในที่สุดกองทัพมนุษย์อันมีองค์ราชานำทัพโดยพระองค์เองสามารถตีฝ่ากำลังข้าศึกจนกระทั่งประชิดเขตเมืองหลวงของศัตรูอันเป็นที่ตั้งของปราสาทจอมอสูร!


อีกไม่นานแล้วจะถึงวันตัดสินชะตาของสองเผ่าพันธ์ุ


เหล่าทหารกล้าน้อยใหญ่แทบอัดอั้นความตื่นเต้นของตนไว้ไม่อยู่เนื่องจากพวกเขาเชื่อมั่นว่าเทพีแห่งชัยชนะจะโปรยยิ้มแด่พวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย


ยังจะมีสิ่งใดให้หวั่นเกรง ในเมื่อท่านเทพธิดาเสด็จลงมารบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขาในฐานะผู้กล้า!


สองเท้าเหยียบย่างปุุยเมฆ! วาจาสิทธิ์สั่งเป็น-ตาย! สั่งการคมอาวุธนับไม่ถ้วนเพียงกระดิกปลายนิ้ว!


แม้แต่คนที่ไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังต้องยอมรับว่าท่านผู้กล้าคนปัจจุบันนั้นใกล้เคียงกับทวยเทพในตำนานปรัมปรามากกว่าจะทำใจเชื่อว่าเป็นเพียงมนุษย์ด้วยกัน


แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าท่านผู้กล้าที่ทั่วอาณาจักรร้องเพลงสรรเสริญนั้นแท้จริงแล้วน่าสมเพชอดสูเพียงใด...



ธิดาเคานต์เติบใหญ่ย่างวัยสาว หากแต่การที่มิได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอในวัยเยาว์กอรปกับการใช้งานร่างกายและพลังเวทอย่างหนักหน่วงในสนามรบมาหลายปีทำให้ร่างกายของนางแคระแกรนเมื่อเทียบกับหญิงวัยเดียวกัน


อวัยวะภายในบอบช้ำ กระดูกอ่อนร้าวหักง่าย แขนข้างถนัดพิกลพิการ


หากมีใครสามารถมองทะลุสาบผ้าหนาที่นางหุ้มกายไว้คงหลั่งน้ำตาด้วยความสงสารเนื่องจากทั่วกายของหญิงสาวเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นที่กระทั่งเวทมนตร์ก็มิอาจรักษาได้


เหล่าแพทย์พยาบาลมากมายที่เดินเข้าออกกระโจมใจกลางค่ายทหารของท่านผู้กล้าเป็นว่าเล่นได้แต่ส่งสายตาสงสารแด่หญิงสาวตาบอดที่มิอาจรับรู้ได้


นี่น่ะหรือนางฟ้าสีชาดผู้เข่นฆ่าปีศาจร้ายไปนับไม่ถ้วน?


เหตุใดหนอสวรรค์จึงมอบภาระใหญ่หลวงให้บ่าน้อยนี้เป็นผู้แบกรับ?


แต่ท่ามกลางสายตาสมเพชเวทนามากมายที่บุตรีเคานต์มิต้องการ


คือสายตา ‘สองคู่’ ที่มีเพียงความรักใคร่ที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆไม่หยุดยั้งตลอดห้าปีมานี้


“บาดแผลภายในจากศึกเมื่อแปดวันก่อนเยี่ยวยาหมดสิ้นแล้ว...ความจริงมันควรหายภายในชั่วข้ามคืน...แต่ดูเหมื่อนว่าร่างกายท่านเริ่มต่อต้านพลังรักษา น่ากลัวว่าหากครั้งหน้าท่านได้บาดแผลมาอีก...”


ท่านหัวหน้าแพทย์หลวงกล่าวถึงสภาวะร่างกายของท่านผู้กล้าตัวน้อยด้วยลำคอแห้งผาก แผ่นหลังของเขามีเม็ดเหงื่อไหลชุ่มเนื่องจากสายตาคมของสองผู้ครองอาณาจักรจับจ้องมาดั่งจะกล่าวโทษเขาว่าทำหน้าที่บกพร่อง!


“โปรดอย่าเป็นกังวลไปเลยเจ้าค่ะ หนูรู้ดีว่าท่านพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว เป็นหนูต่างหากที่เลินเล่อจนได้แผลมาเอง...หนูช่าง...อ่อนแอไร้ประโยชน์นัก...”

“ม…มิใช่หรอกท่าน! ท่านสามารถช่วยชีวิตทหารส่วนมากไว้ได้ พวกเขาย่อมชื่นชนท่าน!”


เวรล่ะสิ! เขาเผลอทำให้ท่านผู้กล้าจิตมืดหม่นคิดมากอีกแล้ว!


“ส่วนมาก...แล้วส่วนน้อยที่ตายไปเล่า พวกเขาไม่สำคัญหรือ? พวกเขาไม่มีคนรักที่รอคอยการกลับมาหรือ?...หากหนูผลักดันตัวเองอีก...”

เวร! เวร! เวร! ท่านผู้กล้าาาา! ท่านคิดมาาากกกเกินไปแล้ว! ท่านกลับมาก่อน! คิดบวกสิท่าน คิดบว-


[หมับ!!! เฮื้อก!!]


ท่านหัวหัวหน้าแพทย์หลวงสะดุ้งตัวโยนเมื่อรู้สึกถึงมือหนาที่บีบหัวไหล่ของเขาจนกระดูกแทบร้าว! องค์ราชาสงสายตาเชือดเฉือนคาดโทษให้เจ้าหมอปากไม่อยู่สุขที่บังอาจเหยียบกับระเบิดเข้าเต็มเปา! 


 ใช้เวลาเป็นอาทิตย์กว่าพวกเขาจะโอ๋นางให้กลับมายิ้มได้! ไอ้จัญไรนี้ทำให้ความพยายามของพระองค์ต้องสูญปล่าวด้วยคำพูดสองประโยค!


แกคงไม่อยากมีลิ้นไว้ประดับปากแล้วใช้ไหม!!!


แต่ในระหว่างที่องค์ราชากำลังจะคิดบัญชีกับหมอปากผีเจาะ กลับมีใครบางคนที่ถือโอกาสเข้าไปกุมมือปลอบโยนอดีตจอมยุทธที่ข้างเตียง


“โอ๋~หนูมิต้องเป็นกังวลไปนะจ๊ะ ราชินีผู้เปี่ยมเมตตาคนนี้ย่อมมอบงานศพอย่างสมเกียรติแด่เหล่าทหารผู้เสียสละเอง”


“จ…จริงนะเจ้าคะ”

“จริงสิจ๊ะ~ไว้หลังสงครามนี้พวกเรา ‘สองคน’ เดินทางไปจัดพิธีกันนะจ๊ะ ไม่ต้องเอา ‘เจ้าคนไร้ประโยชน์’ ไปด้วย!”


องค์ราชาที่เห็นนังราชินีงูพิษแอบไปทำคะแนนนำรีบโยนร่างท่านหมอผู้หน้าสงสารออกไปนอกกระโจมแล้วรีบมายื้อแย่งมือน้อยของท่านผู้กล้าสาวที่กำลังถูกอสรพิษล่อลวง!


“เพียงจัดงานชั่วประเดี๋ยวจะมีประโยชน์อันใดกัน! ราชาแสนปรีชาผู้นี้จะมอบเบี้ยหวัดดูแลทุกครอบครัวที่สูญเสียสามีและบุตรเอง ดีไหม!?”


“ว้าว! พระองค์ช่างประเสริฐนักเจ้าค่ะ!”

หน่อยเจ้าไก่อ่อน! จะเล่นอย่างนี้ใช่ไหม! ได้!!


“เงินทองใช้ไปชั่วประเดี๋ยวก็หมด! ฉันจะเปิดโรงเรียนให้ทายาทของพวกเขาได้ศึกษาความรู้ไว้ประดับกาย!”


ชิ! นังลูกงู! “โรงพยาบาล!”



ไอ้ลูกเจี๊ยบ! “สาธาณูปโภค!”



“อาหาร!!”



“เครื่องนุ่งห่ม!!”



“โรงละคร!!!”



“ลานกีฬา!!!”



ใครนะที่แพ้อย่างหมดรูปแล้วชักดิ้นชักงอเป็นไส้เดือนดิน!



ใครนะที่ไม่กล้าชักดาบมาวัดฝีมือกันอีกรอบ!



งูเห่า!



ไก่แจ้!



แกตาย!!!


สองผู้คลองบัลลังค์ชักอาวุธมาวาดฟันตลุมบอนกันต่อหน้าท่านผู้กล้าที่นั่งนิ่งด้วยสีหน้างงงวยไม่เข้าใจสถาณการณ์


หรือนี่จะเป็นคู่รักคู่กัดดั่งที่นางเคยได้ยินมา...ปรกติแล้วเขาร่ายเวทอันตรายถึงชีวิตใส่กันเลยหรือ?


แผ่นดินนี้ช่างน่าพิศวงนัก...



ภายนอกกระโจมคือสามหัวหน้ากองราชองครักษ์ที่มองเหตุการณ์ด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก


หัวหน้าหน่วยสาม: “เอ่อ...เราควรเข้าไปห้ามพวกท่านไหม?”


หัวหน้าหน่วยสอง: “เรื่องผัวเมียแกจะไปยุ่งอะไร! สู้ๆนะเพคะองค์ราชินี!! เอาชนะใจท่านผู้กล้าให้ได้!!!”


หัวหน้าหน่วยหนึ่ง: “...ใครมียาแก้ปวดหัวบ้าง...ข้ารู้สึกเหมือนไมแกรนขึ้น...”



ความคิดเห็น