ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บาปที่ ๙ ข้านั้นน่าอดสู

ชื่อตอน : บาปที่ ๙ ข้านั้นน่าอดสู

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 147

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มี.ค. 2561 18:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บาปที่ ๙ ข้านั้นน่าอดสู
แบบอักษร

บาปที่ ๙ ข้านั้นน่าอดสู


ผ่านพ้นค่ำคืนแห่งการสู้รบมาได้สองสัปดาห์ในที่สุดทัพหลวงก็เดินทางมาถึง เหล่าชนคนหาญผู้สละเลือดเนื้อและมิตรสหายในคืนนั้นมองการมาถึงของพลทัพกว่าห้าแสนนายด้วยสายตาหลากอารมณ์


พวกเขาอยากบอกว่ามันสายไปแล้ว...พวกเขาอยากบอกว่าภัยร้ายล้วนถูกขจัดสิ้น...พวกเขาอยากบอกว่าชัยชนะนั้นอยู่ในกำมือ...แต่พวกเขารู้ดีว่ามันยังไม่จบแต่เพียงนี้!


สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร แม้ชนะศึกแรกแต่ปลายทางของสงครามเผ่าพันธุ์ครั้งนี้ยังอีกยาวไกล!


เมืองการค้าถูกดัดแปลงให้กลับเป็นค่ายทหารเช่นการก่อน อาหารวัตถุดิบที่หลงเหลือถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของเสบียง กระโจมมากมายสุดลูกหูลูกตาถูกตั้งขึ้นเพื่อพักพิง พวกเขายังต้องอยู่กินที่นี่อีกยาวนาน


กำแพงที่ทลายลงถูกซ่อมแซมอย่างรวดเร็วภายใต้การดูแลของมหาปราชญ์ที่กุมมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อหนัง เขาแค้นใจตนเองที่มิได้ใช้เวทเคลื่อนย้ายมวลสารเพื่อมาถึงให้เร็วกว่านี้! บุตรคนที่หกของบารอนนึกถึงท่านหญิงน้อยนิสัยแปลกประหลาดที่เขาดูแลพร่ำสอนเมื่อหลายปีก่อน


นางยกเขาเป็นอาจารย์


นางนับถือเขาเป็น ‘เซียน’


แต่ในยามคับขันเขากลับมิได้อยู่ให้นางพึ่งพิง!


ทั้งมหาปราชญ์และอาร์คดัชเชสแห่งนอร์ทฟอเรสได้รับสารด่วนจากองค์ราชินีเรียกตัวมารักษาบุตรีเคานต์ผู้บาดเจ็บสาหัส แม้ทั้งสองจะเยียวยาปิดบาดแผลโดยมากได้...


แต่แขนขวานั้นยังคงขาดด้วน


สองตานั้นยังคงมืดบอด


และเด็กน้อยยังคงนิทราไม่รู้ตื่น


[โคร่ม!]


ป่าใหญ่อายุหลายร้อยปีโดนโค่นล้มจนโล่งเตียน! แม้น่าเสียดายแต่เหล่ามนุษย์มิอาจปล่อยให้อสูรใช้มันลักลอบเข้าประชิดได้อีกครั้ง การศึกครั้งต่อไปทั้งสองฝ่ายจะเห็นซึ่งกันและกันจากระยะไกล


เสียงไม้ใหญ่ล้มดังอึกทึกช่วยกลบเสียงกรีดร้องของเหล่าขุนนางนายทหารชั้นสูงที่อดีตนักฆ่าต้องสงสัย! ไม่มีทางที่เหตุการณ์ที่ผ่านมาจะเกิดขึ้นได้หากไม่มีคนทรยศ! 


จะกี่สิบกี่ร้อยคนพระนางจะลากคอออกมาทรมานให้หมด! ให้พวกมันได้ลิ้มรสความเจ็บปวดสักเสี้ยวหนึ่งของที่ดรุณีผู้เสียสละได้รับ!


องค์ราชินีได้แต่ห้อมล้อมพระวรกายด้วยเลือดเนื้อและเสียงอ้อนวอนขอชีวิต ระบายอารมณ์อัดอั้นที่มิอาจช่วยเหลือนางฟ้าตัวน้อยได้!



***



      ห่างไกลออกไปในอาคารใหญ่อันเป็นศูนย์บัญชาการรบ  บรรดาคณะท่านผู้มีอำนาจสั่งการอนาคตของทั้งอาณาจักรประชุมกันหน้าดำเคร่งเครียดเพื่อตัดสินทิศทางที่จะก้าวต่อไป


“ขณะนี้เรากำลังเป็นต่อ ข้าศึกคงไม่คิดไม่ฝันว่ากำลังชุดแรกจะถูกกำจัดลงอย่างรวดเร็ว ข้าขอเสนอให้เราใช้โอกาสนี้ชิงยกทัพบุกแดนอสูรแทนที่จะนั่งอมมือรอสัตว์นรกพวกนั้นลุกล้ำแดนเราอีกครั้ง!”


“ข้าไม่เห็นด้วย การยกพลโจมตีเท่ากับว่าเราฉีกสนธิสัญญาด้วยน้ำมือตนเอง! หากอสุราใช้การที่เรารุกรานเป็นข้ออ้างขอกำลังเสริมจากอาณาจักรอื่นเล่า! ความสัมพันธ์กับระหว่างเรากับชาวบาดาลยิ่งเปราะบางอยู่”

“สนธิสัญญาบ้าบอคอแตกอะไร! เจ้าไม่เห็นรึว่าพวกเวรนั่นเข่นฆ่าคนของเราตายไปเท่าไร! แผ่นกระดาษไร้ประโยชน์นั่นถูกฉีกทิ้งตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนแล้ว!”


“แล้วท่านมีหลักอะไรมาพิสูรณ์ว่าวังจอมอสูรอยู่เบื้องหลังการโจมตี! หมายประกาศสงครามก็ไม่มี! บนซากศพเราก็ไม่พบตราราชวงศ์ปีศาจ! พวกที่บุกมาอาจเป็นเพียงกลุ่มหัวรุนแรงส่วนน้อยก็เป็นได้้”

“ส่วน...น้อย...หัดเบิกตาดูความเป็นจริงบ้างสิเจ้าบ้า! หรือว่างานเอกสารจะทำให้ตาเจ้าฝ้าเลือนไปหมด!”


“ท่านสิควรสงบสติอารมณ์! เราไม่ควรเริ่มสงครามเพียงเพื่อสนองความบ้าดีเดือดชั่วครู่ ท่านรู้หรือไม่ว่าการรบใช้เงินมากแค่ไห-”

ก่อนที่ท่านเอกราชทูตจะพูดจบประโยค ศรีษะของท่านกลับถูกลำแสงสีเงินยวงจากนอกหน้าต่างพุ่งตัดผ่านจนระเบิดเป็นเศษเนื้อละเอียด! เหล่าคนสำคัญในห้องประชุมตกใจแตกตื่นตระหนกรีบคว้าอาวุธใกล้มือมาป้องกันตัวจากศัตรูที่มองไม่เห็น! บ้างคิดว่าทัพอสูรเริ่มจู่โจมอีกครั้ง!



[จุ จุ จุ]


มีเพียงร่างของบุรุษที่สำคัญที่สุดในอาณาจักรที่ยังประทับผ่อนคลายอยู่บนพระที่นั่ง จิ๊พระโอสถ์ให้เหล่าพณะท่านทั้งหลายที่ตื่นตูมด้วยความขบขัน พลางทอดพระเนตรมองร่างไร้หัวที่พูดจาไม่เข้าหูของสตรีอารมณ์เสียบางคนเข้า


ดีเหมือนกัน พระองค์เองก็หน่ายที่จะนั่งฟังคนทะเลาะกันไม่จบสิ้นจนแอบบรรทมไปแล้วหลายตื่น


ดูท่าหากพระองค์ไม่เร่งเอาใจแม่ราชินีงูเห่า สำแสงถัดไปคงเล็งมาที่พระเศียรของพระองค์เป็นแน่แท้


“โอ้! ช่างน่าเศร้านัก! มีทหารจากวังอสูรลอบสังหารท่านทูตในระหว่างที่เดินทางไปเจรจาเรื่องเหตุปะทะที่ชายแดน”

“…”

“…”

“…โอ้! มิน่าเลย! ยังเห็นกันอยู่หลัดๆแท้ๆ หน่อยแน่มารร้าย! เห็นทีเรามิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้!”

“ไม่นะไม่! สวรรค์ไม่มีตา คนดีๆจึงอายุสั้นนัก!”

“หลับให้สะบายเถิดท่าน! พวกเราจะชำระหนี้แค้นของท่านเอง!”

“ฆ่ามัน!! ฆ่ามัน!! ฆ่ามัน!!”



หัวหน้าหน่วยราชองครักษ์ที่หนึ่งได้แต่ใช้มือลูบคลึงขมับที่ปวดเศียรเวียนเกล้ากับกลุ่มคนไม่เต็มเต็งเหล่านี้


เหตุใดหนอ? เหตุใด? เหล่าผู้มีอำนาจในอาณาจักรนี้จึงจิตไม่สมประกอบกันสักรายเดียว!



***



เมื่อตื่นขึ้น สิ่งเดียวที่ข้าเห็นคือโลกอันมืดมิด

ข้ารู้สึกเมื่อยขบไปทั้งกายา กี่วันคืนแล้วที่ข้าหลับไหลเช่นคนคร้าน? ภายลำคอแสบขมแห้งผาก

“…น้ำ…”

ข้าพยายามใช้สองแขนพยุงกายขึ้นตามสัญชาตญาณ ก่อนระลึกได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นเมื่อสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าที่ต่อกับหัวไหล่ขวา

แม้ข้าจะมองไม่เห็น แต่ข้าจินตนาการได้ว่าสภาพร่างกายของข้าในยามนี้นั้นน่าอดสูเพียงไร

บทบาทของธิดาคือการสมรสและให้กำเนิดบุตรมาสืบทอดวงศ์ตระกูล แต่ใครเล่าจะหาญกล้าแต่งงานกับหญิงพิกลพิการ? สายเลือดที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษหลายหมื่นชั่วอายุคนจะต้องมาหยุดลงที่ข้า

เหตุใดข้าจึงไม่ตายๆไปเสีย!

หากข้าสิ้นชีพในสมรภูมิ คงพอนำพาชื่อเสียงมาให้ครอบครัวได้บ้าง หรืออย่างน้อยท่านพ่อท่านแม่จะได้ไม่ต้องอับอายที่มี--


“มีใครเคยบอกไหมว่าท่านคิดมากเว่อร์”



!!!


“ไม่ต้องตกใจไป ‘ท่านจอมยุทธ’ ข้าเพียงใช้เวทตรวจสภาพสมองของท่านแล้วเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเท่านั้น ไม่ได้ต้องการล่วงละเมิดพื้นที่ส่วนตัวของท่านแต่อย่างใด--เอ้า! นี่น้ำ”


                    “…ขอบคุณ...แม่นาง...”

“แต่จะว่าก็ว่าเหอะ อย่าหาว่าฉัน ส สระ เ-ือก เลยนะ! แต่หัดปล่อยวางให้จิตมันชิวๆซะบ้างเหอะ Think Positive เข้าไว้!”


                    “พ...พอ..สิ...ตีบ...”

“เอ่อ! นั่นแหละ! มองบวก คิดบวก ทำบวกเข้า เดี๋ยวชีวิตมันจะติดบวกเอง! คิดได้ไงว่าอยากให้ตัวตายๆไปซะ!!! หัดคิดซะบ้างว่าตัวตายไปแล้วพ่อแม่จะอยู่กับใคร! ลูกทั้งคนกว่าจะเลี้ยงจนโตเป็นควายมาได้มันง่ายซะที่ไหน!”


                    “...ท่านพ่อ...ท่านแม่...ข้ามิได้...”

                    “จริงอย่างที๋ท่านกล่าว…คิดบวก...ทำบวก...ข้าน้อยจะจดจำคำสอนไว้ขอรั--”

“อยู่่มาหลายปี! โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้วยังปรับตัวไม่ได้อีกเรอะ!! หัดพูดจาให้เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาบ้างไม่งั้นเดี๋ยวเขาจะจับส่งหลังคาแดงเอา! แค่ทำใจพูดคะพูดขาไม่ได้แล้วยังมีหน้าเป็นห่วงเรื่องสืบสายเลือด! สมัยนี้แล้วของอย่างนั้นใครเขาสนกัน เด็กกำพร้ามีเยอะแยะไปหามาเลี้ยงไว้สักเล้าก็ไม่มีใครว่าได้บุญได้กุศลด้วยนะแก”


บุตรีตัวน้อยหักห้ามตนไม่ให้ตอกกลับไปว่าแม่นางนั่นแหละที่สมควรปรับตัว! แต่นางพอจะคาดเดาได้แล้วว่าสตรีวาจาแปลกประหลาดข้างเตียงคือใคร


ในวัยเยาว์ธิดาเคานต์เคยได้ยินท่านเซียนเรียกขานนางว่าเป็น ‘สตรีวิปลาสหมายเลขสอง’ ฉะนั้นหมายความว่าบนผืนแผ่นดินนี้จะต้องมี ‘สตรีวิปลาสหมายเลขหนึ่ง’ อยู่ที่ใดสักแห่งเป็นแน่


นางมั่นใจว่าแม่นางข้างเตียงจะต้องเป็นบุคคลผู้นั้นอย่างไม่ต้องสงสัย


                    “…”

“ว่าไง ‘หนูน้อย’ ไหนลองพูดให้อาเจ๊ชื่นใจสิ!”


                    “…”

                              “…ขอรั-…”

                                                  “...”

“...เจ้าค่ะ...หนูจะ...พยายามปรับตัว”


“เก่งมาาากกก! เด็กดีต้องได้ของรางวัล!”


“แต่แก้มยุ้ยน่ายักน่าหยิกจริงๆ นะเรา! มามะ! ให้พี่สาวหอมสักฟอดก่อนมา!!”



อดีตจอมยุทธเริ่มเข้าใจหัวอกของท่านอาจารย์ขึ้นมาบ้างแล้ว



***



ในระหว่างที่ดรุณีน้อยกลายเป็นตุุ๊กตาให้ท่านอาร์คดัชเชสแห่งนอร์ฟอเรสผู้ไม่รู้จักโตยุแหย่เล่นอยู่นั้น กองกำลังมนุษย์และอสูรก็กำลังเพชิญหน้ากันท่ามกลางสมรภูมิอีกครั้ง


ศึกครั้งนี้แตกแต่งจากครั้งที่แล้วมา 


ฝ่ายอสุราหาได้มีเพียงเผ่าพันธุ์ชั้นต่ำไร้ความคิดดั่งที่ถูกส่งมาสร้างความโกลาหลล่วงหน้า แต่เป็นเหล่าชนที่มีความคิดเขียนอ่านเฉกมนุษย์ สองมือถือจับศาสตราวุธ กายาห่อหุ้มด้วยเกราะหนังเนื้อกระด้าง จัดขบวนทัพดั่งที่ราชามันวางกลยุทธ์ แม้ไร้อาวุธที่ทรงพลังดั่งมารร้ายที่ถูกขจัดไป แต่ข้าศึกมหาศาลนี้นั้นหาดูแคลนได้!


แต่มนุษย์เองใช่ข่มเหงได้! องค์ราชา ราชินี และจอมปราชญ์ล้วนอยู่ในแนวหน้าของกองทัพ! สายตาของสามผู้ทรงพลังจับจ้องไปยังอริราชที่อาจเหิมเกริม! อดีตสหายร่วมชั้นเรียนได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง เบื้องหลังคือทหารกล้าห้าแสนนายที่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันหมายล้างแคนแทนพวกพ้องที่ตายจาก!


[ตูม! ควับ! เช้ง!]


เสียงการรบฟันราวีกึกก้องสะเทือนหล้าฟ้าดิน สองหมู่เหล่าล้วนสะบัดอาวุธฉวัดเฉวียงใส่คู่ติดพัน! มนตราหลากคำร่ายถูกเรียกมาหวังทลายอริราชสิ้น!


องค์ราชาทรงชักดาบประกายอำพันออกจากฝักแล้วออกวิ่งด้วยความเร็วที่มิอาจมองตามทัน!


[เปรี้ยง!]


เหล่าอสุราที่หาญกล้าขวางทางล้วนถูกดาบหุ้มสายฟ้าตัดผ่านภายในพริบตา! บาดแผลที่โดนฟันถูกเผาไหม้เป็นตอตะโก้ สร้างความเจ็บปวดอย่างแสนมหันต์! แต่ก่อนที่พวกมันจะทันกรีดร้องกลับมีลำแสงสีเงินยวงพุ่งฉีกกระชากร่าง!


สองผู้ครองราชแม้มิมีความรักต่อกันฉันท์สามีภรรยา แต่ระหว่างทั้งสองพระองค์คือความเข้าใจซึ่งกันและกันที่ทำให้สามารถสู้รบสอดประสานดั่งจังหวะเต้นรำ!


สายฟ้าสีทองเผาผลาญเหล่าศัตรูและแสงสีเงินดับลมหายใจพวกที่เหลือรอด!


มหาปราชญ์ที่ถูกยกย่องว่าเป็นอาจารย์ของพวกท่านทั้งสองเองก็มิน้อยหน้า! เพียงสะบัดมืออากาศรอบกายอสูรพลันบิดเบี้ยว เมื่อสะบัดมืออีกครั้งลำตัวท่อนบนและล่างของปีศาจนับสิบถูกเวทเคลื่อนย้ายไปต่างที่ สังหารพวกมันทั้งหลายในพริบตา!


ที่ใดก็ตามที่สามสหายร่วมรุ่นเคลื่อนผ่าน จะต้องมีซากศพของปีศาจกองเป็นภูเขาเลากา!



แต่นายทหารทั่วไปมิได้เก่งกาจถึงเพียงนั้น สำหรับพวกเขาการจะล้มอสูรสักตัวนั้นนับว่าหืดขึ้นคอ ต้องแลกหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อจำนวนมาก


คนหนุ่มต้องการเป็นผู้พิการ พี่น้องต้องลาจาก เพื่อนฝูงไม่อาจอยู่กันพร้อมหน้าได้อีกครั้ง


สงครามนำมาเพียงความสูญเสีย 


ใครหนอที่เริ่มต้น? ใครหนอที่จะหยุดยั้ง? 


เหนื่อยเหลือเกิน ล้าเหลือเกิน...ใครก็ได้...ได้โปรด...



[แป๊ะ! แป๊ะ! แป็ะ!]



 “ฝนหรือ?”          “ไม่ใช่!? นี่มัน!”          “เลือด!!!”



“เหล่าวีรชนเอ๋ย แผ่นดินของท่านคือแผ่นดินของข้า

การที่ท่านจับดาบเพื่อแผ่นดินเท่ากับว่าท่านจับดาบเพื่อข้าเช่นกัน”


เสียงเล็กใสงดงามดั่งกระดิ่งสวรรค์ดังแว่วตามสายลม แม้แผ่วเบาหากสามารถทำให้เหล่าทหารผู้เหนื่อยล้าหึกเหิมขึ้นได้อย่างน่าประหลาด



“ทุกสรรพสิ่งของข้าจึงเป็นของท่าน”


ฝนสีชาดที่ภายแรกน่าหวาดกลัวดูไปแล้วคล้ายอัญมณีที่ตกหล่นจากพวกฟ้า สะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายระยิบระยับดูงดงามอย่างน่าพิศวง



“กายเนื้อของข้าล้วนเป็นของท่าน”


เมื่อหยดกระทบกายเรี่ยวแรงที่ถดหายก็พื้นขึ้นเช่นปาฎิหารย์ ดาบโลหะในมือพลันแผ่วเบาราวขนนก



“โลหิตของข้าล้วนเป็นของท่าน”


เลือดในกายสูบฉีดร้อนรุ่มคึกคะนองแม้ทหารวัยกลางคนยังรู้สึกเหมือนตนได้กลับเป็นคนหนุ่มอีกครั้ง!



“พลังของข้าล้วนเป็นของท่าน”


พลังเวทที่เอ่อล้นขึ้นมาเหมือนไร้ก้นบึ้งทำให้ทุกคนมีแรงใจที่จะอึดสู้ต่อไป! กระทั่งสามผู้ทรงอำนาจยังมิอาจเชื่อสัมผัสของตนเองได้!


นี่มิใช่เพียงเวทมนตร์รักษา! หากแต่มันคล้ายพรจากสวรรค์สูงส่งเกินความเข้าใจของมวลมนุษย์!



“ตราบใดที่ท่านยังคงดิ้นรน...”


มนุษย์ทุกคนส่งเสียงกู่ร้องอย่างอัดอั้นไว้ไม่อยู่! 


ภายในหัวใจของพวกเขาคือความเชื่อบางอย่าง!


ความเชื่อที่มาจากจิตวิญญาณ!


ความเชื่อมั่นในตัวตนเจ้าของวาจา!



“ข้าจะสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านเอง!”


เสียงกึกก้องทรงผลังของเหล่าทหารกล้าที่มีผู้ยึดหนี่ยวจิตใจทลายขวัญของเหล่ามารอสูรเขจิงสิ้น  กระทั่งองค์ราชาและราชินียังมิอาจละสายพระเนตรจากสตรีผู้ย่ำเหยียบฟากฟ้า


ใบหน้าจิ้มลิ้มปราสจากสิ่งปรุงแต่ง สองนัยน์ตาสีฟ้าอ่อนคล้ายบึงน้ำทิพย์ใส แขนขวาเป็นโลหะสีแดงมันเงาสะท้อนอาทิตย์ส่อง เป็นประกายเจิดจรัสยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกา


“ช่างงดงามนัก”


สองผู้ครองอาณาจักรกล่าวขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ภายในพระอุระของทั้งสองพระองค์รู้สึกถึงบางสิ่งที่มิเคยสัมผัสมาก่อน...บางสิ่งที่ถวิลหามานาน...



สูงส่งเกินกว่าจะอาจเอื้อม


บริสุทธิ์เกินกว่าจะเหยียบย่ำในสมรภูมิ


ตัวตนผู้เป็นตัวแทนแห่งสรวงสวรรค์


ผู้ที่มาลงมาเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ผู้อ่อนแอ...


ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกไว้ว่า...



วันนี้


ที่นี่


บนสมรภูมิแห่งนี้


ผู้กล้าคนใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว!


ความคิดเห็น