facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 3 : ฝนตก ไฟดับ

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 3 : ฝนตก ไฟดับ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.8k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 20:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 3 : ฝนตก ไฟดับ
แบบอักษร

งานวัด

วันนี้ผมได้มาเที่ยวงานวัดกับไผ่และสน ผมเดินอยู่ตรงกลางโดยมีทั้งสองเดินขนาบข้าง สองพี่น้องคู่นี้เถียงกันตลอดทางและไม่มีทีท่าว่าใครจะยอมใครก่อน บ้างไผ่ก็บอกว่าจะไปร้านต่างหูก่อน บ้างสนบอกว่าจะไปร้านโรตีสายไหมเจ้าประจำก่อน และพอตกลงกันไม่ได้ก็เริ่มจะลงไม้ลงมือตบตีกันไม่ต่างกับเด็กแย่งของเล่นจนผมชักแสบแก้วหูขึ้นมา

“เอาล่ะ พอ ไม่ต้องเถียงกัน เดินโซนแรกก่อนแล้วค่อยเดินโซนสอง โอเคมั้ย” ผมยกมือขึ้นห้าม และพอสงครามสงบลงผมก็ถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้งแล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ มันมีทั้งของกินของใช้และร้านปาโป่งที่เจ้าของร้านป่าวประกาศโฆษณาของรางวัลในร้านตัวเองเต็มที่

“ปาโป่งจ้า เจ็ดดอกยี่สิบเองจ้าพี่จ๋า” ผมหันไปมองตามต้นเสียง สาวประเภทสองที่เป็นเจ้าของร้านรีบยื่นลูกดอกเจ็ดดอกมัดรวมกันมาให้ผม

“ยี่สิบหรอครับ” ผมไม่แน่ใจว่าราคาจะแค่ยี่สิบบาทจริง ๆ เพราะตั้งแต่โตมาผมก็ไม่ค่อยได้เที่ยวงานวัดเท่าไหร่

“ยี่สิบจ้ะพี่จ๋า เจ็ดดอกได้ตุ๊กตากลับบ้านไปเลยจ้า”

“แล้วดอกล่ะร้อยล่ะครับ คือ… ได้ตุ๊กตาเหมือนกันแต่ตัวใหญ่กว่าใช่มั้ย”

“ใช่จ้า”

“งั้นผมเอาสองดอก ดอกละร้อยครับ” ผมชูสองนิ้ว ไผ่กับสนจึงถามผมขึ้นพร้อมกัน

“พี่เมฆปาแม่นหรอ !”

“ดูถูกพี่เกินไปแล้วนะ” ผมขำนิดหน่อย และหลังจากพูดจบไผ่ก็ยื่นหน้าเข้ามาป้องปากกระซิบข้างหู

                “อย่าหาว่างู้นงี้เลยพี่ ร้านปาโป่งมันจะมีลูกดอกปลายถู่กับปลายแหลม แล้วก็มีหางบาง ๆ กับหนา ๆ ส่วนมากปาไม่โดนหรอกเพราะกะน้ำหนักมือไม่ถูก”

                “ฮ่า ๆ งั้นพี่จะเล็งดี ๆ แล้วกัน” ผมถือว่าเป็นเรื่องของโชคกับเรื่องความแม่นยำคนละครึ่ง เพราะงั้นโดนไม่โดนก็วัดกันที่สองสิ่งนี้ละกัน

                ผมเพ่งสายตามองไปยังลูกโป่งสีชมพูลูกใสซึ่งถูกยัดอยู่ในบล็อกไม้ขนาดสี่เหลี่ยม เสียงแตกดังโป๊ะดังมาจากคนข้าง ๆ เขาปาลูกดอกโดนลูกโป่งไปก่อนแล้ว มันทำให้ผมเสียสมาธิจนประหม่าขึ้นมาซะงั้น มือผมสั่นนิด ๆ ทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยกับไอ้แค่ปาลูกดอกให้โดนลูกโป่งเพื่อรับของรางวัลเป็นตุ๊กตา มือข้างขวาเงื้อขึ้นเหนือหัวก่อนจะออกแรงเหวี่ยงเขวี้ยงให้ลูกดอกพุ่งไปข้างหน้า แต่แล้วสนก็กระชากแขนผมอย่างแรงแล้วชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้าชวนให้ผมดูพลุสีสวย

                “พี่เมฆดูพลุสิ”

                ปุ้ง ! พลุสีแดงแตกกระจายเป็นวงกว้างส่องแสงระยิบระยับท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิดพร้อมกับเสียงแตกของลูกโป่งดังโป๊ะ

                “เย้ ! พี่เมฆปาโดนด้วย” ตามด้วยไผ่ที่ยืนกระโดดโลดเต้น เป็นไปได้ไงในเมื่อสนกระชากแขนผมแรงขนาดนั้นลูกดอกน่าจะเปลี่ยนทิศทางไม่ก็ตกลงพื้นด้วยซ้ำ

                “ล่ะ… เลือกตุ๊กตาเลยจ้ะพี่ หนูให้สองตัวเลย พี่แม่น แม่น มาก มากเลย เอาไปสองตัวเลยจ้ะ อีกดอกไม่ต้องปาแล้ว แล้ว เดี๋ยว เดี๋ยวหนูคืนเงินให้นะ” ไม่ใช่แค่ผมที่อึ้งในฝีมือตัวเอง เพราะขนาดเจ้าของร้านยังอ้าปากค้างรีบควักแบงก์ร้อยหนึ่งใบที่จ่ายไปก่อนหน้านี้ออกจากกระเป๋ามายัดใส่มือผม

                “คืนนะพี่นะ พี่เลือกตุ๊กตาเลย เลือกเลยสิ ได้รีบไปจากร้านหนูสักที เอ้ย ! ได้ไปปาร้านอื่นด้วย ฮ่า ๆ” ท่าทางเจ้าของร้านดูแปลก ๆ เขามองหน้าไผ่สลับกับสนไม่พอยังเหงื่อแตกพลั่กพูดจาติดอ่างหน้าตาเลิ่กลั่กอย่างกับเห็นผี

                คนที่นี่มีแต่คนแปลก ๆ ทั้งนั้น ผมคิดก่อนจะเก็บเงินเข้ากระเป๋ากางเกงแล้วบอกให้ไผ่กับสนเลือกตุ๊กตาตัวใหญ่กันคนละตัว

                “เลือกกันคนละตัวเลย พี่ให้”

                “ไผ่เอาตุ๊กตาผีซอมบี้” ไผ่ชี้ตุ๊กตาผีซอมบี้หน้าเขียวอี๋มีรอยเย็บบนหน้า ตามด้วยสนที่ท่าทางจะชอบอะไรแบบนี้เหมือนกันจึงชี้ไปที่ตุ๊กตาผีตาโบ๋ลักษณะตัวขาวโพลนอ้าปากโชว์ลิ้นแดง ๆ แต่อย่างน้อยมันก็น่ารักกว่าซอมบี้ของไผ่ที่ผมมองเท่าไหร่ก็หาความน่ารักไม่เจอเลยสักนิด

                หลังจากทั้งสองได้ตุ๊กตาตัวใหญ่มากอดกันคนละตัวหัวผมก็โล่งขึ้นมานิดหน่อยเพราะไม่ต้องคอยฟังสองพี่น้องเถียงกันอย่างกับนกกระจอกแตกรัง ผมเดินทอดน่องทอดสายตามองไปบนท้องฟ้าเห็นชิงช้าสวรรค์หมุนตามเข็มนาฬิกา แต่ละตู้นั่งส่วนมากเป็นผู้ปกครองพาลูกมาเล่น และผมก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคู่รักกำลังนั่งกันคนละฝั่งแต่ยังจับมือกันไว้

                ‘ดีจัง’ ผมคิด และผมก็ต้องหลุดจากภวังค์เมื่อจู่ ๆ ไผ่ก็ฉุดมือผมให้วิ่งตาม

                “นั่งชิงช้ากันพี่ เดี๋ยวไผ่จ่ายเอง !” ผมวิ่งตามไผ่ไปติด ๆ ส่วนสนก็หอบตุ๊กตาไว้ในอกก่อนจะวิ่งเยาะ ๆ ตามมาด้วยจนพวกเรามาหยุดอยู่ที่ซุ้มขายบัตร

                “สนไม่ขึ้น” สนพูดหน้าหงอ ๆ ขณะที่ไผ่กำลังซื้อบัตรสำหรับคนสามคน

                “อ้าว ทำไม” ผมถาม

                “สนไม่ชอบเวลามันแกว่ง”

                “แต่พี่ไผ่ซื้อบัตรแล้วนะ” ผมฉุดข้อมือสนให้เขยิบมาใกล้ ๆ

                “ไม่เป็นไร เดี๋ยวสนคืนเงินให้พี่ไผ่ก็ได้”

                “โตเป็นควายยังไม่หายกลัวอีกหรอห๊ะ” ไผ่พูด แลดูไผ่จะไม่สบอารมณ์ที่สนใจเสาะยิ่งกว่าเด็ก ๆ ที่ขึ้นไปนั่งบนนั้นได้โดยไม่รู้สึกกลัวสักนิด

                สนไม่พูดอะไรแต่ล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกงแล้วหยิบแบงก์ยี่สิบออกมาสองใบยื่นให้ไผ่เพื่อชดใช้ต่อค่าบัตรที่จ่ายไปแล้ว ผมรับเงินในมือสนมาแล้วยัดเก็บเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของสนก่อนจะออกปากบอกเสียงเรียบ

                “ถ้าไม่ขึ้นไปด้วยกันแล้วจะให้พี่ทิ้งเราไว้ข้างล่างคนเดียวรึไง”

                ผลที่สุดสนก็ยอมขึ้นมานั่งกับพวกเราจนได้ ไผ่นั่งข้างสนส่วนผมนั่งคนเดียว ขณะที่คนพี่นั่งโยกตัวไปมาตามจังหวะเพลงให้กระเช้าสั่นเบา ๆ เพื่อแกล้งสน สนก็กอดตุ๊กตาผีตาโบ๋ไว้แน่นแล้วนั่งตัวสั่นหงึก ๆ

                “พี่ไผ่อย่าแกล้งสน…” แฝดคนน้องบอกอย่างขอร้อง

                “ไม่ได้แกล้งแต่คนมันกำลังเต้นโว๊ย ฮ่า ๆ” ยิ่งเห็นสนกลัวไผ่ก็ยิ่งขย่มตัวให้ตู้นั่งสะเทือน สนกลัวจนเนื้อตัวสั่นน้ำตาคลอจนผมไม่อยากเชื่อว่าสองคนนี้เป็นพี่น้องกันจริง ๆ

                “ฮ่า ๆ เลิกเต้นแป๊บนึง น้องกลัวหมดแล้ว” ผมพูดปรามไผ่แต่ใช่ว่าไผ่จะหยุด ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุยิ่งขย่มให้ตู้นั่งสั่นซ้ำ ๆ ทำเอาสนกลัวไปใหญ่

                “อิช อิช นี่ถ้าเกิดยุคสองสี่เก้า ๆ จะคิดว่าตัวเองเป็นเอวิดอยู่นะเนี่ย” ไผ่ออกท่าออกทางโชว์สเต็ปการเต้นทั้งที่ยังนั่งอยู่

                “ฮ่า ๆ ไม่ต้องกลัว ลืมตาเร็วเข้าลืมตา ท้องฟ้าสวยจะตายมีดาวด้วยเห็นมั้ย” ผมเขย่าตัวสนซ้ำ ๆ สนยอมเงยหน้าขึ้นมาแต่ยังคงหลับตาปี๋ จะว่าขำก็ขำที่ไผ่เต้น จะว่าสงสารสนก็สงสารที่กลัวเรื่องไม่เป็นเรื่อง

                “ฮือ… พี่ไผ่หยุดเต้นได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้สนซักผ้าตากผ้าให้พี่ไผ่เองนะ” เพราะความกลัวสนถึงกับเสนอข้อตกลงตลก ๆ

“โอเค” และไผ่ก็ยอมทำตามข้อเสนอนั้น คนเป็นพี่หยุดทำตัวดี๊ด๊าให้ตู้นั่งแกว่งทันทีและสนก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

                “มันสูงมั้ยพี่ไผ่ พี่เมฆ” เสียงสนสั่นเทาเคร้าสะอื้น

                “สูงเท่าตึกสิบชั้นตกไปตายสถานเดียว แฮ่ !” แค่โกหกไม่พอไผ่ยังตะโกนเสียงดังข้างหูส่งผลให้สนตกใจอย่างหนักสะดุ้งโหยงโผลตัวมากอดผมแน่น

                “อ๊าก ! ตาย ตาย ตายแน่ ๆ” สนเองก็สติแตกจนดิ้นไปมาทั้งที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ

                “ฮ่า ๆ ใจเย็น ๆ สูงที่ไหนล่ะมันกำลังอยู่ข้างล่าง” ผมกอดสนไว้แล้วเอามือลูบหลังให้ช้า ๆ ตัวสนเย็นเฉียบแต่เต็มไปด้วยเหงื่อ เหนือริมฝีปากคือสันจมูกโด่งที่ปรากฎเหงื่อเม็ดใหญ่ หัวใจในอกกำลังสั่นและเต้นดังไม่เป็นจังหวะจนผมสัมผัสได้

                “ดูสิ เราอยู่ข้างล่างแล้ว” ผมบอก แต่จู่ ๆ ไผ่ก็ลุกมานั่งข้างผมซะงั้น ส่งผลให้ตู้นั่งเอียงไปหนึ่งข้างเพราะน้ำหนักไม่สมดุลทำให้สนแหกปากลั่นแล้วกลับมาดิ้นอีกครั้ง

                “อ๊าก ! พี่ไผ่ ! มันเอียง” ตู้นั่งแกว่งไปมาเพราะสนไม่รู้จักคุมสติตัวเองแล้วนั่งเฉย ๆ หมดเลยคนพูดน้อย หมดเลยคนขี้อาย สนที่กำลังสติหลุดจิตฟุ้งซ่านจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทำเอาผมคิดว่าสนเป็นใครอีกคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน

                “ใจเย็น ๆ ฮ่า ๆ มันแค่เอียงแต่ไม่ได้จะตกสักหน่อย” ผมยังคงปลอบสนอยู่อย่างนั้น สนเองดันเอาแต่ดิ้นนั่งไม่นิ่ง ไผ่เองเห็นน้องกลัวเจ้าตัวก็หัวเราะใหญ่ พูดได้ว่าตู้นั่งเราส่งเสียงดังกลบเสียงเพลงจนคนขายบัตรตะโกนเสียงแข็งขึ้นมา

                “เฮ้ย ! ไอ้ตู้สิบสามนั่งนิ่ง ๆ ดิ ! อย่าเล่นกัน ! เดี๋ยวกระเช้าคว่ำขึ้นมาก็ตายห่ากันหมดหรอก !” ทันทีที่เสียงตะโกนกรรโชกเงียบลงสนกับไผ่ก็มีสีหน้าท่าทางเปลี่ยนไปทันที

                “สนไม่กลัวแล้ว” สิ้นสุดประโยคบอกเล่าใบหน้านั้นก็เรียบนิ่งไร้ซึ่งความหวาดกลัวผิดกับไผ่ที่ส่งสายตาแข็งกร้าวมองไปยังคนขายบัตรที่เพิ่งเอ็ดดุพวกเราไปหมาด ๆ

                “ตายห่ากันหมดใช่มั้ย” ไผ่สบถเสียงเบารอดไรฟัน ทันใดนั้นชิงช้าสวรรรค์ก็หยุดหมุน มันกระชากอย่างแรงผลจากเครื่องจักรหยุดทำงานกระทันหัน ทั้งไฟประดับหลากสีที่ติดไว้และเครื่องเสียงที่เคยดังกึกก้องต่างดับลงพร้อมกัน

                “ไฟดับใช่มั้ยวะ”

                “เฮ้ยไฟดับ !”

                “แม่จ๋า ไฟดับ ชิงช้าไม่หมุนเลย”

                เสียงผู้คนพูดกันอื้ออึง ผมมองไปยังชั้นล่างเห็นคนขายตั๋วกำลังกดเปิดปิดสวิตซ์ไฟซ้ำ ๆ แต่ก็ไม่เป็นผล แล้วเราค้างอยู่ด้านบนสุดแบบนี้สนจะไม่กลัวแย่หรอ ผมไม่รู้ว่าสนพยายามข่มความกลัวเพาะโดนคนขายบัตรดุรึเปล่าเลยลองถามดู

                “สนโอเคมั้ย”

                “สนไม่เป็นไร”

                เปรี้ยง !

                เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหลังจากสนพูดจบ ผมเงื้อมือขึ้นป้องหน้าผากเมื่อแสงสว่างวาบสาดเข้าใบหน้าตามด้วยลมที่กำลังโหมกระหน่ำ มันกระโชกพัดอย่างแรงจนตู้นั่งปลิวไปตามทิศทางของลมจนตู้นั่งส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดน่าหวาดเสียว

                ซ่า… ซ่า… เสียงเม็ดฝนโปรยปรายลงทั่วทุกพื้นที่อย่างไม่น่าเชื่อ สนนั่งนิ่งร่างกายไม่ไหวติง ใบหน้าที่เคยแสดงออกถึงความเขินอายกลับกลายเป็นไร้ซึ่งอารมณ์และความรู้สึก สนทอดสายตามองออกไปด้านนอกทั้งยังไม่มีวี่แววว่าจะสนใจสิ่งรอบข้างทั้งที่ฝนกำลังสาดเข้ามา

                “สน ฝนสาดแล้ว ย้ายมานั่งฝั่งพี่ดีกว่ามา” ผมลุกขึ้นยังไม่ทันสุดตัวไผ่ก็ฉุดมือผมไว้

                “ไม่ต้องห่วงพี่เมฆ สนมันชอบเวลาฝนตกหนัก ๆ”

                “ไผ่ แต่ฝนตกหนักมากเลยนะ” ผมพูดย้ำเมื่อเห็นว่าสนยังคงนั่งรับละอองฝน ไม่สิ มันเป็นฝนเม็ดใหญ่ที่สาดเข้ามาเต็ม ๆ เลยต่างหาก

                “สนรู้… ว่าฝนกำลังตกหนัก”

                “ใช่… และไผ่ก็รู้…” ไผ่เอื้อมมือมาแตะมือผมเบา ๆ มือไผ่เย็นเฉียบ เสียงไผ่และสนเย็นยะเยือกทำเอาผมเสียวสันหลังวาบ นัยน์ตาของไผ่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด มันขาดความสดใสและทะเล้นทะลึ่งเหมือนที่เคยเป็นแต่กลับเต็มไปด้วยความเฉยชา สองพี่น้องคู่นี้มัวเฉยเมยได้ไงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ทั้งที่คนอื่น ๆ รวมถึงตัวผมด้วยกลับกำลังลนลานอยากให้ไฟติดไว ๆ จะได้ลงไปจากชิงช้าสวรรค์แล้วหาที่หลบฝน

                เปรี้ยง !

                เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนส่งเสียงวี๊ดว๊ายรีบเอามือปิดหน้าเพราะความตกใจแต่ไผ่ดันนั่งเท้าคางเอาหัวพิงหน้าต่างตู้นั่งอย่างสบายใจปล่อยให้ฝนตกใส่ตัวเองซ้ำ ๆ สนเองก็เช่นกัน

                ผมตัดสินใจลุกขึ้นอีกครั้งแล้วย้ายไปนั่งฝั่งสนก่อนจะผลักสนให้ย้ายมานั่งข้างไผ่ เพราะอย่างน้อย ๆ ฝั่งที่ไผ่นั่งอยู่ฝนก็โดนสาดน้อยกว่า ทั้งสองเปียกปอนมะล่อกมะแล่กเป็นลูกแมวตกน้ำจนผมอดห่วงไม่ได้ ผมถอดเสื้อคลุมแขนยาวออกแล้วรีบเอาไปคลุมให้สองคนนั้น ถึงจะบังไม่ได้มากแต่ก็ดีว่าให้ไผ่กับสนโดนฝนเต็ม ๆ

                “คลุมไว้ จะได้ไม่เป็นหวัด” ผมพูดยิ้มเอามือยีหัวสองพี่น้องด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าเป็นหวัดขึ้นมาจะแย่เอา

                และทั้งสองก็เงยหน้ามามองหน้าผมพร้อม ๆ กัน ไผ่ส่งสายตามองมาที่ผม สนกะพริบตาปริบ ๆ เม้มปากนิด ๆ สีหน้าทั้งคู่เปลี่ยนไปเหมือนกลายเป็นคนละคนกับเมื่อครู่นี้

                กึง ! เสียงเครื่องจักรกลับมาทำงานอีกครั้ง ชิงช้าสวรรค์หมุนตามเข็มนาฬิกาอีกรอบพร้อมกับฝนที่หยุดตกทันที สนยิ้มตาปิดรีบยกมือไหว้เป็นการขอบคุณที่ผมส่งเสื้อคลุมให้คลุมหัว ส่วนไผ่ก็หัวเราะคิก ๆ พร้อมชี้นิ้วมาที่ผมเมื่อเห็นว่าผมเปียกไปทั้งตัวเพราะมัวแต่ห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเอง

                “ฮ่า ๆ ดูผมพี่เมฆสิ เปียกหมดเลย” แววตาเฉยชาหายไป ตอนนี้มีแต่ความทะเล้นที่เป็นเอกลักษณ์ของไผ่

                “ครับ ก็พี่เอาเสื้อให้เราสองคนคลุมพี่ก็เปียกหมดสิ” ผมถอดแว่นออกมาแล้วเอาเช็ดกับชายเสื้อหลังจากความเย็นทำให้เลนส์แว่นเป็นฝ้า พอสนเห็นผมหยีตาอย่างกับตาแป๊ะตาตี่ ๆ สนก็หลุดยิ้มออกมาแต่ไม่ได้พูดอะไร

                ผมสวมแว่นอีกครั้งครั้นถอนหายใจออกมา เป็นอีกหนึ่งวันที่เจอเรื่องแปลกอีกหนึ่งเรื่องคือเรื่องอารมณ์ของสองพี่น้องที่มันช่างสอดคล้องกับเหตุการณ์ฝนตกไฟดับซะเหลือเกิน แต่พอทั้งสองกลับมาอารมณ์ดีฝนก็หยุดตกไฟก็กลับมาติดซงั้น อย่างกลับมีใครไปเดินสะดุดปลั๊กแล้วเสียบปลั๊กใหม่ยังไงยังงั้น

                “กลับบ้านไปเราสองคนอย่าลืมกินยานะ เดี๋ยวไม่สบาย” ผมว่าและยังคงยิ้มให้สองพี่น้องที่หยุดทะเลาะกันไม่เถียงกันเหมือนตอนขามา

                “อื้ม พี่เมฆด้วย อย่าลืมกินยา” ไผ่พูด สนแค่พยักหน้าเพราะเห็นด้วยกับไผ่

                “ครับ พี่ไม่ ฮ่ะ ฮะ ฮัดชิ้ว ! ไม่ลืมหรอกครับ” ผมเอามือปิดปากแล้วมองสองพี่น้องที่กำลังหัวเราะผมไม่หยุด ผมยิ้มตอบแล้วเอามือยีผมตัวเองซ้ำ ๆ เพราะมันเปียกชุ่มเต็มที คราวนี้คงหวัดกินไปอีกหลายวันเลยล่ะครับ เพราะผมมันพวกอ่อนแอแถมหัวอ่อน อะไรก็ล้มหมอนนอนเสื่อ เผลอ ๆ ต้องให้สองแฝดดูแลแล้วล่ะ    


-------------------------------------

มาแล้ว ข่าวลือที่สาม ถ้าไผ่โมโหไฟจะดับ ถ้าสนโมโหฝนจะตก อิอิ

1/3/18

1 ถูกใจ 1 ความคิดเห็น เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนได้เยอะเลยhttp://cdn-tunwalai.obapi.io/files/emotions/Cartoon00021.gif

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว