ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 11 What Happen, If They Met Together (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 11 What Happen, If They Met Together (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 32.2k

ความคิดเห็น : 145

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.พ. 2558 15:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 11 What Happen, If They Met Together (100%)
แบบอักษร

 

 

 

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 11  What Happen? If They Met Together?

 

 

              "เลิกเขินเถอะน่า....หันหน้ามาคุยกันก่อน..." เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพร้อมๆกับวงแขนแกร่งเกี่ยวรั้งคนตัวบางที่เอาแต่หันหลังเข้ามาใกล้ " เมื่อไหร่จะชินซะที...หือ?..." คางเหลี่ยมเกยไหล่เล็กจนจมูกโด่งจ่อต้นคอหอม

 

              "...."

 

              "เอาแต่เงียบแบบนี้...เมื่อไหร่จะรู้เรื่องกัน ?..."

 

              "...."!

 

              "งั้นแบบนี้ต้องทำให้ชิน.." ว่าแล้วก็ทำท่าจะยกร่างบางไปที่เตียงอีกเล่นเอาอีกฝ่ายตาโต 

 

              "อ...อย่า...ไม่เอานะ!..." มือบางพยายามปลดลำแขนแข็งของพจน์ที่กอดไว้ แต่ก็ได้แค่นั้นแหละเมื่ออีกฝ่ายไม่ปล่อยแถมริมฝีปากร้อนๆยังซบลงจูบแก้มนุ่มแล้วค้างไว้นิ่งๆ

 

             นาน..........จนร่างบางเริ่มรู้สึกตัวกระพริบตาปริบๆ แก้มเนียนร้อนวูบวาบเมื่อตัวเองลืมที่จะปฏิเสธอีกฝ่าย ท่าจะเป็นเอามากนะเรา พอร่างสูงมาคลอเคลียแบบนี้เดี๋ยวก็โดนลากไปที่เตียงแล้วก็ได้เรื่องอีกรอบหรอก!..

.

             "พอแล้ว... ปล่อยเถอะครับ ผมหิวแล้ว..."

 

            "งั้นเราไปหาอะไรอร่อยๆกันข้างนอกดีกว่า...อยากกินอะไร?."

 

            "งั้นก็ปล่อยสิ....ทำแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะได้ไป?..." พอแก้มนุ่มเอียงหลบทางซ้ายปากร้อนผ่าวก็ย้ายมาทางขวา เอียงหลบทางนั้นทางนี้จนคอแทบเคล็ดแล้วยังไม่วายแถมด้วยการจูบซุกไซ้ลำคอขาวหนักๆ

 

            "น่า...นิดเดียวเอง...ไม่รู้ตัวรึไงว่าตัวเองอร่อย..." เสียงทุ้มอู้อี้กับเส้นผมนุ่มตรงท้ายทอย

 

            "ผมไม่ใช่อาหารนะ!..." เถียงแล้วก็คอย่น ขนลุกซู่ เมื่อใบหูเล็กๆถูกอีกฝ่ายเม้มแล้วทำท่าเหมือนจะกินเข้าไป "อื๊อ!..พอแล้ว..." 

 

            " อร่อยกว่าอาหารอีก กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม.."

 

            "อย่าล้อเล่นสิ?.....อื๊อ!...." ตะวันหลับตาปี๋เมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวจุ๊บแก้มนุ่มหนักๆแล้วผละออก พจน์ยิ้มยั่ว ฝ่ามือหนาคว้าข้อมือบางไว้ลากให้เดินตาม

 

             "เดี๋ยวก่อนครับ..." ตะวันท้วงพลางโก่งตัวหนีเหมือนแมว

 

             "อะไร?..." 

 

             "เจ้านายออกไปก่อนดีกว่า เดี๋ยวผมเดินตามลงไป..." 

 

            "ทำไมต้องทำอย่างนั้น? ลงไปพร้อมกันนี่แหละ..."

 

            "ต..แต่ว่า!..." ร่างบางยังขืนตัวไว้ไม่ยอมเดินตามจนพจน์ต้องถอนใจ

 

            "กลัวอะไร?...." ริมฝีปากหนาแย้มออกเมื่อเห็นท่าทีของคนตัวบางที่เอาแต่หลบตาก้มหน้างุดๆ " อยู่กับฉันนายไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น " พจน์ก้มลงยืนยัน กุมมือบางไว้แน่นแล้วลากออกจากห้องพร้อมกันจนได้

 

 

 

 

             ..............................

 

 

            ห้างสรรพสินค้าดังใจกลางเมืองใหญ่แบบนี้ มีร้านอาหารที่ทั้งหรูหราและเลิศรสแข่งกันมาให้เลือกชิมมากมาย พจน์เปลี่ยนบรรยากาศพาร่างบางเข้ามานั่งในร้านอาหารสไตล์ไทยกึ่งๆโมเดิร์น ดูเมนูแล้วน่าอร่อยเลยตกลงกันสั่งกับข้าวสามสี่อย่าง ชั้นที่พากันมานั่งเป็นชั้นที่สามของห้าง กระจกกรุรอบด้านสามารถมองออกไปข้างนอกเห็นวิวสวยรอบเมือง ในระหว่างมื้ออาหาร มือครามก็ดูแลหยิบโน่นตักนี่ให้ไม่หยุด

 

             "พอแล้วครับ ..." 

 

             "กินเยอะๆ...เอวนิดเดียว"

 

             ตะวันที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่หยุดกึก ก้อนเนื้อเล็กๆตรงอกด้านซ้ายเต้นตึกๆ ก่อนจะค่อยกลืนข้าวลงคอช้าๆ แกล้งหลบตาลงมองจานข้าว สบตาด้วยไม่ไหวหรอก....เยิ้มขนาดนั้น 

 

              "ไม่บางนะ ผมก็เป็นของผมแบบนี้มาตั้งนานแล้ว..."

 

              "นั่นแหละ..ถึงบอกให้กินเยอะๆไง ทั้งหมดนั่นนะ..กวาดให้เกรี้ยงเลย" คิ้วข้างนึงของพจน์เลิกขึ้น แล้วหน้าคมก็ชะโงกข้ามโต๊ะมาใกล้ "จะได้มีแรง..." เสียงทุ้มกระซิบแล้วทำหน้าเจ้าเล่ห์เล่นเอาคนฟังแก้มร้อนวาบ กำลังจะถามว่ามีแรงทำไม? พอนึกขึ้นได้ก็หุบปากเงียบ...

 

               ไม่ถามดีกว่า เดี๋ยวเข้าเนื้อ...

 

               "อยากไปไหนต่อ ดูหนังมั้ย?..." เสียงพจน์ถามขึ้นแต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้า

 

              "ผมไม่ค่อยชอบดูหนังเท่าไหร่..."

 

              "งั้นก็ช๊อปปิ้ง...อยากได้อะไรมั้ย?.." เสียงทุ้มเสนออีกอย่างเอาใจ 

 

              "ไม่อยากได้อะไรแล้วครับ..." บอกออกไปเพราะคิดอย่างนั้นจริงๆ เพราะตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ ร่างสูงตรงหน้าก็สรรหาของทุกอย่างมาให้ราวกับเนรมิต ไม่ว่าจะเป็นสูทกับเสื้อเชิ้ตไม่ซ้ำสีสำหรับใส่ทำงานที่ห้อยเรียงอยู่เต็มตู้ รองเท้าก็สั่งตัดแล้วก็ใส่สบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

 

               เสื้อผ้าไปรเวท ชุดลำลองสบายๆ ไปจนถึงของใช้จุกจิกทุกอย่างทั้งผ้าเช็ดหน้าแม้กระทั่งกางเกงใน หรือเครื่องประทินผิวทั้งครีมทั้งโลชั่นเต็มหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง อีกทั้งยังน้ำหอมชั้นดีราคาแพงเห็นแล้วอึ้งพูดไม่ออก

 

               แม้แต่ห้องนอนกว้างขวาง เตียงขนาดคิงไซส์ที่ชาตินี้ตะวันไม่เคยคิดว่าจะมีวาสนาได้เข้าไปเกลือกกลิ้ง รวมไปถึงในฐานะเลขาของพจน์ ทุกคนที่คฤหาสน์ก็ปฏิบัติตัวราวกับตะวันเป็นนายของบ้านอีกคนจนรู้สึกละอาย

 

              เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ตาหวานๆก็แอบเหลือบมองใบหน้าคมของคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม วันนี้พจน์ใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีดำกระชับตัวเน้นแผงอกผายๆ กล้ามแขนสีแทนที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมาดูแข็งแรงน่ามอง กางเกงยีนส์ง่ายๆกับรองเท้าหุ้มข้อสบายๆ เครื่องประดับก็มีแค่นาฬิกาข้อมือเรือนใหญ่แต่ไหงดูดีได้ขนาดนี้ คนตรงหน้าเป็นรูปแบบที่ตะวันไฝ่ฝันอยากจะเป็นมาตลอดจริงๆ

 

              คิดแล้วแค้น!!! ฮึ!

 

              "เดี๋ยว! นั่นจะกินให้หมดจริงๆเหรอ? ถ้าอิ่มแล้วก็ไม่ต้องก็ได้ ไม่ต้องเสียดายขนาดนั้นหรอก..เดี๋ยวก็ได้ท้องแตกกันพอดี!..." พจน์ขมวดคิ้ว มองคนตัวเล็กที่ตักกับข้าวใส่ปากอีกทั้งๆที่เมื่อกี้ทำท่าจะอิ่มแล้วแท้ๆ 

 

             " ผมอยากมีกล้ามเหมือนเจ้านายน่ะ ทำยังไง? ต้องกินเยอะๆใช่มั้ย?"

 

             "หา? เอางั้นเลยเหรอ?!..." พจน์มองร่างบางตรงหน้า เพราะความที่ผิวขาวและผอมบางกว่าทำให้ดูตัวเล็ก ความสูงที่เกือบร้อยเจ็ดสิบสามเซ็นก็ไม่ถือว่าเตี่ย แต่เมื่อยืนเทียบกับพจน์แล้วตะวันดูเตี่ยไปถนัดใจ และถ้าคนตรงหน้ามีกล้ามขึ้นมาจริงๆละก็... อืม?...

 

            " อิ่มรึยัง?....ไปเดินย่อยอาหารกันดีกว่า...."

 

             "เดี๋ยวสิครับ...ยังเหลือ.."

 

              "พอแล้ว...ไปกัน.." ร่างสูงเรียกบริกร ปลายนิ้วเรียวยาวหยิบบัตรเครดิดเก็บเข้ากระเป๋า รอให้ร่างบางพร้อมแล้วลุกขึ้นเดินนำออกจากร้านอาหารแห่งนั้น 

             ทั้งสองเดินเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน ผ่านร้านต่างๆทั้งเสื้อผ้า น้ำหอม กระเป๋า รองเท้า มือถือ ร้านสูท ล้วนต่างก็มีแล้วจนใช้ไม่หมด จนมาถึงร้านแว่นตาแบลนด์ดัง 

            "อันนี้ดูเป็นไง?" เสียงทุ้มถามแล้วก็ลองใส่ให้ดู คนตัวเล็กถอนใจอยากจะบอกว่าที่ลองใส่มาทั้งหมดกว่าสิบอันนั่นน่ะ ล้วนแล้วแต่ใส่แล้วดูดีทั้งนั้น และมันก็ไม่ใช่แค่ดูดีธรรมดาด้วย 

 

              ดูดีมาก!....จนน่าอิจฉา ตาคมที่ถูกซ่อนไว้หลังOakley สีดำ เน้นจมูกโด่งๆกับปากได้รูปที่แย้มนิดๆ ทำเอาตะวันเผลอมองนิ่ง

 

             "อันนี้ดูดี.." เสียงหวานๆเอ่ยออกมาอย่างลืมตัว แล้วก็อ้าปากค้างเมื่อร่างสูงหันไปทางคนขาย 

 

             "งั้นเอาอันนี้" 

 

             "สามหมื่นบาทครับ..แล้วท่านนี้ไม่สนใจเหรอครับ " เสียงคนขายหันมาถามคนตัวเล็ก 

 

            "เอ่อ...ไม่...!" ตะวันส่ายหน้าทันทีแล้วก็ตาโตเมื่อมือใหญ่หยิบแว่นอันนึงมาใส่ให้ กำลังจะถอดออกแต่ก็ชะงักเมื่อถูกมือครามคว้าข้อมือเล็กไว้แน่น

 

            "เข้าท่า.." พจน์ยิ้มเมื่อเห็นหน้าหวานๆเข้ากับแว่นตาที่เลือกให้ตะวันส่ายหน้าดิก

 

            "ไม่เอา!..." 

 

            "ดูสิ..." มือใหญ่จับไหล่เล็กๆให้ร่างบางหันไปทางกระจกแล้วกระซิบเบาๆข้างหู "น่ารัก.." แก้มเนียนขึ้นสีเมื่อเสียงทุ้มชมต่อหน้าพนักงานขายที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ไม่ห่าง

 

           "ครับ....น่ารักจริงๆครับ...คุณผู้ชายตาถึง.." 

 

            หา!!!....

 

            "ต..แต่ผมไม่.." 

 

            "ทั้งสองอัน..." ร่างสูงหันไปทางเคาน์เตอร์บอกสั้นๆมือใหญ่วางบัตรเครดิตเป็นการตัดสินใจโดยไม่สนคนตัวเล็กที่ยืนอึ้งข้างหลัง ตะวันเม้มปากแน่นเพราะรู้ราคาว่ามันไม่ใช่แค่หลักพันแต่มันเกินหลักหมื่นจนร่างบางไม่สบายใจ 

 

            แต่พจน์กลับไม่สนว่ามันจะราคาเท่าไหร่ ในเมื่อมันเข้ากับใบหน้าหวานซะขนาดนั้น แว่นกันแดดสีดำที่ไม่ใหญ่นักเน้นจมูกโด่งเล็กๆ กับปากบางสีแดงเรือที่ตอนนี้โดนขบไว้แน่นอย่างขัดใจ  

 

            ระหว่างรอพนักงานขาย ร่างสูงก็เท้าศอกทั้งสองข้างวางเคาน์เตอร์ก้มลงมองแว่นตาสวยหลายแบบหลายสไตล์ที่เรียงในตู้กระจก ชำเลืองตามองคนตัวบางที่ยังยืนทำหน้าบึ้ง แล้วก็ยิ้มกว้างขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายสบัดหน้าไปอีกทาง 

 

           "หึๆ.." เสียงหัวเราะในลำคออย่างถูกใจของร่างสูงยิ่งทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิดหนักเข้าไปอีก ร่างบางก็เดินหนีออกมาพร้อมกับถอดแว่นตาที่ถูกยัดเยียดให้เสียบอกเสื้อที่สวมอยู่

 

           "คุณภีม!..." เสียงพึมพำของตะวันทำให้พจน์หูผึ่งหันขวับมาทันที พอรับบัตรคืนจากพนักงานขายก็เอาเสียบกระเป๋าแล้วรีบตามมาสมทบกับร่างบางที่ยืนอยู่หน้าร้านทันที 

 

           "ไหน?!..." ตาคมมองตามมือตะวันที่ชี้ไปที่ร่างสูงเพรียวของน้องชายที่ยืนอยู่ในร้านเครื่องเพชรชื่อดังที่อยู่เยื้องไปไม่ห่างกันนัก ซึ่งแน่นอนพจน์รู้จักเจ้าของร้านด้วย

 

            "ตาดีจริงๆตะวัน...เดี๋ยวก่อน!...จะไปไหน?"

 

            "อ่าว?....ก็นั่นคุณภีม..ไม่เข้าไปทักเหรอครับ?" ร่างบางชะงักเมื่อต้นแขนเนียนถูกกระชับไว้มั่น ถูกดึงให้ถอยหลบออกมาเกินรัศมีการมองเห็น

 

            "อย่าพึ่งเข้าไปตอนนี้ หมอนั่นเข้าไปทำอะไรในร้านเครื่องเพชร?..." ใบหน้าคมยังคงมองนิ่งไป ที่น้องชายที่กำลังหัวเราะพูดคุยกับชายวัยกลางคนหัวล้านเถิกที่ยืนในเคาน์เตอร์ขาย 

 

           ตะวันได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจเฮือก " อยู่ในร้านเครื่องเพชรก็ต้องซื้อเพชรสิครับ..."

 

            "ใช่...แต่หมอนั่นไม่ชอบเครื่องประดับ..." พจน์พึมพำ 

 

            "ก็อาจจะไม่ได้ใส่เอง แค่เข้าไปทักทาย หรือไม่ก็เข้าไปซื้อเป็นของขวัญ.. " เสียงหวานต่อให้ทันที ทำให้ใบหน้าคมหันขวับมามองหน้าหวานที่แหงนขึ้นมองสบตากันพอดีราวกับนัด ก่อนจะมองกันนิ่งหลายวินาที 

 

             แล้วตาหวานก็เป็นฝ่ายเบนหลบก่อน อีกทั้งแก้มเนียนยังร้อนวูบๆวาบๆเพราะไม่สามารถต่อตาได้นาน เหตุเนื่องมาจากอีกฝ่ายเล่นส่งสายตาที่เต็มไปด้วยไฟปรารถนาออกมาจนโจ่งแจ้ง

 

            "หลบเร็ว!...." เสียงทุ้มสั่งทำให้ตะวันตื่นจากภวังค์ เบนตัวหลบมุมตามมือใหญ่ที่กระชับไว้  "ออกมาแล้ว.." ทั้งคู่ยืนนิ่งมองร่างสูงของภีมที่เดินออกจากร้านเพชรแล้วเดินตรงไปอีกทาง

 

            "ตามไป.." 

 

             "จะตามทำไมครับ? ทำไมเจ้านายไม่เข้าไปทักล่ะ?..คุณภีมอยู่แค่นี้เอง!...." ถามเพราะอดสงสัยไม่ได้ 

 

             "ก็หมอนั่นมันไม่กลับบ้านเป็นเดือนแล้วนะ...ถึงจะพักร้อนก็เถอะ แต่ก็น่าจะกลับบ้าง...แต่แล้วก็ไม่..เพราะอะไร?" เสียงทุ้มพึมพำ "โทรไปบางทีก็ไม่ยอมรับสาย...แล้ววันนี้ยังเข้าร้านเครื่องเพชรทั้งๆที่ไม่ชอบเครื่องประดับแนวนี้ และถ้าถึงขนาดหมอนั่นลงมือซื้อให้เองกับมือ มันก็น่าสงสัยนะ หยั่งงี้ต้องตามไปดู..." แล้วทั้งคู่ก็ค่อยๆเดินตามไปห่างๆ

 

              "อาจจะเข้าไปซื้อให้เพื่อน...." เสียงหวานยังออกความคิดเห็น ร่างบางเดินตามคนตัวใหญ่ที่หยุดเป็นพักๆ เมื่อเห็นเป้าหมายหยุดมองซ้ายมองขวา  "หรือซื้อให้แฟน!..คุณภีมมีแฟนรึยังครับ?...." คำถามของตะวันทำให้พจน์หันมามอง

 

             "ก็ไม่เห็นคบใครจริงจังเป็นตัวเป็นตน!...ถ้ามีฉันต้องรู้สิ!....ดูหมอนั่นไว้นะตะวัน....อย่าให้ลับสายตา.. แล้วก็อย่าให้เห็นเราด้วย... .เดี๋ยวฉันมา..." ว่าแล้วร่างสูงก็รีบเดินเข้าร้านเพชรที่น้องชายพึ่งเดินออกมานั่นเอง

 

               ตะวันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแอบด้วย? เดินเข้าไปทักไปถามซะก็สิ้นเรื่อง....

 

              แต่ก็ช่างเถอะ...ให้แอบตามก็จะแอบให้...

 

             อืม...ดูเหมือนภีมจะเตร่เข้าไปในร้านอดิดาส งั้นก็หลบมุมตรงนี้รอละกัน หันไปมองอีกคนก็ยังอยู่ในร้านเพชร

 

            ร่างบางยืนแอบๆมองเสื้อผ้าสวยๆหน้าร้านแบรนด์ดังที่อยู่เยื้องๆ เหลือบตามองร่างสูงของภีมเป็นพักๆ เห็นเลือกหยิบรองเท้าแล้วลองสวมลองเดินอย่างไม่รีบร้อนอยู่ภายในร้านขาย

 

            "สนใจคอลเลคชั่นไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ?" เสียงพนักงานสาวสวยถามขึ้นใกล้ทำให้ตะวันหันไปมอง ก่อนจะแจกยิ้มหวาน

 

            "ขอดูก่อนนะครับ.."

 

           "อุ๊ย!.." เสียงลงท้ายชัดเจนของตะวันทำให้นางตาโตยกมือขึ้นปิดปาก ก่อนจะกระพริบตาปริบๆ มองหน้าหวานปากแดงๆที่ยิ้มให้นิดๆ ราวกับโดนสะกด และยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรอีกก็ต้องตาพราวอ้าปากค้างอีกครั้งเมื่อสายตานางกวาดไปปะทะเข้ากับหนุ่มหน้าคมเข้ม หุ่นสูงสะท้านใจที่ตรงดิ่งเข้ามาหาลูกค้าหน้าหวานตัวบางที่ยืนอยู่ก่อนแล้ว

 

            "ตะวัน.." เสียงทุ้มเอ่ยเรียกทำให้เจ้าของชื่อหันไปมอง "ครับ" 

 

           "อยากได้เหรอ?" พจน์ถามยิ้มๆเมื่อเห็นมือบางถือเสื้อยืดแขนสั้นสีเบจไว้ในมือ 

 

           "อ๊ะ! เปล่าครับ..แค่ดูเฉยๆ" มือเล็กรีบซุกเสื้อเก็บไว้ที่เดิมทันที กำลังจะเดินออกจากร้านก็ต้องชะงักกึก

 

           "ผมขอตัวนี้ครับ.." 

 

          "ค่ะ..กรุณารอสักครู่นะคะ.." ไม่ทันแล้ว เห็นแต่หลังพนักงานขายไวๆ

 

          "ก็บอกว่าดูเฉยๆ ไม่อยากได้ซักหน่อย..เจ้านายจะซื้อทำไม?" 

 

          "สีมันสวย เหมาะกับนายดี แล้วนี่นายภีมอยู่ไหน?" ถามขึ้นพร้อมกับหันไปมองตามมือบางที่ชี้ไปอีกร้านนึง แล้วก็ต้องหลบวูบเมื่อเห็นเป้าหมายที่กำลังแอบตามเดินออกจากร้านขายรองเท้า

 

          มือหนารับถุงเสื้อจากคนขายแล้วพากันเดินตามหลังไปห่างๆ จากตรงนี้ก็ไม่ต้องไปประชิดมากเพราะเป็นทางตรงจึงเห็นร่างสูงเด่นของภีมที่วันนี้ใส่แค่เสื้อยืดสีน้ำเงินเข้มส่งผลให้ผิวที่ขาวอยู่แล้วดูขาวขึ้นอีก กางเกงยีนส์ขาตรงธรรมดาแล้วก็รองเท้าผ้าใบซึ่งเป็นสไตล์ของหมอนั่น ทั้งสองลงบันไดเลื่อนตามไปเรื่อยๆแล้วก็พากันหลบแว๊บเมื่อเห็นภีมหยุดเดิน

 

          "เจ้านายไปที่ร้านเพชรทำไมครับ?"

 

          "เข้าไปถามเจ้าของร้านเลยว่าหมอนั้นไปทำไม"

 

          "แล้วคุณภีมเขา..."

 

             "สั่งทำแหวนคู่..."

 

             " แหวนคู่...." ตะวันตาโต 

 

            "ใช่ ....ทองคำขาว เอาไปแล้วด้วย วงนึงใส่เองแล้วอีกวงก็ใส่ติดนิ้วก้อยไป"

 

             "งั้นก็หมายความว่า..." เสียงตะวันลากยาวอย่างตื่นเต้น "ให้คนพิเศษหรือเปล่าครับ อยากเห็น" เสียงหวานถามอย่างตื่นเต้น เพราะแอบลุ้นในใจมาตลอดว่าใครกันที่จะปราบคนแบบนั้นอยู่

 

             พจน์กับตะวันค่อยๆเดินตามร่างสูงของภีมไปเรื่อยๆ แล้วก็พากันหลบแว๊บทุกครั้งที่เป้าหมายหยุด หลายครั้งที่ตะวันแกล้งทำเป็นหยิบของที่แต่ละร้านเอาออกมาโชว์มาวางขายหรือหยิบเสื้อออกจากราวมาดูเล่นๆแต่แล้วก็ต้องรีบเก็บเข้าที่เดิมอย่างรวดเร็ว หันไปยึดมือใหญ่ไว้แน่นแทน เมื่อร่างสูงทำท่าจะล้วงกระเป๋าหยิบบัตรออกมาจ่ายของทุกสิ่งทุกอย่างที่มือบางเอื้อมไปแตะเข้า

 

               "ไม่ซื้อแล้วนะครับ ผมแค่ดูเฉยๆ " 

 

                "ทำไมล่ะ? น่ารักดี " พจน์มองตามเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตสีดำแดงตัวเล็กที่เพิ่งถูกเก็บไป

 

                "โธ่ ที่มีอยู่ก็เยอะแล้ว เจ้านายจะซื้อทำไมอีก" ตาหวานมองถุงในมือใหญ่ที่ไม่ต่ำกว่าห้า นี่ขนาดว่าห้ามแล้วห้ามอีก ยังไม่วายจนสุดท้ายคนตัวเล็กต้องเก็บมือเก็บแขนไม่กล้าไปหยิบไปจับอะไรมาดูอีก  แล้วก็อย่าปล่อยให้ลับสายตาเชียว เพราะเผลอแป๊บเดียวร่างสูงๆเดินกลับไปซื้อมายัดใส่มือให้อีกจนได้ 

                 จากตรงนี้มองเห็นร่างสูงเพรียวของภีมได้ชัดมาก แล้วไอ้ออร่าความหล่อที่กระจายอยู่รอบๆเจ้าตัว เรียกสายตาจากคนรอบข้างได้ไม่ยากไม่เว้นแม้แต่ผู้ชายด้วยกันเอง ตะวันยืนหลบมุมมองนิ่งๆแล้วก็หลุดขำกิกออกมาเมื่อเห็นบางคนมองตามภีมจนเหลียวหลังแล้วก็เผลอสะดุดขาจนหน้าขะมำ 

 

                 แล้วก็ต้องกระพริบตาปริบๆเมื่อรู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดต้นคอหอม ค่อยๆเอียงคอมองด้านหลังช้าๆแล้วหน้าหวานก็ยิ้มกว้างก่อนจะหลุดขำกิกออกมาอีกอย่างกลั่นไม่อยู่

 

                "ขำอะไร?" ไม่ถามเปล่าร่างสูงยังขยับเข้าไปใกล้หน้าหวานที่ยังยิ้มกว้างจนตาหยี แล้วตะวันก็ต้องตกใจเมื่อจู่ๆมือหนาเกี่ยวเอวบางแล้วลากให้หลบ เพราะจากตรงนี้ภีมที่ยืนอยู่ทางฝั่งตรงข้ามอาจจะสะดุดตามองมาเห็น เพราะความเด่นของทั้งคู่ก็เรียกสายตาคนให้มองได้ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน

 

               "หมอนั่นมันมองมาทางนี้แล้ว!..หลบเร็ว."

 

               "ครับ ไม่เป็นไรหรอกน่า คุณภีมไม่ทันสังเกตุหรอกว่ามีใครตามในที่แบบนี้ เจ้านายซะอีก..คิกๆ ^_^ "

 

               "ยังไม่บอกอีกว่าขำอะไร?.." พจน์ขมวดคิ้วแล้วก้มลงถาม มองคนตัวเล็กที่หัวเราะออกมาทั้งปากทั้งตา ทำให้น่าปรารถนาจนพจน์อยากลากแขนไปหลบมุมที่ไหนซักแห่งกันสองต่อสอง 

 

               "ก็เจ้านายใส่แว่นดำ แล้วทำตัวลึกลับแอบย่องตามเขาไปแบบนี้ มันแปลกๆ...ฮ่าๆ"

 

               หือ?? ตะวันหุบยิ้มฉับ ตาหวานๆเริ่มเขียวเมื่อร่างหนาเคลื่อนกายเข้ามาใกล้

 

              "อย่าเบียดมาสิครับ...ที่ออกจะกว้าง ถอยไปหน่อย" มือหนาทำท่าจะยาวเพราะมันเลื้อยขึ้นมาเกาะบนสะโพกเพรียว

 

              "ก็ไม่อยากถอย..อยากยืนตรงนี้..กำลังเหมาะเลย..." เหมาะที่ว่าคือยืนซ้อนหลังร่างบางจนเหมาะเหม็ง สามารถมองเห็นภีมที่ยืนอยู่คนละฝั่งของห้างใหญ่ และอีกฝ่ายก็ไม่ทันสังเกตุมองมาเนื่องด้วยว่าตรงนี้เป็นมุมหลบชั้นดีที่เต็ม ไปด้วยหุ่นนายแบบนางแบบ ที่ยืนโชว์เสื้อผ้าอาภรณ์หรูๆ ของแบลนด์ดัง เพราะถ้ามองเผินๆทั้งพจน์และตะวันก็เหมือนกับหุ่นที่กำลังยืนโชว์เสื้อผ้าเหล่านั้น

 

              ตาคมตอนนี้ไม่ได้มองไปที่ภีม แต่กำลังแลบเลียไล้สายตาไปทั่วแก้มเนียนทางด้านหลังของร่างบางตรงหน้า ต้นคอขาวๆ ที่พจน์ รู้ว่ามันทั้งนุ่มทั้งหอมแค่ไหนตอนที่แนบปากหนาลงไปสัมผัส ไหล่ลาดบอบบางที่ซ่อนอยู่ในเสื้อยืดมันล่อตาล่อใจจ่ออยู่แค่ปลายจมูก แล้วเอวเล็กๆกับสะโพกเพรียวใต้กางเกงยีนส์สีจางที่ฝ่ามือหนากำลังแอบแหมะไว้นี่อีกละ.....

 

              พจน์คิดถึงบ้านไม้ คิดถึงสระน้ำจืดหน้าบ้านริมบึง คิดถึงอาปาเช่ คิดถึงตอนที่อยู่บนหลังมันแล้วมีร่างบางอยู่ในอ้อมแขน คิดถึงตอนแอบจูบ แอบกอด แอบถูคางสากๆกับซอกคอขาวอย่างมันเขี้ยวแล้วอีกฝ่ายหันขวับมาถลึงตาใส่ แก้มเนียนแดงเรือ ฟันขาวซี่เล็กๆขบปากบางไว้แน่นเพราะทำอะไรไม่ได้ พอคิดถึงตรงนี้แล้วพจน์กระหาย อยากจะพาร่างบางตรงหน้าหายวับไปที่นั่นตอนนี้เสียจริงๆ

 

              แววตาคมแข็งกร้าวขึ้น ต้องลากไอ้ตัวแสบกลับไปนั่งเก้าอี้บริหารเหมือนเดิม เพราะไม่งั้นพจน์ก็ไม่สามารถปลีกตัวไปไหนตอนนี้ได้ เพราะคำว่าผู้นำที่ค้ำคออยู่ มือครามจึงล้วงเข้ากระเป๋ากางเกงยีนส์เนื้อหนา หยิบโทรศัพท์เครื่องเล็กราคาแพงหูฉี่ออกมากดอย่างใจคิด

 

             ตะวันเห็นเป้าหมายที่กำลังเดินเรื่อยเปื่อยล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์หยิบโทรศัพท์ออกมาแนบหู พร้อมๆกับได้ยินเสียงทุ้มข้างๆ ตัวดังขึ้นจึงหันขวับมามอง

             "สวัสดีครับท่านประธานใหญ่..."

 

            "โทรไปนายก็ไม่รับนี่หว่า เป็นไงบ้างพักร้อนนาย?"

 

            "หือ? งั้นเหรอ? ...แล้วเมื่อไหร่จะกลับมาทำงานทำการซักทีวะ?"

 

            "อะไรนะ!?" เสียงทุ้มๆตวาดลั่นใส่มือถือจนตะวันตกใจพร้อมกับที่ร่างสูงๆของพจน์เดินออกไปโชว์หุ่นสะท้านใจไม่แพ้ใครอีกคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเลยซักนิดเดียว

 

            " นายหันมามองทางขวาเลยไอ้น้อง..มุสาตกนรกนะเว้ย" ตะวันจับตาดูภีมพร้อมกับที่หูได้ยินเสียงสนทนาของพจน์ชัดเจน เห็นร่างสูงของภีมหันขวับมาตามคำบอกก่อนจะค่อยๆลดมือถือลงเก็บใส่เข้ากระเป๋ากางเกง แล้วร่างสูงเพรียวค่อยๆ ถอยฉากหมุนตัวเดินหนีไปอีกทางอย่างรวดเร็ว ประกาศว่ายังไม่อยากเจอหน้าหล่อๆของพี่ชายที่ตอนนี้กำลังจะกลายหน้าเป็นทศกัณฐ์ก็ไม่ปาน

 

           "เดี๋ยวสิวะ!....อึ้ย! คิดไว้แล้วเชียวว่าต้องเป็นแบบนี้" พจน์ตาลุกวาบกัดฟันกรอดมองตามหลังน้องชายที่เดินเร็วๆเกือบเป็นวิ่ง แสดงความต้องการหนีเอาอย่างซึ่งๆหน้า

 

           "ยืนรออยู่ตรงนี้นะคนดี ห้ามไปไหนเด็ดขาดจนกว่าฉันจะกลับมา" ปากอิ่มที่กำลังจะเอ่ยท้วงหุบฉับเมื่อฝ่ามือครามแนบแก้มนุ่มไว้ทั้งสองข้างอย่างถนอมแล้วร่างสูงก็ผละไป

 

           "เจ้านาย..." เรียกตามแต่ก็ไม่ทันซะแล้ว เห็นแต่แผ่นหลังกว้างที่ทิ้งห่างออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ตะวันก็ไม่ใช่เด็กที่พึ่งหัดนั่ง ที่พอจับตั้งไว้ตรงไหนก็จะนิ่งอยู่ตรงนั้น 

 

           ร่างขาวๆหอบหิ้วถุงเสื้อผ้าที่ร่างสูงจับยัดใส่มือ เดินเร็วๆไปตามทางที่ทั้งสองร่างสูงวิ่งนำไปก่อนอย่างรวดเร็ว แม้จะเห็นหลังอยู่ไวๆแท้ๆ แต่ความไวก็ต่างกันมากและไม่รู้ว่าเป้าหมายของสองร่างสูงอยู่ตรงไหนจนลับสายตาและสุดท้ายก็ตามไม่ทันจนได้

 

          "ฮู้! หายไปไหนกันหมด...." ร่างบางหอบแฮ่ก เพราะวิ่งตามมาจนถึงชั้นล่างสุดซึ่งเป็นลานจอดรถใต้ดิน เพราะพจน์กับภีมน่าจะวิ่งตามกันมาที่นี่ถ้าเดาไม่ผิด

 

           แล้วหายไปไหนกันหมดทั้งพี่ทั้งน้อง เท้าเล็กๆรีบเดินสาวเข้าไปหาจุดที่จอดสปอร์ตคันเล็กของพจน์ไว้ตอนขามา แต่แล้วร่างบางก็ต้องชะงักกึก มือบางกำถุงไว้แน่นยืนอึ้งอยู่กับที่ 

 

             เฮ้ย!!!!!

 

             รถหายไปไหนแล้วง่า? จำได้ว่าตรงนี้พจน์จอด Porsche ไว้นี่นา แต่ตอนนี้มันกลายเป็น D-Max คันใหญ่ที่บรรทุกของไว้เต็มท้ายกระบะแทน ตะวันจำไม่ผิดและก็ไม่ได้จำผิดแน่ๆมองซ้ายมองขวาโซนนี้ A3  จำได้ล้านเปอร์เซ็น 

 

             ทำไมไวกันขนาดนี้ ก็อุตส่าวิ่งมาติดๆคิดว่าน่าจะทันกันที่นี่แล้วแท้ๆ แต่ก็ไม่น่าแปลกหรอก เพราะสองคนนั่นเอาแต่ใจ ชอบทำอะไรเหนือความคาดหมายอยู่เรื่อย

 

            เฮ้อ!....แล้วทีนี้เอาไงดีล่ะ? มือถือก็อยู่ในรถ เพราะอยู่กับพจน์และไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เลยไม่ได้สนใจจะหยิบติดกระเป๋ามาด้วย ร่างบางจึงหันหลังกลับ งั้นก็ไปรอตรงจุดที่พจน์บอกให้รอเมื่อกี้คงดีกว่า เพราะถ้าร่างสูงกลับมาจะได้ไม่หากันไปหากันมาให้วุ่น

 

            "อุ๊!.." ไหล่เล็กกระแทกตึงเข้ากับใครบางคนที่เดินสวนมาอย่างแรงจนร่างบางเซ ถุงเสื้อในมือหลุดไปใบนึง หมายจะก้มลงหยิบ ก็ต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายหยิบขึ้นมาให้ซะก่อน

 

            "ขอโทษนะคะ..." มืออวบยื่นถุงให้พร้อมกับผงกหัวขอโทษขอโพย

 

            "ผมเองก็ไม่ทันมอง เจ็บรึเปล่าครับ?" ตะวันมองผู้หญิงอ้วนตรงหน้าที่เตี้ยกว่าตัวเองแค่หัวไหล่ ใบหน้าที่แต่งจัดจนไม่เห็นเค้าโครงผิวเดิม เสื้อผ้าหน้าผมเครื่องประดับแพรวพราวราวกับเจ้ตู้ทองเคลื่อนที่ก็ไม่ปาน ตาเรียวรีฉายแววประหลาดก่อนที่เธอจะยิ้มกว้างให้ตะวัน

 

           "ฉันไม่เจ็บหรอกค่ะ คุณตั่งหากที่จะเจ็บถ้าขัดขืน" คำพูดแปลกๆที่ออกจากปากคนที่เพิ่งเคยเห็นกันครั้งแรกทำให้ตะวันขมวดคิ้วมุ่น แล้วตาโตก็เบิกกว้างยืนตัวแข็งเนื้อตัวเย็นเฉียบ เหงื่อเม็ดเล็กๆผุดขึ้นเต็มขมับเพียงเวลาไม่กี่วินาที เอวด้านหลังรู้สึกถึงวัตถุแหลมๆจิ่มจึ๊กๆ

 

            "สวยๆแบบนี้กูว่าต้องได้หลายตัง" เสียงแข็งๆห้าวๆที่พ่นออกมาจากปากคนที่เข้ามาประชิดทางด้านหลัง บวกกับกลิ่นยาเส้นปนกลิ่นน้ำลายบูดๆทำเอาตะวันคลื่นใส้ 

 

            "เออ อย่าให้หลุดไปได้นะมึง" 

 

            "เดินไป แล้วก็อย่าตุกติกคิดหนีถ้าไม่อยากใส้ไหลอยู่ตรงนี้..." เสียงมันกำกับพร้อมๆกับที่หญิงอ้วนเดินนำ ให้ร่างบางเดินตาม แล้วไอ้คนที่จ่อวัตถุแหลมๆกระหนาบหลัง มองเผินๆเหมือนไม่มีอะไร คล้ายกับคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาซื้อของกำลังเดินเกาะกลุ่ม

 

            "พวกคุณต้องการอะไร ปล้นเหรอ? ผมไม่มีเงินให้หรอกนะ" ตะวันสูดลมหายใจเพื่อเรียกสติ ตาหวานเหลือบมองไปทั่วบริเวณ มุมอับตรงนี้ผู้คนไม่พลุกพล่าน ถ้าคิดจะวิ่งหนีตอนนี้ก็กลัวว่ามีดที่จ่อหลังอยู่จะจ้วงแทงให้บาดเจ็บซะก่อนที่จะทันก้าวเท้าด้วยซ้ำ

 

            "ไม่ต้องห่วง ขาวๆแบบมึงเอาไปขายพวกกูก็ได้เงินมาใช้แล้วโว้ย" มันพูดออกมาง่ายๆเหมือนกำลังจะเอาปลาเอาผักไปขายตลาดสดอย่างนั้น

 

           ใบหน้าหวานซีดเผือดเหงื่อซึมทั่วแผ่นหลังบาง มือที่ถือถุงเสื้อกำแน่นจนชื้นเหงื่อ พยายามควบคุมสติคิดหาทางออกให้ตัวเอง ตะวันไม่เคยมีประสบการณ์ เลยไม่ทันระวังตัว ลืมคิดไปว่าสถานที่แบบนี้ แล้วก็ใจกลางเมืองใหญ่ๆแบบนี้แหละ ยังมีคนเลวๆเดินวนเวียนปะปนอยู่ พวกมันคล้ายๆไฮยีน่าที่จ้องตะครุบลูกกวางน้อยที่หลงออกจากฝูงอย่างเดียวดาย เหมือนคนเลวที่ชอบทำมาหากินโดยการเอาชีวิตคนอื่นเป็นเครื่องมือ

 

            พวกมันคงกระหยิ่มในใจ เมื่อเหยื่อบอบบางเดินตามอย่างว่าง่าย ไอ้โย่งมันมองว่าที่สินค้าตรงหน้า ผมดำนุ่มสลวยระต้นคอระหง ลำแขนเรียวที่โผล่พ้นเสื้อยืดสีแดงเลือดนกขาวเนียนละออสะอาดตา แล้วลำขาเรียวที่ซ่อนอยู่ในกางเกงยีนส์สีซีดๆก็คงจะขาวเนียนเหมือนกับลำแขนขาวๆที่มันเห็น มือเล็กที่กำถุงเสื้อไว้ก็คงจะนุ่มน่าดู ตาโปนๆของมันมองสำรวจไปทั่วร่างบางแล้วกลืนน้ำลาย

 

           "เฮ้ย!อีแหวน ก่อนเอามันไปขายกูขอลองไอ้นี่ก่อนได้มั้ยวะ? ขาวน่ากินชิบหายเลยว่ะ" ตะวันได้ยินมันพูด ก็รู้สึกคลื่นใส้ มวนท้องอยากอ๊วกขึ้นมาทันที ไม่รวมที่ขนลุกซู่ทั้งตัวอย่างขยะแขยงเมื่อนึกภาพ 

 

            "อย่าคิดเชียวนะมึง! เดี๋ยวเสียราคาของกูหมด.." หญิงอ้วนหันมาตวาดไอ้ปากเหม็นข้างหลัง หน้ายิ้มแย้มที่ตะวันเห็นเมื่อกี้กลาย เป็นหน้านางยักษ์ขึ้นมาทันที

 

           ตะวันมองสถานการณ์แล้วตัวเองเสียเปรียบเต็มๆ ถ้ายังเดินตามมันไปก็คงจะได้ไปเป็นสินค้ามีราคาอย่างที่พวกมันว่า ตาหวานเหลือบไปเห็นกล้องวงจรปิดที่ติดเป็นจุดๆทั่วลานจอดรถใต้ติน รถบางคันกำลังจะเข้ามาจอด บางคันก็กำลังจะถอยออก ยังมีคนเดินเข้าเดินออกไม่เปลี่ยวนัก

 

            "แค่น้ำสองน้ำไม่ช้ำมากหรอกน่า มึงอย่าหวงไปหน่อยเลย!" พอจบประโยคน่าขยะแขยงไอ้โย่งปากเหม็นก็ชะงักกึกเมื่อร่างขาวๆทรุดฮวบลงต่อหน้าต่อตา

 

            "อ๊ากกก!!!!!"  ตาโปนๆของมันโปนขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อมองร่างขาวชักแหงกๆอยู่กับพื้นถุงเสื้อกระจัดกระจายเกลื่อน

 

            "เฮ้ย! มันเป็นอะไรวะอีแหวน มึงดูซิ?" มันเก็บมีดเข้ากระเป๋ากางเกง เมื่อเริ่มมีคนมองมา

 

            "กูจะไปรู้มันเหรอ?!" 

 

            "โอ๊ยยย!!!!!" มือบางกุมท้องไว้แน่น กลิ้งไปกลิ้งมาเกลือกพื้น ตัวบิดตัวงอราวกับเจ็บปวดเหลือแสน ตาที่เคยหวานเหลือกขึ้นจนเห็นแต่ตาขาวๆ น้ำลายเริ่มฟูมปาก

 

            "มันเป็นอะไรก็ช่าง หามมันใส่รถเลย ถ้ามันตายค่อยโยนมันทิ้ง มึงไปถอยรถมาทางนี้" เสียงหญิงอ้วนบอก "เออ มึงดูมันไว้!" แล้วไอ้ตัวสูงก็ผละไปเหลือแต่เจ้แกที่กำลังก้มลงเฝ้าร่างบางไว้เพียงลำพัง

 

            "มึงเป็นอะไรวะ เมื่อกี้กูก็เห็นดีๆอยู่นี่หว่า?" มืออวบๆที่เต็มไปด้วยแหวนทองจะด้วยทองจริงหรือทองเก๊ก็ไม่อยากเดา กำลังจะเอื้อมมาหมายจะแตะไหล่เล็กๆเพื่อจะสำรวจ

 

           "ว๊ายยย!!!" แต่แล้วร่างอวบอ้วนของอีเจ้ตู้ทองหงายหลังผึ่งกลิ้งโค่โร่ เมื่อร่างที่กำลังชักแหงกๆอยู่บนพื้นเมื่อครู่ขยับตัวยกขาคู่ถีบโครมเข้าที่หน้าอกอวบๆไซส์เกินมาตรฐาน ตะวันได้โอกาสก็รีบลุกขึ้นวิ่งทันที

 

          "ไอ้ห่าเอ้ยเหยื่อมันหนีไปแล้ว" เสียงที่ได้ยินไล่หลังมาแว่วๆไม่ทำให้ร่างบางหันกลับไปมองให้เสียเวลา พลางใส่เกียร์หมาวิ่งไม่คิดชีวิต........

 

          ลานจอดรถมีคนเดินบ้างประปราย บางคนก็หยุดยืนมองมาอย่างสนใจ แต่ตะวันไม่อยากหยุดตรงนี้ ไม่อยากไหว้วานใครที่นี่ เพราะไม่รู้ว่าพวกมันมีกันกี่คน รู้สึกหวาดผวาคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก กลัวจะเป็นแผนของพวกมันที่เข้ามาล่อลวงให้ตายใจอีก

 

           ตะวันวิ่ง.........

 

           วิ่ง.........

 

           วิ่งผ่านรถนับร้อยคันที่จอดเรียงรายเต็มชั้นใต้ดินแห่งนี้ วิ่งจนหอบแฮ่กหายใจแทบไม่ทัน ไม่นานนักก็เห็นแสงจากประตูทางออกข้างบนก็ยิ้มกว้าง ขาที่กำลังล้าฮึดขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ร่างบางจะถลาออกประตูราวกับเห็นเส้นชัย

 

          "ฮะเฮ้ย!!!...." ใบหน้าหวานหันขวับไปทางต้นเสียง บางอย่างพุ่งเข้ามาหาเร็วจนทำอะไรไม่ทันได้แต่หลับตาปี๋ยืนหนีบแขนตัวแข็งเป็นฟอสซิล หูได้ยินเสียงบางอย่างพุ่งหลาวเข้าพุ่มดอกไม้ใกล้ๆที่แต่งไว้อย่างดีตรงขอบซีเมนต์จนดังซวบ!......

 

         "โครม!!!...." เสียงบางอย่างล้มกระแทกพื้นหนักๆทำให้ตะวันลืมตาหันขวับไปมอง ตาโตเบิกกว้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า มอเตอร์ไซค์ที่ล้มแอ้งแม้งไม่เท่าไหร่เพราะมันคงไม่เจ็บมาก แต่เท้าสองข้างในรองเท้าผ้าใบที่โด่ชี้ฟ้ากำลังดิ้นกระแด่วๆพยายามยันตัวเองขึ้นมาทำให้ไม่ต้องคิดนาน ร่างบางถลาเข้าไปดึงแขนขาวๆนั้นทันทีอย่างรู้สึกผิด 

 

         "ขอโทษครับคุณ ผมขอโทษจริงๆ เจ็บมากมั้ยครับ ผมไม่ได้เจตนา.." พอดึงร่างขาวๆที่ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์สีซีดขาดหัวเข่าขึ้นมาได้ ตะวันก็ก้มหัวยกมือไหว้ปะหลกๆ

 

         "ไอ้บ้าเอ้ย! ทะเล่อทะล่าออกมาได้ ไม่ดูตาม้าตาเรือ เกือบไปแล้วมั้ยละ!" เจ้าตัวโวยวายพร้อมกับปัดฝุ่นตามเนื้อตามตัว ทำให้มือที่ยกไหว้ของตะวันชะงักค้าง กระพริบตาปริบๆจะว่าอึ้งจนพูดไม่ออกก็ว่าได้ เมื่อเห็นอีกฝ่ายเข้า

 

          ร่างขาวๆที่ยืนอยู่ตรงหน้าตะวันตอนนี้โกรธจัด ใบหน้าหวานในกรอบผมยาวเฟื้อยเริ่มหลุดรุ่ย หน่วยตากลมโตมีแววขุ่นเคือง จมูกโด่งรั้นรับกับปากบางๆที่เม้มไว้แน่น โดยเฉพาะแก้มขาวๆที่ตอนนี้เป็นริ้วแดงเพราะโมโห แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถบดบังความน่ารักของเจ้าตัวไว้ได้ 

 

          "บรื๊นน!...บรื๊นนน.." เสียงรถยนต์ที่กำลังวิ่งเข้าออกใกล้ๆทำให้ตะวันนึกขึ้นได้ว่ากำลังหนีพวกนั้นอยู่ หันขวับไปมองทางต้นเสียงก็ใจหายวาบ จะใช่พวกนั้นมั้ย? เพราะเห็นหน้าพวกมันแล้วมันจะตามมาฆ่าปิดปากหรือเปล่า? พลันตาเหลือบไปเห็นคนผมเปียเมื่อกี้กำลังคล่อมมอเตอร์ไซค์คันเล็กไว้แล้วสตาร์ทเครื่อง

 

            "เฮ้ย!.." สารถีหันขวับมามองเมื่อมีผู้โดยสารที่ไม่ได้รับเชิญขึ้นคล่อมท้ายจนรถเอียง

 

            "ผมขอติดรถไปด้วย" 

 

            "หา?!.." อีกแล้วเหรอ?  

 

           "แค่ให้พ้นจากตรงนี้ จะให้ผมลงที่ไหนก็ได้แต่ขอไปให้ห่างๆจากที่นี่ก็พอ ..นะครับผมขอร้อง" มืองามที่ยกขึ้นไหว้ไม่ทำให้คนขับคิดนาน สั่งมือขาวๆให้บิดคันเร่งพามอไซค์พุ่งออกจากบริเวณห้างให้เร็วอย่างใจนึก

 

            "จะลงตรงไหน?" คนขับหันมาถามคนซ้อนเมื่อห่างห้างดังออกมาได้หลายกิโล

 

           "ไปให้ไกลๆอีกหน่อยครับ ไปให้ห่างๆจากที่นี่เลย" บอกแล้วก็เหลียวมองไปข้างหลัง หวังว่ามันคงไม่ตามมาหรอกนะ ตะวันคิดแล้วสยอง ถ้าเกิดให้พวกนั้นเอาตัวไปได้จริงๆไม่อยากคิดว่าจะเจอกับอะไรบ้าง

 

           "ทำไม? แอบหนีแฟนมาเที่ยวกับกิ๊กแล้วโดนจับได้เหรอ? " คนขับถามติดตลกเล่นๆ แต่คำตอบที่ได้เล่นเอาเหยียบเบลกแทบไม่ทัน

 

            "อะไรนะ!?.." หางเปียแกว่งตามแรงเหวี่ยงเมื่อเจ้าตัวหันมาถามคนข้างหลัง

 

             "ผมกำลังจะเสียท่าโดนจับไปขาย วิ่งหนีออกมาได้ก็เจอคุณนี่แหละ.." บอกออกไปสีหน้าเป็นกังวล "ป่านนี้เจ้านายผมคงตามหา...." ตะวันพึมพำคิดถึงพจน์ 

 

 

              หารู้ไม่ว่าตอนนี้ผู้บริหารของห้างดังกำลังวิ่งกันให้วุ่นเพราะโทรศัพท์สายตรงจาก 'หุ้นใหญ่'

 

              "คนของผมหายในห้างคุณ"

 

 

                ประโยคสั้นๆแค่นี้แต่เล่นเอาเหงื่อแตกเสียวสันหลังวาบกันเป็นแถว

 

              หายไปตอนไหน?

 

              หายไปได้ยังไง?

 

              ไร้วี่แวว!

 

              แล้วคำสั่งของเจ้าของสถานที่ก็ออกมาเอง การตามหาจึงเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที รวมไปถึงการตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ติดไว้ทั่วทุกมุมของห้างด้วย

 

             ภาพที่ปรากฏต่อสายตาทำให้ทุกคนที่ยืนอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ขยับตัว หนึ่งในนั้นกัดฟันกรอดตาคมจ้องนิ่งไปที่ร่างบางที่ทรุดลงนอนกลิ้งเกลือกกับพื้นอย่างเป็นห่วง

 

              "พวกมันยังอยู่ชั้นล่างครับ" เจ้าหน้าที่ดูแลระบบเอ่ยสั้นๆเท่านั้นเองพนักงานรักษาความปลอดภัยก็คว้าวอจ่อปากกันจ้าละหวั่น คุณอำนาจเองก็ควักโทรศัพท์ออกมากดถึงพลตำรวจที่รู้จักทันที ตามองภาพที่กล้องได้บันทึกไว้ ปากก็อธิบายรูปพรรณสัณฐานของผู้ต้องสงสัย ให้ทางปลายสายได้รับทราบอย่างระเอียด  

 

              เพียงเวลาไม่กี่นาทีที่เหยื่อวิ่งหนีไป พวกมันยังคงชะล่าใจหวังเหยื่อรายใหม่ โดยไม่รู้ตัวซักนิดว่าตำรวจกองปราบเกือบทั้งโรงพักกำลังเข้าโอบล้อมบริเวณห้างชั้นล่างสุด ปิดกั้นการเข้าออกทั้งหมด ค่อยๆทยอยผู้ไม่เกี่ยวข้องออกไปให้พ้นจากรัศมีการปะทะเพราะไม่แน่ใจว่านอกจากมีดพกที่มันเก็บเข้ากระเป๋าแล้วพวกมันมีปืนด้วยหรือไม่จากภาพที่บันทึกพวกมันไม่ได้มีกันแค่สองคน ถ้ายังปล่อยให้มี คนเดินเข้าเดินออกอาจจะมีเหตุการณ์จับตัวประกันเกิดขึ้นอีกเหตุการณ์นึงก็เป็นได้ 

 

              ทุกคนที่รับผิดชอบนั่งหน้าเครียดรอให้ตำรวจจัดการคนร้ายที่บังอาจมาก่อเหตุกลางวันแสกๆในสถานที่ๆผู้คนเดินเข้าเดินออกตลอดเวลาแบบนี้

 

             โดยเฉพาะคุณอำนาจที่เป็นผู้รับผิดชอบ ปวดขมับตุ๊บๆปาดเหงื่อครั้งแล้วครั้งเล่า ยาระงับไมเกรนที่เพิ่งกรอกปากไปเอาไม่อยู่ มีโจรเดินวนเวียนในห้างแล้วก่อเหตุกับลูกค้าแบบนี้ทำให้ภาพลักษณ์เสียแน่นอน

 

             ผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง คนร้ายทั้งห้าคนถูกจับกุมและถูกดำเนินคดีโดยเพราะนางโจรหัวโจก เป็นทั้งแม่เล้าใหญ่ เป็นแก๊งค้ามนุษย์ บุคคลอันตรายที่ตำรวจกำลังหมายหัว พวกมันทำแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน  แต่พอถูกปล่อยตัวก็กลับมาทำอีกซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่เข็ดหลาบ ไม่เกรงกลัว ต่อกฏหมายบ้านเมือง

 

             "เอาพวกมันเข้าไปนอนเล่นในตารางคราวนี้ก็อย่าให้พวกมันได้ลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมมนุษย์อีก "

 

              ความนัยสั้นๆของพจน์กับนายตำรวจที่รู้จักกัน มันไม่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ อีกฝ่ายก็พยักหน้าตาเจ้าเล่ห์ 'ก็จะเก็บพวกมันไว้ทำไม ในเมื่ออยู่ไปก็ไม่พัฒนา สร้างแต่ปัญหาและรกโลก'

 

              การหายไปของตะวันสำหรับพจน์แล้วแย่ยิ่งกว่าไฟไหม้คฤหาสน์ซะอีก แม้ตำรวจบอกว่าจะช่วยตามหาอย่างเต็มที่แต่ในเมื่อยังไม่เห็นตัวแบบนี้ก็ยังไม่เบาใจ 

 

               ภีมเองก็กังวลใจไม่แพ้กัน ผู้เป็นน้องนั่งมองหน้าเครียดๆคิ้วผูกโบว์ของพี่ชายแล้วก็ถอนใจ ก่อนจะหันไปบอกป้าพรลุงหวิน ไสวและทุกคนที่ยืนออมองมาอย่างเป็นห่วงว่าให้แยกย้ายกันไปพัก เพราะถึงอยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ แล้วก็หันไปหาไอ้เพชร ที่ยืนอยู่ไม่ห่างเผื่อเจ้านายจะเรียกใช้ กระดิกนิ้วเรียกทีเดียวมันก็ยิ้มร่าวิ่งเข้ามาหาเหมือนหมาเห็นเจ้าของ ก้มลงเอียงหูฟังภีมกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง แล้วไม่นานนักวิสกี้กับน้ำแข็งก็ลำเลียงขึ้นบนโต๊ะ

 

               "ตะวันเขาเอาตัวรอดได้น่าพี่ " ชงแล้วเลื่อนไปใกล้ๆพี่ชาย

 

                "อืม ก็ภาวนาให้เป็นอย่างนั้น ให้กลับมาตอนนี้เลยยิ่งดี" พี่ตอบน้องแต่ตามองโทรศัพท์เครื่องเล็กที่เงียบกริบไม่ไหวติง ไม่มีสัญญาณไดๆจากคนที่กำลังพะวงหาอยู่ตอนนี้ 

 

                 จะไปตามหาได้ที่ไหน? เพราะบ้านหลังน้อยของตะวันก็ไปมาแล้วแต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววของร่างบาง มือถือก็ไม่เอาติดตัวไป! ก็ได้แต่ภาวนาให้คนตัวเล็กปลอดภัยและก็ช่วยติดต่อกลับมาซักที ....

 

 

 

 

 

 

                    "อูย!!...."

 

                    "ขอโทษจริงๆนะ" ปากพึมพำพร้อมกับที่มือบางค่อยๆแตะสำลีชุ่มยาฆ่าเชื้อที่แขนขาวๆของคนผมยาวที่ตอนนี้เป็นรอยข่วนยาว จนแดงไปทั่วแขน เพราะแรงถลาที่พุ่งเข้าซบกอดอกไม้จนกิ่งมันข่วนเอาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

 

                    ทั้งสองร่างบางกำลังอยู่ในห้องนั่งเล่นเล็กๆของคนผมยาวที่ตอนนี้ได้คลายผมเปียออก แล้วหวีสยายเก็บเศษหญ้าที่ติดผมทิ้ง จนเป็นเงาสลวยคลุมบ่าไหล่จนเกือบถึงก้น 

 

                    ตะวันแตะยาไปด้วยเหลือบมองหน้าหยีๆของอีกฝ่ายอย่างสนใจ ไม่เคยเห็นผู้ชายไว้ผมยาวแล้วเข้ากับตัวขนาดนี้

 

                   "ไม่เป็นไรหรอก พอแล้ว" ทิวาดึงแขนหนี

 

                  "แต่ตรงนั้นยังไม่ได้ใส่ยาเลยนะ" แล้วก็ทำท่าจะจิ้มยาลงไปอย่างหวังดีแต่อีกฝ่ายกลับลุกหนี (แล้วนี่ตกลงใครเป็นเจ้าของบ้าน?)

 

                  "พอแล้วน่า มันแสบ! เกลียดไอ้ยานั่น" ทิวาเดินไปอีกทาง "เอากาแฟมั้ย หรือชาหรือจะเอาโอวัลติน?" ถามโดยไม่หันมามองอีก ฝ่าย พร้อมทั้งชงกาแฟให้ตัวเอง

 

                  "กาแฟก็ได้ ขอบใจ" ตะวันมองไปทั่วห้องเล็กๆน่ารัก ประตูทางเข้าเป็นกระจกใสบานใหญ่มีม่านลูกไม้สีสวยยาวจรดพื้น โซฟารับแขกเป็นหวายมีเบาะรองนั่งนุ่มๆแถมหมอนอิงให้เอนเล่นสบายหลัง โต๊ะตรงกลางชั้นล่างมีหนังสือวางไว้ต้อนรับแขกให้เปิดอ่านเล่นเพลินๆ

 

                  มองไปอีกทางที่คนผมยาวยืนอยู่ก็เป็นห้องครัวสะอาดสะอ้าน ไม่ห่างกันนั้นเป็นประตูไม้บานใหญ่ เดาว่าน่าจะเป็นประตูห้องนอนของเจ้าบ้าน

 

                  บ้านหลังเล็กชั้นเดียวดูอบอุ่น มองออกไปจากตรงนี้เห็นสนามหญ้าหน้าบ้านเขียวขจี ขอบรั้วเต็มไปด้วยกล้วยไม้นานาพรรณ ห้อยอยู่สารพัดสี ต่างพากันออกดอกชูใบแข่งกันสวย ราวกับจะอวดว่าพวกมันได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี รอบๆมีทั้งโมกต้นใหญ่ ทั้งดอกแก้ว ทั้งราชาวดีโดยเฉพาะดอกราตรีกอใหญ่ที่ชูดอกขาวสล่างอยู่อีกมุมนึง

 

                 "บ้านนายดอกไม้เยอะดีนะ" 

 

                "อืม แม่ชอบน่ะ..." ทิวาตอบสั้นๆพลางยื่นแก้วกาแฟให้แขกที่เพิ่งแนะนำตัวกันไปก่อนหน้าที่จะพามาที่บ้านนี้

 

                 "ขอบใจ ..." จิบกาแฟแล้วก็มองซ้ายมองขวา "แล้วแม่นายอยู่ไหน?..." เพราะตั้งแต่เข้ามาก็ยังไม่เห็น

 

                 "ไปเที่ยว อีกสองวันถึงจะกลับ" ทิวาทรุดลงนั่งโซฟาฝั่งตรงข้าม "แล้วทีนี้เอาไง" ถามพร้อมกับจิบกาแฟไปด้วย 

 

                 "เดี๋ยวเราขอยืมโทรศัพท์โทรไปบอกเจ้านายหน่อย...เอ่อ...ได้มั้ย?"

 

                 "ได้สิ...เอ้า " ตะวันมองโทรศัพท์ในมือแล้วนิ่งไป 

 

                 "เป็นอะไร?..."

 

                 "นายไม่กลัวเราเหรอ?" ตะวันช้อนตามองฝ่ายตรงข้าม

 

               "หึๆ " และพอทิวาเห็นกิริยานั้นแล้วก็ " ฮึๆ ฮะ ฮะ ฮะ ฮะๆ " 

 

               "มีอะไรน่าขำ? " ตะวันหน้ามุ่ยมองผมยาวที่แกว่งไปแกว่งมาเพราะเจ้าของกุมท้องตัวงอหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง 

 

               "หึๆ เคยมองหน้าตัวเองในกระจกมั้ย? นายน่ากลัวมากเลยตะวัน...น่ากลัวจะหลงรักไม่ทัน ไอ้พวกโจรเมื่อกี้คงเสียดายน่าดู หึๆ"  

 

               "บางครั้งเราไม่ชอบหน้าตัวเองเลย บ่อยครั้งที่มันนำแต่ปัญหามาให้"  

 

               "เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าไม่นับแม่ เพื่อน ญาติๆแล้วก็คนรู้จักอีกนิดหน่อยนะ เราก็ไม่ค่อยอยากคบใคร ขี้เกียจอธิบาย ใครจะคิด ยังไงก็ช่าง.." 

 

               "แล้วทำไมนายถึงพาเรามาที่นี่ล่ะ? ทิ้งไว้ข้างทางก็ได้ "

 

               "ไม่รู้สิ เห็นหน้านายแล้วอยากช่วย.." 

 

               "นายใจดีเกินไปนะทิวา นี่ถ้าเราเป็นคนร้ายพาพวกมาปล้นบ้านจะทำยังไง?..." 

 

              "ก็มาปล้นสิ มีอยู่เท่าที่เห็นนี่ล่ะ ไม่ใช่เศรษฐีเงินถุงเงินถัง.."

 

              "ทำแบบนี้บ่อยเหรอ?..." ตะวันยกกาแฟที่เริ่มเย็นขึ้นดึ่มอึกๆจนหมด

 

              "ทำอะไร?..."

 

              "ก็พาใครก็ไม่รู้ รู้จักก็ไม่รู้จัก คนที่เพิ่งเคยเห็นกันครั้งแรกมาที่บ้าน?"

 

              "ไม่หรอก...นอกจากนายแล้วก็มี..." เสียงเจ้าบ้านลากยาวแล้วชะงักเมื่อยิ้มเจ้าเล่ห์ของใครบางคนแว๊บเข้ามา

 

             "มีใคร?..." 

 

              "ช่างเถอะ อย่าไปพูดถึงเลย..." มือขาวๆยกขึ้นเสยผมยาวที่ระไปตามเรียวหน้าหวาน "ไหนว่าจะโทรไปหาเจ้านาย?..." แล้วก็เฉ ไฉเปลี่ยนเรื่อง พลางลุกขึ้นหยิบแก้วกาแฟไปล้างเพื่อตัดบท

 

               ตะวันมองตามผมยาวๆ แล้วก้มมองมือถือในมือ ตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาเรือนใหญ่ข้างฝา หา? ห้าโมงกว่าแล้วเหรอ? นี่ก็หมายความว่า โอยย!...เกือบห้าชั่วโมง? หายมาเฉยๆแบบนี้พจน์จะว่ายังไง? ปลายนิ้วเรียวรีบกดตัวเลขที่จำได้ทันที

 

              ตรู๊ด!.... ตรู๊ด!  .....ตรู๊ด!!!.............

 

             หือ!?...ลองกดหมายเลขอีกครั้งก็...

 

             ตรู๊ด!..   ตรู๊ด!....  ....ตรู๊ด!

 

             "....."

 

              ตรู๊ด  ตรู๊ด.... ตรู๊ด....

 

              อืม? อาจจะติดสายอื่นอยู่ก็ได้ หรือว่าแบตหมด?  เบอร์คฤหาสน์ก็เหมือนกับมีใครกำลังใช้สาย...หมายจะกดเบอร์ของภีมก็จำไม่ได้ จนสุดท้ายตะวันได้แต่ถอนใจ

 

            เฮ้อ!...งั้นก็ไม่ต้องโทรดีกว่า...กลับเลยละกัน!...

 

             คิดได้ดังนั้นก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาเจ้าบ้าน ที่กำลังยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดมองของสดที่เพิ่งค้นออกจากตู้เย็น ผมดำยาวถูกรวบแล้วหนีบไว้กลางกระหม่อมเผยให้เห็นต้นคอเนียนๆขาวผ่อง

 

            "เป็นอะไร?" 

 

             "กำลังคิดว่าจะทำอะไรเป็นอาหารเย็นดี มีแต่หมูกับของสดแค่นี้ นายจะได้กินด้วยไง"

 

             "ไม่รบกวนหรอกทิวา เราจะกลับแล้ว..." 

 

              "อ่าว! ไม่กินข้าวกันก่อนล่ะ? เราหุงข้าวแล้ว เหลือแต่ว่าจะทำอะไรดี เดี๋ยวเราเอามอไซค์ไปส่ง " บอกแล้วก็ยิ้มให้ 

 

              ตะวันมองหน้าเนียนของอีกฝ่ายแล้วรู้สึกถูกชะตาอย่างประหลาด คนนิสัยคล้ายๆกันสองคนพอได้พูดคุยก็เหมือนกับคุ้นเคย ราวกับว่าเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานาน?

 

             "งั้นให้เราทำให้กินดีมั้ย ตอบแทนที่ให้เราซ้อนท้ายมอไซค์หนีโจร"

 

              "ฮะ ฮะ ฮะ ได้เลย งั้นเราจะเป็นลูกมือให้ จิกหัวใช้ได้ตามสบายเลย.." 

 

             "ว่าไปนั่น จริงเหรอ? ใช้ได้แน่นะ? งั้นหั่นหมูเป็นชิ้นเล็กๆแล้วทอดเลย เดี๋ยวเราจะล้างคะน้าเอง "

 

             "จะทำอะไร?"

 

             "มีอยู่แค่นี้ก็ทำได้อย่างเดียว..." ทั้งสองคนหันมองตาแล้วพูดออกมาพร้อมกัน

 

             "คะน้าหมูกรอบ ฮะ ฮะ ฮะ ...." 

 

             "ดีเลย..ว่าแล้วก็หิว ข้าวกลางวันยังไม่ได้กิน " ทิวาบอก

 

             "อ่าวเหรอ? งั้นเร่งมือ .." 

 

             ตะวันล้างคะน้าแล้วหั่น เตรียมน้ำมันกับกะทะรอ พลางมองทิวาหั่นหมูอย่างคล่องมือ จึงถามออกไปอย่างสงสัย เจ้าตัวบอก ว่าเรื่องง่ายๆเพราะช่วยแม่ทำกับข้าวเป็นประจำอยู่แล้ว

 

             ร่างขาวบางสองร่างช่วยกันวุ่นอยู่ในครัวเล็กๆ ต่างก็ช่วยกันผัด ช่วยกันชิม ช่วยกันกิน ช่วยกันล้าง ระหว่างนั้นต่างก็เล่าเรื่องของตัวเองให้เพื่อนใหม่ฟัง มีทั้งเศร้า เหงา ทุกข์จนน้ำตาคลอหน่วย มีทั้งเรื่องตลกจนหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง ต่างก็แปลกใจและไม่อยากเชื่อ ว่าคนที่เพิ่งพบกันครั้งแรกจะมีเรื่องคุยถูกคอกันขนาดนี้ แต่ก็มีบางเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างก็เก็บงำไว้ไม่เปิดเผย แล้วก็เพลินจนลืมเวลาลืมเรื่องที่ ตั้งใจไว้แต่แรกซะสนิท

 

            "หวา!...เกือบสองทุ่มแล้วเหรอเนี่ย?! เห็นทีเราต้องกลับจริงๆแล้วทิวา.." 

 

            "เดี๋ยวเราไปส่ง งั้นปิดบ้านก่อน.." แล้วคนผมยาวก็เดินไปถอดปลั๊ก ปิดไฟ ล็อคกุญแจหน้าบ้านสำรวจความเรียบร้อยแล้ว เดินไปจูงมอไซค์คันเก่งออกมา

 

              "เราว่าเรานั่งแท็กซี่กลับก็ได้นะทิวา ไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็ขอบคุณมากๆแล้ว"

 

             "ไม่เป็นไร ไม่รบกวน อยากเห็นว่านายกลับถึงบ้านโดยปลอดภัย ไม่โดนใครลากออกนอกเส้นทางอีก" ตะวันได้ยินก็ยิ้มแห้ง

 

             "เรานี่แย่มากเลยนะ อ่อนแอ ดูแลตัวเองไม่ได้เลย.."

 

             "เปล่า! เราไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น มาขึ้นมา...รับรองเราจะขับไปส่งให้ถึงบ้าน นายบอกทางมาก็แล้วกัน"

 

             "โอเค... งั้น...เราขอรบกวนนายอีกรอบนะ.." ตะวันยิ้มกว้างพร้อมกับรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด อย่างน้อยชีวิตก็ไม่ได้เลวร้าย เสมอไป วิ่งหนีคนร้ายแต่กลับได้เพื่อนใหม่มาแทน หน้าหวานสว่างใสขึ้นมาทันที ขยับขึ้นซ้อนท้ายมือเกาะบ่าคนตรงหน้า ฝ่ายสารถีก็ไม่ว่าอะไรเมื่อเห็นว่านั่งเรียบร้อยก็ค่อยๆขับมอไซค์คันเล็กออกจากซอย 

 

             ทิวาขับไปตามเส้นทางที่ตะวันบอก ไม่ยากเพราะเป็นถนนใหญ่และก็ไม่เปลี่ยว ติดจะวุ่นวายเสียด้วยซ้ำ เพราะรถที่วิ่ง สวนกันมากมายบนท้องถนน แต่ก็มีหลายครั้งที่ต้องหลบหลุมเลี่ยงบ่อเล็กๆทางขรุขระ จนขับผ่านไปเรื่อยๆหลายสี่แยก ขับผ่านผู้คนจอแจ เดินข้างถนน ผ่านร้านรวงที่ขายของข้างทาง จนซักพักทิวาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง

 

              "เฮย!... เฮย!... เฮ้ย!?...เดี๋ยวดิ!...มาเป็นไรตอนนี้เนี่ย?.." ตะวันเองก็ตกใจไม่แพ้กันเมื่อจู่ๆมอไซค์ที่นั่งอยู่ดีๆก็แกว่งเป็นเจ้าเข้า จนจอดรถถึงได้รู้ว่าเป็นอะไร

 

             "โธ่เอ้ย! ไอ้เปี๊ยกลูกพ่อ...มาแบนอะไรตอนนี้? ขายขี้หน้าชะมัด!.." ทั้งสองนั่งมองล้อหลังที่แบนแฟบจนติดถนนแล้วพากัน ถอนใจ ก่อนที่ทิวาจะบอกให้ตะวันเรียกแท็กซี่

 

               "เราไม่ปล่อยนายไว้คนเดียวหรอกทิวา มาด้วยกันแล้ว ค่อยๆพยุงรถไปเดี๋ยวเราช่วยดันท้าย หาร้านซ่อมเผื่อจะมี.."

 

               "ป่านนี้คงปิดร้านเลิกงานกลับบ้านไปนอนกันหมดแล้วละ.."

 

              "นั่นสิ คงอย่างงั้น...ฮู้!! ขอโทษนะที่ต้องให้มาลำบากด้วย.."

 

             "พูดอะไรแบบนั้นล่ะ นายกำลังลำบากนะ ถ้านายเห็นเราลำบากนายจะช่วยมั้ย?.." ทิวาถามกลับจนตะวันอึ้ง ถ้าเป็นแบบนั้น ตนเองคงจะไม่ดูดาย คงจะทำเหมือนกับที่ทิวาทำอยู่เป็นแน่ 

 

              "งั้นเราขอยืมโทรศัพท์อีกทีได้มั้ย? ลองโทรอีกทีเผื่อคราวนี้จะโทรติด..."

 

             "อ่าว!?....แล้วเมื่อกี้ล่ะ?...ไม่ได้โทรไปบอกหรอกเหรอ?" ทิวาหน้าตื่นพลางล้วงโทรศัพท์ส่งให้

 

              "คือ...เมื่อกี้เราโทรแล้วแต่ว่ามันเหมือนสายไม่ว่างน่ะ ก็เลยคิดว่าจะกลับเลย.." 

 

              "โธ่เอ้ย? นึกว่าโทรบอกกันเรียบร้อยแล้ว หายมาตั้งแต่บ่ายจนป่านนี้ยังไม่ติดต่อกลับไป ทางโน้นคงเป็นห่วงนายวุ่นวายกันแย่แล้ว..."

 

              "อืม คงอย่างนั้น.." ตะวันหน้าหมอง รู้สึกกังวลขึ้นมาทันที ป่านนี้พจน์ก็คงจะกำลังกังวลใจไม่แพ้กัน คิดได้ดังนั้นปลายนิ้วเรียว รีบจิ้มไปบนตัวเลข ภาวนาให้คราวนี้ได้ผล แล้วใบหน้าหวานก็ยิ้มกว้างเมื่อได้ยินเสียงทุ้มที่กำลังคิดถึงตอบกลับมา

 

              [ครับ..]

 

            "เจ้านายครับ!..."

 

             [ตะวัน!! ปลอดภัยใช่มั้ย?]

 

             "ครับ ผมไม่เป็นไร.."

 

            [แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน?รีบบอกมาเร็ว!] เสียงปลายสายเป็นกังวลจนตะวันรู้สึกผิด

 

            "อืม!..." ตะวันถือหูโทรศัพท์ค้างไว้ พลางหันซ้ายหันขวามองสำรวจตึกคุ้นตาที่อยู่รอบๆบริเวณ  

 

            [ตอนนี้อยู่ทีไหน? บอกเร็วสิตะวัน โธ่ใจจะขาดแล้ว]  ใบหน้าหวานขึ้นสีเมื่อได้ยินประโยคหลัง "ตอนนี้ผมอยู่แถวถนนใกล้ๆตึกอำนวยการครับเจ้านาย กำลังจะกลับแล้ว แต่พอดีว่ามอไซค์ที่ขี่มาจู่ๆก็!!....." อ่าว!? ตะวันมองโทรศัพท์ มีสายแทรกเข้ามาเลยทำให้การ สนทนาขาดๆหายๆ หน้าจอโชว์หราเลยส่งให้ทิวาที่นั่งอยู่ใกล้ๆ

 

             ทิวาที่มองอยู่แต่แรกเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย พอรับโทรศัพท์มาก็เข้าใจ พลางยกขึ้นแนบหู

 

            "แม่ขา .."

 

            [ทานข้าวทานปลาหรือยังลูก?..]

 

            "เรียบร้อยแล้วค่ะ แม่ละคะทานหรือยัง?"

 

            [ทานแล้วจ่ะ...แหม..ป้าเจี๊ยบดูแลแม่ดีมากๆเลย ทั้งพาไปเที่ยวทั้งพาไปทานอาหารอร่อยๆ]

 

             "ดีเลยค่ะ ต้องขอบคุณป้าเจี๊ยบจริงๆ ตรีไม่ได้พาแม่เที่ยวนานแล้วนะ..คิดถึงแม่จัง.." เสียงหวานที่ออดอ้อนทำให้คนที่นั่งฟังอยู่ด้วยตาโต 

 

              [อย่ามาอ้อนเลย นี่แม่ได้ยินเสียงเหมือนหนูไม่ได้อยู่ที่บ้านแน่ๆใช่มั้ย? แอบซนอีกแล้วนะเรา..]

 

               "ปล่าวซะหน่อย ตรีแค่ออกมาซื้อของเอง.." ทิวาพูดแล้วกัดลิ้นตัวเองเมื่อรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที โกหกแม่นี่เห็นผลไวขนาดนี้เลยเหรอ

 

               [มะรืนแม่ก็กลับแล้ว..หนูอยู่คนเดียวดูแลตัวเองนะลูก]

 

              "ค่ะ ตรีรักแม่นะคะ.."

 

             [...แม่ก็รักหนูจ่ะ...]

 

              ตี๊ดดด........

 

              ทิวาวางโทรศัพท์แล้วหันไปมองตะวัน " อยากลองโทรอีกทีมั้ย?" ถามไปเพราะเมื่อกี้มีสายเข้าอาจจะยังคุยกันไม่รู้เรื่อง ตะวันพยักหน้ารับ

 

             ทั้งสองกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กดัดตัวยาวสีขาวข้างซุ้มดอกไม้หน้าบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง รอบๆน้ำพุที่อยู่ตรงกลางก็เป็นลาน กว้าง ทางขวาที่นั่งอยู่ก็เป็นถนนใหญ่ รถวิ่งผ่านไปผ่านมา ผู้คนยังจอแจเพราะยังไม่ดึกมาก

 

             "คนพิเศษหรือเปล่า?.."

 

             "หือ? อะไรนะ?..." มือที่กำลังจะกดโทรอีกครั้งชะงัก หันไปมองหน้าขาวๆในกรอบผมยาวที่รวบไว้หลวมๆ

 

              "เราถามว่าคนนี้คนพิเศษหรือเปล่า?"

 

              "ทำไมถามแบบนั้นล่ะ?.."

 

             "ก็...เมื่อกี้ตอนคุยโทรศัพท์นายทำหน้าเหมือนกับดีใจ คนนี้ต้องพิเศษแน่ๆเลยใช่ใหม?ไม่งั้นไม่พะวงขนาดนี้"

 

              "ไม่ใช่....ซะหน่อย.." 

 

              "แนะ...มีเขิน มีเขิน ถ้าไม่ใช่นายจะหลบตาเราทำไม?แน่จริงหันหน้ามาทางนี้สิ " ทิวายิ้มกว้างเมื่อแซวจนแอบเห็นแก้มเนียนของอีกฝ่ายซับสีจางๆ

 

              "มาว่าแต่คนอื่น นายเองก็มีแล้วเหมือนกันใช่มั้ยเล่า?" ตะวันหันขวับมา

 

              "เฮอะ! ไม่มีหรอก มีทำไมให้ยุ่งยาก อยู่คนเดียวดีกว่า.." 

 

               "เหรอ?.. งั้นเราจะคอยดู...ว่าคนหน้าตาแบบไหนที่จะสามารถพิชิตหัวใจของทิวาได้" ตะวันแซวกลับยิ้มๆ แล้วก็ชะงักกึกมองถนนจนทิวาต้องมองตาม

 

              แล้วทั้งสองก็ต้องตกใจเมื่อรถสายตรวจที่ขับผ่านหน้าไปช้าๆเมื่อกี้เบลกจนดังเอี๊ยด พร้อมกับเปิดไฟเลี้ยวถอยกลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทั้งสองจะเห็นนายตำรวจเดินลงมายืนตรงหน้าพร้อมกระดาษแผ่นเล็ก พี่แกมองของในมือแล้วก็มองหน้าตะวันนิ่ง

 

              "คุณตะวัน ภาสกร ใช่มั้ยครับ?.."

 

              "ครับ..ผมเอง เอ่อ มีอะไรเหรอครับคุณตำรวจ?.." นายตำรวจไม่ตอบคำถามตะวัน แต่ยกวิทยุสื่อสารขึ้นจ่อปากอย่างรวดเร็ว

 

              "สายตรวจ1 เจอเป้าหมายแล้วเปลี่ยน...อยู่ที่ถนน....." พอได้ยินแค่นั้นทำเอาตาหวานสองคู่เบิกกว้าง 

 

             เป้าหมาย? เป้าหมายอะไรวะ?

 

            และยังไม่ทันจะได้แก้ความสงสัยใดๆ ที่จู่ๆก็มีตำรวจสายตรวจเดินเข้ามาถามได้ตรงตัวเจ้าของชื่อเองราวกับว่าตั้งใจตามหา ทั้งคู่ก็ต้องหันขวับไปมองตาโตอีกเป็นสองเท่าเมื่อมีปิ๊กอับสายตรวจอีกถึงสามคันมาจอดเอี๊ยดต่อท้าย พร้อมกับนายตำรวจถึงหกคนตบเท้าเข้ามาสมทบ พลางยืนล้อมทั้งสองร่างบางไว้ราวกับเป็นคนสำคัญ

 

             สายตรวจทุกคนมีวิทยุในมือ แล้วตอนนี้ก็กำลังวอบอกข่าวสารในภาษาสั้นๆที่ฟังยากจนตะวันกับทิวางง แถมไฟกระพริบแดงวาบๆจากรถสายตรวจที่เปิดไว้ ถึงจะไม่มีเสียงที่น่าตกใจแต่ก็เรียกสายตาคนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้เป็นอย่างดี บางคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงก็ชะเง้อคอมองออกมายืนมองเอาเลยทีเดียว

 

            "เอ่อ คุณตำรวจครับ มีอะไรเหรอครับ เกิดอะไรขึ้น?" 

 

            "มีคำสั่งให้ตามหาตัวคุณตะวันครับผม ผมได้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย ตอนนี้คุณพจน์ทราบเรื่องแล้ว กำลังเดินทางมา คาดว่าคงอีกไม่เกินสิบนาทีครับผม"

 

             " ดีจังตะวัน มีคนมาช่วยแล้ว" ตะวันยิ้มให้ทิวา แล้วตาก็พาลไปเห็นเจ้าเปี๊ยกที่ล้อแบนอยู่นั่นจึงได้สอบถามคุณตำรวจแสนดีว่าแถวนี้มีร้านซ่อมมั้ย? เพราะมอเตอร์ไซค์ยางแบน แล้วคำตอบที่ได้คือไม่มีครับผม ต้องไปอีกถนนนึง เล่นเอาทิวาหน้าจ๋อย คุณตำรวจเห็นแล้วก็หัวเราะ เรียกเพื่อนตำรวจมาช่วยกันยกมอไซค์ใส่ท้ายกระบะ บอกว่าจะเอาไว้ที่โรงพักแล้วให้ช่างดูให้นั่นแหละ จึงได้ยิ้มออก

 

               ตะวันสอบถามคุณตำรวจถึงข้อสงสัย แล้วก็ได้ความกระจ่างเมื่อตำรวจเล่าไปถึงเรื่องการหายตัวไปของตะวัน ทำให้คุณพจน์โวยวายเอากับเจ้าของห้างเลยทีเดียว และกล้องที่บันทึกไว้เป็นชนวนเหตุให้ตำรวจรู้และสามารถเข้าจับกุมคนร้าย แถมคุณตำรวจ ยังขอบใจตะวันยกใหญ่ที่ทำให้ตำรวจสามารถจับแก๊งค้ามนุษย์กลุ่มนี้และขยายผลไปยังกลุ่มค้ายาที่อยู่เบื้องหลังได้ 

 

                "ตะวัน!!.." เสียงทุ้มคุ้นหูที่ดังมาจากข้างหลัง ทำให้ร่างบางหันขวับอย่างดีใจ ก่อนจะหลับตาปี๋เมื่อพจน์โถมร่างสูงๆเข้ามากอดไว้ทั้งตัว จนร่างบางจมอกกว้าง

 

               "ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ" เสียงทุ้มกระซิบรัว จูบซับไปทั้วขมับเล็ก แล้วซบใบหน้าคมกับบ่าบอบบางอย่างไม่สนว่าใครจะมองยังไง จนสักพักจึงได้เงยหน้าขึ้น

 

               "ปลอดภัยใช่มั้ย? เจ็บตรงไหนบ้าง? มีแผลหรือเปล่า?... " มือหนาลูบไปทั่วเรียวหน้าหวาน ไหล่เล็กบอบบาง แล้วคลำสำรวจแขนเรียวอย่างกังวล

 

              "ไม่เป็นไรครับ ผมไม่เป็นไรเลย..ขอโทษครับที่ทำให้เป็นห่วง." ตะวันหันไปมองคนผมเปีย 

 

               "ทิวา...นี่คุณพจน์..เจ้านายเรา" พจน์ยกมือรับไหว้หนุ่มผมเปียหน้าหวานตรงหน้า 

 

             ร่างสูงหันไปขอบคุณตำรวจสายตรวจที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ฝ่ายตำรวจเองก็ยิ้มรับ บอกว่าถ้ามีเรื่องอะไรเดือดร้อนก็ไหว้วานได้  ยินดีรับใช้ประชาชน หลังจากนั้นคุณตำรวจก็แยกย้ายกันกลับโรงพัก แถมกำชับทิวาว่าอย่าลืมไปเอารถคืน

 

             ทิวามองตะวันแล้วมองพจน์สลับกัน รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดา "เราก็กลับมั่งดีกว่า..นายก็จะได้กลับไปพักผ่อน วิ่งมาทั้งวันแล้วนี่" ทิวาหลิ่วตาให้ตะวันจนอีกฝ่ายหน้าแดงแล้วก็นึกได้

 

           " เจ้านายครับ ไปส่งทิวาเขาก่อนได้มั้ยครับ?" ตะวันบอกเหตุผลว่าทำไม พจน์ฟังแล้วก็พยักหน้าแล้วยังขอบคุณที่ช่วยตะวันไว้ แล้วร่างสูงก็หันมองซ้ายมองขวา 

 

           "ไอ้หมอนั่นมันหายไปไหนแล้ว? เมื่อกี้แว๊บๆเหมือนจะอยู่ตรงนั้นแท้ๆ" พจน์พึมพำ แล้วเหมือนตะวันจะเข้าใจ

 

           "คงมีธุระมั้งครับ"

 

           "อืม คงงั้น งั้นเรากลับกันเลย บ้านนายไปทางไหน?" หันมาถามทิวา แต่มือหนาคว้ามือบางของตะวันแน่น จนคนตัวเล็กหน้า แดง แล้วก็ร้อนวาบไปทั้งหน้าเมื่อเห็นสายตาล้อเลียนของทิวาเข้าราวกับรู้ทัน

 

            ปากบางโดนขบไว้แน่นอย่างขัดเขิน เดินตามแรงจูงของร่างสูงไปที่รถ ดีที่พจน์ขับสปอร์ตสี่ประตูมาเลยง่ายหน่อย จากนั้นร่างสูงก็ขับไปตามเส้นทางที่ทิวาบอก ไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงบ้านหลังน้อยของคนผมยาว

 

            "ขอบคุณครับคุณพจน์ ขอบใจนะตะวัน แล้วเจอกัน เบอร์เรายิงเข้าเครื่องนายแล้วนะ"

 

            "ฮื่อ ไม่ต้องห่วง กลับไปถึงจะเมมใส่เครื่องเป็นเบอร์โปรดเลย"

 

            "ฮะ ฮะ ฮะ โอเค แล้วเจอกันนะ.. "

 

            ทิวาโบกมือลาเพื่อนใหม่จนลับตา แล้วเปิดประตูรั้วเดินเข้าบ้าน รู้สึกเหงานิดๆที่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้ว ถ้ามีเพื่อนอยู่ด้วยคืนนี้ก็ดีสิ 

 

            แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไง?.......

 

             ยิ้มกับความเพ้อเจ้อของตัวเอง พลางล็อคประตูบ้าน เดินเข้าห้องนอนก่อนจะล้วงโทรศัพท์ออกมาดู แล้วย่นจมูก  เงียบไปเลยนะ! งั้นก็เงียบให้ตลอดอย่าได้โผล่หน้ามาอีกเชียว ทั้งเมสเสจทั้งคนเลย เจ้าปีศาจ

 

             มือบางที่กำลังจะถลกเสื้อยืดออกจากตัวต้องชะงักค้าง ตาโตเบิกกว้าง ก่อนจะกลืนน้ำลายเอื๊อก เมื่อจมูกได้กลิ่นกายคุ้นๆกรุ่นมา แถมใบหูเล็กๆยังสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่จ่อมาจนติด ยังไม่ทันจะได้คิดว่าจะทำยังไง จะหันดีหรือไม่หันดี อีกฝ่ายก็คิดแทนให้เสร็จสรรพ เพราะซอกคอขาวถูกผู้บุกรุกซบซุกจนเจ้าของซอกคอขนลุกเกรียว 

 

             พร้อมๆกับหน้าท้องแบนราบขาวเนียนถูกมือหนาจู่โจมครอบคลุมไปทั่วบริเวณ ก่อนจะแทรกปลายนิ้วร้อนผ่าวเข้าขอบกางเกงช้าๆ

 

             อื๊อ! 

 

            ทิวาบิดเอวหนี มือบางทั้งสองข้างดึงข้อมือใหญ่ให้หลุดแล้วสะบัดตัวออก หันมาเผชิญหน้ากับผู้บุกรุกยามวิกาล ที่บังอาจเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เท่ากับว่าคิดผิดอย่างมหันต์เมื่อพอเจ้าบ้านหันหน้ามา ผู้บุกรุกใจกล้าก็เข้าชาร์จผลักร่างน้อยให้หงายหลังผึ่งลงกลางเตียงกว้างข้างหลังทันที

 

            มือน้อยที่ยังเป็นอิสระกำทุบตุ๊บตั๊บไปบนบ่าหนา เมื่อปากบางถูกกดจูบอย่างดูดดื่ม แล้วก็รู้สึกหวามหวานจนสะท้านไปทั้งตัวเมื่อปลายลิ้นร้อนไล่ต้อนลิ้นน้อยให้จนมุม ก่อนจะเกี่ยวกระหวัดดูดดื่ม ชิมรสหวานอย่างเอาแต่ใจ

 

           ทิวาไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เอ่ยวาจาไดออกมา เมื่อตอนนี้ปากจิ้มลิ้มนุ่มหยุ่นโดนไล่ล่าประกบปิด เสื้อผ้าที่พยายามรั้งไว้ก็ถูกมือใหญ่ดึงทึ้งออกจากตัวจนเหลือแต่ตัวล่อนจ้อน แล้วร่างสูงก็บดเบียดเข้าหาราวกับจะบอกว่าคิดถึงคนตัวบางจนใจจะขาด

 

           และถ้าทิวามีตาทิพย์หยั่งรู้ ก็จะเห็นรถสปอร์ตคันที่เพิ่งมาส่งตัวเองเมื่อกี้ มันไม่ได้วิ่งไปไหนไกลหรอก พักเดียวก็จอดเอี๊ยด...ราวกับคนขับอดใจไม่ไหว ต้องลงแดงตายก่อนถึงบ้านแน่ๆถ้าไม่ได้ขอชื่นใจใครบางคนซะก่อน 

 

          "พอแล้วครับ กลับบ้านเถอะ"

 

          "เดี๋ยว ขออีกนิดเดียว"

 

          "นิดเดียวตั้งหลายรอบแล้ว"

 

           "น่า ....อีกนิดนะ..." 

 

            "...."

 

            ............................................

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น