facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สืบรัก彡คดีที่1

ชื่อตอน : สืบรัก彡คดีที่1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.พ. 2561 11:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สืบรัก彡คดีที่1
แบบอักษร

สืบรัก彡คดีที่1



ดวงดาวสีขาวสว่างทอประกายอยู่ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรีเป็นสัญญาณของเวลาที่มนุษย์ปกติมักจะนอนหลับสนิทบนเตียงทว่าไม่ใช่กับผม แม้จะได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์แต่บอกเลยว่าตัวผมค่อนข้างห่างไกลกับคำว่าปกตินักโดยเฉพาะกับรูปลักษณ์ในตอนนี้


เส้นขนสั้นเกรียนสีดำขลับกับหัวกะโหลกขนาดใหญ่บวกกับเขี้ยวสีขาวแยกออกเล็กน้อยเพื่อลดอุณหภูมิในร่างกายตอนกำลังวิ่งอยู่ในดงหญ้าสูงซึ่งอยู่ด้านหลังบ้านเดี่ยวหลังสีขาวที่เพิ่งเกิดคดีฆาตกรรมฆ่าโหดยกบ้านเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาและทางตำรวจเองไม่สามารถสืบสาวไปได้ไกลกว่านี้เนื่องจากคนร้ายไม่ทิ้งหลักฐานไว้แม้กระทั่งลายนิ้วมือ


และคดีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกทำให้หลายหน่วยงานเริ่มตื่นกลัวและต้องการให้จับคนร้ายโดยเร็วที่สุดถึงขนาดมีการใช้สุนัขตามกลิ่น แน่นอนว่าไม่สามารถใช้ได้เพราะไม่มีกลิ่นตัวอย่างสำหรับให้ติดตาม เหตุการณ์เริ่มบานปลายและไม่มีใครสามารถหาเบาะแสหรืออะไรเลยจึงมีการส่งต่อคดีนี้มาจนถึงหน่วยงานของผม


ด้วยความที่ไม่มีหลักฐานหรือเบาะแสอะไรเลยผมจึงจำเป็นต้องใช้วิธีพิเศษในการสืบหาเบาะแสเหล่านั้น หรือก็คือผมในร่างของสัตว์สี่เท้านี่เป็นวิธีพิเศษที่มีเพียงผมเท่านั้นที่สามารถทำได้


กลายร่างเป็นสัตว์


ถ้าไปบอกใครคงมีแต่โดยหัวเราะและพูดว่ามุกนี้ขำใช้ได้


แต่ถึงยังไงการที่ผมสามารถเปลี่ยนร่างเป็นได้ก็คือเรื่องจริง ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวธรรมดา ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมธรรมดา มีฐานะธรรมดา


ทุกอย่างล้วนธรรมดายกเว้นอย่างเดียวคือครอบครัวผมมีพลังที่ไม่ธรรมดาซึ่งเป็นพลังเฉพาะของแต่ละบุคคล ไม่สามารถถ่ายทอดพลังนั้นไปให้คนอื่นได้ อย่างแม่ผมมีพลังในการมองเห็นวิญญาณ ผมซึ่งเป็นลูกก็ไม่ได้มองเห็นวิญาณไปด้วย ส่วนน้องๆแต่ละคนเองก็มีพลังในแบบที่ไม่เหมือนใคร


กึก!


ร่างสีดำขลับของผมหยุดการเคลื่อนไหวเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นของเลือดจางๆได้จากบริเวณหนึ่งในโพงหญ้า พอก้าวเข้าไปดูใกล้ๆก็พบกับท่อนไม้เก่าๆถูกโยนปะปนอยู่กับเศษขยะราวกับจงใจเอาขยะมาคลุกไว้ แต่ถึงจะพยายามยังไงก็ไม่สามารถหลอกประสาทสัมผัสของผมในร่างสุนัขได้


ก่อนมานี่ผมเข้าไปสำรวจกลิ่นต่างๆภายในบ้านไว้แล้ว กลิ่นเลือดนี่เป็นกลิ่นเดียวกับในบ้าน 


ที่สำคัญไม่ได้มีแค่กลิ่นเลือดเดียวแต่เป็นของหลายๆ คนรวมทั้งกลิ่นจางๆ ที่ยังติดอยู่นี่ผมรู้สึกเหมือนได้กลิ่นนี้มาก่อนที่จะมานี่ ได้กลิ่นนี้จากที่ไหนนะ


คิดสิ


ต้องเป็นช่วงที่ผมอยู่ในร่างของสุนัขแปลว่าแถวนี้ จะว่าไปหลายคดีก่อนหน้านี้ก็อยู่ในละแวกทั้งนั้นเลย มีความเป็นไปได้สูงหากจะเป็นคนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง


เมื่อคิดได้แบบนั้นผมจึงตัดสินใจใช้ปากคาบถุงขยะลากไปตามดงหญ้าจนถึงข้างทาง แสงสว่างจากหลอดไฟมีเว้นระยะอยู่ทุก5เมตร เรียกว่าค่อยข้างสลัวทีเดียว กลิ่นจางๆของเลือดลอยมาตามลมเรียกผมให้หันไปมองตามทิศทางนั้น ไม่เพียงแค่กลิ่นเลือดแต่ยังมีกลิ่นของคนที่กำลังตามหาด้วย


ผมวิ่งตรงไปยังจุดหมายก่อนร่างของสัตว์สี่ขาจะแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นร่างกายของมนุษย์ปกติที่มีเนื้อหนัง เสื้อผ้าถูกพกไว้ในกระเป๋าเป้ใบเล็กสำหรับสถานการณ์เช่นนี้อยู่เป็นเรื่องปกติ


“กรี๊ด อุก”เสียงกรีดร้องดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะเงียบหายไปราวกับเกิดเหตุบางอย่างขัดขวางเสียงเรียกขอความช่วยเหลือ 


“ต้องแจ้ง ไม่สิ ไม่มีเวลาแจ้งแล้ว”ผมบ่นกับตัวเองในขณะกระโดดข้ามรั้วเตี้ยแล้วพุ่งตัวกระแทกกระจกใสบริเวณระเบียงบ้านเข้าไปจัดการใช้หมัดเสยคางคนร้ายจนหงายหลังล้มลงไป


“แค่ก...แก เป็นใคร”น้ำเสียงเย็นๆกับอาวุธปลายทื่อในมือเป็นหลักฐานอย่างดีว่าคนคนนี้แหละคือคนร้านในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในช่วงนี้


“แล้วคุณล่ะเป็นใคร”ผมย้อนถามโดยไม่ลดการป้องกันลง ผู้หญิงด้านหลังผมที่ส่งเสียงเมื่อครู่ตอนนี้นอนสลบอยู่ด่นหลังผม


“อยากรนหาที่ก็จะสงเคราะห์ให้”พูดจบอีกฝ่ายก็พุ่งเข้ามา ไม้ขนาดกลางในมือทุบลงมายังหัวผมอย่างรวดเร็วแต่ด้วยทักษะที่มีทำให้หลบการจู่โจมนั่นด้วยการแตะสูงไปยังข้อมือจนไม้ในมือกลิ้งไปอยู่บนพื้นไกลจากบริเวณนี้พอสมควร


แน่นอนว่าผมไม่ปล่อยให้คนร้ายได้วิ่งไปหยิบอาวุธจัดการจับคอเสื้อทุ่มอีกฝ่ายข้ามหลังจนกระแทกกับพื้นอย่างแรง ด้วยแรงกระแทกทำเอาร่างนั้นสลบเหมือนไปในพริบตา


จะว่าอ่อนก็ไม่ผิดซะทีเดียว


หากแข็งแรงคงไม่สลบด้วยการถูกทุ่มข้ามหลังแบบนี้หรอก


จากนั้นรถตำรวจประมาณ3คันก็ถูกเรียกมาโดยผมและจับตัวคนร้ายในคดีไปจัดการต่อ นอกจากจะไม่ได้รับคำขอบคุณจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วยังได้คำบ่นประมาณว่าแย่งซีนปิดท้ายก่อนจากลาอีก


ตัวผมไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไปแม้ในฬ๗บ่นตลอดทางขับรถกลับมายังสถานที่ตั้งของหน่วยก็ตามที


คดีนี้ถ้ามีการสืบหาหลักฐานอย่างจริงจังหน่อยคงจัดการหาตัวคนร้ายได้ไม่ยากและไม่ต้องมาถึงมือของหน่วยผมด้วย แต่พอค้นบ้านแล้วไม่เจอหลักฐานก็คิดกันไปว่าหาต่อไปก็ไม่เจออะไรอยู่ดีเลยกลายเป็นคดีวุ่นวายขึ้นมา


สถานที่ตั้งของหน่วยงานผมคือตึกเดี่ยวชั้นเดียวสีขาวล้วนรอบๆมีสวนเต็มไปด้วยผืนหญ้า ดอกไม้และต้นไม้ใหญ่สำหรับให้ร่มเงา ด้านข้างมีลานจอดรถใหญ่4คันและมอเตอร์ไซค์อีก1แถว มองเผินๆดูเหมือนบ้านธรรมดาไม่ใช่ตึกที่เป็นที่ทำงานของหน่วยสืบสวนพิเศษ


หน่วยสืบสวนพิเศษเป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสืบสวนและจัดการกับคดีที่ไม่สามารถปิดได้ด้วยวิธีปกติ อีกอย่างหน่วยสืบสวนพิเศษไม่ได้ขึ้นตรงกับทั้งตำรวจหรือทหาร แยกตัวออกเป็นอิสระแต่มีอำนาจทัดเทียมกัน


คดีส่วนมากจึงส่งมาจากตำรวจและทหารเกือบทั้งสิ้น


“อ้าว ท่านรองมาถึงเร็วนี่นึกว่าต้องไปให้ปากคำกับตำรวจของเขต1ซะอีก”คำทักทายแรกเมื่อผมเดินเข้ามาในห้องทำงานคือจิว หนึ่งในคนของหน่วยสืบสวนพิเศษ


“รู้เร็วจังนะจิว”ผมพูดพลางเดินไปยังโต๊ะด้านในที่เป็นโต๊ะทำงานส่วนตัว ในห้องทำงานนี้ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนให้ใช้งานง่ายและประหยัดเนื้อที่มากที่สุดเนื่องจากมีพื้นที่จำกัด โต๊ะ4ชุดถูกหันหน้าชิดเข้าหากันโดยมีห้องครัวขนาดเล็กอยู่ด้านข้างติดกับโต๊ะยาว


“ดูไม่ตกใจเลยนะที่ผมรู้”จิวถามต่อ


“ไม่รู้สิแปลก”คนของหน่วยสืบสวนพิเศษไม่ใช่คนธรรมดา คำว่าไม่ธรรมดานั้นไม่ได้ถึงขั้นสามารถกลายร่างเป็นสุนัขได้แบบผมแต่มีความสามารถพิเศษมากกว่าคนทั่วไป


อย่างจิวเป็นชายไทยแท้รูปร่างท้วมอารมณ์ดีใครได้คุยด้วยเป็นต้องเผยความลับอะไรสักอย่างออกมา เขาจึงเป็นคนสืบข่าวทุกอย่างให้กับหน่วยสืบสวนพิเศษนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเขามีสายอยู่เท่าไหร่รู้แค่ว่าแม้จะเป็นข่าวที่พึ่งเกิดขึ้นไม่กี่นาทีที่ผ่านมาจิวก็ยังรู้


ดูอย่างเคสผมเป็นตัวอย่างก็ได้ ระยะเวลาในการเรียกตำรวจมายังที่เกิดเหตุ พูดคุยบอกเล่าเหตุการณ์จนขับรถมายังตึกนี่ราว2ชั่วโมงได้ แถมตอนเกิดเหตุยังไม่มีนักข่าวมาด้วย


อยากรู้จริงๆว่าไปเอาข้อมูลมาจากไหน


“ขอบคุณที่ชม”


“คนอื่นไปไหนหมด”ในห้องที่ควรจะมีคนในหน่วยนั่งประจำที่แต่กลับมีเพียงผมและจิวอยู่ในห้องตามลำพัง


จะบอกว่ายังเช้าอยู่ก็มีส่วนแต่ไม่น่าหายไปกันหมดแบบนี้


“สกายกับจูนออกไปจัดการคดีที่ค้างอยู่ อาร์มกับซันจับคู่กันไปทำคดีต่างจังหวัดด้วยกัน ส่วนแม็กนอนอยู่โรงแรมกับผู้หญิงและสุดท้ายเบียร์ถูกทางตำรวจเรียกตัวไปช่วยเมื่อ2ชั่วโมงก่อน”จิวไขข้อสงสัยทุกอย่างในพริบตาด้วยท่าทีสบายๆประหนึ่งว่าเรืองที่กำลังพูดออยู่เป็นเรื่องปกติที่ใครๆก็รู้กัน


สมแล้วกับที่อยู่หน่วยสืบสวนพิเศษ


แต่ละคนต่างมีความพิเศษแตกต่างกันไป


และเพราะแบบนั้นทำให้ไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกในหน่วยเป็นสิบมากมายเหมือนอย่างหน่วยงานอื่นๆเพียงแค่9คนในหน่วยก็มากพอในการจัดการคดีทุกรูปแบบซึ่งผมค่อนข้างชอบการทำงานแบบนี้มากทีเดียว


“โทรไปตามแม็กบอกให้มาถึงนี่ภายใน10นาทีไม่งั้นก็เตรียมไปนั่งทำงานตากแดดในสวนได้เลย”บอกเสร็จผมก็เดินไปกดน้ำร้อนใส่แก้วที่มีซองชาเขียวใส่อยู่


คนอื่นออกไปทำงานจึงไม่มีเหตุผลให้เรียกกลับแต่กับแม็กไม่ใช่ เล่นอยู่โรงแรมกับสาวในเวลางานแบบนี้มันน่าโดนนัก แม็กเป็นผู้ชายสูง ผิวสีแทนแถมหน้าตายังดีจึงมีสาวๆตามติดอยู่แทบตลอดเพราะแบบนั้นจึงมีความสามารถในการเข้าถึงคนระดับสูงเป็นพิเศษ


หลายคนอาจคิดว่าการเข้าถึงพวกระดับไฮโซถือเป็นความสามารถพิเศษยังไง


บอกเลยว่าพิเศษมาก คดีกว่าครึ่งที่ถูกส่งมาเป็นคดีที่ถูกปกปิดไว้ด้วยอำนาจของเงินและอิทธิพลในแวดวงไฮโซทั้งนั้น ดังนั้นหากรู้จักใครสักคนในระดับเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงเข้าถึงตัวได้ไม่ยาก


อย่างครั้งก่อนคนร้ายเป็นสาวไฮโซลูกสาวเจ้าของร้านอาหารระดับหรูที่มีเพียงระดับไฮโซจึงจะเข้าไปทานได้แต่เพราะแม็กรู้จักกับคนระดับนั้นจึงสามารถแฝงตัวเข้าไปหาหลักฐานและจับกุมได้สำเร็จ


แม้จะทำงานสำเร็จด้วยดีแต่นิสัยเลื่อนลอยกับขี้หลีกลับแก้ไม่หายสักที


“ผมกว่าแม็กคงไม่กลัวบทลงโทษแค่นั้นหรอกมั้ง”


“งั้นควรจะลงโทษอะไรดีล่ะ”ผมถามความเห็น


“ลองบอกจะตัดเงินสิรับลงวิ่งสี่คูณร้อยมาแน่นอน”จิวเสนอ


“เอาสิ ลองดู”นึกภาพแล้วคงตลกพิลึก


“จะลองอะไรกัน”เสียงทุ้มจากบุคคลที่สามทำเอาผมและจิวถึงกับสะดุ้ง พอหันไปมองก็พบกับเจ้าของร่างสูงในชุดของหน่วยสืบสวนพิเศษเต็มยศก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มมุมปาก ริ้วรอยบนใบหน้าบ่งบอกถูกอายุที่มาพอสมควร ถึงอย่างงั้นความน่าเกรงขามกลับมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม


“หัวหน้า”พวกเราทั้งคู่พูดขึ้นพร้อมกัน ไพลสันต์หรือไพล หัวหน้าของหน่วยสืบสวนพิเศษ 


“มาเช้ากันดีนี่ แล้วจะลองอะไรกันขอฉันร่วมวงด้วยคน”หัวหน้าพูดต่อ


“กำลังจะโทรตามแม็กครับ ถ้าไม่มาใน10นาทีจะโดนหักเงิน”จิวบอกหัวหน้าโดยไม่ปิดบัง


“ฮืม...งั้นเพิ่มไปด้วยว่าถ้ายังไม่มาจะส่งไปเรือนจำชายในเขตใต้”นอกจากจะไม่ห้ามแล้วยังมีเพิ่มบทลงโทษด้วย


นี่แหละคือหัวหน้าที่พวกเราทุกคนให้ความเคารพ 


“ได้ครับหัวหน้า”จิวทำท่าตะเบะก่อนเริ่มโทรตามแม็ก


“หัวหน้า ไปพักหน่อยไหมครับพึ่งกลับมาเมื่อคืนเองนี่ครับ”ผมบอกกับหัวหน้า ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาหัวหน้าได้รับเชิญไปเข้าร่วมการประชุมใหญ่ที่มีเพียงระดับหัวหน้าใหญ่เข้าไปร่วมประชุมกัน


“อยากพักอยู่แต่คงยังไม่ได้ ไธม์”


“ครับ”ผมขานรับชื่อตัวเอง ทัณฑธร เจริญกิจขจรกุลหรือใบไธม์เป็นชื่อของผมเอง ตำแหน่งในหน่วยสืบสวนพิเศษของผมคือรองหัวหน้าที่พึ่งเริ่มเป็นมาได้ไม่กี่ปีเท่านั้นเอง


“อยากให้มาด้วยกันหน่อยได้ไหม”


“แน่นอนครับ”ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคิดคำตอบ น้ำเสียงของหัวหน้าเหมือกำลังเจอเรื่องหนักใจจะให้ปฏิเสธคงไม่ใช่เรื่อง


“งั้นไปกัน”พูดจบก็ก้าวเดินออกไปนอกห้องโดยมีผมตามไปติดๆ


“จะไปข้างนอกเหรอครับ”ผมถามเมื่อพวกเราเดินออกมายังลานจอดรถ ตอนนี้แรกผมนึกว่าจะไปคุยกันในห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้าซะอีก


“ใช่ เราจะไปเรือนจำกลางพิเศษที่3”คำพูดนั่นทำเอาผมขมวดคิ้วแน่นขึ้นมาทันที


ปัจจุบันมีเรือนจำอยู่แทบทุกเขต ทุกคนต่างรู้กันว่าเรือนจำคือสถานที่ขังผู้ต้องหาที่ต้องโทษในคดีเล็กน้อยอย่างลักขโมยไปจนถึงคดีร้ายแรงอย่างฆาตกรรม ในหมู่เรือนจำเองเรือนจำกลางพิเศษที่3เป็นที่รู้กันว่าเป็นสถานที่กักขังผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงไม่ใช่เพียงแค่ฆ่าคนตายแต่มีคดีร้ายแรงอื่นๆอีก


เรือนจำกลางพิเศษที่3เป็นพื้นที่ขนาดกลางเป็นตึก2ชั้นมีรั้วล้อมรอบสูงมิดชิดกันการแหกคุก การจะเข้าไปด้านในได้ต้องเข้าทางด้านหน้าติดต่อเจ้าหน้าที่บริเวณเคาน์เตอร์และรอพบผู้ต้องหาในห้องด้านข้าง ห้องสำหรับการพบกันนั้นเป็นเหมือนในหนังหลายๆเรื่องคือมีกระจกกั้นและมีผู้คุมคอยเฝ้า


สำหรับพวกผมพอผู้คุมเห็นหน้าคุณไพลสันต์ก็รีบทำควรเคารพแล้วให้เข้าไปด้านในโดยดี พวกเราถูกพาลงบันไดไปยังชั้นใต้ดินโดยไม่มีบทสนทนาหรือพูดคุยคล้ายมีการทำเรื่องไว้เรียบร้อยแล้ว


ไม่ใช่ทุกเรือนจำที่จะมีชั้นใต้ดิน เรือนจำกลางพิเศษที่3เป็นเรือนจำพิเศษที่ขังแต่พวกร้ายๆ ใครที่ไม่สามารถอยู่ร่วมในห้องขังรวมได้หรือก่อปัญหาจะถูกจับมาขับเดี่ยว แต่หากยังมีปัญหาอีกก็จะถูกจับขังในชั้นใต้ดินไม่ให้เจอกับแสงอาทิตย์


“ไธม์”หัวหน้าเรียกระหว่างเดินตรงไปตามทาง ในเส้นทางที่กำลังเดินทางขวามือมีห้องขังเดี่ยวมืดทึบมีหน้าต่างสำหรับส่งน้ำอาหรอยู่ด้านใต้ของประตูเหล็กเท่านั้น


“ครับ”


“รู้จักเมเกอร์รึเปล่า”


“...แน่นอนครับ คงไม่ใครที่ไม่รู้จักฉายานั่น”เมเกอร์เป็นฉายาที่มอบให้กับคนร้ายรายหนึ่งที่มีความสามารถในการแฮ็กระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคารแล้วนำเงินออกไปโปรยว่อนในช่วงต้นปีที่ผ่านมา  ระบบรักษาความปลอดภัยของธนาคารมีไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้นแต่กลับถูกทะลวงอย่างง่ายดายแถมยังไม่สามารถตามตัวจับคนร้ายได้อีก


เมเกอร์ เป็นคำย่อของ เมจิก แฮ็กเกอร์


ไม่เพียงแค่การแฮ็กแต่ยังพ่วงด้วยคดีล่อลวงและต้มตุ๋นอีกนับไม่ถ้วน ถือเป็นคนที่มีความสามารถในการใช้วาจาในระดับสูงเพื่อลวงหลอกคนอื่นให้ติดกับราวกับใช้เวทย์มนต์ ตามจับการแทบพลิกแผ่นดินแต่กลับไม่เจอร่องลอยทว่าเมื่อไม่กี่เดือนก่อนกลับเดินเข้ามามอบตัวกับทางตำรวจหน้าตาเฉยจนต้องโทษถูกจำคุกในข้อหามากมายนับไม่ถ้วนรวมแล้วก็ต้องถูกจำคุกถึง20ปี


คนดังขนาดนั้นจะไม่รู้จักได้ยังไง


“แล้วรู้ไหมว่าเขาถูกจำคุกที่เรือนจำไหน”หัวหน้าไพลถามต่อ


“เรือนจำกลางพิเศษที่3”พอพูดมาถึงตรงนี้ผมก็เริ่มประติดประต่อเรื่องราวบางอย่างได้ หัวหน้าพูดถึงเมเกอร์ขึ้นมาแบบนี้แปลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการมายังเรือนจำกลางพิเศษที่3ในวันนี้อย่างแน่นอน


ข่าวของเมเกอร์ที่ถูกจับส่งตัวมายังเรือนจำนี้เป็นที่รู้กันดี และที่รู้กันมากกว่านั้นคือเขาถูกจับขังเดี่ยวยังชั้นใต้ดินเนื่องจากนิสัยของเขานั้นทำให้ผู้ต้องหารายอื่นที่อยู่ด้วยถึงกับประสาทเสียจนขอแยกห้อง อีกทั้งยังมีการเอ่ยวาจายียวนต่อเจ้าหน้าที่เลยได้รับของขวัญเป็นการถูกจับขังเดี่ยว


“เรากำลังจะไปเจอเขา”


“ครับ”


“ดูไม่ตกใจเลยนะไธม์แปลว่าเดาไว้อยู่แล้วสินะ”หัวหน้าหันมามองผมเล็กน้อยระหว่างถาม


“หัวหน้าจงใจบอกข้อมูลนี่ครับ”ไม่ใช่เรื่องยากเลยในการเดา


“ฉันชอบเธอก็ตรงไหวพริบและการวิเคราะห์สถานการณ์นี่แหละ”


“คนอื่นก็ทำได้ดีไม่แพ้ผมหรอกครับ”คนในหน่วยส่วนมากมีไหวพริบและการวิเคราะห์ดีอยู่แล้ว ไม่งั้นพวกเราคงไม่สามารถจัดการกับคดียากที่ทางตำรวจหรือทหารจัดการไม่ได้จนสำเร็จหรอก


“ถ่อมตัวแบบนี้ก็เป็นข้อดีเช่นกัน แล้วเดาได้ไหมว่าพวกเรามาหาเมเกอร์กันทำไม”


“ถ้าไม่ได้มาเยี่ยมก็มีแค่มาเจรจาต่อรอง”ผมพูดติดตลกในประโยคแรก มีเพียงเหตุผลเดียวที่เราจะมาหาเขาถึงที่คือการเจรจา ซึ่งการเจรจาจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อทางการเล็งเห็นถึงความสามารถและความจำเป็นของความสามารถของผู้ต้องหาและต้องการให้มาช่วยเหลือพวกเราในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง


“ตามที่พูด เรามาเพื่อเจรจา ความสามารถของเมเกอร์นั้นหาตัวจับได้ยากไม่มีใครสามารถทำได้ขนาดนั้นทางการจึงอยากได้ความสามารถนั้นมาร่วมด้วย”หัวหน้าค่อยๆอธิบาย


“หากทางการต้องการคงไม่ให้พวกเรามาจัดการหรอกมั้ง หรือว่า...จัดการเองไม่ได้?”มีคำตอบเดียวที่คิดได้คือทางการส่งคนมาเจรจาแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จจึงต้องให้พวกเราซึ่งอาจเป็นตัวเลือกสุดท้ายมาจัดการต่อรอง


“ใช่ อย่างที่คิดแหละ ไม่ว่าใครก็ชอบโยนงานยากมาให้หน่วยเราซะจริงเนอะ”


“ถ้าไม่อยากโดนโยนงานครั้งหน้าลองให้พวกเราทำภารกิจไม่สำเร็จดีไหมครับจะได้โยนกลับไปให้เจ้าของคดีจัดการต่อ”สาเหตุที่พวกเขาโยนแต่งานยากๆมาให้เป็นที่รู้กันอยู่ว่าหน่วยสืบสวนพิเศษสามารถจัดการได้ทุกคดี ไม่ว่าจะเป็นฆาตกรรม ลักพาตัว จี้ปล้นหรือแม้แต่วางระเบิด


และเพราะความสำเร็จแทบจะ100เปอร์เซ็นต์นี่ไม่แปลกที่คนอื่นจะอยากทำลายมัน


“เป็นความคิดที่ดีแต่คนที่จะทำไม่ได้มากที่สุดก็คือเธอนะไธม์ จะปล่อยคดีตรงหน้าไว้เฉยๆได้รึเปล่าล่ะ”หัวหน้าพูดเหมือนรู้ทันซึ่งก็ไม่ผิด


 “...ผมคงปล่อยไม่ได้”ผมเป็นคนไม่ชอบปล่อยให้อะไรค้างคา หากมีคดีก็จะจัดการให้เสร็จไม่ใช่ปล่อยหมกทิ้งไว้เป็นเดือนๆค่อยทำ หากช้าแบบนั้นหลักฐานที่ควรจะได้ก็ชวดหมดพอดี


“ก็ว่าอยู่...”


“ถึงแล้วครับ เชิญในห้องนี้ได้เลย พวกเราได้พาตัวเมเกอร์มารอในห้องแล้วครับ”ผู้คุมที่เดินนำหน้าหยุดเมื่อถึงบนประตูสีขาวแตกต่างกับประตูบานอื่นๆตามทางเดินที่มีสีดำหรือเทา คงจะเอาไว้ใช้แยกว่าห้องนี้เป็นห้องอะไร


“ขอบใจ ไธม์”ก่อนจะเปิดประตูหัวหน้าหันมาหาผมอีกครั้ง


“ครับหัวหน้า”


“ถ้าฉันกล่อมไม่ได้ช่วยๆกันหน่อยนะ”พูดจบบานประตูสีขาวก็ค่อยๆเปิดอ้าออก


ด้านในห้องเป็นพื้นที่เล็กๆที่มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้วางไว้สองตัว ไฟดวงเล็กห้อยอยู่ด้านบนคอยให้แสงสว่างรำไรจากความมืดของชั้นใต้ดิน เก้าอี้ตัวนึงมีร่างสูงโปร่งของชายคนหนึ่งนั่งก้มหน้าอยู่ พอได้ยินเสียงเดินเข้ามาใบหน้านั้นจึงค่อยๆเงยขึ้นมามองดวงตาสีเขียวมรกตกับใบหน้าเรียวได้รูปทำเอาผมแอบตกใจเล็กๆ 


หน้าตาดีแบบนี้ไม่แปลกที่ใครๆจะหลงเชื่อ


แล้วยังมีเส้นผมสีเทาเข้มที่มองเผินๆจะนึกว่าเป็นสีดำแต่เมื่อถูกแสงไฟกระทบจะเห็นคล้ายผมเป็นสีเงิน มือทั้งสองข้างกุมกันไว้อยู่บนโต๊ะโดยมีกุญแจมือใส่ไว้ ถัดไปด้านหลังมีผู้คุม2คนยืนประจำตำแหน่งเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ


“สวัสดีเมเกอร์”หัวหน้าเป็นฝ่ายเริ่มเปิดการสนทนาแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม ผมเองเดินมาหยุดยืนเยื้องไปด้านหลังเล็กน้อย 


“ช่วงนี้มีคนมาเยี่ยมบ่อยจังนะ ไม่รู้ว่าผมไปมีญาติพี่น้องเพิ่มตั้งแต่เมื่อไหร่”เพียงประโยคแรกของการพูดคุยทำให้ผมเข้าใจได้ทันทีว่าข่าวลือเรื่องปั่นหัวเพื่อนร่วมห้องขังจนต้องถูกแยกขังเดี่ยวเป็นเรื่องจริง


“ฮึฮึ...อย่าพูดแบบนั้นสิ เธอน่ะคงรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าพวกเรามาพบด้วยเรื่องอะไร”หัวหน้าเลือกที่มองข้ามประโยคกวนๆแล้วเปิดประเด็น


“พวกเรา? อ้อ...โทษทีนะคุณตำรวจ โอ๊ะ หรือว่าจะเป็นทหาร จะอย่างไหนก็ช่างคุณนี่ช่างไร้ตัวตนนจริงๆเลยนะขนาดยืนอยู่ตรงหน้ายังมองไม่เห็นเลย”


“...”ผมเลือกใช้ความเงียบแทนคำตอบทั้งที่ในหัวนั้นจินตนาการภาพตัวเองก้าวเข้าไปคว้าคออีกฝ่ายแล้วจับทุ่มลงพื้นสักที ยียวน กวนประสาทได้เก่งมาก


ขนาดผมที่คิดว่าตัวเองใจเย็นยังเกิดอารมณ์ขึ้นมาง่ายๆ


“คำพูดพวกนั้นไม่ทำให้เราล่าถอยหรอกนะเป็นไปไม่ได้เลยเหรอถ้าจะให้เธอใช้ความสามารถที่มีกับทางการ”หัวหน้าเอ่ยถามอย่างใจเย็น


“ไม่”คำตอบนั่นไม่มีความลังเลเลยสักนิด


“รู้ไหมว่าหากให้ความร่วมมือโทษจำคุก20ปีจะลดลง”


“รู้ แต่ยังไงคำตอบก็คือไม่”


“...ฉันคงแก่แล้วถึงรู้สึกอึดอัดเวลาอยู่ในห้องแคบๆนี่”หัวหน้ายิ้มพลางลุกขึ้นยืน


“ลองมาอยู่สักอาทิตย์สิรับรองว่าจะชินจนไม่อยากออกเลย ใช่ไหมล่ะผู้คุมทั้งสอง”น้ำเสียงยียวนยังตามมาไม่ขาดสาย แถมครั้งนี้ยังพาลไปถึงผู้คุมด้านหลังด้วย


“ไธม์ จัดการต่อที”หัวหน้าเดินมาแตะไหล่ผมเบาๆระหว่างพึมพำเสียงเหนื่อย พูดกันแค่ไม่กี่ประโยคหัวหน้ากลับทำหน้าคล้ายออกไปทำคดีมาหนึ่งสัปดาห์เศษ


“ผมไม่คิดว่าเขาจะยอมหรอกนะ”แค่ฟังดูก็รู้แล้ว


“น่า ถ้าไม่ได้ก็ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ไม่คิดว่าจะขนาดนี้”หัวหน้าคงหมายถึงนิสัยของเมเกอร์ละมั้ง


“จะลองดูครับ”


“ดี ฝากหน่อยละกัน ขอสัก10นาทีเดี๋ยวฉันมาเปลี่ยน”


“...ครับ”5นาทีผมจะทนคุยกับเขาไหวไหมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ


พอหัวหน้าเดินออกไปทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบราวกับไม่มีคนอยู่ ดวงตาสีเขียวฝั่งตรงข้ามจับจ้องมายังผมที่นั่งลงบนเก้าอี้แล้วเงยหน้าขึ้นไปสบดวงตานั้นอย่างไม่หลีกหนีแสดงให้เห็นว่าผมไม่ได้กลัวเขาแต่อย่างใด


ความเงียบเข้ากลืนกินห้องนาทีแล้วนาทีเล่าโดยไม่มีเสียงพูดคุยใดๆดังขึ้น มีเพียงดวงตาสองคู่ที่ประสานกันนิ่งท่ามกลางความเงียบสงัด


“หลงรักผมเหรอถึงจ้องกันขนาดนี้”ฝ่ายเมเกอร์ยอมเปิดปากก่อน


“งั้นมั้ง”ต้องมีสติอย่าไม่หลงกลกับคำพูดของอีกฝ่าย


“ดูจะกังวลน่าดูนะ ปิดผมไม่ได้หรอก”


“ใครบอกว่าผมต้องการจะปิดล่ะ”ได้ทีผมจึงสวนกลับไปบ้าง


“เห็นหน้านิ่งๆแต่ร้ายใช่เล่นนะคุณ”สายตาของอีกฝ่ายยังคงมองมายังผมคล้ายกำลังจับสังเกตทุกท่าทางหรือกริยาที่แสดออก


“พูดถึงตัวเอง?”


“ฉลาดเนอะ”แม้จะเป็นคำชมแต่ในประโยคนี้และน้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นไม่สามารถเรียกว่าคำชมได้


ถากถางกันชัดๆ


เจ็บกว่าถูกด่าว่าโง่อีก


“ขอบคุณ”แต่จะให้ใช้อารมณ์คงไม่ใช่ผม


“ด้วยความยินดี”เมเกอร์ไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยง่ายๆ สวนกลับถ้อยคำที่ไม่น่าจะเป็นคำด่าให้กลายเป็นคำด่าได้


น่าชื่นชมอะไรแบบนี้


“จะไม่คิดเปลี่ยนคำตอบใหม่จริงๆน่ะเหรอ”หลังจากเสียเวลานั่งจ้องแถมยังตอบโต้อย่างไร้สาระไปนานผมก็กลับเข้าเรื่อง


“ถ้าหมายถึงเรื่องการเข้าร่วมกับทางการละก็ใช่”


“ไม่อยากเป็นอิสระรึไง”นักโทษส่วนมาพอยกเรื่องอิสระหรือลดโทษก็มักจะตาลุกวาวด้วยความต้องการทั้งนั้นแต่กลับผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่


“ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ถือเป็นอิสระ”เป็นคำตอบที่คาดไม่ถึงจริงๆ


ไม่เข้าใจว่าการถูกจับขังเดี่ยว ใส่กุญแจมือ อยู่แต่ในความมืดแบบนี้เป็นอิสระตรงไหน


“หมอนี่มีปัญหาระบบประสาท?”ผมมองข้ามผู้สนทนาไปคุมกับผู้คุมด้านหลัง


“ไม่นะครับ เขาปกติแถมทั้งไอคิวและอีคิวยังเหนือว่าคนธรรมดาอีก”หนึ่งในผู้คุมตอบ


“อ้อ พวกฉลาดมักไม่เต็ม”


“นี่ เห็นผมเงียบก็ว่าเอาๆเลยนะ”


“หรือไม่จริง”


แกร็ก!


ประตูเปิดออกแทรกการสนทนาที่กำลังดำเนินไปอย่างไร้สิ้นสุด ร่างของหัวหน้าไพลสันต์เดินเข้ามาด้วยใบหน้าไม่สู้ดีนัก


“ไธม์”


“มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นครับหัวหน้า”ดูหน้าก็รู้แล้วว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น


“พวกสกายต้องการความช่วยเหลือ”


“ผมจะรีบไป...แล้ว...”พอลุกขึ้นเตรียมจะออกไปนอกห้องก็นึกได้ว่ายังพูดคุยกับคนด้านในค้างไว้


“พอจะเปลี่ยนใจบ้างไหมเมเกอร์”หัวหน้าหันไปถามคนด้านใน


“ไม่...แต่คนคนนั้นทำให้ผมรู้สึกสนใจไม่เลว”ระหว่างพูดเขาจับจ้องมายังผมพร้อมรอยยิ้มมุมปาก


“เหรอ แบบนั้นก็ดี งั้นไว้พวกเราจะมาใหม่”


“...”ผมหันควับไปมองหน้าหัวหน้าตัวตัวเอง


มาใหม่?


ไม่อยากมาเจอหมอนี่อีกแล้ว


“หึหึ...ผมจะรออย่างใจจดใจจ่อเลย เนอะไธม์”


ทั้งรอยยิ้ม


น้ำเสียงและใบหน้า


จะกวนประสาทกันจนถึงวิธีนาทีสุดท้ายเลยสินะเมเกอร์! 

.............................................................................. 

สวัสดีค่ะ

มาต่อตอนแรกกับการเปิดตัวพระเอกของเรื่อง

เปิดตัวแล้วก็จริงแต่ก็ยังไม่มีชื่อออกมาอยู่ดี มีแต่ฉายา 555

อาจจะสั้นไปนิดเนื้อหาของตอนยังมีไม่มากเท่าไหร่ค่ะ

แนวเรื่องนี้เป็นแนวที่ไม่เคยแต่งมาก่อนแถมค่อนข้างไกลตัวพอสมควรด้วยแต่ยังไงก็จะพยายามแต่งออกมาให้ดีที่สุดนะคะ

ในตอนนี้พระเอกอาจยังไม่มีบทบาทมากนักเดี๋ยวตอนหน้าจะมีบทเยอะกว่าหน่อย

หวังว่าทุกคนจะถูกใจผลงานใหม่ของเรากันนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น