facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 1 : พบ เจอ บ้านหลังใหม่

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 1 : พบ เจอ บ้านหลังใหม่

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.3k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 20:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 1 : พบ เจอ บ้านหลังใหม่
แบบอักษร


                ท่ามกลางบรรยากาศร่มเย็นเป็นธรรมชาติที่พื้นที่โดยรอบลายร้อมไปด้วยทุ่งนาและต้นไม้ใบหญ้า สองข้างทางของท้องถนนขนาบข้างไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ใบไม้สีเขียวขจีพัดปลิวพลิ้วไหวไปตามลม ส่วนเหล่านกตัวน้อย ๆ ก็ต่างส่งเสียงร้องและโผบินให้เห็นบนท้องฟ้า มันกางปีกกว้างบินถลาอยู่กลางอากาศ มองแล้วน่าอิจฉาที่เห็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ มีอิสระกับการใช้ชีวิต

                ขณะที่ล้อรถคันหรูอย่าง  Volvo S90 Sedan 2017 สีดำกำลังพุ่งทะยานไปบนถนนทางลูกรัง เจ้าของรถก็เอื้อมมือไปเปิดเครื่องเสียงในรถแล้วกระดิกนิ้วตามจังหวะเพลง มันเป็นเพลงสากลทำนองช้าฟังสบายเป็นสไตล์อคู๊สติกที่ชื่นชอบที่สุดจนฟังแล้วอดฮึมฮำร้องตามไม่ได้

                สวัสดีครับ ผมชื่อเมฆินทร์ ธีระทานนท์ หรือคุณจะเรียกผมว่าเมฆก็ได้เพราะมันคือชื่อเล่นของผม ผมเป็นคนหนึ่งที่ตอนนี้อายุยี่สิบหกย่างยี่สิบเจ็ดแต่ก็ยังหารักแท้ไม่เจอสักที ล่าสุดเพิ่งอกหักจากผู้ชายมาหมาด ๆ ว่าแล้วมันเจ็บกระดองใจที่ไม่ว่าคนรักจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายสุดท้ายผมก็ต้องแยกทางกันทุกทีไม่ว่าเหตุผลใดก็เหตุผลหนึ่ง แต่ผลสุดท้ายผมนี่แหละที่เป็นคนถูกทิ้ง

                เพราะแบบนี้ผมจึงตัดสินใจหนีความวุ่นวายจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครมายังจังหวัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก ผมซื้อบ้านไม้ไว้หนึ่งหลัง มันเป็นบ้านไม้ปลูกใหม่ไม่เคยผ่านผู้อยู่อาศัยคนใดมาก่อนแต่ดันถูกขายในราคาถูกจนน่าแปลกใจ ใช่ ผมเห็นมันถูกประกาศขายในอินเทอร์เน็ตจึงรีบติดต่อเจ้าของบ้านและตรงมาที่นี่เพื่อเซ็นสัญญาและเข้าอยู่ทันที

                เสียงเพลงในรถยังคงบรรเลงเรื่อยไป ส่วนตัวผมเองก็ส่งเสียงคลอร้องตาม พยายามทำตัวให้มีความสุขเข้าไว้เพราะอย่างน้อยก็ดีกว่ามานั่งร้องไห้เสียใจ จริงมั้ย

                “ยิ้มไว้ไอ้น้อง” ผมบอกตัวเองแล้วหักพวงมาลัยเลี้ยวตัวรถไปทางซ้ายเพื่อลงจากสะพานทางเชื่อมระหว่างทางซึ่งมีคลองกว้างขวางอยู่ แต่แล้วผมก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อมีรถบรรทุกคันหนึ่งวิ่งย้อนศรมาด้วยความไว

                ปี้น-น-น เสียงแตรรถลากยาวเป็นสัญญาณเตือนสั่งให้ผมหลบ หัวสมองฉับไวพยายามแก้สถานการณ์ตรงหน้าแต่จะไปหลบที่ไหนกันล่ะในเมื่อทุกอย่างมันเกิดขึ้นไวไปหมดแถมรถบรรทุกยังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะชะลอความเร็วลงสักนิด

                ปี้น-น-น คนขับบีบแตรเป็นครั้งที่สอง ผมมองตาค้างอ้าปากกว้างทำอะไรไม่ถูกรู้แต่ว่ามันคงเป็นวาระสุดท้ายของผม ดวงตาสองข้างหลับลงสนิท ฝ่ามือชุ่มเหงื่อจับพวงมาลัยแน่นและสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดก่อนเหยียบเบรคจนตัวโก่ง

                เอี๊ยด-ด-ด หูสองข้างได้ยินเสียงล้อรถเบียดไปบนพื้นถนน แรงเหวี่ยงทำให้ท้ายรถสะบัดอย่างแรงจนไหล่ข้างขวากระแทกเข้ากับประตูรถอย่างจัง ผมยังคงหลับตาอยู่อย่างนั้น หัวใจในอกเต้นรัวไม่เป็นจังหวะเหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผากได้แต่พูดกับตัวเองในใจว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แต่แล้วทุกอย่างกลับเงียบสนิทมีเพียงเสียงเพลงในรถที่ยังคงบรรเลงอยู่

                ผมตัดสินใจลืมตาขึ้นอีกครั้งรีบหันหน้าไปทางขวาขณะที่ตัวรถขวางอยู่กลางถนน ภาพตรงหน้ามองเห็นไม่ชัดนักมันมีแต่ฝุ่นลูกรังฟุ้งกระจายเป็นผงทรายสีส้มเต็มอากาศ ผมถอดแว่นเลนส์หนาออกด้วยความรู้สึกโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอกจนหายใจสะดวกทั่วท้องอีกครั้ง

                นี่ถ้าตัดสินใจเหยียบเบรคช้าไปมากกว่านี้ผมคงตายกลายเป็นศพไปแล้วแน่ ๆ เมื่อรถสิบล้อคันใหญ่จอดอยู่ด้านขวาข้างตำแหน่งคนขับที่ผมนั่งอยู่ มันใกล้มากจนทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กเป็นมดไปเลย ผมหายใจถี่พยายามเรียกสติตัวเองกลับคืนมาแต่จู่ ๆ คนขับก็บีบแตรไล่

                ทั้งที่เป็นคนขับรถย้อนศรมาเองแถมยังเกือบชนผมตกถนนลูกรังขนาดนี้เขามีสิทธิ์มาบีบแตรไล่ด้วยรึไง ผมคิดพลางบอกตัวเองในใจว่าให้ใจเย็นไว้ก่อนเพราะขืนเจรจาไปก็คงไม่มีประโยชน์ เผลอ ๆ ถ้าลงไปมีหวังไม่ผมก็รถได้โดนไล่บี้จนตกถนนจริง ๆ แน่ ผมเลยเลือกที่จะหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกำมือตัวเองแน่น

                ปี้น ปี้น ปี้น ปี้น เสียงแตรดังขึ้นรัวหลายครั้งต่อกันทำให้ผมสะดุ้งโหยงจนนั่งแทบไม่ติดเบาะ ซึ่งการกระทำของเจ้าของรถบรรทุกทำให้ผมหลุดสบถออกมาทั้งที่ไม่ชอบพูดคำหยาบอยู่แล้ว

                “จะรีบไปตายห่าตายโหงที่ไหนกันวะ” ว่าจบผมก็หักพวงมาลัยรถแล้วมองกระจกมองหลังเพื่อถอยตัวรถออกจากหน้ารถบรรทุกแล้วเลี้ยวไปเลนส์ขวา

                “น่าเบื่อจริง” กว่าจะซอกแซกออกมาได้ก็ต้องถอยแล้วถอยอีก ทั้งมองหน้ามองหลังทางก็แคบ ความจริงคู่กรณีน่าจะถอยรถหลบผมสักหน่อยก็ยังดีไม่ใช่มาจอดแช่ไม่ยอมไปไหนอยู่อย่างนี้ ว่าแล้วผมก็ขอบอกตามตรงว่าหัวเสียนิดหน่อยแต่ก็ทำได้แค่ขยี้หัวตัวเองรัว ๆ จนเส้นผมบนหัวยุ่งไปหมด

                “แปลกคนดีเหมือนกัน” ผมพูดพลางมองรถบรรทุกผ่านกระจกหลัง แน่นอนว่าเขายังคงจอดอยู่กับที่ไม่ไปไหน

“เอาเถอะ เอาที่สบายใจเลยครับพี่” ทันทีที่พูดจบผมก็เร่งเสียงเพลงในรถและเปลี่ยนเพลงเป็นจังหวะป็อปแดนซ์ทันทีเผื่ออารมณ์จะกระปรี้กระเปร่าหายหัวเสียขึ้นมาบ้าง

และภายในเวลาไม่กี่นาทีผมก็มาถึงบ้านไม้หลังที่ซื้อไว้จนได้ ทันทีที่ตัวรถหยุดอยู่กับที่และจอดอยู่หน้าลานกว้างบริเวณหน้าบ้านผมก็เปิดประตูรถแล้วก้าวขาลงไปเพื่อสัมผัสกับกลิ่นอายของธรรมชาติ สายลม และแสงแดด ผมถือกุญแจรถไว้ในมือก่อนจะยกมือขึ้นสวัสดีเจ้าของบ้านที่ยืนรอผมอยู่ก่อนแล้ว

“สวัสดีครับป้าศร ขอโทษที่มาช้านะครับพอดีมีอุบัติเหตุนิดหน่อย”

“อ้าว ทำไมล่ะ” ป้าศรหญิงวัยห้าสิบปลาย ๆ ดัดผมหยิกเงยหน้าขึ้นมาถามเธอขมวดคิ้วน้อย ๆ คล้ายอยากรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับผม

“เจอคนไร้มารยาทขับรถย้อนศรครับ โชคดีที่เบรคทันไม่งั้นผมมาไม่ถึงที่นี่แน่” แต่ผมก็พูดไปยิ้มไปเพราะถือซะว่ายังไงตอนนี้ก็ปลอดภัยดีและไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ดีแล้ว ๆ แถวนี้ก็แบบนี้แหละ ไอ้พวกรถบรรทุกมันชอบขับย้อนศร โอ๊ย… แถมยังขับไวอย่างกับรีบไปลงนรก เอ้า ๆ นี่เอกสาร รีบเซ็นซะป้ามีธุระต้องไปทำต่อ” ป้าแกพูดรวบ ๆ แล้วรีบยื่นเอกสารให้เซ็นทั้งที่ผมอยากจะคุยต่อสอบถามว่าทำไมบ้านไม้ชั้นเดียวยกใต้ถุนสูงใช้ไม้เกรดดีทำทำไมถึงได้ขายในราคาที่ถูกขนาดนี้

ผมรับเอกสารมาเซ็นและไม่ได้สนใจในรายละเอียดมากนัก ขณะที่เซ็นก็เหลือบตามองบ้านไม้ไปด้วย

“ทำไมป้าขายถูกจังล่ะครับ ความจริงผมให้ป้าอีกห้าหมื่นก็ได้นะ” แต่เมื่อผมเสนอเพิ่มราคา แทนที่ป้าจะตอบตกลงก็ดันยัดเอกสารเข้ากระเป๋าด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนจนกระดาษยับไปหมดซะงั้น

“เอาเป็นว่าห้าหมื่นขาดตัว บ้านนี้เป็นของพ่อหนุ่มแล้วนะ ว่าง ๆ ก็ไปไหว้พระทำบุญบ้างล่ะ จะดีมากถ้าไปรดน้ำมนต์กับหลวงพ่อวัดดัง ๆ สภาพด้านในสวยเหมือนในรูปทุกอย่าง เฟอร์นิเจอร์ใหม่หมดไม่ใช่ของมือสอง ป้าไปล่ะ ! โชคดีนะรูปหล่อ พระคุ้มครองนะลูก” ไอ้ท่าทางลุกลี้ลุกลนไม่เท่าไหร่ แต่เสียงขาด ๆ หาย ๆ พูดไปเดินไปเก็บของเข้ากระเป๋าไปนี่มันคืออะไร ไหนจะที่บอกว่าให้ไปรดน้ำมนต์นั่นอีก

“อ่า… ครับ” ผมไม่รู้จะพูดอะไรเพราะป้าแกชิงพูดหมดแล้ว ผมยืนมองป้าศรเดินกระโหยกกระเหยกไปขึ้นรถเก๋งซึ่งลูกชายน่าจะเป็นคนขับ ทันทีที่ประตูรถปิดลง รถเก๋งก็ได้ขับเคลื่อนออกไปจากลานกว้าง แต่แล้วมันก็หยุดอยู่กับที่พร้อมกับกระจกฝั่งข้างคนขับที่ถูกเลื่อนลงมาแค่ครึ่ง

“พ่อหนุ่ม มานี่ ๆ” ป้าศรส่งเสียงกระซิบกวักมือเรียกให้เข้าไปหา

“ครับป้า” ผมเห็นอย่างนั้นจึงรีบวิ่งไปหาแล้วยืนย่อตัวลงต่ำ ๆ เพื่อรอฟังว่าเธอจะพูดอะไร

“บ้านหลังข้าง ๆ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปยุ่งอย่าไปคุยนะ เข้าใจมั้ย แล้วก็อย่าลืมไปรดน้ำมนต์ตามที่ป้าบอกด้วยล่ะ”

“ครับ” ผมพยักหน้าหงึก ๆ ทั้งที่ความจริงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องห้ามไม่ให้ไปยุ่งกับบ้านหลังข้าง ๆ การมีเพื่อนบ้านมันก็น่าจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรอ แต่เอาเถอะ เพื่อความสบายใจของเจ้าของบ้านคนเก่าผมจึงยิ้มรับกลับไปและไม่ได้แย้งอะไร

รถเก๋งสีดำขับเคลื่อนออกจากลานกว้าง มันไกลออกไปเรื่อย ๆ จนมองเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนยิ้มออกมาพลางคิดว่าคนที่นี่แปลกดี ทั้งขับรถย้อนศรทั้งเตือนไม่ให้ไปยุ่งกับคนนู้นคนนี้ แค่มาวันแรกก็เจอเรื่องแปลกซะแล้ว แล้วมันจะมีอะไรแปลกไปมากกว่านี้มั้ยนะ

ผมยักไหล่น้อย ๆ ก่อนกลับหลังหันไปยังบ้านไม้ใต้ถุนสูง จะเป็นยังไงก็ช่างผมไม่สน ผมคิดว่าบ้านหลังนี้แหละจะเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตให้มีความสุขกว่าที่เคยเป็น สายลมเย็นสบายพัดผ่านกายถึงแม้จะเป็นเวลาเที่ยงกว่า ๆ แดดจัด ๆ ก็ตาม แต่มันก็เย็นกว่าอากาศที่กรุงเทพเยอะ ผมหลับตาลงสองข้างยืนกางแขนออกกว้างปล่อยให้สายลมพัดเอาความรู้สึกแย่ ๆ ที่เคยได้รับออกไป

และพอลืมตาขึ้นอีกครั้งก็เห็นตัวบ้านถูกล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ใบมีสีเขียวสด พันธุ์ไม้เลื้อยถูกประดับตกแต่งอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งของผมหลุดยิ้มออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว ไม่พอแค่นั้นใต้ถุนสูงยังเป็นสิ่งที่ผมพอใจที่สุด คิดไม่ผิดเลยจริง ๆ ที่ซื้อเปลญวนติดมือมาด้วย เอาไว้จัดของในบ้านเสร็จเมื่อไหร่ค่อยลงมาผูกเปลเอาไว้นอนเล่นตอนกลางวันแล้วกัน ผมคิด

8 ชั่วโมงผ่านไป

หลังจากจัดทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยไม่ว่าจะเอาเสื้อผ้าแขวนในตู้ไปจนถึงทำความสะอาดบ้านและจัดของในห้องนอนผมก็อาบน้ำชำระล้างร่างกายสวมเพียงเสื้อยืดคอกลมเก่า ๆ กับกางเกงขาสั้นใส่สบายเดินใช้ผ้าขนหนูเช็ดหัวตัวเองซ้ำ ๆ

“อยู่ที่นี่กี่เดือนดีครับตังเม” ลืมบอกไปว่าผมพาสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนขนสีขาวเพศเมียมาด้วย ผมอุ้มลูกสาวขนปุยขึ้นมาไว้ในอกแล้วก้มหน้าลงไปใช้จมูกฟัดไปมาบนขนนุ่ม

เวลานี้แหละที่จะทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายที่สุดเมื่ออยู่กับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด ผมเดินโยกตัวไปมาก้าวขาช้า ๆ มายังใจกลางห้องหวังจะเปิดทีวีดู

พึ่บ !

แต่แล้วจู่ ๆ ไฟในบ้านก็ดับลงพร้อมกันทั้งหลัง เสียงเครื่องปรับอากาศหยุดทำงานทำให้ทุกอย่างเงียบสงบ พื้นที่รอบตัวมืดสนิทไม่มีแม้แสงเล็ก ๆ เล็ดลอดเข้ามาทำให้ผมมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้นไม่ต่างกับคนตาบอด

ขณะที่ทุกอย่างกำลังเงียบสนิทท่ามกลางความมืดมิดเสียงแจ้งเตือนข้อความทางไลน์แอปพลิเคชั่นก็ดังติดต่อกันหลายครั้งทำให้แสงหน้าจอโทรศัพท์สว่างขึ้นผมจึงรีบตรงดิ่งไปหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้บนโซฟามาถือไว้

ผมยังไม่ตอบข้อความที่เพื่อนสนิทส่งมาให้แต่เลือกที่จะเปิดไฟฉายแล้วส่องไปทางข้างหน้าแทนเพื่อเดินไปหยิบไฟฉายกระบอกยาวที่วางไว้เพราะยังไงมันก็สว่างกว่าไฟฉายในโทรศัพท์อยู่แล้ว

ทันทีที่เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าเสื้อผมก็เปิดไฟฉายในมือแล้วเดินไปยังหน้าต่างบานใหญ่แล้วเปิดมันออกไปเพื่อให้แสงจันทร์ส่องเข้ามาพลางยื่นหน้าออกไปดูด้านนอกก็เห็นว่าบ้านหลังอื่น ๆ ที่ห่างออกไปไฟยังติดอยู่ แสดงว่าบ้านของผมไฟดับอยู่หลังเดียวสินะ

เปรี้ยง !!!

เสียงฟ้าผ่าดังลั่น แสงสว่างวาบสาดเข้าใบหน้าผมทั้งที่ไม่มีเคล้าว่าฝนจะตกเพียงนิดส่งผลให้ตังเมครางเงียงหงิง ๆ รีบมุดหน้าซุกอก หางฟูฟ่องตกลงขดเข้าใต้หว่างขาซ้ำยังตัวสั่นเหมือนกำลังกลัวอะไรบางอย่าง

“หืม กลัวอะไรครับ” ผมถามแล้วกอดตังเมแน่นพลางเอามือลูบหัวซ้ำ ๆ แต่ตังเมก็ไม่มีทีท่าจะดีขึ้นเลย หนำซ้ำฟ้ายังคนองร้องดังเป็นครั้งที่สองจนผมต้องเอื้อมมือไปปิดหน้าต่างเพื่อไม่ให้ลมแรง ๆ พัดเศษดินเศษใบไม้เข้าบ้าน

แต่ก่อนที่ผมจะเอื้อมมือไปปิดหน้าต่าง จู่ ๆ หน้าต่างของบ้านหลังฝั่งตรงข้ามก็เปิดอ้าออกมาเพราะแรงรม สายตาผมกวาดไปเห็นเงาดำตะคุ่มส่วนสูงหุ่นกร้านมองแล้วน่าจะเป็นผู้ชายสองคนยืนอยู่ในตัวบ้าน พวกเขาก้าวขาเดินอย่างช้า ๆ พร้อมกับเสียงฟ้าร้องดัง ครืน ครืน นี่รึเพื่อนบ้านที่ป้าศรสั่งผมไว้ว่าอย่าไปยุ่ง

                ผมรู้สึกสงสัยขึ้นมาในใจบวกกับอยากรู้ว่าทั้งคู่เป็นใคร รูปร่างหน้าตาเป็นยังไงและทำไมป้าศรถึงได้กำชับนักหนาว่าไม่ให้สุงสิงสนิทสนม

                ตึกตัก ! ตึกตัก ! ตึกตัก ! หัวใจในอกเต้นดังไม่เป็นจังหวะ เปลี่ยนใจเถอะเมฆ ไม่ต้องอยากรู้หรอกว่าพวกเขาเป็นใคร ผมบอกตัวเองก่อนตัดสินใจเอื้อมมือออกไปด้านนอกเพื่อดึงบานหน้าต่างเข้ามาปิด แต่แล้วชายคนหนึ่งในบ้านหลังนั้นก็โบกมือให้ผมก่อนส่องไฟฉายใส่หน้าตัวเองแล้วตะโกนโหวกเหวก

                “พี่ ! ที่บ้านไฟดับหรอ !” พูดไม่พอเขายังแลบลิ้นใส่คล้ายผีหลอก

                “ครับ เพิ่งดับเมื่อกี้นี้เอง” ผมยิ้มให้เป็นมารยาทสองมือกอดตังเมแน่น ไม่ใช่เพราะกลัวผีสางนางไม้หรอกนะแต่กลัวว่าสองคนนั้นจะเป็นคนไม่ดีที่พยายามเข้ามาตีสนิทมากกว่า

                “มานอนบ้านผมก่อนมั้ย แถวนี้ถ้าไฟดับยันเช้าเลยนะกว่าจะติด”

                20 นาทีต่อมา

                จนได้ ในที่สุดผมก็หอบหมอนหอบผ้าห่มมานอนกับคนแปลกหน้าจนได้ ไม่พอยังพาตังเมมาด้วยแถมยังกินข้าวผัดไข่ไปสองจานติดจนอิ่มแปล้

                “ขอบคุณสำหรับมื้อค่ำครับ” ผมนอนลูบท้องตัวเองกลางบ้านขณะนั้นตังเมก็วิ่งเล่นในบ้านพื้นไม้กระดาน

“ไม่เป็นไรครับ นานทีจะมีแขกมาบ้านเหมือนกัน” เจ้าของบ้านที่นั่งขัดสมาธิอยู่ข้าง ๆ ตอบก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบ้าง

จริงสิ หอบหมอนมานอนบ้านเขาไม่พอยังมากินข้าวบ้านเขาไปตั้งสองจาน นี่ผมเสียมารยาทไปรึเปล่านะที่มัวแต่นอนเหยียดแข้งเหยียดขาแถมยังไม่แนะนำตัวแบบนี้ แต่ขณะที่คิดอยู่ในใจเจ้าของบ้านก็ชิงแนะนำตัวกับผมซะก่อน

“สวัสดีครับ ผมชื่อนายไผ่” ชายผมสีบลอนด์ทองคนเดียวกับคนที่โบกมือให้ผมตรงหน้าต่างตอนนี้นอนมองหน้าผมยิ้ม ๆ ผมเมินสายตาออกไปจากใบหน้านั้นไม่ได้เหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์ เพราะมัวแต่เหม่อไผ่เลยเขยิบตัวมาใกล้ ๆ ใช้มือโบกไปมาผ่านหน้าแล้วเรียกผมซ้ำ ๆ

“พี่ครับ พี่ !”

“ห๊ะ ! ครับ”

“ทำหน้าอย่างกับเห็นผีแหนะ ฮ่า ๆ” ไผ่ขำหน้าละลื่นไม่พอยังแลบลิ้นใส่ เอาอีกแล้ว เด็กคนนี้หลอกผีผมอีกแล้ว ท่าทางจะขี้เล่นทะเล้นไม่เบาสินะ

“ตกลงพี่ชื่ออะไร ไผ่อุตส่าห์แนะนำตัวแล้วนะ ไม่เห็นพี่แนะนำตัวเองให้รู้จักบ้างเลย” อีกคนนั่งเท้าคางพลางยิ้ม

“อ๋อ ชื่อเมฆครับ อายุยี่สิบหก” ผมตอบหน้านิ่ง ไม่ได้หยิ่งแต่มันชินเป็นนิสัย

“ไม่ต้องบอกอายุก็รู้ว่าแก่กว่า ดูแว่นดิ หนาเป็นตาแก่แถมเชยอีกต่างหาก” พูดจบไผ่ก็เอื้อมมือมาหยิบแว่นผมไปสวมเล่นแล้วเพ่งตามองมา

“โห นี่สายตาสั้นเท่าไหร่เนี่ย ใส่ทีมองไม่เห็นอะไรเลย” พูดไม่พอไผ่ยังหยิบขาแว่นแล้วขยับมันขึ้นลงเพื่อเทียบสายตาขณะใส่กับไม่ได้ใส่

“ฮ่า ๆ สั้นหกร้อยกว่า ๆ ตาขวาเอียงอีกร้อยห้าสิบ” ผมตอบไปด้วยขำไปด้วย รู้ตัวว่ากำลังเสียมารยาทแต่มันกลั้นไม่ไหวจริง ๆ ยิ่งไผ่ทำตาเหล่ให้ดูก็ยิ่งขำ

“ดีนะที่แค่สั้นแต่ยังไม่เหล่” และพอยิ่งเห็นผมขำไผ่ก็ยิ่งทำหน้าตลก ๆ ให้ดู ถึงจะมองเห็นไม่ชัดนักแต่ก็พอรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังแลบลิ้นปริ้นตาทำอย่างกับแว่นของผมเป็นแว่นวิเศษที่พอสวมแล้วสามารถเปลี่ยนหน้าได้

“ฮ่า ๆ ขอแว่นพี่คืนเถอะ พี่มองหน้าเราไม่ค่อยชัด” ไม่รู้อะไรดลใจให้พูดออกไปแบบนั้น และไผ่ก็ถอดแว่นผมออกแล้วเอามาสวมให้ผมด้วยตัวเอง ผมกะพริบตาถี่ปรับโฟกัสสายตาอีกครั้งครั้นใบหน้าเปื้อนยิ้มก็ปรากฏให้เห็นตรงหน้า

จริงสิ ผมเพิ่งนึกออกว่าบ้านหลังนี้มีสองคน ก็ตอนหน้าต่างบ้านเปิผมเห็นมีอีกคนหนึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ไผ่ แล้วนี่เขาหายไปไหนกันนะ

แต่ขณะที่คิด ความสงสัยของผมก็ได้คำตอบเมื่อมีผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากครัวแล้วทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิข้างหลังไผ่ ไม่อยากเชื่อว่าสองคนนี้จะหน้าตาเหมือนกันอย่างกับถอดกันมาทั้งคิ้วหนา แววตา สันจมูกโด่ง ริมฝีปาก ไปจนถึงชุดนอนลายตารางสีน้ำเงินคาดขาวที่สวมใส่ ที่ไม่เหมือนกันก็มีแต่ทรงผมของอีกคนที่มีสีดำสนิทและสั้นกว่าต่างจากไผ่ที่ทำผมสีบลอนด์ทองรองทรงต่ำปรกใบหู

“เป็นฝาแฝดกันหรอ !” ผมดีดตัวลุกขึ้นนั่งมองหน้าไผ่กับคนข้าง ๆ สลับกัน

 “ใช่ แฝดไผ่เอง ชื่อใบสน อายุเท่ากันแต่มันเป็นน้อง” ไผ่นอนชันขาข้างที่ถนัดพลางกระดิกเท้ายักคิ้วใส่ผมที่หน้าตาตื่นอย่างกับเห็นผี

“สน ไหว้พี่เมฆซะสิ” ไผ่สั่งเสียงเรียบ

“สวัสดีครับ” สนยกมือขึ้นไหว้แต่สายตากลับจ้องมองแต่ตังเมที่เดินขึ้นมานั่งบนตักผม เรียกได้ว่าสนใจตังเมมากกว่าสนใจผมซะอีก

“อยากเล่นกับน้องมั้ย” ผมถาม สนพยักหน้าตอบ ผมเลยอุ้มตังเมยื่นให้ และสนก็รับตังเมไปนั่งตัก

สนท่าทางพูดน้อยไม่ค่อยแสดงออกมากนักต่างจากไผ่ที่แค่คุยกันไม่นานก็รู้แล้วว่าชั่งพูดชั่งจาแถมยังขี้แกล้งและเข้ากับคนง่าย เพราะไม่งั้นคงไม่กล้าเอาแว่นของคนที่เพิ่งรู้จักไปสวมเล่นแล้วทำหน้าตาทะเล้นหรอก คิดไปคิดมาไผ่กับสนก็เป็นแค่สองพี่น้องฝาแฝดและคนธรรมดาแค่นั้น ไม่เห็นจะมีพิษภัยอะไร แล้วทำไมป้าศรต้องสั่งไม่ให้ผมไปคบค้าสมาคมด้วยนะ

“สน ข้าวผัดฝีมือเราอร่อยดีนะ” ผมพูดยิ้ม สนเงยหน้ามามองพร้อมกับใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยสีชมพูระเรื่อบนพวงแก้ม

“ขอบคุณครับ” สนตอบพลางพยักหน้าน้อย ๆ ผมมองไผ่กับสนสลับกันครั้นในใจก็ปฏิเสธตัวเองไม่ได้ที่จะบอกว่าสองพี่น้องคู่นี้น่ารักดี

เพราะนิสัยหวั่นไหวง่าย รู้สึกง่าย ชอบใครรักใครง่ายไปหมดผมถึงได้หารักแท้ไม่เจอสักที เจอใครทำดีด้วยหน่อยหรือน่ารักเข้าหน่อยก็ไปชอบไปรักไปฝากหัวใจไว้กับเขา ซึ่งเป็นเหตุให้ชีวิตคู่ขาดความเข้าใจกันเพราะตัดสินใจไวตกลงคบกันไวทำให้ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่าย และผลที่ตามมาก็คือการเลิกราทั้งที่ยังรักกันอยู่

‘ห้ามหวั่นไหว’ ผมบอกตัวเองก่อนก้มหน้าลงใช้มือขวานวดขมับตัวเองซ้ำ ๆ จะทำยังไงดีนะไม่ให้หวั่นไหวกับเด็กสองคนนี้ทั้งที่บ้านอยู่ติดกัน ผมคิดแล้วหลุดยิ้มออกมากับนิสัยใจง่ายของตัวเอง

---------------------------------------------

ภาพประกอบ : Volvo S90 Sedan 2017

​หิ๊ววววววววว นอนไม่นอน นอนดีมั้ยน้าาา

ให้พี่เมฆไปนอน กด 1 เลยค่าาา

​อย่าลืมเมนต์น้าาา

​21.02.18

1 ถูกใจ 1 ความคิดเห็น เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนได้เยอะเลยhttp://cdn-tunwalai.obapi.io/files/emotions/Cartoon00021.gif

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว