ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 8 สาวน้อยเริ่มแผนการ

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 สาวน้อยเริ่มแผนการ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ม.ค. 2561 17:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 สาวน้อยเริ่มแผนการ
แบบอักษร

ตอนที่ 8 สาวน้อยเริ่มแผนการ

ร่างบางของอาเรีย วาบิลเล่อยู่ในห้องสมุดเก่าแก่ภายในคฤหาสถ์​ วิลเลียม​ วาบิลเล่ พ่อของเธอชอบสะสมหนังสือ เขาต้องทำงานและออกเดินทางไปต่างประเทศนานๆครั้งถึงจะได้กลับบ้านสักที จะมีก็เพียงหนังสือที่เขาชอบส่งพัสดุ​กลับมาที่บ้าน แล้วให้คุณเดฟ​ หัวหน้าพ่อบ้านสูงอายุที่อยู่มานานจัดการเก็บเข้าตู้แทน

วันนี้ก็เช่นกัน ยามเช้าที่เธอพึ่งออกกำลัง​กายเสร็จ เด็กสาวเห็นว่ามีรถขนพัสดุนำกล่องกระดาษใหญ่ประมาณเด็กหลบได้ห้าใบวางเรียงกันอยู่หน้าคฤหาสถ์​ ด้วยความสนใจจึงช่วยคุณเดฟยกอย่างกระตือรือร้น

ถึงเขาจะห้ามปรามบอกว่าจะให้พ่อบ้านหนุ่มๆมาทำงานนี้แทน แต่อาเรียเห็นว่าหนังสือพวกนี้ไม่ได้หนักอะไร เลยหยิบกล่องมาวางทับกันประมาณสี่กล่อง แล้วเดินขึ้นบันไดไปแบบสบายๆ​

อาเรียยังจำสีหน้าของคุณเดฟตอนที่เธอหันมาถามเขาว่า'อีกกล่องหนึ่งคุณยกไหวไหมคะ'​ได้อยู่เลย คาดว่าถ้าเธอแบกทั้งหมดในคราวเดียวจริงๆ เขาอาจจะหัวใจวายไปแล้ว

"หนังสือกองนี้อยู่หมวดวรรณกรรม​ครับ ส่วนกองนี้หมวดประวัติศาสตร์" หัวหน้าพ่อบ้านชี้กองหนังสือสองตั้งด้วยน้ำเสียงติดจะเกรงใจ เขาบอกคุณหนูแล้วแท้ๆว่าไม่ต้องเข้ามาช่วย แต่พอเห็นพละกำลังมหาศาลของเด็กสาวปากหนาๆของเขาก็ได้แต่หุบฉับอย่างหวั่นเกรง

นายท่านมอบอาวุธ​ประเภทไหนให้คุณหนูกันเนี่ย 

อาเรียยิ้มแย้ม แบกกองหนังสือขึ้นบันไดไปสู่ชั้นลอยอย่างอารมณ์ดี​ สายตาสอดส่องหาตู้หนังสือแต่ละหมวดแล้วเดินเข้าไปเพื่อเรียงหนังสือตามตัวอักษร 

เมื่อจัดหนังสือในหมวดวรรณกรรม​เสร็จหมดแล้ว ร่างบางเดินไปตู้หนังสือหมวดประวัติศาสตร์​ ขณะที่หยิบหนังสือใส่ตู้จนมาถึงเล่มสุดท้าย ดวงตากลมโตมองของในมืออย่างสนใจ มันเป็นหนังสือเล่มบางที่มีหน้าปกเป็นรูปดอกไม้กลีบสีม่วงอ่อนแซมด้วยสีขาว มองไปมองมาก็คล้ายดอกพิทูเนียอยู่เหมือนกัน บนหน้าปกเขียนชื่อเรื่องว่า 'เรื่องเล่าของดอกเรวิลี่' อาเรียลูบตัวอักษรสีทองลายนูนที่ดูหรูหราผิดจากหน้าปกอย่างคุ้นเคย

ดอกเรวิลี่ ทำไมไม่เคยเห็นในหนังสืออาจารย์เลยล่ะ

เด็กสาวคิดด้วยความสงสัย จากนั้นเปิดกระดาษแผ่นแรกขึ้น 

ดอกเรวิลี่เป็นดอกไม้ในตำนานที่ถูกเล่าขานว่าจะถือกำเนิดบนโลกมนุษย์ทุกหนึ่งพันปี สรรพคุณ​ของดอกไม้ชนิดนี้ช่างมากมายเกินกว่าที่มนุษย์​จะจินตนาการ​ได้ ก้านดอกเพิ่มกำลังวังชา กลีบเลี้ยงรักษาโรคได้ทุกชนิด กลีบดอกสร้างพลังพิเศษ​ เกสรตัวผู้ทำให้ผู้ทานมีร่างกายเป็นอมตะ เกสรตัวเมียฟื้นคืนชีพคนตายได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สิ่งมีชีวิตล้วนเฝ้าใฝ่ฝันถึงดอกเรวิลี่เพื่อพลังอันไร้ขีดจำกัด 

อ่านไปเพียงเท่านี้ จิตวิญญาณ​แห่งนักผจญภัย​และนักปรุงยาของเธอก็ลุกโชนขึ้นมาแล้ว เธออยากจะออกตามหาดอกไม้สายพันธุ์​นี้เพื่อเชยชมมันสักครั้ง เด็กสาวคิดจะนำเรื่องนี้ไปถามฟานฟานในภายหลัง

"คุณหนูครับ องค์ชายรัชทายาทกำลังรอคุณหนูอยู่ในห้องรับรองแขกครับ" เดฟบอกอาเรียทันทีที่ได้รับข้อความจากพ่อบ้านที่ทำหน้าที่ต้อนรับแขก สีหน้าของเขาฉายแววแปลกใจอย่างปิดไม่มิด 

ขณะเดียวกันอาเรียกลับดูไม่แปลกใจนัก เธอเก็บหนังสือในมือเข้าชั้น แล้วยังพยักหน้ารับคำราวกับรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าเด็กหนุ่มจะมา 

"เข้าใจแล้วค่ะ คงต้องรบกวนคุณเดฟต่อแล้วนะคะ" ดวงตาสีมรกตเหลือบมองกองหนังสือที่ถูกรื้อออกจากกล่องและยังไม่ได้แบ่งหมดหมู่อีกจำนวนหนึ่ง

"ไม่หรอกครับ ทางผมต้องขอบคุณ​คุณหนูมากกว่าที่เข้ามาช่วยเหลือ" เท่านี้ชายหนุ่มก็เกรงใจมากพอแล้ว ที่ผ่านมาคุณหนูอาเรียไม่เคยแม้แต่จะยิ้มให้เขาเลยสักครั้ง พอเห็นว่าเธอนิสัยดีขึ้นขนาดนี้ เขาก็อดซึ้งใจแทนนายท่านไม่อยู่ 

อาเรียยิ้มหวานจากนั้นเดินออกจากห้องสมุดแล้วเดินตามพ่อบ้านอายุยี่สิบต้นๆเพื่อลงไปพบองค์ชายเฮเดรียน แอลเธเรส ผู้ที่เธอเป็นฝ่ายนัดเขามาหาด้วยตนเอง

อาเรียก้าวเท้าเข้ามาในห้องรับรอง เมื่อเห็นเด็กหนุ่มผู้สูงศักดิ์​ในชุดพิธีการกำลังนั่งด้วยท่วงท่าที่ถูกอบรมเป็นอย่างดี ร่างบางจึงย่อตัวทำความเคารพ น้ำเสียงหวานเอื้อนเอ่ย "ขอบคุณที่สละเวลามาหาหม่อมฉันเพคะ องค์ชายเฮเดรียน"

องค์ชายรัชทายาท​ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยวาจาเสียดแทง "ข้าพึ่งจะทราบว่าคุณหนูของตระกูลวาบิลเล่เองก็เรียนหลักสูตรมารยาทของชนชั้นสูงเหมือนคนอื่นๆด้วย" 

เด็กหนุ่มค่อนข้างหงุดหงิดไม่น้อย เมื่ออยู่ๆบัตรเชิญนัดพบเขียนข้อความสั้นๆว่า 'มีเรื่องอยากคุยกับท่านเพคะ และเป็นเรื่องที่ท่านอยากรู้ รบกวนมาหาหม่อมฉันที'​ จากอาเรีย วาบิลเล่ ถึงกับทำให้เขาต้องดั้นด้น​มาหาผู้เขียนถึงที่นี่ วาจาของเขาถึงได้ร้ายกาจกว่าปกติ 

ซึ่งการที่เขายอมมาหาเธอถึงคฤหาสถ์​โดยไม่สนว่าอาจถูกกระพือข่าว​ เป็นเพราะเขาอยากพิสูจน์​บางอย่าง

"คิก กล่าวชมเช่นนี้ล้วนเสียมารยาทต่อเหล่าคุณหนูทั่วประเทศแล้วเพคะ" เด็กสาวแสร้งไม่เข้าใจ แม้เธอจะทราบดีว่าการบอกให้เด็กหนุ่มสูงศักดิ์​เช่นเขาเดินทางมาหาเธอถึงที่ จะทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกถูกหักหน้ามากแค่ไหน ซึ่งนั่นคือการเอาคืนเล็กๆน้อยๆเท่านั้น

ดวงตาสองคู่สบกันจนเกิดเสียงดังเปรี๊ยะขึ้นกลางอากาศ 

เป็นฝ่ายองค์ชายที่ละสายตาออกก่อน แล้วผายมือออกด้านข้างด้วยรอยยิ้มสุภาพบุรุษ​ ​"นั่งลงเถอะ" 

"ขอบคุณเพคะ" ร่างบางนั่งลงบนโซฟาสีฟ้าอ่อน แล้วเริ่มเข้าเรื่องทันที "หม่อมฉันเชิญองค์ชายมาในวันนี้เพราะมีเรื่องอยากปรึกษาเพคะ" 

"ปรึกษา? เจ้าอยากปรึกษาข้าเรื่องอะไร" คิ้วเข้มเลิกขึ้น น้ำเสียงเอ่ยวาจาถากถาง "คงไม่ใช่ว่าเจ้าคิดถึงข้ามากไปจนแทบทนไม่ไหวหรอกนะ"

มือบางปิดปากหัวเราะคิกคักอย่างสตรีชนชั้นสูง แล้วแสร้งช้อนตามองอย่างมีจริต จนฝ่ายองค์ชายแก้มกระตุก เด็กนี่กำลังสนุกกับการแกล้งเขา! 

"เกี่ยวกับเรื่องเมื่อสองอาทิตย์​ก่อน และ..." น้ำเสียงหวานละไป หวังให้อีกฝ่ายรู้สึกหงุดหงิด "...เบาะแสของคนที่ลอบทำร้ายไลล่า มอดิเนียร์เพคะ" 

เธอคิดไว้อยู่แล้ว หากเป็นเรื่องของนางเอกสาว องค์ชายผู้หลงใหลในสาวงามมีหรือจะไม่ถูกกระตุ้น ใบหน้าแย้มยิ้มของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย อีกทั้งยังตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น​

"เจ้าจะบอกว่ารู้ตัวคนที่ลอบทำร้ายไลล่าแล้วงั้นเหรอ" ดวงตาสีเลือดเข้มขึ้น "ฮึ อย่าเล่นลิ้นนัก อาเรีย วาบิลเล่ วันนั้นข้าเห็นกับตาว่าเจ้ากับพรรคพวกทำร้ายนางด้วยสีหน้าน่ารังเกียจเพียงใด" 

อาเรียโค้งรอยยิ้ม เธอไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวต่ออารมณ์​คุกรุ่นขององค์ชายแม้สักนิด "ใช่เพคะ วันนั้นหม่อมฉันไม่ปฏิเสธ​ว่าเป็นคนลงมือ ซึ่งหม่อมฉันก็ยอมรับและรู้สึกสำนึกผิดจากใจจริงๆ...แต่เมื่อสองอาทิตย์​ก่อน องค์ชายคงจะทราบดีว่าหม่อมฉันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง" 

ดวงตาของเฮเดรียนเลิกขึ้นเมื่อฟังประโยคนี้จบ สีหน้าของเขาราวจะถามว่าเธอทราบได้ยังไง

เรื่องนี้ต้องย้อนไปวันแรกๆ หลังจากที่เด็กสาวฟื้นตัวได้ห้าวัน เธอพบว่าผิวหนังตนเองบอบบางมากผิดปกติ แม้ร่างกายจะแข็งแรงดี พละกำลังมหาศาลเพียงใด หากแต่ถูกจับแรงหน่อย หรือชนสิ่งของเข้า ผิวขาวๆเป็นอันต้องม่วงช้ำอย่างน่ากลัว แม้จะทานยาตัวไหนก็ไม่เคยหายขาด อาเรียเริ่มศึกษาเพื่อตรวจสอบว่าร่างกายนี้ผิดปกติตรงไหน แต่ไม่เคยเจอตำราแพทย์​สักเล่มที่เขียนถึงอาการเช่นนี้ จนกระทั่งวันที่เธออ่านหนังสือมนต์​ดำเล่มหนึ่งเข้าด้วยความสนใจ 

อาการของเด็กสาวตรงกับคนที่โดยพิธีกรรมคำสาปร้อยหนามเกือบจะทุกข้อ ถ้าหากว่าริริน ซัลลิเวียได้ได้ครองร่างนี้อยู่ คาดว่าร่างกายนี้คงเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เธอลองสืบค้นเพิ่มเติมและพบว่าคำสาปนี้เป็นมนต์​ดำขั้นสูง นอกจากนักบวชระดับสูง หรือผู้ใช้ธาตุแสงบริสุทธิ์​ ก็ยากที่จะมีใครมองออกว่าคนผู้นี้โดนคำสาป หรือชำระล้างคำสาปได้ 

ถึงแม้อาเรียจะไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่การที่ผิวหนังบอบบางจะทำให้ผู้คนแตกตื่นได้ง่าย จนเธอต้องสวมชุดปิดมิดชิดตลอด อีกทั้งยังไม่รู้แน่ชัดว่าคำสาปจะมีผลอะไรอีกในอนาคต เด็กสาวจึงคิดจะหาใครสักคนมาทำพิธีกรรมชำระล้าง ขณะที่กำลังสืบหาทั้งตัวคนร้ายผู้ทำพิธีสาปแช่งใส่อาเรีย และมองหาผู้ที่มีความสามารถระดับสูง ข่าวลือเรื่องที่ไลล่าเกือบจะถูกลักพาตัวในวันที่อาเรียเดินทางกลับคฤหาสถ์ก็เข้าหูเธอพอดี 

เด็กสาวจำได้ว่าเหตุการณ์​นี้เป็นฉากจบเพื่อไปสู่ภาคสองของรูทองค์ชายลำดับที่สอง องค์ชายอาเธอร์​ แอลเธเรส และนักฆ่ากลุ่มนั้นเป็นนักฆ่าจากองค์กร​อิสระชื่อซิลเวอร์คิล มีโค้ดลับว่าแฮมเมอร์บลัด ส่วนผู้ว่าจ้างคือ ผู้มีอำนาจคนหนึ่งในต่างประเทศ เขาต้องการพลังในการรักษาของนางเอก จึงวางแผนให้นักฆ่าสับเปลี่ยนไลล่าตัวจริงกับตัวปลอม แล้วฆ่าตัวปลอมทิ้ง เพื่อให้คนอื่นคิดว่าไลล่า มอดิเนียร์นั้นตายไปแล้ว แต่แผนการพังเพราะองค์ชายอาเธอ​ร์ผู้มีกำหนดการว่าเวลานี้กำลังฝึกซ้อมดาบอยู่ในวัง โดดการซ้อมมาหาหญิงในดวงใจ นักฆ่ามืออาชีพจึงละทิ้งแผนการและเชือดไลล่าตัวปลอมทันที เพื่อไม่ให้หลงเหลือเบาะแสให้สืบสาวต่อได้

อาเรียที่กำลังนึกถึงความหลังกระตุกยิ้ม แล้วเอ่ยประโยคที่คนฟังไม่คาดคิดออกมา

"ข้อเสนอที่ว่าคือการให้ซีน่อน อาคาเซีย สหายสนิทของพระองค์ช่วยชำระล้างคำสาปให้หม่อมฉัน แลกกับเบาะแสของนักฆ่ากลุ่มนั้นเพคะ" 

เฮเดรียนขมวดคิ้วทำท่าคิด  "คำสาป? คำสาปอะไร เจ้าโดนผู้ใช้มนต์​ดำทำพิธีกรรมใส่งั้นหรือ?" 

ในวันที่เด็กหนุ่มมาส่งอาเรีย นอกจากกลิ่นหอมแปลกๆที่กระตุ้นให้เขาอยากเข้าหา ก็ไม่มีสัมผัสอย่างอื่นอีกแล้วนี่ จนคราแรกเขายังคิดว่าเธอใช้น้ำหอมฟีโรโมนเพื่อยั่วยวนให้เขาตกหลุมพลาง ทว่าวันนี้กลิ่นหอมหวานชวนเคลิบเคลิ้มจากร่างนุ่มนิ่มหายไปแล้ว เหลือเพียงกลิ่นดอกไม้จางๆชวนให้รู้สึกสดชื่นเท่านั้น 

"ถูกต้องเพคะ แต่โปรดอย่าถามว่าใคร เพราะหม่อมฉันเองก็ยังไม่ทราบ"ดวงตาสีเขียวกลอกมองด้านข้างอย่างครุ่นคิด แล้วพูดต่อ "ส่วนเรื่องชำระล้างคงต้องพึ่งพระองค์​แล้วเพคะ"

เด็กหนุ่มยังเผยสีหน้าสงสัย "ตระกูลวาบิลเล่นั้นสามารถหานักบวชระดับสูงได้เองอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมต้องเจาะจงเป็นซีน่อน" 

"เพราะหม่อมฉันเชื่อใจองค์ชายเพคะ" อาเรียกระพริบตาปริบ พูดจาไหลลื่นอย่างไม่กระดากปาก

เฮเดรียนฟังแล้วเผลอหรี่ตามองร่างบางอย่างจับผิด เชื่อใจ? ถ้าเป็นอาเรียในอดีต เด็กหนุ่มคงฟังแล้วบิดรอยยิ้มเสแสร้งเพียงอย่างเดียว แต่เพราะตอนนี้เธอไม่ใช่ เขาเลยเกิดอาการพูดไม่ออกขึ้นมาอย่างหาได้ยาก แววตาคู่นั้นมักจะจ้องมองเขาด้วยแววตากระจ่างใสชวนให้เขารู้สึกแปลกๆกับตนเอง

เฮเดรียนถอนหายใจเล็กน้อย จากนั้นถามหยั่งเชิง "ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเจ้ามีข้อมูลจริงๆ" 

"อยู่ที่ว่าท่านจะเชื่อใจหม่อมฉันในเวลานี้ไหม" เสียงหวานติดเล่นสนุก แล้วขยิบตาอย่างซุกซน "แล้วก็ความรักที่ท่านมอบให้ไลล่า มอดิเนียร์นั้นมีมากแค่ไหนเพคะ" 

ความรักที่มอบให้ไลล่า มอดิเนียร์งั้นเหรอ? ได้ยินถ้อยคำนี้ เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้ม 

"ได้ ข้าจะลองเชื่อใจเจ้า" ร่างสูงของเฮเดรียนลุกขึ้นแล้วหันมามองเด็กสาว "รออยู่ที่นี่ ข้าจะรีบมา" จากนั้นเขาจึงเดินออกจากห้อง

ความจริงเด็กหนุ่มพอจะมีเบาะแสอยู่บ้างแล้ว และหากสืบสาวต่อก็จะสามารถหาผู้ลงมือได้อีกในเวลาไม่นาน เขาจะไม่ยอมรับข้อตกลงของเด็กสาวก็ยังได้ แต่เพราะมันไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร และเวลานี้อาเรียดูสำนึกผิดจากใจจริง ดังนั้นองค์ชายผู้มีเมตตาเช่นเขาจึงยอมช่วยเหลือเธอ

เฮเดรียน แอลเธเรสพยายามบอกกับตัวเองเช่นนั้น

อาเรียมองประตูที่ปิดสนิทด้วยแววตานิ่งเฉย คำพูดที่เด็กสาวบอกกับองค์ชายความจริงยังกล่าวไม่หมด เธอเชื่อใจเขาเพราะเวลานี้เด็กหนุ่มจะทำร้ายเธอไม่ได้ เนื่องด้วยฐานะของเธอและเวลานี้เด็กสาวอยู่ในคฤหาสถ์​ของตนเอง ถ้าเกิดอาเรียเป็นอะไรไป องค์ชายจะเป็นผู้ต้องสงสัยในทันที 

ส่วนซีน่อน อาคาเซียเป็นอดีตนักบวชระดับสูง ผู้มีธาตุแสงบริสุทธิ์​เพียงคนเดียวที่ไม่ข้องเกี่ยวกับศาสนจักร​แล้ว เธอไม่อาจจะรู้ได้ว่านักบวชระดับสูงคนอื่นๆจะเชื่อใจได้มากน้อยเพียงใด หากว่าเป็นคนของฝ่ายศัตรู​พวกเขาอาจจะบ่ายเบี่ยงที่จะช่วย และรู้ว่าเธอพบคำสาปในร่างกายตนเองแล้ว และนั่นจะทำให้อาเรียสืบหาผู้ลงมือได้ยากขึ้น

ร่างบางทิ้งตัวลงกับพนักพิง​อย่างปลดปล่อย ดวงตากลมเหม่อมองหน้าต่าง "เฮ้อ ทำไมคุณถึงมีศัตรู​เยอะแบบนี้ล่ะคะ" เสียงหวานรำพึงถึงอดีตเจ้าของร่างด้วยความเห็นใจ

_________


ความคิดเห็น