ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 ผู้ช่วยที่ไม่ต้องการ

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 ผู้ช่วยที่ไม่ต้องการ

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 549

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ม.ค. 2561 02:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 ผู้ช่วยที่ไม่ต้องการ
แบบอักษร

ตอนที่ 4

เสียงไซเรนรถตำรวจและรถของมูลนิธิร่วมกตัญญูที่ดังขึ้นในช่วงเช้ามืด ปลุกความหวาดระแวงและหวาดผวาของบรรดาผู้คนที่ได้ยินให้ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเหล่าไทยมุงส่วนหนึ่งพากันยกขบวนมาวิพากษ์วิจารณ์เตรียมพร้อมกระจายข่าวถึงความอัปยศอดสูของวงการตำรวจ ซึ่งต้องสูญเสียบุคลากรไปเพราะความคืบหน้าของคดีที่ยังคงย่ำอยู่กับที่มานานกว่า 1 เดือน

“พี่เอกครับ!!” ธนูจอดรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจไว้ด้านนอกอุโมงค์ แล้วแทรกตัวผ่านผู้คนที่เบียดเสียดเข้าไปหาผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ด้วยความร้อนใจ จากการโทรศัพท์แจ้งข่าวของอริศราซึ่งทำให้สายสืบหนุ่มไม่สามารถข่มตาให้หลับต่อไปได้อีก

“อ้าว! น้องนู มาด้วยเหรอ?” เอกพลชะงักไปกับเสียงเรียกคุ้นหู พลางยิ้มเจื่อนๆ ตอบทันทีที่หันไปเห็นสีหน้าเครียดๆ ของเจ้าของเสียเรียก

“ครับ เห็นอ้อบอกว่าคราวนี้เหยื่อเป็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานของคดีนี้อย่างนั้นหรือครับ!?” ธนูพยายามปรับระดับเดซิเบลเสียงให้เบาที่สุดขณะตั้งคำถามที่เป็นดังราวกับมีดปลายแหลม ซึ่งทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจของทั้งคนฟังและเจ้าของคำถามอย่างเขา

“อืม... ตำรวจหญิงจากฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน ที่พึ่งมารับของนั่นจากพี่ไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน”

คำตอบของเอกพลสร้างความตกตะลึงให้กับธนูอย่างที่สุด และเป็นอีกครั้งที่ธนูตระหนักว่านั่นคือความผิดที่เขาต้องเป็นคนรับผิดชอบ

“เธอขี่มอเตอร์ไซค์หรือครับ?”

น้ำเสียงที่ธนูใช้ตั้งคำถามแหบแห้งลงทุกที

“เปล่า... นั่งวินมอเตอร์ไซค์ เหยื่อคราวนี้มีสองคน”

น้ำเสียงของเอกพลเองก็แหบแห้งไม่แพ้กัน

“กล้องวงจรปิดไม่สามารถเก็บภาพได้เหมือนเดิม มันอยู่ในมุมอับ”

และนั่นคือความจริงที่น่าอัปยศอดสูยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ในความรู้สึกของเจ้าของคำพูดอย่างเอกพล

“ทำไมเขาถึงไม่เปลี่ยนมุมกล้อง แล้วก็เพิ่มหลอดไฟครับ?” ธนูอดตั้งคำถามไม่ได้ ทั้งที่รู้ดีถึงคำตอบของคำถามอยู่แล้ว

“มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำง่ายๆ ได้ภายในไม่กี่วันหรอกนะ เราเองก็น่าจะรู้” เอกพลถอนหายใจหนักๆ ให้กับระบบบางอย่างที่ยังคงวนเวียนอยู่รอบตัว

“ทั้งที่มีเหยื่อเพิ่มขึ้นทุกวันนี่น่ะหรือครับ” ธนูเองก็ถอนหายใจหงุดหงิดกับระบบที่สมควรถอนรากถอนโคนออกไป

“พี่เองก็พูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน”

บทสนทนาสิ้นสุดลงแค่นั้น เพราะสองหนุ่มต่างรู้ดีว่าหากพวกตนยังคงพูดถึงมันต่อไป ก็รังแต่จะยิ่งเจ็บปวดและเสียความรู้สึกไปอย่างไม่อาจเรียกคืนมาได้

“แหม่ม... แกทิ้งพ่อไปทำไม... แหม่มลูกพ่อ... แหม่ม!!”

เสียงพร่ำเรียกของคนเป็นพ่อ ซึ่งเป็นนายตำรวจชั้นประทวนใต้บังคับบัญชาของเอกพล เสียดแทงเข้าไปในหัวใจของชายหนุ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมันคงจะเป็นตราบาปของเขาไปตลอดชีวิต ตราบเท่าที่ยังจับตัวฆาตกรต่อเนื่องใจอำมหิตมารับโทษไม่ได้

“แล้ว... ได้หลักฐานอะไรเพิ่มเติมบ้างไหมครับ?” ธนูเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง หลังจากยืนสงบสติอารมณ์อยู่พักใหญ่

“ไม่มีเลย มันคง... เตรียมการไว้ก่อนแล้ว” เอกพลส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง ชายหนุ่มกำลังจมลงสู่ก้นบึ้งของความมืดมิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคดีหรือความรู้สึก

...สำหรับเขาแล้ว ไม่มีอะไรที่แย่ไปกว่าการได้รับรู้ว่าคนคนหนึ่งซึ่งพึ่งพบเจอกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า ต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของฆาตกรต่อเนื่องในความรับผิดชอบของเขา นี่ถ้าเขาจับกุมมันได้ก่อนหน้านี้ล่ะก็...

“ผม... ขอโทษนะครับ” ธนูเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน แม้ว่าเขาจะไม่เคยพบกับเจ้าหน้าที่สาวเคราะห์ร้ายมาก่อน หากแต่นั่นก็ถือเป็นความรับผิดชอบของสายสืบอย่างเขาเช่นกัน

“มันคือความรับผิดชอบของพี่ น้องนูไม่เกี่ยว พี่ต้องจับฆาตกรนั่นมารับโทษให้เร็วที่สุด ก่อนที่มันจะฆ่าเหยื่อรายต่อไป!”

คำประกาศกร้าวของเอกพลและสีหน้าจริงจังของผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ เรียกขวัญกำลังใจของธนูและผู้ใต้บังคับบัญชาให้คืนกลับมาอีกครั้ง ต่างตระหนักถึงภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง รวมทั้งตั้งมั่นที่จะทำมันให้ดีที่สุดไม่ต่างไปจากกัน

“มันเป็นความรับผิดชอบของผมครับพี่เอก ผมเองก็ต้องทำหน้าที่สายสืบให้เต็มที่เหมือนกัน” ธนูบอกกับเอกพลด้วยดวงตาที่ฉายแววมุ่งมั่นขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางรอยยิ้มบ่งบอกความโล่งใจของเหล่าเจ้าหน้าที่ชั้นประทวนรอบข้าง ซึ่งล้วนฝากความหวังไว้ที่สองหนุ่มทั้งสิ้น

เช้าวันใหม่ก้าวเข้ามาเยือนอย่างเป็นทางการ พร้อมแสงจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องแจกรังสียูวีเอและยูวีบีไปทั่วอาณาบริเวณแทบทุกซอกมุมชนิดที่ไม่มีทางใดเลยที่จะหนีพ้น หลายคนตื่นขึ้นด้วยอาการโหยหาวันหยุดที่กำลังจะมาถึงในอีก 48 ชั่วโมง โดยไม่รู้เลยว่ายังมีอีกหลายคนที่เฝ้าภาวนาให้นาฬิกาหยุดเดิน เพื่อให้วันพรุ่งนี้มาถึงช้าที่สุด

“ผู้กองเอกพล...” ใครคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาในห้องทำงานของชายหนุ่ม ทำเอาเอกพลซึ่งเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงเรียกต้องรีบลุกขึ้นทำความเคารพด้วยอาการตกตะลึง

“ท่านมีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับ!?”

คำถามของชายหนุ่มก่อให้เกิดรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้มาเยือน ถึงอย่างนั้นเอกพลก็ยังมองเห็นความกังวลเจืออยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย

“จะขอฝากเด็กฝึกงานไว้กับผู้กองคนนึงจะเป็นการรบกวนมากไปไหม?” ผู้อาวุโสกว่าในฐานะผู้บังคับบัญชาเอ่ยปากด้วยสีหน้าท่าทางที่บ่งบอกถึงความไม่สบายใจนัก ระหว่างชำเลืองมองไปทางหญิงสาวในชุดข้าราชการตำรวจด้านหลัง ซึ่งรูปร่างเล็กๆ บางๆ เสียจนเกือบถูกบังมิด

“เอ่อ... ได้ครับ” เอกพลตอบรับด้วยอาการงุนงง พลางมองเลยไปยังหญิงสาวร่างบางด้านหลังผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งยังคงยืนในลักษณะแอบๆ ซ่อนๆ จนทำให้มองเห็นไม่ชัดนัก

“ขอบคุณผู้กองมาก... เอ้า! ฝากตัวไว้ซะสิ คนนี้ล่ะผู้กองเอกพลที่รับผิดชอบคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนั่น”

คราวนี้คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ชายหนุ่มถึงกับชะงักไป ในเมื่อนั่นยังคงเป็นสิ่งที่กระทบกระเทือนจิตใจของเขาอยู่ตลอดเวลา จนกว่า... คนผิดจะถูกนำตัวมาลงโทษ

“ผู้กอง... นี่ยัยมุกหลานสาวของผมเอง แล้วก็เป็นเพื่อนกับหนูแหม่ม เอ่อ... หมวดชัญญา เหยื่อรายล่าสุด”

เสียงแนะนำของผู้บัญชาการตำรวจนครบาลดังขึ้น พร้อมๆ กับการปรากฏตัวอย่างเต็มรูปแบบของบุคคลที่ 3 ผู้ถูกกล่าวถึง เธอเป็นหญิงสาวร่างบาง ส่วนสูงไม่น่าจะเกิน 160 เซนติเมตรจากการคาดคะเนด้วยสายตาของเอกพล ผิวขาวราวกับไม่เคยถูกแสงแดดส่องถึงมาเป็นเวลาแรมปี ดวงหน้าเล็ก ปากนิด จมูกหน่อย ท่าทางบอบบางและอ่อนหวานเสียจนไม่น่าได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับราชการตำรวจได้ มิหนำซ้ำเวลานี้ดวงตาของเธอก็ยังมีร่องรอยที่บ่งบอกว่าผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักอีกด้วย

...ดูเหมือนชายหนุ่มจะเจอศึกหนักเสียแล้ว!

“ดิฉัน... ต้องขอโทษที่รบกวนผู้กองนะคะ” เธอพูดพลางหลบสายตาของเขาที่จ้องมองมา เพราะไม่อยากให้เขาเห็นดวงตาแดงๆ หรือเพราะเหตุผลอื่นก็สุดแท้แต่ผู้กองหนุ่มจะคิดได้

“ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็ต้องขอโทษสำหรับเรื่องของเหยื่อรายล่าสุด เอ่อ... ที่เป็นเพื่อนของคุณ” เอกพลปิดท้ายประโยคอย่างตะกุกตะกักด้วยเสียงอันเบา เขาไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต้องเผชิญหน้ากับผู้เกี่ยวข้องของผู้เสียชีวิต หรืออาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดี

“ผมเองก็ต้องขอโทษผู้กองอีกครั้งที่พาหลานสาวมารบกวน แกร่ำร้องอยากเจอผู้กองเหลือเกิน บอกว่าจะขอมาเป็นเด็กฝึกงานช่วยผู้กองจับคนร้ายที่ฆ่าเพื่อนของตัวเองให้ได้”

ยิ่งได้ยินผู้บังคับบัญชาเอ่ยปากถึงคำขอร้องของหญิงสาว ชายหนุ่มก็ยิ่งวิตกและกดดัน แม้ว่ามันจะเป็นความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ภายใต้รอยยิ้มก็ตามที

“ครับ ผมเองก็จะพยายามจับกุมตัวผู้ต้องหามารับโทษตามกฎหมายให้เร็วที่สุดครับ”

สีหน้าของเจ้าของคำพูดอย่างเอกพลจริงจัง เป็นการเป็นงาน ยิ่งทำให้หญิงสาวผู้มาเยือนถึงห้องทำงานรู้สึกชื่นชมและเปี่ยมไปด้วยความหวังมากขึ้นเป็นเท่าตัว

“อืม... ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน เด็กฝึกงานคนนี้ใช้งานได้ตามสบายเลยนะ คิดเสียว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งก็แล้วกัน”

นั่นคือสิ่งที่ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลทิ้งท้ายไว้ก่อนจะออกไปจากห้อง คงเหลือแต่เพียงสองหนุ่มสาวในฐานะผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาคนใหม่ และแม้จะได้รับการอนุญาตแล้ว แต่มีหรือที่เอกพลจะกล้าใช้งานหญิงสาวเยี่ยงเจ้าหน้าที่ตำรวจชายอกสามศอก

“คุณช่วยงานเอกสารผมก็แล้วกันนะ เอ่อ... คุณมุก” เขาเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน ระหว่างที่จัดกองแฟ้มงานพะเรอเกวียนบนโต๊ะให้เข้าที่เข้าทาง เพื่อไม่ให้มันล้มโครมใส่หญิงสาวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

“แต่ว่าดิฉันอยากออกพื้นที่ไปช่วยผู้กองสืบคดีนี่คะ” เจ้าของชื่อมุกแย้งด้วยสีหน้าท่าทางจริงจัง เป็นการเป็นงานไม่แพ้ชายหนุ่ม

“ผมไม่อยากให้คุณไปเสี่ยงอันตราย คนร้ายในคดีนี้อำมหิตเลือดเย็นแค่ไหนคุณก็เห็นแล้วนี่” ชายหนุ่มแย้งกลับด้วยเหตุผลที่เพียงพอจะทำให้เธอล้มเลิกความคิดได้

ทว่า...

“ดิฉันทราบดีค่ะ แต่ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องจับคนร้ายที่ฆ่าเพื่อนมารับโทษให้ได้ ถึงยังไงก็จะไม่ยอมตายหรอกนะคะ” หญิงสาวยืนยันเจตนารมณ์ของตัวเองอย่างหนักแน่น ดวงตาส่องประกายแห่งความเชื่อมั่นเสียจนเอกพลแทบจะยืนกุมขมับอย่างกลัดกลุ้มให้กับความดื้อรั้นของอีกฝ่าย

“แล้วงานของคุณไม่มีเลยหรือ?” ชายหนุ่มพยายามเบี่ยงเบนประเด็นไปทางอื่น เพื่อให้เธอล้มเลิกความคิดนั้นเสีย

“ดิฉันเคลียร์งานทั้งหมดแล้วค่ะ” เธอสวนตอบทันควันเช่นกัน

“เคลียร์งานแบบไหน?” เขาสวนกลับด้วยคำถามอีกครั้ง

“ก็...”

คราวนี้อาการอึกอักของหญิงสาวทำให้ชายหนุ่มได้โอกาสขี่แพะไล่ในทันที ถึงอย่างไรเสียเขาก็จะไม่ยอมให้เธอติดตามเขาไปสืบคดีนี้อย่างเด็ดขาด

“เคลียร์งานด้วยการวานคนอื่นให้ช่วยทำต่อ หรือเคลียร์งานแบบขอเลื่อนเวลาส่งงานออกไป ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหนมันก็ผิดทั้งนั้น คุณควรจะกลับไปเคลียร์งานของตัวเองให้เสร็จจริงๆ จะดีกว่านะ ส่วนเรื่องคดีของเพื่อนคุณ ผมรับรองว่ามันจะต้องจบตรงที่คนร้ายถูกนำตัวมารับโทษเร็วๆ นี้ คุณไม่ต้องห่วงหรอก”

คำพูดประโยคถัดมาและถัดมาของเอกพลยิ่งทำให้หญิงสาวหน้าเสีย เธอมุ่งมั่นกับปณิธานล่าสุดของตัวเองมากถึงขั้นติดตามขอร้องคุณลุงอยู่หลายชั่วโมงตั้งแต่ได้ข่าวการจากไปของเพื่อนรัก และถ้าหากไม่ได้ทำตามความตั้งใจอันสูงสุดของตัวเองแล้วล่ะก็ เธอคงนอนไม่หลับแน่ๆ และเธอก็เชื่อว่าเพื่อนรักของเธอก็คงนอนตายตาไม่หลับเช่นเดียวกัน

“แต่ว่าผู้กองคะ!!” หญิงสาวอ้าปากเตรียมคัดค้านเต็มที่

“ผู้กองคร้าบบบบ คุณพ่อของคุณธนู เอ้ย! ท่านผู้บังคับการให้มาตามครับ” พงศ์ทะเล่อทะล่าเปิดประตูเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาต และสะดุ้งเฮือกทันทีที่เห็นสองหนุ่มสาวภายในห้อง ตรงข้ามกับเอกพลที่ตั้งใจจะใช้โอกาสในครั้งนี้ให้เป็นประโยชน์

“อย่างนั้นเหรอ ขอบใจมาก” เอกพลยิ้มขอบคุณพงศ์แล้วผลุนผลันออกไปทันที แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังติดตามเขาไปอย่างไม่ลดละ ไม่ต่างอะไรจากตอนที่เธอติดตามขอร้องคุณลุงให้พามาหาเขา

“ผู้กองคะ ขอร้องเถอะค่ะ ให้ฉันได้ทำตามที่ตั้งใจเถอะนะคะ จะให้ฉันทำอะไรก็ได้” เธอพร่ำพูดไม่หยุด มิหนำซ้ำน้ำเสียงยังสั่นเครือคล้ายกำลังจะร้องไห้ หากแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เอกพลใจอ่อน ในเมื่อเขาไม่ใช่คนแบบนั้น

“คุณกลับไปทำงานของคุณให้เสร็จเถอะ นั่นแหละคือสิ่งที่คุณควรจะทำมากที่สุดในเวลานี้”

คำตอบของเอกพลยืนยันเจตนารมณ์เดิมของเขา หากแต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะล้มเลิกความตั้งใจของหญิงสาวได้เช่นกัน ในเมื่อเธอไม่ใช่คนแบบนั้น

“นี่! คุณเลิกตามผมสักทีเถอะ” เอกพลพูดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงติดตามเขาเป็นเงาตามตัว โดยไม่มีวี่แววจะปลีกตัวไปทำอย่างอื่น

“ไม่ค่ะ จนกว่าผู้กองจะยอมให้ฉันตามไปสืบคดีด้วย”

คำตอบที่ได้ยินบ่งบอกเจตนารมณ์ที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไปง่ายๆ ของหญิงสาว ทำเอาเอกพลแทบกุมขมับทั้งที่ยังคงเดินจ้ำอ้าวหนี กระทั่งถึงด้านหน้าห้องทำงานของท่านนายพลผู้บังคับการกองปราบปราม

“ขออนุญาตครับ” เอกพลเคาะประตูห้องเบาๆ สามครั้ง และรีบเปิดเข้าไปทันทีที่ได้ยินเสียงอนุญาตจากเจ้าของห้อง ด้วยเพราะเข้าใจว่านั่นคือวิธีเดียวที่จะหนีหญิงสาวด้านหลังพ้น ทว่า...

“ขออนุญาตค่ะ”

เสียงของหญิงสาวที่ดังขึ้นด้านหลังทำเอาชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก และไม่เพียงแค่นั้น...

“ใครกันผู้กองเอกพล?” ท่านนายพลประจำกองปราบปรามควบตำแหน่งบิดาของสายสืบจอมกะล่อน นิ่วหน้าถามด้วยความสงสัยเมื่อเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารบนโต๊ะ แล้วพบบุคคลไม่ได้รับเชิญซึ่งเป็นหญิงสาวเจ้าของเสียงขออนุญาตเมื่อครู่

“เอ่อ... คือ... เธอเป็นหลานสาวของท่านผู้บังคับการตำรวจนครบาลน่ะครับ” เอกพลจำต้องเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขาให้ผู้บังคับบัญชาฟัง โดยมีหญิงสาวตัวต้นเรื่องยืนฟังอยู่ด้วยในท่าสำรวม

“อย่างที่ผู้กองเอกพลบอก งานของเรา เราต้องรับผิดชอบ”

คำพูดของผู้บังคับการกองปราบปรามซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกับเอกพล ทำให้หญิงสาวหน้าเสียขึ้นมาอีกครั้ง และโดยไม่รอเวลาให้เธอออกไปจากห้องเสียก่อน...

“คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ทำอยู่ให้ผู้กองภูผารับผิดชอบไปคนเดียวก่อน ตอนนี้มีคดีใหม่เร่งด่วนเข้ามาเกี่ยวกับยาเสียสาวที่มีผู้ค้าเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย...”

ชื่อมหาวิทยาลัยถูกเบาเสียงจนเกือบจะหลงเหลือเพียงการกระซิบ หากแต่มันก็ทำให้เอกพลถึงกับชะงัก ในเมื่อมันคือมหาวิทยาลัยที่อริศราน้องสาวของเขารวมไปถึงธนูเรียนอยู่

“ครับ! ผมจะรีบสืบคดีและปิดคดีนี้ให้เร็วที่สุดครับ” เอกพลรับแฟ้มเล่มหนามาด้วยท่าทีแข็งขัน แต่แล้วตอนนั้นเอง...

“ดิฉัน... จะขออนุญาตเป็นนกต่อในคดีนี้ค่ะ”

คราวนี้คำพูดของหญิงสาวเรียกให้สองหนุ่มต่างยศต่างวัยหันขวับไปจ้องมองเธออย่างคาดไม่ถึง

“ผมจะไม่ใช้นกต่อ คุณกลับไปทำงานของคุณเถอะ” เอกพลตอบกลับได้ในทันที เสมือนว่านั่นเป็นคำตอบที่ไม่จำเป็นต้องผ่านสมอง

“ฉันยินดีเป็นนกต่อให้จริงๆ นะคะ ทำแบบนั้นแล้วคดีก็จะปิดได้เร็วขึ้นด้วย” หญิงสาวแย้งขึ้นทันควันเช่นกัน

“ผู้กองเอกพลพูดถูกแล้ว”

คำพูดของผู้บังคับการกองปราบปรามทำให้หญิงสาวจำต้องเงียบไป ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมทำตามง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังแอบวางแผนบางอย่างอยู่ในใจเงียบๆ อีกด้วย!?

เช้าวันใหม่อีกวันล่วงเข้ามาเยือนเพียงชั่วอึดใจ ตามความคิดของเหล่าผู้มีภาระหน้าที่และกองงานพะเรอเกวียนเทินสุมกันอยู่บนศีรษะ หมายรวมไปถึงผู้กองหนุ่มมือดีแห่งกองปราบปราม ผู้ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญชิ้นใหม่ด้วย

“เดี๋ยวพี่จะไปส่งก็แล้วกันนะวันนี้” เอกพลบอกน้องสาวระหว่างรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน ทำเอาอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นจากชามข้าวต้มควันฉุย และจ้องหน้าพี่ชายคนเดียวของตัวเองเหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“พี่เอกจะไปส่งอ้อ แล้วคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนั่นล่ะคะ ไม่ต้องไปตามสืบคดีหรือคะ!?” เธอถามพร้อมกับจ้องหน้ารอคำตอบจากพี่ชายตาไม่กะพริบ

“มันเป็นทางผ่านน่ะ พี่มีเรื่องต้องไปสืบคดีแถวนั้นนิดหน่อย” ชายหนุ่มตอบคำถาม พลางหลบสายตาของอีกฝ่ายด้วยการหันไปดูโทรทัศน์ซึ่งเปิดรายการข่าวภาคเช้าอยู่ เสมือนศพในคดีอุบัติเหตุที่กำลังฉายหราอยู่บนหน้าจอนั้นน่าดูกว่าเป็นไหนๆ ทั้งที่แท้จริงแล้วนั่นเป็นการกลบเกลื่อนคำโกหกในประโยคเมื่อครู่

...เขาไม่อยากให้น้องสาวรู้สึกวิตกกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในรั้วมหาวิทยาลัยของเธอ รวมทั้งไม่ต้องการให้ข่าววงในบางอย่างที่กำลังแพร่กระจายออกมาชะงัก หากอริศรานำเรื่องนี้ไปเตือนเพื่อนๆ และมันเกิดรั่วออกไปในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ หากแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาชะล่าใจและไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของน้องสาวเลย

“น้องนูเหรอ พี่มีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อย”

น้ำเสียงเครียดๆ ระคนร้อนใจของเขา พลอยให้คนฟังทางปลายสายหน้านิ่วคิ้วขมวดไปด้วย

“พี่เอกมีอะไรหรือครับ บอกมาได้เลย”

น้ำเสียงของธนูเคร่งเครียดและเป็นการเป็นงานไม่แพ้กัน

“พี่ฝากดูแลยัยอ้อหน่อย ช่วงนี้มียาเสียสาวระบาดในมหาวิทยาลัยที่พวกเราเรียนอยู่ พี่ต้องเข้าไปสืบคดี อาจจะต้องใช้เวลาถึงจะจับกุมไปถึงคนบงการได้”

คำพูดของผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ทำให้ธนูชะงักไป เขาไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อน หรือนั่นอาจเป็นเพราะเขาไม่ค่อยได้เข้าชั้นเรียนเพราะมัวแต่สืบคดีของฆาตกรต่อเนื่องก็เป็นได้

“ไม่ต้องห่วงครับพี่เอก ผมจะดูแลให้ดีที่สุดทั้งอ้อ แล้วก็เรื่องสืบคดีนั้นด้วย” สายสืบหนุ่มรุ่นน้องรับคำหนักแน่น พอจะช่วยให้เอกพลเบาใจไปได้บ้าง

“เรียบร้อยแล้วค่ะพี่เอก เราไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวจะสาย”

เสียงเรียกของอริศราทำให้เอกพลจำต้องรีบตัดสาย ทั้งที่ยังไม่ได้บอกกล่าวธนู ถึงอย่างนั้นจอมอัจฉริยะประจำกองปราบปรามก็พอจะเดาออก จากเสียงของหญิงสาวที่ดังลอดเข้ามาก่อนที่สายจะถูกตัดไป

“ได้ๆ งั้นเรารีบไปกันเลย” เอกพลรีบปรับสีหน้ากลับเป็นปกติ และยิ้มให้น้องสาวเหมือนตนไม่ได้ทำอะไร นอกจากยืนหายใจทิ้งรออีกฝ่ายเฉยๆ เหมือนกำลังว่างงาน

หลังจากนั้นไม่นาน รถยนต์คันเก่งของผู้กองหนุ่มมือดีก็ค่อยๆ เคลื่อนออกไปจากหน้ารั้วบ้าน มุ่งออกสู่ถนนสายหลักที่แออัดไปด้วยรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ทั้งเก่าใหม่ไปจนถึงรุ่นบุโรทั่ง ผสมผสานด้วยมลพิษของควันจากท่อไอเสียนานาชนิด กับเสียงประสานดังหนวกหูบนท้องถนนอันเป็นผลกระทบจากการจราจรอันคับคั่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้ระบบประสาททางการได้ยินของมนุษย์ผิดปกติถึงขั้นเสื่อมถาวร

“พี่เอกจะไปสืบคดีแถวมหาวิทยาลัยของอ้อหรือคะ ตรงนั้นมีคดีฆาตกรรมต่อเนื่องด้วยเหรอ หรือว่าที่กบดานของคนร้ายอยู่แถวนั้นคะ?”

คำถามจากน้องสาวทำเอาใบหน้าของคนเป็นพี่ มีเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดพรายขึ้นจนทั่วภายในชั่วเวลาไม่กี่วินาที

“เอ่อ... ก็เกี่ยวกับที่อยู่ที่กบดานของคนร้ายนั่นแหละนะ” เอกพลรีบพยักหน้าผสมโรงไปกับความเข้าใจที่เฉียดความจริงไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปดของอริศรา แม้ว่ามัน... จะเป็นคนละคดีกันก็ตามที

“อ้อคงถามมากไปสินะคะ ขอโทษนะคะ บางอย่างก็ต้องเก็บเป็นความลับ อ้อเข้าใจค่ะ” อริศรายิ้มเจื่อนๆ ให้พี่ชาย เธอสัมผัสได้ถึงความไม่สบายใจของอีกฝ่าย และพอจะรู้ว่าต้นเหตุมาจากคำถามของตัวเอง

“ไม่เป็นไรๆ เรื่องไหนที่บอกได้ พี่ก็อยากบอกอ้อนั่นแหละนะ” เอกพลเอื้อมมือไปลูบผมน้องสาวเป็นเชิงปลอบใจ ระหว่างที่รถยังจอดสงบนิ่งรอสัญญาณไฟจราจรสีเขียว ซึ่งไม่รู้ว่าจะวนเวียนมาจนถึงคิวของพวกตนเมื่อไหร่

“ขอให้คดีปิดได้ไวๆ นะคะ อ้อไม่อยากให้มีเหยื่อรายต่อไปเลย ฆาตกรคนนี้อำมหิตที่สุด ฆ่าคนอย่างกับผักปลา เขาไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ หรือคะพี่เอก”

คราวนี้คำถามของอริศราทำเอาคนเป็นพี่นิ่งอึ้งไป อย่างไม่รู้จะหาคำตอบใดมาช่วยไขความกระจ่างเหล่านี้ได้ ในเมื่อคนที่จะตอบมันได้นั้นคงมีแต่ตัวผู้ก่อคดีเองเท่านั้น และการจะได้คำตอบมานั้นก็มีทางเลือกอยู่แค่ข้อเดียว นั่นก็คือจับกุมตัวคนผิดมาลงโทษให้เร็วที่สุด!!

“พี่สัญญาว่า... จะให้เหยื่อรายนี้เป็นรายสุดท้าย” เอกพลกำหมัดแน่นตลอดเวลาที่ให้คำมั่น ซึ่งหากชั่งน้ำหนักดูจากความคืบหน้าของคดีในตอนนี้ล่ะก็... ช่างมีความเป็นไปได้อันน้อยนิดเหลือเกิน


จบตอน



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว